Categories
รวมบทความ

หลวงปู่ฝั้น

พิพิธภัณฑ์ หลวงปู่ฝั้น

พิพิธภัณฑ์พระอาจารย์ฝั้น

หลวงปู่ฝั้น อาจาโร ตั้งอยู่ที่วัดป่าอุดมสมพร ตำบลพรรณานิคม อำเภอพรรณนานิคม วัดป่าอุดมพรเป็นวัดที่พระอาจารย์ฝั้น อาจาโร เกจิอาจารย์สายวิปัสสนากรรมฐานเคยจำพรรษาอยู่ ลักษณะพื้นที่ของวัดป่าอุดมสมพร เป็นสวนป่าขนาดใหญ่ เจดีย์พิพิธภัณฑ์ แห่งนี้ก่อสร้างขึ้นในปี 2523 โดยพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช  เสด็จมาวางศิลาฤกษ์ แล้วเสร็จในปี 2525

โดยอาคารพิพิธภัณฑ์ตั้งอยู่ภายในสวน ลักษณะตัวพิพิธภัณฑ์ มีความงดงามของตัวอาคารที่เป็นเอกลักษณ์เป็นรูปเจดีย์ฐานกลมกลีบ บัวสามชั้น   ภายในมีรูปปั้นพระอาจารย์ฝั้นมีขนาดเท่ารูปจริง ในท่านั่งห้อยเท้า และถือไม้เท้าไว้ในมือ มีตู้กระจกบรรจุอัฐิ และแสดง เครื่องอัฐบริขารที่ท่านใช้เมื่อยามมีชีวิต

รวมทั้งประวัติความเป็นมาตั้งแต่เกิดจนมรณภาพ พระอาจารย์ฝั้น  อาจาโร พระเกจิชื่อดัง แห่งภาคอีสาน กำเนิดในสกุลสุวรรณรงค์ เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2442 ที่ตำบลบ้านม่วงไข่ อำเภอพรรณานิคม และได้บรรพชา เป็นสามเณรเมื่ออายุ 19 ปี ณ วัดโพนทองจนอายุครบ 20 ปี จึงอุปสมบทในพุทธศาสนาฝ่ายมหานิกาย ต่อมาได้ถวายตัวเป็นลูกศิษย์ ติดตามพระอาจารย์มั่น  ภูริทัตโต

หลวงปู่ฝั้น

การเดินทาง


ใช้ทางหลวงหมายเลข 22 (สกลนคร-อุดรธานี) เดินทางไปอำเภอพรรณานิคม ซึ่งอยู่ห่างจากตัวเมืองสกลนครประมาณ 37 กิโลเมตร จากนั้นเลี้ยวขวาผ่านที่ทาการอำเภอพรรณานิคมไปประมาณ 2 กิโลเมตร จะพบทางเข้าวัดป่าอุดมสมพร  พิพิธภัณฑ์พระอาจารย์ฝั้น ตั้งอยู่ด้านหน้าก่อนถึงทางเข้าวัด

ประวัติ หลวงปู่ฝั้น อาจาโร

หลวงปู่ฝั้น

หลวงปู่ฝั้น อาจาโร เกิดเมื่อวันอาทิตย์ ขึ้น 14 ค่ำ เดือน 9 ปีกุน ตรงกับวันที่ 20 สิงหาคม 2442 ที่บ้านม่วงไข่ ตำบลพรรณา อำเภอพรรณานิคม จังหวัดสกลนคร ในตระกูล สุวรรณรงค์ เจ้าเมืองพรรณานิคมบิดาของท่านคือ เจ้าไชยกุมมาร เม้า ผู้เป็นหลานปู่ของ พระเสนาณรงค์ นวล และหลานอาของ พระเสนาณรงค์ สุวรรณ์

เจ้าเมืองพรรณานิคมคนที่ 2 และที่ 4 ตามลำดับมารดาของท่านชื่อ นุ้ย เป็นบุตรีของหลวงประชานุรักษ์พี่น้องร่วมบิดามารดา มีอยู่ทั้งหมด 8 คน ถึงแก่กรรมแต่ยังเล็ก 2 คน ส่วนอีก 6 คน ได้แก่ นางกองแก้ว อุปพงศ์ ท้าวกุล นางเฟื้อง พระอาจารย์ฝั้น ท้าวคำพัน นางคำผัน อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ทุกคนสู่สุคติภพไปสิ้นแล้ว ยังเหลือแต่ลูกหลานที่สืบสกุลอยู่ทุกวันนี้นั้นเอง

สำหรับพระอาจารย์ฝั้น เมื่อครั้งยังอยู่ในวัยรุ่น มีความประพฤติเรียบร้อย อ่อนโยน อุปนิสัยในคอเยือกเย็นและกว้างขวาง เช่นเดียวกับบิดา ทั้งยังมีความขยันหมั่นเพียร อดทนต่ออุปสรรค หนักเอาเบาสู้ ช่วยเหลือกิจการงานของบิดามารดาและญาติพี่น้อง โดยไม่เห็นแก่ความลำบากยากเย็นใด ๆ ทั้งสิ้น

หลวงปู่ฝั้น

ส่วนในด้านการศึกษานั้น พระอาจารย์ฝั้นได้เริ่มเรียนหนังสือมาตั้งแต่ครั้งยังอยู่ที่บ้านม่วงไข่ โดยเข้าศึกษาที่วัดโพธิชัย แบบเรียนที่เขียนอ่านได้แก่ มูลบทบรรพกิจเล่ม 1 – 2 ซึ่งเป็นแบบเรียนที่วิเศษสุดในยุคนั้น ผู้ใดเรียนจบจะแตกฉานในด้านการอ่านเขียนไปทุกคน ผู้เป็นอาจารย์สอนหนังสือแก่ท่านในครั้งนั้น ได้แก่พระอาจารย์ตัน บิดาของ พันตรีนายแพทย์ตอง วุฒิสาร กับนายหุ่น บิดาของ นายบัวดี ไชยชมภู ปลัดอำเภอพรรณานิคม

ปรากฏว่า ท่านมีความหมั่นเพียรในการศึกษาเป็นอันมาก สามารถเขียนอ่านได้รวดเร็วกว่าเด็กอื่น ๆ ถึงขนาดได้รับความไว้วางใจจากอาจารย์ให้เป็นครูสอนเด็ก ๆ แทน ในขณะที่อาจารย์มีกิจจำเป็น

อุปสมบท

อายุได้ 20 ปี ท่านได้อุปสมบท เป็นพระภิกษุ ณ วัดสิทธิบังคม ตำบลไร่ อําเภอพรรณานิคม จังหวัดสกลนคร โดยมีพระครูป้อง เป็นอุปัชฌาย์ และเป็นผู้สอน การเจริญกรรมฐาน ตลอดพรรษาแรก ออกพรรษาแล้ว ท่านกลับมาพำนัก ที่วัดโพนทอง

ซึ่งมีพระครูสกลสมณกิจ เป็นเจ้าอาวาส และวิปัสสนาจารย์ นำพระภิกษุฝั้น อาจาโร ออกธุดงคและเจริญภาวนา ในช่วงชีวิตบรรพชิตของหลวงปู่ ท่านได้ธุดงค์ยังสถานที่ต่างๆ เพื่อเผยแผ่พระธรรม คำสอน จนกระทั่งเป็นที่นับถือศรัทธาของญาติโยมจำนวนมาก และได้รับการได้รับการยกย่องเป็น “อริยสงฆ์” องค์หนึ่ง

ต่อมาพระอาจารย์ฝั้น ได้ไปศึกษาต่อกับนายเขียน อุปพงศ์ พี่เขยที่เป็นปลัดขวา อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น ซึ่งต่อมาได้ย้ายไปเป็นปลัดขวา อำเภอกุดป่อง จังหวัดเลย

เมื่อจบการศึกษา อ่านออกเขียนได้อย่างแตกฉานแล้ว พระอาจารย์ฝั้นมีความตั้งใจที่จะเข้ารับราชการ เพราะเป็นงานที่มีหน้ามีตา ได้รับความเคารพนับถือจากผู้คนในสมัยนั้น แต่ภายหลังได้เปลี่ยนความตั้งใจเดิมเสียโดยสิ้นเชิง

ราวปีพ.ศ. 2463 เดือน 3 หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต ได้มาที่วัดบ้านม่วงไข่ ได้แสดงธรรมเทศนาให้ชาวบ้านฟัง หลวงปู่ฝั้น ก็ได้ไปฟังอยู่ด้วย เกิดความประทับใจในพระธรรมที่พระอาจารย์มั่นแสดง เกิดศรัทธาเลื่อมใสในพระอาจารย์มั่นเป็นอย่างที่สุด จึงขอมอบตัวเป็นศิษย์ของพระอาจารย์มั่นโดยทันที โดยมีท่านอาญาครูดี กับพระอาจารย์กู่ รวมอยู่ด้วย แต่พระอาจารย์มั่นไม่ได้รับทั้ง 3 ร่วมเดินธุดงค์ไปด้วย

เพราะทั้ง 3 ยังไม่พร้อมในเครื่องบริขาร และยังไม่มั่นใจว่าทั้ง 3 จะเอาจริง ๆ จึงบอกให้ติดตามไปหาภายหลัง พระอาจารย์มั่นจึงเดินธุดงค์ไปก่อนหลังจากที่ได้เตรียมเครื่องบริขารเรียบร้อยแล้ว ทั้ง 3 ก็ออกเดินติดตามพระอาจารย์มั่นไปได้ไปพบกับพระอาจารย์ดุลย์

ที่วัดโพธิ์ชัย บ้านม่วงไข่ ซึ่งก็กำลังติดตามหาพระอาจารย์มั่นเช่นกัน หลวงปู่ฝั้น จึงได้ขอศึกษาธรรมเบื้องต้นจากพระอาจารย์ดุลย์ ซึ่งได้เป็นศิษย์ของพระอาจารย์มั่นมาก่อนแล้ว จากนั้นทั้ง 4 จึงได้ออกติดตามพระอาจารย์มั่นกันต่อไป และได้ไปพบกับพระอาจารย์มั่น ที่บ้านตาลโกน อ. สว่างแดนดิน ได้ศึกษาธรรมกับพระอาจารย์มั่นเป็นครั้งแรกในวันนั้น เป็นเวลา 3 วัน

เกี่ยวกับพลังจิตของ หลวงปู่ฝั้น 

หลวงตามหาบัวเล่าว่า  ท่านพระอาจารย์ฝั้นท่านสามารถกำหนดจิตให้รถหยุด  เครื่องยนต์ไม่ติดอย่างง่ายดาย  ฉะนั้นเวลานั่งรถท่านต้องพยายามทำจิตไม่ให้เพ่งไปที่เครื่องยนต์  ไม่งั้นเครื่องจะดับทันทีและกับเครื่องบินก็เหมือนกัน  ตอนสงครามโลกเครื่องบินญี่ปุ่นจะมาทิ้งระเบิด  คนมาขอให้ท่านอย่าให้ญี่ปุ่นทำได้  ตอนแรกท่านคิดว่าจะเพ่งให้เครื่องยนต์ดับ  แต่คิดได้ว่าหากทำแบบนั้น เครื่องบินต้องตก ทหารญี่ปุ่นต้องตาย  ท่านจึงทำวิธีอื่นแทน

หลวงปู่ฝั้น

อีกครั้งหนึ่งในงานศพท่านพระอาจารย์มั่น  พระทั้งหลายกำลังจัดเตรียมงานกันอยู่  มีเด็กน้อยถีบจักรยานไปมาเป็นการรบกวน  หลวงปู่ฝั้นท่านจึงพูดขึ้นว่า  “เดี๋ยวเราจะดัดนิสัยไอ้เด็กพวกนี้  จะทำให้รถมันล้มแต่ไม่ให้มันเจ็บ”  พอท่านพูดจบรถจักรยานที่เด็กถีบก็ล้มลงทันที  นี่คือพลังจิตของท่านแสดงได้หลายอย่างเป็นที่น่าอัศจรรย์เป็นอยางยิ่ง

มรณภาพ

พระอาจารย์ฝั้นได้เกิดอาพาธ เข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลจังหวัดสกลนคร แต่อาการไม่ดีขึ้นจึงได้นิมนต์ท่านเข้าการรักษาที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ กรุงเทพโดยอยู่ในพระบรมราชานุเคราะห์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รักษาอยู่ระยะหนึ่งท่านก็ขอกลับวัดป่าอุดมสมพร สกลนคร อาการบางอย่างก็หายเป็นปกติ แต่ก็ได้มีโรคอื่นแทรกซ้อนมา จนกระทั่งวันที่  4 มกราคม 2520 เวลา 19.50 น. พระอาจารย์ฝั้นก็ได้ละสังขาลไปด้วยอาการสงบ

ขอขอบพระคุณบทความชีวประวัติเกจิอาจารย์โดย ufabet.com