Categories
รวมบทความ

หลวงพ่อผินะ

ประวัติวัดไทยงาม หลวงพ่อผินะ วัดพระสนมลาว

หลวงพ่อผินะ

หลวงพ่อผินะ วัดไทยงามหรือวัดพระสนมลาว ตั้งอยู่หมู่ที่ ๒ ต าบลโคกแย้ อ าเภอหนองแค จังหวัดสระบุรีสร้างขึ้นประมาณปี พ.ศ. 2029 นับถึงปัจจุบัน ปี พ.ศ ๒๕๖๐ รวมก่อตั้งมาแล้วรวม 53๑ ปีวัดไทยงามได้เปลี่ยนจากชื่อวัดพระสนมลาววรวิหาร มาเป็น วัดไทยงาม เมื่อปี พ.ศ. 2489 และได้รับพระราชทานวิสุงคารสีมาครั้ง
หลังสุดนี้ เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2520 เขตวิสุงคารสีมา กว้าง 20เมตร ยาว 35 เมตร

หลวงพ่อผินะ

เป็นอาคารคอนกรีตเสริมเหล็ก อุโบสถ์หลังนี้สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ในสมัยนั้นพระองค์ท่านเป็นสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ สยามมกุฎราชกุมาร ได้ทรงวางศิลาฤกษ์ พระอุโบสถ์หลังนี้ และได้รับการบอกเล่าจากผู้เฒ่าผู้แก่ เล่าสืบต่อกันมาว่า เดิมคนลาวที่อพยพมาอยู่สระบุรีครั้งนั้น

มีผู้ที่เคยเป็นเจ้าเมืองสระบุรี เช่น พระยาสุราราชวงศ์ เจ้าเมืองสระบุรีสมัยรัชกาลที่ 3 เป็นชาวลาวพุงด าที่อพยพมาอยู่ถิ่นนี้ ตั้งแต่รัชสมัยพระเจ้ากรุงธนบุรี พระสยามลาวบดี ปลัดเจ้าเมืองสระบุรีสมัยรัชกาลที่ 4 ก็เป็นชาวลาวเช่นกัน ที่ต าบลโคกแย้ อ าเภอหนองแค มีวัดอยู่สองวัด คือ วัดพระสนมลาว (วัดไทยงาม) และวัดสนมไทย (วัดเขาพนมยงค์)

วัดสนมไทยเป็นที่อยู่ของคนไทยอยุธยา ส่วนวัดพระสนมลาวเป็นถิ่นที่อยู่ของกลุ่มชนที่อพยพมาจากนครเวียงจันทน์ได้มาอยู่บ้านโป่งแร้ง บ้านหนองผักชี และบ้านสนมลาวชาวบ้านเล่าสืบกันมาว่าครั้งหนึ่ง พระมหากษัตริย์แห่งกรุงสยามเสด็จเยี่ยมชาวบ้านกลุ่มนี้ ได้มีชาวบ้านผู้หนึ่งทูลถวายบุตรสาวของตนเพื่อเป็นบาทบริจาริกา

พระองค์ก็ทรงรับไว้ ต่อมาได้รับการสถาปนาเป็นพระสนมเอก วันหนึ่งพระสนมเอกผู้นี้ได้กลับมาเยี่ยมบ้านเดิมของตน พบว่าญาติพี่น้องยึดมั่นในพระพุทธศาสนาอย่างมั่นคง แต่ไม่มีวัดที่จะประกอบศาสนพิธี เมื่อเดินทางกลับพระนครแล้วจึงกราบบังคมทูลให้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ

ช่วยสร้างวัดให้ พระมหากษัตริย์พระองค์นั้นจึงโปรดฯ ให้ช่างหลวงมาสร้างวัดให้และโปรดฯให้สร้างพระเจดีย์ไว้ด้วย (ปัจจุบันยังมีหลักฐานเหลืออยู่) ที่เชิงเขาโป่งแร้ง และพระราชทานนามวัดว่า วัดพระสนมลาว แต่ชาวบ้านนิยมเรียกสั้น ๆ ว่าวัดสนมลาวได้เปลี่ยนนามวัดใหม่ว่า วัดไทยงามนั้นเอง

ประวัติ หลวงพ่อผินะ

หลวงพ่อผินะ

หลวงพ่อผินะ ปิยธโร ท่านเกิดเมื่อวันที่ 1มีนาคม2456 ณ บ้านหัวลำโพง อ.ทัพทัน จ.อุทัยธานี ในช่วงวัยเด็กท่านมีโรคประจำตัวที่รักษาไม่หาย หลังจากการร้องให้ทุกครั้ง ท่านมักจะชักจนหน้าเขียว และมารดาได้พาไปหาหมอรักษาโรค หลวงพ่อสิน ได้บอกถึงรางว่า ชื่อ ทวายนั้นเป็นความหมายที่เป็นกาลกิณี

จึงได้เปลี่ยนชื่อมาเป็น ผินะ แปลว่า หันหน้า, หันหลัง, เปลี่ยนทิศทาง, ไม่แยแส, หรือเลิกคบกัน นับแต่นั้นอาการดังกล่าวได้ทุเลาลง จากนั้นหลังจากโยมบิดาได้เสียชีวิตลง ท่านจึงได้บรรพชาเป็นสามเณร และเมื่ออายุครบบวชท่านจึงได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุเมื่อปี พ.ศ.2481 ณ วัดหนองเต่า

โดยมีพระครูอุดมคุณาภรณ์ เจ้าคณะอำเภอทัพทัน เป็นพระอุปัชฌาย์ และพระมหาอำนวย เป็นพระกรรมวาจาจารย์ ในระหว่างเป็นพระภิกษุ ท่านได้ขออนุญาตเจ้าอาวาสออกธุดงค์ไปจำพรรษาที่ วัดเกาะเทพ หลังจากอุปสมบทแล้วเพียง 20 วัน ท่านจึงขอสึกออกมา เพราะยังกลัวศพอยู่ อยู่มาได้เพียง 11 วัน โยมมารดาก็ถึงแก่กรรมลงอีก

ต่อมาก็เจาะจงมาที่พระภิกษุผินะ จูงศพให้ได้ เพราะเป็นโรคฝีในท้อง สับปเหร่อก็ผ่าท้องให้ดู ท่านก็ฉันอาหารไม่ได้ถึง 3 – 4 วัน และมีอาการนอนไม่ค่อยหลับ จึงขอเจ้าอาวาสไปพักที่อื่นสัก 5 วัน แล้วจะกลบมาลาสิกขาบท  

หลวงพ่อคำก็ได้สอบถามท่านและพระภิกษุอีก 1 รูป เป็นคนกลัวผี ก็สั่งสอนว่า สังขารของคนื่อนนั้นมันก็เหมือนกับของเรา จะรังเกียจไปทำไม ต่อมาท่านได้อยู่กับหลวงพ่อคำที่วัดเกาะเทพเทโพ อยู่ในหนึ่งเดือนเต็ม ๆ ก็เลิกกลัวผี เกิดมานะว่าท่านจะบวชตลอดชีวิต ต่อมาท่านึงได้เดินทางแสวงธรรมหาพระคณาจารย์เพื่อเรียนศึกษาวิปัสสนา

ชาติกําเนิด

หลวงพ่อผินะ ปิยธโร มีนามเดิมว่า ทวาย หาญสาริกิจ เกิดเมื่อวันที่ 1 มีนาคม พ.ศ.2456 บ้านหัวลำโพง อ.ทัพทัน จ.อุทัยธานี วัยเด็กหลวงพ่อมีโรคประจำตัวรักษาไม่หาย หลังการร้องไห้ทุกครั้ง จะต้องมีอาการชักจนหน้าเขียว โยมมารดาพาไปหาหมอรักษาโรคแต่อาการไม่ดีขึ้น ครั้นพอหมดหนทางจึงได้พาบุตรชายไปหาหลวงพ่อสิน เจ้าอาวาสวัดหนองเตา ต.โนนขี้เหล็ก อ.เมือง จ.อุทัยธานี

หลวงพ่อสินระบุว่า ชื่อทวาย เป็นกาลกิณี ได้เปลี่ยนชื่อใหม่เป็นผินะ มาจากคำว่าผิน แปลว่า หันหน้า, หันหลัง, เปลี่ยนทิศทาง, ไม่แยแส, หรือเลิกคบกัน นับแต่นั้นอาการดังกล่าวได้ทุเลาลง พ.ศ.2481 โยมบิดาได้ล้มป่วยและเสียชีวิต จึงได้บรรพชาเป็นสามเณรเพื่ออุทิศส่วนกุศล พออายุครบบวชจึงได้เข้าพิธีอุปสมบทเป็นพระภิกษุ ณ วัดหนองเต่า โดยมีพระครูอุดมคุณาภรณ์ เจ้าคณะอำเภอทัพทัน

บวชเรียน

หลวงพ่อผินะ

เป็นพระอุปัชฌาย์ และพระมหาอำนวย เป็นพระกรรม วาจาจารย์ ในระหว่างเป็นพระภิกษุ พระผินะได้ขออนุญาต เจ้าอาวาสออกไปจำพรรษาที่วัดเกาะเทโพ อ.มโนรมย์ จ.ชัยนาท ได้ศึกษาพระธรรมจากหลวงตาคำ ให้รู้ถึงสังขารร่างกายมนุษย์และสัตว์ ล้วนมีเกิด แก่ เจ็บ ตายร่างกายเน่าเปื่อย

พ.ศ.2481 ท่านสอบได้นักธรรมตรี และออกธุดงค์ ฝึกปฏิบัติกัมมัฏฐาน ณ วัดถ้ำตะโกพุทธโสภา อ.ท่าวุ้ง จ.ลพบุรี ก่อนจะเดินธุดงค์ไปในหลายจังหวัด ในภาคเหนือ ภาคใต้ ประเทศพม่า ลาว เขมร อินเดีย พ.ศ.2485 พระผินะได้ศึกษาและปฏิบัติธรรมกับหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต วัดป่าสุทธาวาส จ.สกลนคร

มรณภาพ

ร่างหลวงพ่อผินะ ปิยธโร นั่งหมดลมหายใจในท่านั่งขัดสมาธิอย่างสงบ เหตุที่ไม่ปกติเพราะท่านมรณภาพ เมื่อเวลาประมาณ 05.14 นาฬิกา แต่เวลาล่วงเลยกว่า 12 ชั่วโมงแล้วร่างกาย เนื้อตัวท่านยังอ่อนนิ่ม ไม่คล้ายดังคนที่หมดลมหายใจแต่อย่างใด ก่อนหน้านี้หลวงพ่อผินะได้ทำหนังสือเขียนสั่งไว้ มีใจความว่า “เมื่อฉันละสังขาร ขอให้ปฏิบัติตามนี้ คือ ห้ามฉีดยาศพโดยเด็ดขาด

ให้เก็บศพไว้ในสภาพนั่งขัดสมาธิ ให้บรรจุศพไว้ในที่เตรียมไว้ ณ สุสานผินะ ไม่ต้องมีการสวดศพ ไม่ต้องบอกคนมาก ห้ามเผาศพโดยเด็ดขาด” สั่ง ณ วันที่ 4 ตุลาคม พ.ศ.2545 ลงชื่อ พระผินะ ปิยธโร พระอาจารย์ใหญ่ประธานคณะปฏิบัติธรรม วัดสนมลาววิหาร

พระพิศาลมงคลวัตร เจ้าคณะจังหวัด สระบุรี (ธรรมยุต) ในขณะนั้น กล่าวว่า ได้ทำการบรรจุศพในวันที่ 16 ตุลาคม พ.ศ.2545 และทำตามที่ท่านสั่งไว้ โดยสั่งช่างทำโลงแก้วบรรจุศพในท่านั่งขัดสมาธิ และนำไปตั้งไว้ที่สุสานผินะ ที่ท่านสั่งให้สร้างไว้แล้ว

ขอขอบคุณบทความประวัติเกจิ อาจารย์ชื่อดัง โดย ufabet.com