Categories
รวมบทความ

หลวงปู่สิงห์ ขันตยาคโม

พระอาจารย์สิงห์ ขันตยาคโม


ประวัติ หลวงปู่สิงห์ ขันตยาคโม วัดป่าสาวัน อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา

หลวงปู่สิงห์ ขันตยาคโม ท่านเป็นศิษย์ รูปแรกของหลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต ท่านได้ถวายตัวเป็นศิษย์ ของหลวงปู่มั่น พร้อมกับหลวงปู่ดูลย์ อตุโล ท่านได้รับการยกย่องให้เป็น แม่ทัพแห่งกองทัพธรรม ท่านเป็นกำลังสำคัญมากในการเผยแพร่ การปฏิบัติสมถวิปัสสนากรรมฐาน

หลวงปู่ และหลวงปู่มหาปิ่นปญฺญาพโล พระน้องชายของท่าน ได้รจนหนังสือพระไตรสรณคมณ์ ซึ่งเป็นหนังสือที่สำคัญต่อการปฏิบัติ ครูบาอาจารย์หลายรูปได้อ่านหนังสือเล่มนี้แล้วปฏิบัติตาม จนสามารถสร้างพื้นฐานทางการปฏิบัติได้ ท่านเป็นผู้มีพลังจิต แก่กล้ามาก เป็นที่เคารพของพระธุดงคกรรมฐานทั้งหลาย

ชาติกำเนิด

หลวงปู่สิงห์ ขันตยาคโม เกิดที่ บ้านหนองขอน ตำบลหัวตะพาน อำเภออำนาจเจริญ จังหวัดอุบลราชธานี ตรงกับวันจันทร์ ขึ้น 7 ค่ำ เดือน 3 ปีฉลู วันที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2432 เวลา 05.10 น. มีพี่น้องร่วมกัน ๗ คน ท่านเป็นคนที่ 4 และพระมหาปิ่น ปญฺญาพโล เป็นคนที่ 5 อายุห่างจากท่าน 3 ปี ท่านมีนามเดิมว่า สิงห์ บุญโท

บิดาชื่อ เพียอินทวงษ์ (อ้วน) (เพียอินทวงษ์ เป็นตำแหน่งข้าราชการหัวเมืองลาวกาว-ลาวพวน มีหน้าที่จัดการ ศึกษา และ การพระศาสนา) มารดาชื่อ หล้า บุญโท การศึกษาในสมัยที่ท่านเป็นฆราวาส ท่านได้ศึกษาจนเป็นครูสอนวิชาสามัญได้ดีผู้หนึ่ง

หลวงปู่สิงห์ ขันตยาคโม

บรรพชา

หลวงพ่อเองถึงแม้ว่าจะอยู่ในวัยเด็ก แต่ก็ไม่ชอบเที่ยวซุกซนเช่นเด็กอื่นๆ ชอบฟังธรรม ทำบุญตักบาตร หรือ นำอาหารถวายพระภิกษุสามเณร ทุกเวลาเช้าและเพลเป็นประจำแทบทุกวัน จวบจนอายุย่างเข้า 15 ปี คือ พ.ศ. 2446 จึงได้บรรพาชาเป็นสามเณรที่วัดบ้านหนองขอน ตำบลหัวตะพาน อำเภออำนาจเจริญ จังหวัดอุบลราชธานี พระอาจารย์ป้อง วัดบ้านหนองขอนเป็นอุปัชฌาย์ หลวงพ่อมีความสนใจศึกษาธรรมมาตั้งแต่เป็นสามเณร จนถึง พ.ศ.2449

จึงได้ย้ายจากวัดบ้านหนองขอนไปอยู่วัดสุทัศน์ ในเมืองอุบลราชธานี เพื่อศึกษาเล่าเรียนวิชาความรู้ให้สูงยิ่งขึ้นและในปีนี้หลวงพ่อสิงห์ได้บรรพชาเป็นสามเณรในคณะธรรมยุติ พระครูสมุห์โฉมเจ้าอาวาสวัดสุทัศน์ เป็นอุปัชฌาย์ ตรงกับวันพฤหัสบดี ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 8 ปีเถาะ วันที่ 5 กรกฎาคม 2449

อุปสมบท

ต่อมาเมื่ออายุได้ 20 ปีบริบูรณ์จึงได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุ ณ พัทธสีมาวัดสุทัศน์ โดยมีสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ ติสโส อ้วน ในครั้งนั้นมีสมณศักดิ์ เป็นพระศาสนดิลก เจ้าคณะมณฑลอีสานเป็นพระอุปัชฌาย์ พระศาสนดิลก ชิตเสโน เสน เป็นพระกรรมวาจาจารย์ พระปลัดสุทัศน์ เป็นพระอนุสาวนาจารย์ เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ.2452 เวลา 14 นาฬิกา 12 นาที ได้ฉายา ขนฺตฺยาคโม

ตอนที่ท่านจะได้ออกปฏิบัติกรรมฐาน ท่านได้พิจารณาคำนึงถึงว่า การปฏิบัติธรรมในสมัยนี้หมดเขตที่จะบรรลุมรรคผลหรือยัง ซึ่งท่านก็ได้รู้ว่าการบรรลุมรรคผลนิพานยังมีอยู่แก่ผู้ต้องปฏิบัติจริง ท่านจึงได้มุ่งหน้าปฏิบัติสมถะวิปัสสนากรรมฐานอย่างจริงจังต่อไป

ในปี พ.ศ.2458 นี้เอง ท่านอาจารย์มั่นภูริทัตโต ได้เดินทางกลับจากเขาสาริกาจังหวัดนครนายก มาจำพรรษาอยู่ที่วัดบูรพา จังหวัดอุบลราชธานี มีกิตติศัพท์เลื่องลือกันไปทั่วว่า ท่านอาจารย์มั่นบรรลุมรรคผล สำเร็จธรรมมาจากเขาสาริกาใหม่ๆ ท่านอาจารย์สิงห์จึงได้เข้าพบและสมัครตัวเป็นลูกศิษย์ ศึกษาปฏิบัติวิปัสสนากรรมมัฎฐานจากท่านอาจารย์มั่น ท่านอาจารย์สิงห์ได้ศึกษา “กายคตาสติ”

ข้อที่ว่า ปับผาสปัญจกะ (คือ หทยัง ยกนัง กิโลมกัง ปิหกัง ปัปผาสัง) เมื่อท่านอาจารย์สิงห์ เจริญกรรมมัฎฐานบทนี้ไปเรื่อยๆ จนเกิดความสลดสังเวชจึงได้ตกลงแน่วแน่ที่จะปฏิบัติวิปัสสนากรรมมัฎฐานมิได้หยุดและท้อถอย ได้ติดตามท่านอาจารย์มั่นเดินธุดงค์ปฏิบัติกรรมมัฎฐานไปตามป่าช้า ตามถ้ำ เขาต่างๆ ไปเรื่อยๆ

บำเพ็ญเพียรจนเกิดความชำนาญ รู้จักบังคับจิตของตน รู้วาระจิตตนเองและวาระจิตของผู้อื่นด้วย เกิดปัญญารู้แจ้งเห็นจริงจนเป็นที่ไว้วางใจของท่านอาจารย์มั่น ให้ทำการสอนลูกศิษย์พระเณรแทนในบางโอกาส ท่านอาจารย์มั่นได้มอบหมายให้ท่านอาจารย์สิงห์

หลวงปู่สิงห์ ขันตยาคโม

คอยควบคุมดูแลเณรในการประพฤติปฏิบัติ ทำสมาธิและเดินจงกรม ปรากฏว่า ท่านไม่ได้เดินตรวจ ควบคุมแต่อย่างใด ท่านเพียงแต่นั่งทำสมาธิหลับตาตรวจดู แต่ท่านอาจารย์สิงห์ก็สามารถทราบได้ว่า พระเณรองค์ไหนได้ปฏิบัติอย่างไรบ้าง องค์ใดยืน เดิน นั่ง นอนอย่างไร ในวันรุ่งขึ้นท่านสามารถรายงานให้ท่านอาจารย์มั่นทราบได้ทุกอง

ออกธุดงค์

หลวงปู่สิงห์ ขันตยาคโมครั้นถึงกาลจวนเข้าพรรษา ในปี พ.ศ. 2463 หลวงปู่สิงห์ ขันตยาคโมและสหธรรมิกอีก 5 รูป คือ พระอาจารย์ดูลย์, พระอาจารย์บุญ, พระอาจารย์สีทา, พระอาจารย์หนู และพระภิกษุอีก 1 รูป จึงได้เดินธุดงค์แสวงหาที่สงบวิเวกเพื่อบำเพ็ญเพียร ในกาลเข้าพรรษานั้น นับว่าเป็นโอกาสอันดียิ่งของพระอาจารย์ดูลย์ อตุโลในการออกธุดงค์ครั้งแรกที่ได้ร่วมเส้นทางไปกับหลวงปู่สิงห์ ขันตยาคโม

คณะของ หลวงปู่สิงห์ เดินธุดงค์เลียบเทือกเขาภูพานมาจนกระทั่งถึงป่าท่าคันโท จ.กาฬสินธุ์ มีความเห็นตรงกันว่า สภาพป่าแถบนี้มีความเหมาะสมที่จะอยู่จำพรรษาเป็นอย่างยิ่ง จึงได้สมมติเอาบริเวณป่านั้นเป็นวัดป่า แล้วก็อธิษฐานอยู่จำพรรษา ณ ที่นั้นจากนั้นทุกองค์ก็ตั้งสัจจะปรารภความเพียรอย่างแน่วแน่ ดำเนินข้อวัตรปฏิบัติ ตามคำแนะนำ สั่งสอนของพระอาจารย์ใหญ่มั่นอย่างอุกฤษฏ์

บริเวณป่าท่าคันโทแถบเทือกเขาภูพาน ที่หลวงปู่สิงห์ และสหายธรรมได้อธิษฐานจำพรรษาอยู่นั้น เป็นป่ารกชัฏ ชุกชุมไปด้วยสัตว์ร้ายและยุงอันเป็นพาหะของไข้มาลาเรีย และในระหว่างพรรษานั้นคณะของหลวงปู่สิงห์ ยกเว้นพระอาจารย์หนูรูปเดียว ต่างก็เป็นไข้มาลาเรีย ยาที่จะรักษาก็ไม่มี จนกระทั่งพระรูปหนึ่งมรณภาพไปต่อหน้าต่อตา ยังความสลดสังเวชให้กับผู้ที่ยังคงอยู่เป็นอย่างยิ่ง

หลังออกพรรษา ในปี พ.ศ.2464 แล้ว คณะของหลวงปู่สิงห์ ขันตยาคโมที่จำพรรษาอยู่ที่ป่า คันโท กาฬสินธุ์ ต่างก็แยกย้ายกันเดินธุดงค์ต่อไป เพื่อค้นหาพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต พระอาจารย์ดูลย์ได้ร่วม เดินทางไปกับหลวงปู่สิงห์ ขันตยาคโม แต่ภายหลังได้แยกทางกัน ต่างมุ่งหน้าตามหาพระอาจารย์มั่นตามประสงค์

หลวงปู่สิงห์ ขันตยาคโม

มรณภาพ

จนถึงปี พ.ศ.2530 ท่านจึงได้กลับมา จำพรรษาที่วัดป่าทรงคุณอีก ช่วงนี้ท่านอาจารย์สิงห์ได้เกิดอาพาธเป็นโรคมะเร็งในลำไส้ ได้เข้ารับการรักษาตัวที่โรงพยาบาลพระมงกุฏเกล้า แต่อาการอาพาธ ของโรคมะเร็งไม่ดีขึ้น

พอปี พ.ศ.2504 ท่านได้จัดงานผูก พัทธสีมาวัดป่าสาละวัน จ.นครราชสีมา งานเสร็จท่านก็ป่วยหนักจนต้องส่งเข้าโรงพยาบาลพระมงกุฎฯ อีก วันเข้าพรรษาลูกศิษย์ได้รับท่านกลับมาพัก

รักษาตัวและจำพรรษา อยู่ที่วัดป่าสาละวันตามเจตนาของท่านอาจารย์สิงห์ จนถึงวันที่ 8 กันยายน 2504 เวลา 10.20 น. ท่านอาจารย์สิงห์ก็ได้ถึงแก่มรณะภาพด้วย อาการอันสงบ รวมอายุของท่านได้ 73 ปี รวมพรรษาได้ 53 พรรษา

ขอขอบคุณบทความชีวประวัติ ของ เกจิไทย โดย ufabet.com