Categories
รวมบทความ

สมเด็จพระมหามุนีวงศ์

ประวัติ สมเด็จพระมหามุนีวงศ์ พระที่เปี่ยมไปด้วยความเมตตา

สมเด็จพระมหามุนีวงศ์

ชาติกําเนิด สมเด็จพระมหามุนีวงศ์

สมเด็จพระมหามุนีวงศ์ นามเดิมว่า พิจิตร ถาวรสุวรรณ เป็นบุตรคนโต ในจำนวนบุตร 9 คน ของนายแก้ว และนางโผ้เลี่ยน ถาวรสุวรรณ เกิดเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2479 ที่หมู่บ้านพังขาม จังหวัดสงขลา เมื่ออายุได้ 5 – 7 ขวบ บิดามารดาได้ย้ายไปทำงานที่อื่น จึงได้อยู่ในความอุปการะของยายคือนางชุม แจ่มใส เมื่ออายุย่างเข้า 8 ขวบได้ย้ายตามบิดามารดา ไปอยู่ที่บ้านดอนคัน เพื่อเข้าเรียนในชั้นประถมศึกษาที่ โรงเรียนลือสิทธิ์วิทยา วัดธรรมประดิษฐ์ จนจบการศึกษาและได้ช่วยบิดามารดาทำงานอยู่ที่บ้าน

อุปสมบท

เมื่ออายุได้ 15 ปี จึงขออนุญาตบรรพชา แต่มารดาบิดาไม่อนุญาต จึงขอผลัดไว้อีก 3 ปี ในระหว่างที่รอ 3 ปี ก็ได้ช่วยบิดามารดาทำงานอย่างขยันขันแข็ง และเตรียมตัวในการบรรพชาอย่างจริงจัง เมื่อมีเวลาว่างก็ไปอยู่ที่วัดธรรมประดิษฐ์เพื่อเป็นการฝึกข้อวัตรปฏิบัติ จนปี พ.ศ.2496 ขณะอายุได้ 17 ปี ก็ได้รับอนุญาตให้บรรพชาได้

โดยผู้เป็นหลวงอา ในสมัยที่เป็นพระครูปลัดเถรธรรมวัฒน์ ได้นำไปฝากให้บวชที่วัดโสมนัสวิหาร โดยถวายตัวเป็นศิษย์ของพระวินัย ได้บรรพชาเป็นสามเณรเมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2496 โดยสมเด็จพระวันรัตขณะยังเป็นพระอมรมุนี เป็นพระอุปัชฌาย์ และพระวินัยวงศ์เวที (พวง ธมฺมธโร) เป็นพระศีลาจารย์ และได้ตั้งใจศึกษาเล่าเรียนจนสอบได้เปรียญธรรม 3 ประโยค และนักธรรมชั้นเอกตั้งแต่ เป็นสามเณร

เมื่ออายุได้ 20 ปีบริบูรณ์ จึงได้อุปสมบท ณ วัดโสมนัสวิหาร เมื่อวันที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2499 โดยมีสมเด็จพระวันรัต (จับ ฐิตธมฺโม) ในสมัยที่ยังเป็นพระราชาคณะชั้นเทพที่พระอมรมุนี เป็นพระอุปัชฌาย์

ธุดงค์ผจญภัยในดงช้างดงเสือ


การเดินธุดงค์ของพระกรรมฐานสมัยก่อนนั้น เป็นไปด้วยความยากลำบาก ถนนหนทางก็ไม่สะดวกเหมือนสมัยปัจจุบันนี้ เดินบุกป่าฝ่าดง ขึ้นเขาลงห้วย ต้องผจญกับสัตว์ร้ายนานาชนิดในป่าอันอุดมสมบูรณ์ผืนใหญ่ มีช้างเสือ เป็นอาทิ มีทั้งไข้ป่ามาลาเรีย สมเด็จพระมหามุนีวงศ์ท่านเล่าถึงเหตุการณ์ตอนธุดงค์ผจญภัยว่า หลังจากงานประจำปีที่วัดสุทธาวาส

อันเป็นงานของคณะพระกรรมฐานซึ่งนัดประชุมกัน เพื่อรำลึกถึงบูรพาจารย์ และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันเป็นประจำทุกปีเสร็จแล้ว ก็ได้ออกเที่ยวธุดงค์ไปในที่ต่างๆอีก เดินอย่างเดียวไม่ขึ้นรถ จากวัดป่าธาตุนาเวง ไปถึงอำเภอกุสุมาลย์ มีโยม 2 คน จำได้ว่าชื่อนายวา กับ ศรีจันทร์ พอใจในอันที่จะปฏิบัติขอติดตามไปด้วย

สมเด็จพระมหามุนีวงศ์

เดินทางพักรอนแรมเรื่อยไป 3 คืนบ้าง 7 คืนบ้าง ไปถึงเขตอำเภอท่าอุเทน จังหวัดนครพนม พระรูปหนึ่งไม่สบายเจ็บหน้าอกจึงขอกลับวัด ก็เลยเหลือพระ 3 รูป โยม 2 คน เดินทางต่อไปถึงอำเภอบ้านแพง ขึ้นภูลังกา พักอยู่กับท่านพระอาจารย์หรั่ง ราวครึ่งเดือน แล้วลงจากภูลังกาไปพักที่เกาะแก้วกลางน้ำโขงหลง

ถ้าอย่างนั้นไปด้วยกัน แน่ะ!เราเองว่าไม่กลัว ก็ยังชวนไปด้วยกันน่าจะไปคนเดียว ไฟฉายก็ไม่มี มีแต่โคมผ้าจุดด้วยเทียน แสงสว่างพอสลัวๆนี่แหละ พอไปถึงเห็นนายวาแกนอนนิ่งอยู่ แต่ยังมีลมหายใจ ทั้งเรียกทั้งเขย่าอย่างไร แกก็ไม่รู้สึก

ดูตามร่างกายก็ไม่มีบาดแผลอะไร ตกลงจุดเทียนไว้ นั่งผิงไฟเฝ้าดูกันเพราะหนาวจัด ใจคิดว่าแกอาจตกใจสลบ หรือเสือจะตะปบแก พอแกร้องได้สองสามคำเสือตกใจกระโจนหนีกระมัง กำลังนั่งผิงไฟเฝ้าดูกันอยู่นั้น เห็นแกดิ้นแล้วชักขึ้น สังเกตเห็นน้ำลายออกที่ปากนิด ๆ จึงคิดว่าแกคงเป็นลมชักลมบ้าหมู ตกลงนั่งเฝ้ารักษาพยาบาลกันอยู่จนสว่าง จากตี ๑ ถึงสว่างแกชักถึงห้าครั้งจึงหาย

หลังจากนั้นอีกวัน ก็มีอีกตัวหนึ่ง คราวนี้มานั่งผิงไฟอยู่ข้าง ๆ มุ้งเรา ห่างสักแค่วาจากกองไฟที่ก่อไว้ แกคงนั่งผิงไฟเพลินเพราะหนาว เราก็นั่งหลับตาอยู่ในมุ้ง พอลมพัดแรงมุ้งกลดเปิดขึ้น เสือเห็นเรานั่งอยู่คงตกใจ เลยกระโจนหนีไป จากวันนั้นมาก็ได้พบได้เห็นบ่อยเพราะแสงเดือนสว่าง กลางคืนไปเดินจงกรมไปภาวนาในที่ต่างๆ ปรากฏว่าเราก็หายกลัวเขาก็หายตกใจเดินเพ่นพ่านเที่ยวหากินไปตามเรื่อง

การฝึกกรรมฐาน

กรรมฐานที่พระอาจารย์ สมเด็จพระมหามุนีวงศ์ อบรมศิษย์ โดยทั่วไปแล้วส่วนมาก เน้นหนักในพุทธานุสสติ กับกายคตาสติ คือสอนให้บริกรรมพุทโธเป็นอารมณ์ ในทุกอิริยาบถ ให้มีสติกำหนดรู้กายรู้จิตอยู่เสมอ จะเป็นการยืนกำหนด เดินจงกรม นั่งภาวนา หรือนอนสีหไสยาสน์ภาวนา ก็ให้มีสติระลึกรู้อยู่ตลอดเวลา

จนกว่าความรู้กับสติที่ระลึก สัมพันธ์เป็นอันเดียวกันเป็น สติชาคโร คือ จิตตื่นอยู่ หรือสว่างอยู่เป็นนิจ เป็นจิตที่ปราศจากนิวรณ์ จิตก็จะตั้งมั่นเป็นสมาธิ “สมาธึ ภิกฺขเว ภาเวถ ยถาภูตํ ปชานาติ ภิกษุเมื่อสมาธิตั้งมั่นแล้วย่อมรู้ตามความเป็นจริง”

เมื่อความรู้ รู้ตามความเป็นจริงของสภาวธรรมโดยรอบ คือบริบูรณ์แล้ว จิตก็จะพ้นจากอารมณ์ครอบงำ หรือ ดอง ที่เรียกว่า อาสวะ นี้เป็นหลักปฏิบัติโดยย่อที่สอนทั่วๆ ไปในสำนักนี้ และปรากฏว่าได้ผลเป็นที่น่าพอใจสำหรับศิษย์ผู้ใคร่ในการปฏิบัติจริง แม้คฤหัสถ์ที่มีภารกิจในการครองเรือนก็สามารถปฏิบัติได้ตามกำลัง เพียงแต่ตั้งสัจจะไว้ว่า

เราเกิดขึ้นมาครั้งนี้จะพยายามสั่งสมความดีทุกวิถีทางอย่างง่ายๆ ก็คือ การเพื่อชำระอารมณ์ที่เศร้าหมองของจิตออกไปผลก็คือความสะอาดผ่องใส อันเป็นสิ่งที่ทุกดวงจิตต้องการ จึงเป็นสิ่งที่ควรพยายามไว้ให้เป็นสมบัติของตน เพราะว่า “จิตนี้ผ่องใส แต่ก็หมองเศร้าได้เพราะอุปกิเลสที่จรมา จิตนี้ผ่องใส แต่หลุดพ้นได้เพราะละอุปกิเลสที่จรมา

การฝึกหัดปฏิบัติ อบรมจิตที่จะให้ธรรมเข้าถึงจิตนี้นั้น ต้องอาศัยการทำจริงและต้องมีกัลยาณมิตร การทำจริงเรียกว่าสัจจะบารมี คือเมื่อตั้งจิตว่าเมื่อจะประพฤติปฏิบัติแล้ว ต้องมีสติควบคุมการทำการพูดการคิดการกระทำด้วยกายนั้น จะเป็นการกระทำโดยอิริยาบถยืนหรือเดิน หรือนั่งหรือนอน ต้องมีสติควบคู่รู้ทั่วอยู่ในอิริยาบถนั้น การกระทำด้วยวาจาคำพูดก็ต้องมีสติระลึกรู้อยู่ในการพูดนั้นๆ

การกระทำด้วยจิต คือการคิด จะเป็นการบริกรรมภาวนาอยู่ในพุทโธก็ตาม จะเป็นการคิดพิจารณาแยกธาตุขันธ์อยู่ในรูปในนาม คือในธาตุ ๔ ขันธ์ ๕ ก็ตาม ต้องมีสติกำกับ ทำงานจริงอยู่ในสิ่งนั้น ๆ เมื่อใช้ทั้งความเพียรบวกกับความจริงโดยมีสติเป็นผู้ควบคุมในการฝึกหัดปฏิบัติอบรมจิต ไม่ช้าธรรมก็จะเข้าถึงจิตหรือจะเรียกว่าจิตเข้าถึงธรรมะก็ได้

เพราะการกระทำด้วยกาย วาจา จิต บ่อย ๆหรือต่อเนื่องกันไม่ขาดช่วงไม่ขาดตอน สิ่งที่กระทำนั้นก็จะเข้าถึงจิตหรือจิตก็จะเห็นสิ่งนั้นตัวอย่างเช่น การเรียนหนังสือ การเขียนภาพต่าง ๆ ครั้งแรกหัดเขียนหัดอ่านตามตัวอย่าง หรือตามครูผู้บอกผู้นำ แต่พอตัวหนังสือหรือภาพเหล่านั้นเข้าถึงจิต จิตเห็นแล้ว ถึงสิ่งเหล่านั้นจะอันตรธานหายไปหมดแล้ว

จิตก็สามารถสั่งให้พูดให้ทำได้อย่างถูกต้อง จะเรียกว่าด้วยหนังสือหรือภาพเหล่านั้น ถึงจิตหรือจิตบันทึกสิ่งเหล่านั้นไว้ด้วยการเห็นก็คงไม่ผิด เมื่อธรรมะเข้าถึงจิตหรือจิตเห็นธรรมแล้ว ก็จะเห็นสภาพธรรมทั้งหมดทั้งปวง ทั้งที่เรียกว่ากุศลธรรม และอกุศลธรรม ว่าเป็นเพียงสภาพของธรรมชาติเท่านั้น

สมเด็จพระมหามุนีวงศ์

ศิษย์หลวงปู่ฝั้น อาจาโร วัดป่าอุดมสมพร จ.สกลนคร

สมเด็จพระมหามุนีวงศ์ เป็นศิษย์หลวงปู่ฝั้น อาจาโร ที่มีสมณศักดิ์สูงสุดในปัจจุบัน คือเป็นถึงสมเด็จพระราชาคณะ เป็นพระธรรมทูตไปต่างประเทศรุ่นแรกของคณะสงฆ์ธรรมยุต และเป็นหัวหน้านำพระพุทธศาสนาจากประเทศไทยไปเผยแผ่ที่นครซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย โดยได้วางรากฐานพระพุทธศาสนาจนมั่นคง มีวัดและพระสงฆ์ไทยอยู่ประจำ ณ นครซิดนีย์ มาจนถึงปัจจุบัน และได้ขยายไปยังเมืองใหญ่อีกหลายเมือง เช่น กรุงแคนเบอร์รา นครเมลเบิร์น และเมืองดาร์วิน เป็นต้น

ขอขอบคุณบทความดีๆ โดย sagaming66