Categories
รวมบทความ

หลวงพ่อสาย ปาโมกโข

ประวัติ หลวงพ่อสาย ปาโมกโข

ชาติกําเนิด หลวงพ่อสาย ปาโมกโข

หลวงพ่อสาย ปาโมกโข ท่านมีนามเดิมชื่อว่านาย สาย บุตะเคียน เกิดเมื่อวันที่ 5 เดือน ตุลาคม พุทธศักราช 2483 ณ บ้านเลขที่ 10 หมู่ที่ 2 บ้านตะเคียนตะวันตก ตําบลปรือใหญ่ ต่อมาเปลี่ยนเป็นตําบล โคกตาล และได้เปลี่ยนเป็นตําบล ตะเคียนรามในปัจจุบัน อําเภอขุขันธ์ ปัจจุบันแยกเป็นอําเภอภูสิงห์ จังหวัดศรีสะเกษ บิดาชื่อ นายพรหม และมารดาชื่อ นางเว็ด บุตะเคียน มีพี่น้องร่วมบิดาเดียวกัน 3 คนคือ
1. นางพวง บุตะเคียน
2. นายชัย บุตะเคียน
3. นายแซม บุตะเคียน
มีพี่น้องร่วม มารดาเดียวกัน อีก 2 คน คือ
1. นางญา บุตะเคียน
2. พระครูประกาศธรรมวัตร (หลวงพ่อสาย ปาโมกโข)
รวมพี่น้อง ทั้งหมด 5 คน หลวงพ่อสาย ปาโมกโขเป็นคนสุดท้อง

ชีวิตในวัยเด็ก


เนื่องจากพ่อแม่เป็นชาวนามีฐานะยากจน จึงต้องช่วยพ่อแม่และพี่ๆทำงานตั้งแต่เด็ก หุงข้าว ขุดปู ตามกำลังที่จะช่วยได้ เรียนในโรงเรียนประถมศึกษาในโรงเรียนประชาบาลจนจบชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 พออ่านออกเขียนได้พอวันหยุดก็ไปเลี้ยงควาย กับเพื่อนบ้าน ขณะนั้นได้มีลูกตาเบ๊าะหรือตาฤาษี หลวงปู่สรวง

มาพักเจริญภาวนา ที่กระท่อมริมห้วย มีโอกาสได้ปรนนิบัติโดยการตักน้ำหาฝืนต้มน้ำถวายท่านตาม ที่ท่านจะเรียกใช้ ได้เห็นอิทธิปาฏิหาริย์เหนือมนุษย์ธรรมดาของ ลูกตาเบ๊าะหลายครั้ง จึงเกิดศรัทธา มีความสนใจในเรื่องฤทธิ์เรื่องเดช อภินิหาร วิทยาอาคมมาตั้งแต่เด็ก

บรรพชาเป็นสามเณร

เมื่อเรียนจบชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 แล้วได้ตัดสินใจเข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์ ตามธรรมเนียมโบราณกาลที่นิยม ให้บุตรหลาน บวชเรียนแต่เด็กๆ จะได้เป็นคนดีมีคุณธรรม และได้บรรพชา เป็นสามเณร ที่วัดปราสาทใต้ ตำบล ห้วยเหนือ (ปัจจุบันเป็นตำบลห้วยใต้) อำเภอขุขันธ์ จังหวัดศรีสะเกษ เมื่อวันที่ 14 เดือน พฤษภาคม พุทธศักราช 2500

หลวงพ่อสาย ปาโมกโข

ได้มาพักจำพรรษาที่วัดตะเคียนราม ในระหว่างที่บวชเป็นสามเณรอยู่นั้น มีความเพียรพยายาม มุมาณะศึกษา เล่าเรียน ท่องบทค้นคว้าหาความรู้ ตามหน้าที่ของนักบวชทางพระพุทธ ศาสนาหลายอย่างเช่น

1 ท่องบทสวดเจ็ด ตำนานจบ และสวดได้คล่องทุกบท
2 เรียนเทศน์คัมภีร์ใบลาน ภาษาขอม โดยเรียนอักขระภาษาขอม จนสามารถอ่านออกเขียนจนแตกฉาน ได้เป็นอย่างดี
3 ศึกษาปริยัติธรรมแผนกธรรม นักธรรมชั้นตรี โดยเดินเท้าเปล่า ไปเรียนที่สำนักศึกษาปริยัติธรรมที่สำนักศาสนศึกษาวัดปรือคัน จนกระทั่งในปี 2502 ก็สามารถสอบไล่ได้นักธรรมตรี ซึ่งสอบได้น้อยมาก

อุปสมบท หลวงพ่อสาย ปาโมกโข

เมื่ออายุครบ อุปสมบทแล้วนั้น สามเณรสาย บุตะเคียน ได้รับการอุปสมบทเป็นพระภิกษุ ณ. พัทธสีมาวัดปราสาทใต้ ตำบลห้วยเหนือ อำเภอ ขุขันธ์ จังหวัดศรีสะเกษ โดยมีพระครูโสภิธรรมขันธ์ เอี้ยง ภคุโณ เจ้าคณะอำเภอวัดกลาง อัมรินทราวาส ตำบลห้วยเหนือ อำเภอ ขุขันธ์ จังหวัดศรีสะเกษ เป็นพระอุปัชฌาย์ หลังจากอุปสมบท ที่วัดปราสาทใต้แล้วก็กลับมาจำพรรษาอยู่ที่วัดตะเคียนราม ในช่วงที่เป็นพระภิกษุนี้ ได้เรียนรู้อักขระ ขอมได้แตกฉานยิ่งขึ้น

ดินแดนอีสานใต้สมัยก่อนนั้น เป็นดินแดน แห่งมนตราอาคมไสยเวทย์ มีครูบาอาจารย์ที่เก่งกล้าในวิชาไสยศาสตร์ ทั้งไสยขาวและไสยดำมาตั้งแต่โบราณกาล มีการศึกษาเล่าเรียนสืบทอดกันมาเป็นเวลาอันยาวนาน เช่นวิชาป้องกันรักษาตัว หนังเหนียว อยู่ยงคงกระพันชาตรี กันและแก้ถอดถอนคุณไสยผูกปากสัตว์ร้ายด้วยเวทย์มนต์ เสน่ห์เมตตามหานิยม วิชากำบังตน ล่องหน ย่นระยะทาง และวิชาทำร้ายทำลายผู้อื่นด้วยศาสตร์ลึกลับเช่น ฝังหุ่น เสกหนัง เสกตะปู

เสกกรรไกรเข้าท้องบังพัน บิดไส้ เสกด้ายให้เป็นงู เสกใบพรูให้เป็นแมงป่อง ผีโพง ยาสั่ง วิชาเหล่านี้มีครูอาจารย์ที่เก่งกล้าทั้งคฤหัสถ์และฆราวาสในเขต เมืองขุขันธ์ และอำเภอใกล้เคียง แถบชายแดนไทยเขมร ซึ่งหลวงพ่อได้เลือกศึกษาศาสตร์ที่ดีสามารถช่วยเหลือรักษาผู้ที่เดือดร้อนรวมถึงวิชาที่จำเป็นในการป้องกันตัว จากอาจารย์จอมขมังเวทย์ที่เป็นฆราวาสชาวไทยห้าท่าน

และอาจารย์เมืองเขมรกำพูชาอีกสิบห้าท่าน นอกจากศึกษาวิทยาอาคมแล้วท่านยังได้ศึกษาสมถะกรรมฐานและวิปัสสนากรรมฐานทั้งสายเขมรและสายไทยจนเจนจบและได้ออกธุดงค์ในสถานที่ต่างๆทั้งในประเทศไทยและเขมรมีประสบการณ์มากมายท่านเล่าให้ลูกศิษย์ที่ใกล้ชิดฟัง

ออกธุดงค์


ในปี พ.ศ. 2503 เมื่อหลวงพ่อสาย ปาโมกโข ท่านได้ศึกษาวิชากรรมฐาน จากอาจารย์กุจ จนจบหลักสูตร และได้รับการถ่ายทอดวิชา จาก ลูกตาเบ๊าะ หรือหลวงปู่สรวงแล้ว ท่านมีความประสงค์ที่จะออกไปปฏิบัติธรรมในป่าเขา เพื่อเป็นการทดสอบจิตใจ และความรู้ที่ได้ศึกษามา จึงได้ออกธุดงค์ไปในเทือกเขาพนมดงรัก โดยมีอาจารย์กุจ

ซึ่งเป็นฆราวาสและอาจารย์ล้อม มักทายกของวัด ร่วมเดินทางไปด้วย
เริ่มออกจากวัดมุ่งหน้าไปทางทิศตะวันออก ไปที่ ตาบัลลังก์ ซึ่งเป็นปราสาทเก่าแก่ปรักหักพัง เป็นสถานที่เงียบสงัด หลวงพ่อได้ปฏิบัติธรรม อยู่ที่แห่งนี้ 1 คืน จึงถอดกลด มุ่งตรงไปยังเขาพระบาท (พระบาทภูสิงห์) สมัยนั้นเป็นป่าทึบ รกชัฏ มีหุบเหว ถ้ำ อยู่ตามรอบเขา

บริเวณเชิงเขามีรอยเท้าขนาดใหญ่ ชาวบ้านเรียกกันว่า “ ลวงตาเบ๊าะตาปรม” (รอยเท้าฤษีดาบส หรือพระพรหม) ทางทิศตะวันออกของเขา เป็นถ้ำขนาดใหญ่ ภายในถ้ำเป็นพื้นหินเรียบ มีน้ำหยดจากผนังสามารถดื่มได้ ลึกเข้าไปมีพระพุทธรูป หินทรายตั้งชิดติดผนัง

หลวงพ่อสาย ปาโมกโข


หลวงพ่อได้ปฏิบัติธรรม ในถ้ำแห่งนี้พอจิตสงบ ปรากฏกลิ่นหอมฟุ้งขึ้นมา เป็นกลิ่นที่บอกไม่ถูกว่าหอมอย่างไร แตกต่างจากกลิ่นน้ำหอม น้ำอบทั่วไป สักพักก็ปรากฏมีนางเทพธิดาสี่ห้าองค์ปรากฏกายเดินตรงเข้ามาหาหลวงพ่อ เข้ามากราบแล้วถามหลวงพ่อว่า “ท่านมีธุระอะไรหรือ ถึงได้มาอยู่ที่นี่ ท่านมาหาอะไรหรือ” หลวงพ่อไม่พูดตอบ

ยังคงนั่งเฉยสังเกตดูอากัปกิริยาและรูปร่างหน้าตาของแต่ละองค์ ล้วนแต่สวยสดงดงามหาที่เปรียบไม่ได้ มารยาทก็เรียบร้อยสำเนียงพูดอ่อนหวานไพเราะจับใจ เมื่อหลวงพ่อไม่ตอบนางเทพธิดาเหล่านั้นก็กราบลากลับไป”หลวงพ่อเล่าว่านางเทพธิดาเหล่านั้นพูดภาษาไทยไม่ได้พูดภาษาถิ่น” และตั้งแต่ได้เห็นนางเทพธิดา ภาพแห่งความงามนี้ฝังติดตรึงใจหลับตาครั้งใดก็เห็นแต่นางเทพธิดา

ทำให้จิตฟุ้งซ่านหวั่นไหว อยากเห็นอีก และนางเทพธิดาก็ปรากฏกายให้เห็นเกือบทุกวัน ในช่วงที่พำนักอยู่ในถ้ำพระ การเจริญภาวนาไม่รุดหน้า จิตเริ่มหวั่นไหว หลวงพ่อจึงพิจารณาถึงความไม่เที่ยงแท้ของสรรพสิ่ง ทุกสิ่งล้วนแต่เป็นภาพลวงตา ที่เห็นนี้ก็เป็นเพียงภาพมายามาขัดขวางการปฏิบัติของนักบำเพ็ญเพียร เจริญภาวนาเมื่อพิจารณาอย่างนี้แล้วจิตจึงสง

มรณภาพ ละสังขาล

หลวงปู่สายได้มาพบเห็นเหตุการณ์ หลวงปู่ก็เลยบอกให้พระภิกษุและสามเณรขยับออกไป หลวงปู่สายก็ยืนนิ่งแล้วท่านได้กำมือยกขึ้นมา ท่องบริกรรมคาคาสักครู แล้วเอามือวางที่ก้อนหินและได้เกิดสิ่งอัศจรรย์ขึ้นก้อนหินแตกกระจายออกจากกัน เป็นที่หน้าแปลกใจยิ่งนักของพระภิกษุและสามเณร พร้อมกับชาวบ้านที่มาช่วยงานรื้อถอนในครั้งนั้น

ปัจจุบัน หลวงพ่อสาย ปาโมกโขอดีตเจ้าอาวาสวัดตะเคียนรามอ.ภูสิงห์ จ.ศรีสะเกษ ท่านได้ละสังขาร เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2558 เวลา 02.00 น. สิริอายุรวมได้ 75 ปี พรรษา 55

ขอขอบคุณบทความชีวประวัติเกจิอาจารย์ โดย ufabet