Categories
รวมบทความ

พระครูภาวนารังสี

ประวัติ พระครูภาวนารังสี หรือ หลวงพ่อเปลื้อง วิสัฏโฐ วัดใหญ่ชัยมงคล อยุธยา อริยะโลกที่ 6

พระครูภาวนารังสี ณ วัดพระพุทธบาทพนมดิน อำเภอท่าตูม จังหวัดสุรินทร์ หลวงปู่ธรรมรังษี พระมงคงรังษี มีนามเดิมว่า นายสุวัฒน์ ฉิง เกิดเมื่อวันที่ 6 เมษายน 2462 ณ.ตำบลเกีย อำเภอโมงฤษี (อำเภอโมงรือแซ็ยในปัจจุบัน) จังหวัดพระตะบอง ประเทศกัมพูชา เมื่อปฐมวัยได้อายุได้ 14 ปี ได้บรรพชาเป็นสามเณร 1 พรรษา แล้วลาสิกขา ออกมาช่วยบิดา-มารดา

อุปสมบท พระครูภาวนารังสี

ทำงานจนอายุครบ 20 ปี จึงได้อุปสมบทเมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม 2481 ณ วัดเวฬุวนาราม ตำบลเกีย อำเภอโมงรือแซ็ย จังหวัดพระตะบอง ประเทศกัมพูชา มีฉายาธรรมว่า “ ธรรมรังษี ”

หลวงปู่ธรรมรังษีเป็นพระที่มีใจใฝ่ปฏิบัติสมาธิภาวนา และกรรมฐาน ได้ศึกษาวิปัสสนากรรมฐานควบคู่กับการศึกษาพระเวทวิทยาคมจากพระเกจิอาจารย์ หลายรูปในประเทศกัมพูชาตลอด 35 พรรษา จนมีวิชาแก่กล้าแตกฉานและเชี่ยวชาญหลายแขนงเป็นที่เคารพนับถือของชาวบ้าน และจังหวัดใกล้เคียงในประเทศกัมพูชา

นับตั้งแต่หลวงปู่ธรรมรังษีท่านอายุ 20 ปี ท่านเน้นศึกษาสายพระเวทย์ วิทยาคมจากครูบาอาจารย์หลากหลายสำนัก รวมทั้งศึกษากับพระสังฆราชชวน นาถ (พระสังฆราชองค์ก่อนในยุค 2490) ซึ่งพระสังฆราชชวน นาถ ท่านเป็นมหาปราชญ์แห่งประเทศกัมพูชา

หลวงปู่ธรรมรังษีท่านเรียนพระเวทย์เขมรโบราณชั้นสูง ตลอดระยะเวลา 35 ปี (ถึงอายุ 55 ปี) ควบคู่กับการปฏิบัติกรรมฐาน และได้หันมามุ่งเน้นการปฏิบัติกรรมฐานอย่างจริงจังเพียงอย่างเดียว จนได้รับสมณศักดิ์ เป็น “ พระครูธรรมรังษี “ เป็นเจ้าคณะอำเภอโมงรือแซ็ย

สมัยอยุธยา

สร้างขึ้นในสมัยอยุธยาตอนต้นรัชสมัยของสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 หรืออีกพระนามหนึ่งคือ สมเด็จพระเจ้าอู่ทองพระมหากษัตริย์ผู้สถาปนากรุงศรีอยุธยา ตามตำนานกล่าวว่า เมื่อครั้ง พ.ศ. 1900 สมเด็จพระเจ้าอู่ทองได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ขุดศพเจ้าแก้วและเจ้าไท ซึ่งทิวงคตด้วยอหิวาตกโรคขึ้นมาเผา ที่ปลงศพนั้นโปรดให้สถาปนาเป็นพระอาราม นามว่า วัดป่าแก้ว

ต่อมาคณะสงฆ์สำนักวัดป่าแก้วที่ได้บวชเรียนมา จากสำนักรัตนมหาเถระในประเทศศรีลังกาคณะสงฆ์นี้ได้เป็นที่เคารพเลื่อมใสแก่ชาวกรุงศรีอยุธยาเป็นอันมาก ทำให้ผู้คนต่างมาบวชเรียนในสำนักสงฆ์คณะป่าแก้วมากขึ้น สมเด็จพระเจ้าอู่ทอง

จึงทรงตั้งอธิบดีสงฆ์นิกายนี้เป็นสมเด็จพระวันรัตน์ มีตำแหน่งเป็นพระสังฆราชฝ่ายขวาคู่กับสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ซึ่งมีตำแหน่งเป็นสังฆราชฝ่ายคันถธุระ กาลต่อมาเป็นที่พำนักของพระภิกษุคณะป่าแก้ว ซึ่งมี สมเด็จพระเป็นประธานสงฆ์ จึงได้ชื่อว่า วัดเจ้าพระยาไทยคณะป่าแก้ว

เรื่องราวสำคัญในประวัติศาสตร์ของวัดป่าแก้วมีอยู่ว่า อุโบสถของวัดเคยเป็นที่ซึ่งคณะคิดกำจัดขุนวรวงศาธิราชกับท้าวศรีสุดาจันทร์มาประชุมเสี่ยงเทียนอธิษฐาน ครั้งนั้นได้รับผลสำเร็จจึงอัญเชิญพระเฑียรราชาลาผนวช ขึ้นครองราชสมบัติทรงพระนามว่า

สมเด็จพระมหาจักรพรรดิพ.ศ. 2104ในรัชกาลของสมเด็จพระมหาจักรพรรดินั้นเอง ได้มีพระบรมราชโองการให้เอาสังฆราชวัดป่าแก้วไปสำเร็จโทษ ฐานฝักใฝ่ให้ฤกษ์ยามแก่ฝ่ายกบฎพระศรีศิลป์ พ.ศ. 2135

พระครูภาวนารังสี

ในแผ่นดินของพระนเรศวรมหาราช มีเหตุการณ์สำคัญที่ชวนให้เข้าใจว่ามีการสร้างปฏิสังขรณ์เจดีย์ประธานวัด เพื่อเฉลิมพระเกียรติยศของพระองค์ที่ได้ชัยชนะพระมหาอุปราชแห่งพม่า จึงทำให้เชื่อว่าเป็นที่มาของชื่อวัดใหญ่ชัยมงคล

เจดีย์ชัยมงคลอนุสรณ์แห่งชัยชนะ อันยิ่งใหญ ่ที่สมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงรบชนะ มังกะยอชวา พระมหาอุปราช ของหงษาวดี ที่ต.หนองสาหร่าย จ.สุพรรณบุรีในครั้งนั้นพม่าได้ยกทัพเข้ามา ในขอบขันฑสีมา สมเด็จพระนเรศวรฯ และสมเด็จพระเอกาทศรถ ผู้เป็นพระอนุชา จึงได้นำทัพไปรับศึก และได้ขับช้างเข้าไปอยู่

ในวงล้อมของข้าศึก ทีคอยระดมยิงปืน เข้าใส่พระและ พระคชาธาร โดยที่เหล่าแม่ทัพนายกองวิ่งตามพะรองค์ มาไม่ทันพระองค์ จึงประกาศด้วยพระสุรเสียงอันดังว่า พระเจ้าพี่เรา จะยืนอยู่ไยในร่มไม้ เล่าเชิญออกมาทำยุทธหัตถีด้วยกัน ให้เป็นเกียรติยศไว้ ในแผ่นดินเถิด

ภายหน้าไปไม่มี กษัตริย์ที่จะได้ยุทธหัตถีแล้ว พระอุปราช ของพม่าจึงไสยช้างออกมากระยุทธถี ด้วยกันในการ ทำยุทธหัตถี ครั้งนั้นสมเด็จพระนเรศวรได้ทรงใช้พระแสงพล ผ่ายฟาด ฟันพระอุปราช ขาดตะพายแล่ง

เกิดสงครามกลางเมือง

เมื่อ พ.ศ. 2418 เกิดสงครามกลางเมืองในประเทศกัมพูชาถึงขั้นวิกฤต หลวงปู่ธรรมรังษีในฐานะทายาทผู้สืบต่ออายุพระพุทธศาสนาตกอยู่ในฝ่ายตรงข้ามเขมรแดง เนื่องจากวัดวาอารามในจังหวัดใกล้เคียงจังหวัดพระตะบอง ถูกทำลายเสียหายและถูกยึดเป็นค่ายทหาร

พระสงฆ์องค์ใดไม่อ่อนน้อมยอมลาสิกขาเข้าเป็นพวกจะถูกทรมานถึงชีวิต ที่หนีรอดก็กระจัดกระจายไม่ทราบ ชะตากรรมคืนหนึ่งในขณะที่หลวงปู่ท่านนั่งเจริญสมาธิภาวนาในกลางดึกสงัด เกิดนิมิตทางหู ได้ยินเสียงประกาศกึกก้องมาแต่ไกล และใกล้เข้ามา ใกล้เข้ามา

ท่านยังคงนั่งนิ่งดำรงสติมั่น และเกิดภาพนิมิตเบื้องหน้าปรากฏชัดเจน คือองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ของชาวไทย เสด็จยืนอยู่ใต้ร่มโพธิ์ใหญ่ มีข้าราชบริพารนั่งคุกเข่าเฝ้าถวาย

ความเคารพอยู่เนืองแน่น หลวงปู่ท่านเพ่งมองภาพนั้นอยู่นานจนกระทั่งเลือนหายไป ภาพดังกล่าวยังคงติดตาหลวงปู่ธรรมรังษีมาโดยตลอด วันรุ่งขึ้นหลวงปู่ท่านได้เล่ามงคลนิมิตให้บรรดาญาติโยมและพระลูกวัดฟัง และเอ่ยบอกว่าประเทศไทยนี้ปลอดภัยที่สุด

ออกเดินทางธุดงค์

พระครูภาวนารังสี

พระครูภาวนารังสี และคณะใช้เวลาเดินทางธุดงค์มา 5 วัน จนถึงด่านปอยเปต อยู่ติดกับชายแดน อำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว เข้าพำนักที่วัดป่าเลไลย์เพื่อขออนุญาตเข้า ประเทศไทย ในที่สุดก็ได้รับการอนุญาตจากทางการไทย หลวงปู่ท่านโดยสารรถไฟ

จากสถานีอรัญประเทศ เข้าสู่กรุงเทพฯ เช้า วันที่ 18 เมษายน 2518 หลังจากกรุงพนมเปญถูก เขมรแดงยึดได้เพียง 1 วัน ระหว่างอยู่บนรถไฟหลวงปู่นั่งภาวนาขอพระบารมีองค์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เป็นที่พึ่งตลอดเวลาทุกลมหายใจเข้าออก

เมื่อถึงกรุงเทพ ได้เข้าพำนักอยู่กับพระอาจารย์วิโรจน์ เจ้าอาวาสวัดราชสิงขร ซึ่งเป็นสหธรรมิกกันมาก่อน และด้วยความ ที่หลวงปู่ธรรมรังษีมุ่งมั่นและใฝ่ในด้านวิปัสสนา กัมมัฏฐาน พระอาจารย์วิโรจน์จึงได้พาหลวงปู่ให้ไปจำพรรษาอยู่ที่วัด เพลงวิปัสนา กรุงเทพฯ หลวงปู่ท่านได้ศึกษาปฏิบัติธรรมเพิ่มเติมจากวัดเพลงวิปัสสนา

และวัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎ์ ในพรรษาถัดมาหลวงปู่ธรรมรังษีท่านจึงได้ปรารภกับสหธรรมิกรูป หนึ่งนั่นก็คือ พระเกี่ยว ในขณะนั้นท่านมีอายุ 49 ปี ซึ่งปัจจุบันนี้ชาวพุทธรู้จัก ท่านในนาม สมเด็จพระพุฒาจารย์ เกี่ยว อุปเสโน แห่งวัดสระเกศ ว่าการปฏิบัติสมา ธิวิปัสสนา อยู่ในเมืองหลวงนั้นก้าวหน้าไปได้ช้าเพราะยังไม่สงบสงัดเพียงพอ

น่าจะมีสถานที่อื่นที่จะไปบำเพ็ญเพียรให้ประสบความสำเร็จได้ สมเด็จพระพุทฒาจารน์ เกี่ยว จึงนำพาหลวงปู่ท่านจาริกสู่ชนบทบ้านเกิดที่ อ.รัตนบุรี จ.สุรินทร์ ได้พบกับ “ พระอาจารย์สิงห์ สุธัมโม ” (พระครูภาวนาประสุต) เจ้าอาวาสวัดบ้านขี้เหล็ก ต.หนองบัวทอง อ.รัตนบุรี จ.สุรินทร์ ซึ่งเป็นพระนักปฏิบัติเป็นที่เลื่อมใสศรัทธาของสาธุชนทั่วไป

มรณภาพ

ตลอดเวลาในการปกครองพระเณร หลวงพ่อเปลื้องยึดหลักเมตตาธรรม ส่งผลให้พระภิกษุสามเณรในปกครองไม่เคยปฏิบัติตนออกนอกลู่นอกทาง แต่ละปีจึงมีภิกษุ สามเณร มาจำพรรษาที่วัดแห่งนี้จำนวนมาก หลวงพ่อปฏิบัติหน้าที่รับใช้พระพุทธศาสนาโดยไม่เคยขาดตกบกพร่อง

ช่วงปีพุทธศักราช 2513-2517 สำนักเรียนวัดใหญ่ ชัยมงคล มีพระภิกษุสามเณรมากที่สุดในจังหวัด พระนครศรีอยุธยา รวมพระภิกษุสามเณร 114 รูป มี พระอาจารย์ มหาเสเวียน จันทโสภโณ เปรียญธรรม 7 ประโยค เป็นพระอาจารย์ ใหญ่ฝ่ายอำนวยการศึกษา มีพระอาจารย์เป็นครูสอนนักธรรม–บาลีรวม 7 รูป มีสอนตั้งแต่นักธรรมชั้นตรี เปรียญธรรม 6 ประโยค

สร้างคุณูปการมากมาย ทำการพัฒนาทาง ด้านถาวรวัตถุและพัฒนาด้านจิตใจควบคู่กันไป มรณภาพจาก ไปอย่างสงบ เมื่อวันที่ 21 ม.ค.2528 สิริอายุ 83 ปี พรรษา 62

ขอขอบคุณบทความเกจิอาจารย์ดีๆ โดย ufa168

เครดิต https://ufabets5.com/ufa168/