Categories
รวมบทความ

ครูบาศรีวิชัย

ครูบาศรีวิชัย

ชีวประวัติของ ครูบาศรีวิชัย

ครูบาศรีวิชัย เกิดเมื่อวันที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2421 ที่บ้านปาง อำเภอลี้ จังหวัดลำพูน ในขณะเกิดปรากฎว่าฝนตกหนักฟ้าร้องดังกึกก้องตลอดเวลา บิดาและมารดาจึงตั้งชื่อว่า อินทะเฟือน ซึ่งแปลว่า ฟ้าร้อง ตอนวัยเยาว์ นายอินท์เฟือน อาศัยอยู่ในหมู่บ้านกันดาร มีชนกลุ่มน้อยอาศัยอยู่มากโดยเฉพาะชาวกะเหรี่ยง

ครูบาศรีวิชัย ในช่วงนั้นบ้านปางยัง ไม่มีวัดประจำหมู่บ้าน จนกระทั่งเมื่อนายอินท์เฟือนมีอายุได้ 17 ปี ได้มีพระภิกษุรูปหนึ่งชื่อ ครูบาขัตติยะ หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า “ครูบาแฅ่งแฅะ หมายถึง ขาพิการ เดินขากะเผลก) เดินธุดงค์จากบ้านป่าซางผ่านมาถึงหมู่บ้านนั้น ชาวบ้านจึงนิมนต์ให้ท่านอยู่ประจำที่บ้านปาง แล้วก็ช่วยกันสร้างกุฏิชั่วคราวให้ท่านจำพรรษา

เด็กชายอินท์เฟือน จึงได้ฝากตัวเป็นศิษย์ และเมื่ออายุได้ 18 ปี ก็ได้บรรพชาเป็นสามเณรที่อารามแห่งนี้ โดยมีครูบาขัตติยะเป็นพระอุปัชฌาย์ 3 ปีต่อมา พ.ศ. 2442 ได้เข้าอุปสมบทในอุโบสถวัดบ้านโฮ่งหลวง อำเภอบ้านโฮ่ง จังหวัดลำพูน โดยมีครูบาสมณะ วัดบ้านโฮ่งหลวง เป็นพระอุปัชฌาย์ ได้รับนามฉายาในการอุปสมบทว่า “สิริวิชโยภิกฺขุ” มีนามบัญญัติว่า พระศรีวิชัย

ต่อมาจึงได้อุปสมบทเป็นพระ ศรีวิชัย ได้ศึกษาเล่าเรียนทางวิปัสสนาจนมีความรู้แตกฉานเป็นที่เคารพของชาวเมืองทั่วไปจนพากันเรียกว่า”ครูบา”ซึ่งหมายถึงพระภิกษุอาวุโส ตลอดชีวิตของครูบาศรีวิชัยได้บูรณะซ่อมแซมวัดวาอารามต่าง ๆ ไว้เป็นจำนวนมากเป็นที่ศรัทธาของสานุศิษย์ เพียงออกปากก็ได้รับความร่วมมือและช่วยเหลือเป็นอย่างดี

ครูบาศรีวิชัย ตอนหลังอุปสมบท เมื่ออุปสมบทแล้ว พระศรีวิชัย สิริวิชโยภิกขุ ได้กลับมาจำพรรษาที่ อารามบ้านปาง 1 พรรษา จากนั้นได้ไปศึกษากัมมัฏฐานและวิชาอาคมกับครูบาอุปละ วัดดอยแต อำเภอแม่ทา จังหวัดลำพูน ต่อมาได้ไปฝากตัวเป็นศิษย์ ของครูบาวัดดอยคำ และอีกท่านหนึ่งที่ถือว่าเป็นครูของครูบาศรีวิชัยคือ ครูบาสมณะ วัดบ้านโฮ่งหลวง

ซึ่งเป็นพระอุปัชฌาย์ของท่าน พระครูบา ได้รับการศึกษาจากครูบาอุปละ วัดดอยแต เป็นเวลา 1 พรรษาก็กลับมาอยู่ที่อารามบ้านปางจนถึง พ.ศ. 2444 อายุได้ 24 ปี พรรษาที่ 4 ครูบาขัตติยะได้จาริกออกจากบ้านปางไป บางท่านว่ามรณภาพ พระครูบาศรีวิชัย จึงรักษาการแทนในตำแหน่งเจ้าอาวาส และเมื่อครบพรรษาที่ 5

ได้เป็นเจ้าอาวาสวัดบ้านปาง จากนั้นก็ได้ย้ายวัด ไปยังสถานที่ที่เห็นว่าเหมาะสม คือบริเวณเนินเขา ซึ่งเป็นที่ตั้งวัดบ้านปางในปัจจุบัน เพราะเป็นที่วิเวกและสามารถปฏิบัติธรรม ได้เป็นอย่างดี โดยได้ให้ชื่อวัดใหม่แห่งนี้ว่า วัดจอมสรีทรายมูลบุญเรือง แต่ชาวบ้านทั่วไปยังนิยมเรียกว่า

ครูบาศรีวิชัย

วัดบ้านปาง ตามชื่อของหมู่บ้าน พระครูบาศรีวิชัย เป็นผู้มีศีลาจารวัตรที่งดงามและเคร่งครัด ท่านงดการเสพหมาก เมี่ยง บุหรี่ โดยสิ้นเชิง ท่านงดฉันเนื้อสัตว์ ตั้งแต่เมื่ออายุได้ 26 ปี และฉันอาหารเพียงมื้อเดียว ซึ่งมักเป็นผักต้มใส่เกลือกับพริกไทย บางครั้งก็ไม่ฉันข้าวทั้ง 5 เดือน นอกจากนี้ท่านยังงดฉันผักตามวันทั้ง 7

เมื่อท่านได้วิเวกทางกาย จิตใจก็หยั่งรู้เข้าสู่สมาธิหยั่งลงสู่วิปัสสนาญาณ ท่านก็ยิ่งมีความพากเพียรในการปฏิบัติกัมมัฏฐานมากขึ้นเคร่งครัดในวินัย ไม่แตะต้องลาภสักการะปัจจัย ฉันอาหารมังสะวิรัติ ประชาชนจึงเกิดความเลื่อมใส ชื่อเสียงของท่านก็ยิ่งโด่ง ดังไกลออกไป ชาวบ้านหลั่งไหลเข้ามาเคารพบูชาท่านมากขึ้น ต่อมา ครูบาขัติยะย้ายไปจำพรรษาที่อื่น

ท่านจึงรับตำแหน่งเจ้าอาวาส วัดบ้านปาง และบุกเบิกป่านั้นสร้างเป็นวัดขึ้น ไม่นานก็สร้างเสร็จมีงานฉลอง ปอยหลวง)ถึง 7 วัน 7 คืน และได้ตั้งชื่อวัดใหม่่แห่งนี้ว่า วัดศรีดอนชัยทรายมูลบุญเรืองบ้านปาง ชาวบ้านเรียกว่า วัดบ้านปาง ส่วนวัดเดิมที่มีอยู่ในหมู่บ้านก็หมดสภาพไป

นับเป็นวัดแรกที่ท่านได้สร้างขึ้นมา พ.ศ. 2444 ต่อมาระหว่างปี พ.ศ. 2451-2463 ต้องอธิกรณ์ถูกกล่าวหาในหลายกรณี เช่นเป็นพระอุปัชฌาย์เถื่อน ไม่ประพฤติตนให้ เป็นไปตามคำสั่งของคณะสงฆ์ ไม่อยู่ในบังคับบัญชาของพระครูมหารัตนากร เจ้าคณะแขวงลี้ ที่เพิ่งตั้งขึ้นมาใหม่ตามพ.ร.บ.ปกครองคณะสงฆ์ ครูบาศรีวิชัยถูกกักบริเวณให้อยู่ในวัดพระธาตุหริภุญชัย 1ปีพ.ศ.2454

ครูบาศรีวิชัย

ถูกกักบริเวณอยู่ในวัดศรีดอนชัยเชียงใหม่ 3 เดือน สุดท้ายจึงถูกนิมนต์ให้เข้าไปสอบสวนที่กรุงเทพฯ พ.ศ.2463แต่ทุกคดีก็ได้รับการวินิจฉัยจากสมเด็จพระมหาสมณะเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส สมเด็จพระสังฆราชในสมัยนั้นว่าไม่มีความผิดครูบาศรีวิชัย จึงเดินทางกลับจังหวัดลำพูน บรรดาสานุศิษย์จัดขบวนต้อนรับ

ทำพิธีบายศรีสู่ขวัญ ประชาชนก็เพิ่มความเคารพ เลื่อมใสยิ่งขึ้น ถูกอธิกรณ์ครั้งที่ 2 ปี พ.ศ. 2478 จึงทำให้ศรัทธาสาธุชนทั่วสารทิศมาเฝ้าชื่นชมบารมี ร่วมทำบุญกับครูบาศรีวิชัย ที่ถือว่าเป็นพระอริยสงฆ์มาโปรดสัตว์โลกในยุคกึ่งพุทธกาล ท่านมักจะรับนิมนต์ ไปเป็นประธาน นั่งหนัก ในการบูรณะศาสนสถานทั่วภาคเหนือไม่ต่ำกว่า 108

แห่งผลงานการก่อสร้างศาสนาสถาน และสาธารณสมบัติบูรณะซ่อมแซมบริเวณหน้าวิหารหลวงและพระบรมธาตุ วัดพระธาตุหริภุญชัย พ.ศ.2463 หลังจากกลับจากกรุงเทพฯแล้วไปบูรณะพระเจดีย์ พระธาตุดอยเกิ้ง อำเภอฮอด พ.ศ.2464 สร้างวิหาร วัดพระเจ้าตนหลวง จังหวัดพะเยา พ.ศ.2465บูรณะพระธาตุช่อแฮ จังหวัดแพร่ พ.ศ.2466 วัดพระสิงห์ จังหวัดเชียงใหม่ พ.ศ.2467

สร้างธาตุและบันไดนาค วัดบ้านปางพระธาตุ เกตุสร้อยแก่งน้ำปิง พ.ศ. 2468 รวบรวมพระไตรปิฏกฉบับอักษรล้านนาจำนวน 5,408ผูก พ.ศ.2469-2471บูรณะวัดสวนดอก จังหวัดเชียงใหม่ พ.ศ.2474 และผลงานชิ้นอมตะคือ การสร้างทางขึ้นดอยสุเทพจังหวัดเชียงใหม่ ที่ศรัทธาสานุชนมาร่วมกันสร้างถนนวันละไม่ต่ำกว่า 5.000 คน แล้วเสร็จภายใน 6 เดือน

ตามสัจจะวาจา พ.ศ.2478 สร้างวิหารวัดบ้านปางเสร็จปี พ.ศ.2482

วัดจามเทวี พ.ศ.2479 สุดท้าย คือ สะพานศรีวิชัย เชื่อมระหว่างลำพูน ริมปิง เชียงใหม่พ.ศ.2481 ที่มาสร้างเสร็จภายหลังจากที่ครูบาศรีวิชัยมรณภาพ รวมวัดต่างๆที่ท่านครูบาเจ้าศรีวิชัยไปบูรณะปฏิสังขรณ์รวม 108 วัดต่อมามีผู้เรียกท่านว่า พระศรีวิชัย ชาวบ้านจึงเรียกท่านว่า ครูบาศรีวิชัยบ้าง ครูบาวัดบ้านปางบ้าง ครูบาศีลธรรมบ้างซึ่งเป็นนามที่ชาวบ้านตั้งให้ ด้วยความนับถือ

ครูบาศรีวิชัย

ช่วงเวลาสุดท้ายของชีวิตครูบาศรีวิชัย

ครูบาศรีวิชัย ถึงมรณภาพลงเมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2481 ที่วัดบ้านปาง จังหวัดลำพูน อายุ 60ปี เศษพรรษได้ 40 พรรษาท่านก็ถึงแก่มรณภาพด้วยอาการสงบ ศพของท่านได้เก็บไว้
ที่วัดบ้านปางเป็นเวลา 1 ปี เมื่อวิหารที่วัดบ้านปางเสร็จเรียบร้อยแล้วก็นำศพของท่านแห่เป็นขบวนใหญ่กลับเข้าสู่วัดจามเทวี จังหวัดลำพูน
เป็นเวลา 7 ปี

เพื่อให้ลูกศิษย์ ได้พึ่งบารมีของท่าน อัฐิของท่านออกเป็น 6 ส่วน คือบรรจุไว้ที่วัดบ้านปาง อำเภอลี้ จังหวัดลำพูน ส่วนหนึ่ง บรรจุไว้ที่วัดจามเทวี อำเภอเมือง จังหวัดลำพูน ส่วนหนึ่งบรรจุไว้ ที่วัดสวนดอก อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ส่วนหนึ่งบรรจุ ไว้ที่วัดพระแก้วดอนเต้า จังหวัดลำปางส่วนหนึ่งบรรจุไว้ที่วัด พระเจ้าตนหลวง จังหวัดเชียงราย ปัจจุบันจังหวัดพะเยา ส่วนหนึ่งบรรจุไว้ที่วัดพระธาตุช่อแฮ จังหวัดแพร่ส่วนหนึ่ง

ขอขอบคุณบทความดีๆ จาก ufabet.com

Credit : https://ufabets5.com/