Categories
รวมบทความ

พระพรหมมุนี

พระพรหมมุนี

ประวัติ ชีวิตอัศจรรย์ พระพรหมมุนี (ผิน สุวโจ) เทพเจ้าแห่งความเมตตา

พระพรหมมุนี ชาติกําเนิด

พระพรหมมุนี (ผิน สุวโจ) มีนามเดิมว่า ผิน ธรรมประทีป เป็นบุตรคนที่ 4 ในจำนวนบุตรธิดา 7 คน ของนายห้อยกับนางฮวด ธรรมประทีป เกิดเมื่อวันศุกร์ที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2437 ตรงกับวันแรม 7 ค่ำ เดือน 10 ปีมะเมีย เวลา 15.30 น. ณ ตำบลบ้านแหลมใหญ่ อำเภอบ้านปรก (ปัจจุบันเป็นตำบลบ้านปรก อ.สมุทสงคราม

การศึกษา

เมื่อโตขึ้นได้ศึกษาภาษาไทย ในสำนักขุนวิทยานุกูลกวี (ทองดี เครือชะเอม ป.๗ อดีตครูโรงเรียนราชกุมารราชกุมารี ในพระบรมมหาราชวัง) ณ วัดเกตุการาม จังหวัดสมุทรสงคราม ญาติของท่าน ฝ่ายมารดาและฝ่ายบิดา เป็นคริสต์ศาสนิกชน ที่เคร่งครัด และมีญาติบางคนได้บวชเป็นบาทหลวงและภคินีในศาสนาคริสต์ด้วย เมื่อยังเยาว์ ท่านเคยไปภาวนาในโบสถ์คริสต์กับญาติบ้างกับผู้ปกครองบ้าง

และได้เคยรับศีลล้างบาปตามประเพณี ของศาสนาคริสต์ แต่ด้วยเหตุที่ศาสนาคริสต์ไม่ต้องด้วยอัธยา ศัยของท่าน เพราะได้เคยได้รับความสลดใจหลายอย่างเกี่ยวกับการ กระทำของพวกเด็กชาวคริสต์ที่กระทำต่อพระภิกษุสามเณร เช่น เมื่อเห็น พระภิกษุสามเณร เดินบิณฑบาต ก็มักจะพากันกล่าววาจาหยาบคายต่าง ๆ

ซึ่งท่านเองก็พลอยทำตาม เขาด้วยในบางครั้ง ท่านเล่าว่า เคยฝันเห็นอุโบสถลอยมาในอากาศบ้าง ฝันเห็นอุบาสก อุบาสิกา นุ่งขาวห่มขาวนั่งสวดมนต์กันบ้าง ฝันเห็นตนเองปีนกำแพงเข้า

พระพรหมมุนี

ไปในโบสถ์บ้าง ปกติเป็นคนมีนิสัย กลัวบาปตกนรก เมื่อศาสนาคริสต์สอนว่าฆ่าสัตว์ไม่บาป เพราะพระเจ้าสร้าง มาให้เป็นอาหาร ของมนุษย์ ท่านเห็นว่าสอนเช่นนี้ ไม่ยุติธรรม

อุปสมบท

เมื่ออุปนิสัยน้อมเข้ามาทาง พระพุทธศาสนาเช่นนี้ ครั้นอายุได้ 16 ปี พ.ศ. 2453 จึงได้รับการบรรพชา เป็นสามเณร กับพระครูธรรมธรแก้ว พฺรหฺมสาโร วัดพวงมาลัย อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสงคราม แล้วเล่าเรียนอยู่ในวัดนั้นเป็นเวลาปีเศษ ก็ลาสิกขาออกไปเรียนภาษาไทยที่วัดเกตุการามต่ออีก ครั้นอายุได้ 19 ปี พ.ศ. 2456

ท่านก็ได้กลับ เข้ามา บรรพชาเป็นสามเณร อีกครั้งหนึ่งกับ พระมหาสมณวงศ์ แท่น โสมทตฺโต วัดเกตุการาม และอยู่มาจนอายุครบ 20 ปีบริบูรณ์ ก็ได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุ ณ วัดเกตุการามนั้น โดยมีพระพุทธวิริยากร (จิตต ฉนฺโน)  เจ้าคณะจังหวัดราชบุรี เป็นพระอุปัชฌาย์ พระครูอุดมธีรคุณ (เพิ่ม อุชุโก) และพระครูธรรมธรอินทร์ ภาสกโร วัดเกตุการาม เป็นพระกรรมวาจาจารย์

เมื่ออุปสมบทแล้ว ท่านได้อยู่ศึกษาเล่าเรียน พระปริยัติที่วัดเกตุการามนั้น 4พรรษา ในพรรษาที่ 3 สอบได้นักธรรม ชั้นตรีพ.ศ. 2461 ได้ย้ายเข้าอยู่วัดบวรนิเวศวิหาร เพื่อศึกษาเล่าเรียน ต่อในสมัยสมเด็จ พระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส

ทรงครองวัดและอยู่ในความดูแล ของพระมหานายก มณี ลิมกุล สุดท้ายเป็นพระเทพกวี แล้วลาสึกขา ซึ่งเป็นชาวจังหวัดเดียวกัน การขบฉันในสมัยนั้นนับว่าอัตคัด สมเด็จ พระมหา สมณเจ้าฯจึงต้องทรงแบ่งเครื่องเสวยประทานเป็นครั้งคราวเสมอ การศึกษาเล่าเรียน ของท่านก็เจริญก้าวหน้าไปเป็นลำดับ สอบได้ชั้นและประโยคต่างๆ ดังนี้

ภาระเกี่ยวกับการงานวัด

พระพรหมมุนี ได้เริ่มรับภาระเกี่ยว กับการงานวัดและมหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย และการคณะสงฆ์ในด้านต่างๆ มาตั้งแต่มีอายุพรรษาในขั้นพระผู้น้อย และก็มีภารกิจมากขึ้น ตามลำดับอายุกาลพระธรรมวราจารย์ หรือหลวงปู่แบน ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศวิหาร เข้ามาสังกัดวัดบวรนิเวศวิหารตั้งแต่ปี 2493

เคยรับใช้ใกล้ชิดพระพรหมมุนีในฐานะเลขานุการส่วนตัว ได้เล่าถึงเกียรติคุณพระพรหมมุนีให้ฟังว่า เป็นเพราะพระพรหมมุนี (ผิน) มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย จึงสามารถดำเนินงานเป็นมหาวิทยาลัยสงฆ์ตราบเท่าทุกวันนี้ ท่านเป็นผู้จัดตั้ง เปิดสอนเป็นงานเป็นการมาตั้งแต่ปี 2489

ท่านเล่าว่า พระพรหมมุนี ผิน ขณะดำรงสมณศักดิ์เป็นพระสุพจนมุนี เป็นผู้อำนวยการมูลนิธิมหามกุฏราชวิทยาลัย เป็นผู้จัดตั้งมหาวิทยาลัยสงฆ์ขึ้น และสมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ ประทานนามว่าสภาการศึกษามหามกุฏราชวิยาลัย ทรงดำรงตำแหน่งนายกมหามกุฏราชวิทยาลัย เป็นรูปแรก
แต่กว่าจะจัดตั้งได้ก็ต้อง พยายามมิใช่น้อย เพราะสมเด็จพระสังฆราชเจ้าไม่ทรงเห็นด้วยในช่วงแรก ต่อเมื่อทรงรับฟังความเห็นจากคณะกรรมการ และทรงทราบว่าส่วนใหญ่เห็นด้วย พระองค์ท่านจึงไม่ขัดข้องและจัดทำคำสั่งตั้งมหาวิทยาลัยสงฆ์ขึ้น เมื่อวันที่ 30 ธ.ค. 2488

พระพรหมมุนี

ทำงานให้มหาวิทยาลัยสงฆ์

ส่วนหลวงปู่ หรือพระธรรมวราจารย์ เข้ามาทำงานในตำแหน่งเล็กๆ ในสภาการศึกษามหามกุฏฯ คือ งานสารบัญ แต่ได้ไต่เต้าขึ้นมาเรื่อยๆ ปี 2510 ดำรงตำแหน่งผู้ช่วยเลขาธิการ ปี 2521 เป็นรองเลขาธิการ ปี 2535 เป็นรองอธิการบดีฝ่ายบริหาร จนถึงปี 2541 ออกจากตำแหน่งรองอธิการบดีฝ่ายบริหารตาม พ.ร.บ.สงฆ์มหามกุฏราชวิทยาลัย

หลวงปู่ทำงาน ให้มหาวิทยาลัย สงฆ์นานเกือบ 30 ปี พยายามให้รัฐบาลตราพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยมหามกุฏฯ เริ่มตั้งแต่สมัย ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช เป็นนายกรัฐมนตรี ปี 2517-2518 แต่ไม่สามารถเดินหน้าได้ จนถึงสมัย พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ เป็นนายกรัฐมนตรี จึงสำเร็จ เมื่อสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช

ทรงมีลิขิตถึงบุคคลทางการเมืองที่เกี่ยวข้อง เช่น นายกรัฐมนตรีและประธานรัฐสภา เป็นต้น ถึงความจำเป็นในการมี พ.ร.บ.มหาวิทยาลัยสงฆ์ ต่อมาสภาเห็นชอบและประกาศในราชกิจจานุเบกษา เดือน ต.ค. 2540 เรื่อง พ.ร.บ.มหาวิทยาลัยสงฆ์ 2 แห่ง คือ มหาวิทยาลัยมหามกุฏฯ และมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

สำหรับการสนองงานพระพรหมมุนี (ผิน) นั้น หลวงปู่สนองงานในฐานะเลขาฯ ส่วนตัว เพราะทำงานใกล้ชิดตั้งแต่หลวงปู่มาอยู่วัดบวรนิเวศวิหารปี 2493 และเข้าเป็นนักศึกษาสภาการศึกษามหามกุฏฯ เคยออกตรวจการคณะสงฆ์ด้วยกันเป็นเวลา 10 กว่าปี แม้ว่าการเดินทางจะลำบากมากในสมัยนั้น ก็ไม่ย่อท้อ

ละสังขาล

ก่อนเป็น พระพรหมมุนี ได้รับพระราช ทานสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะสามัญที่ พระสุพจนมุนี และในปี 2492 จึงได้รับ พระราชทานสถาปนาเป็นพระราชาคณะ เจ้าคณะรองที่ พระพรหมมุนีพระพรหมมุนีปกครองวัดบวรนิเวศวิหารอยู่ 4 ปี หลวงพ่อท่าน มรณภาพเมื่อวันที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2504 สิริอายุได้ 67 ปี 123 วัน

ขอขอบคุณบทความเกจิอาจารย์ โดย ufabet.com