Categories
รวมบทความ

หลวงพ่อเกษม เขมโก

หลวงพ่อเกษม เขมโก

ปรวัติหลวงพ่อเกษม เขมโก พระผู้เปี่ยมไปด้วยความเมตตา

หลวงพ่อเกษม เขมโก ถึงสมัย รัชกาลที่หก พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้พระราชทานนามสกุลให้แก่ผู้ บำเพ็ญคุณงามความดี และ เจ้าหลวงบุญวาทย์วงศ์มานิต ได้รับพระราชทานนามสกุล ณ ลำปางเมื่อวันที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2457

ครอบครัวนี้ตั้งบ้านเรือนอยู่ที่ บ้านท่าเก๊าม่วง ริมแม่น้ำวัง อ.เมือง จ.ลำปาง อยู่กินกันมาอย่างมีความสุขในที่สุด เจ้าแม่บัวจ้อนได้ตั้งครรภ์และพอถึงกำหนดคลอดตรงกับวันที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ.2455 ตรงกับวันพุธ เดือนยี่ เหนือ ปีชวด ร.ศ.131 ค.ศ.1912 เจ้าแม่บัวจ้อนก็ได้ให้กำเนิดทารกเพศชาย เป็นลูกคนแรกของครอบครัว

บิดามารดาก็ได้ตั้งชื่อทารกนั้นว่า เกษม และเพราะเด็กชายเกษม ได้เกิดมาในเชื้อสายของเจ้าทางเหนือ นับทางสายมารดา ท่านมีศักดิ์เป็น หลานตา ของเจ้าหลวงบุญวาทย์วงศ์มานิต จึงได้รับการยกย่องของคนทั่วไป ทุกคนต่างเรียกกันว่า เจ้าเกษม มณีอรุณ

หลวงพ่อเกษม เขมโก เจ้า เกษมองค์น้อย เมื่อถือกำเนิดมาก็ยังมิได้มีนามสกุล เนื่องจากในขณะนั้น พระราชบัญญั ติขนานนามสกุล พ.ศ. 2546 ยังมิได้ประกาศใช้ ครั้นเมื่อ พระราชบัญญัติ ขนานนามสกุล พ.ศ. 2446 มีผลบังคับใช้ เจ้าน้อยหนู ผู้เป็นบิดาก็ได้ตั้งนามสกุล ของตนว่า มณีอรุณ ตามนิมิตแห่งความฝัน ของเจ้าแม่บัวจ้อนในขณะที่ยังตั้งครรภ์หลวงพ่อเกษม ตั้งแต่นั้นมาท่าน ก็ได้ใช้นามสกุล มณีอรุณ เรื่อยมา แต่ภายหลังที่ท่านกำพร้าบิดา ก็ได้ใช้นามสกุล ณ ลำปางของมารดาแทน ตามที่บัญญัติไว้ในมาตราเจ็ดแห่ง พระราชบัญญัติ ขนานนามสกุล พ.ศ. 2446

การศึกษา หลวงพ่อเกษม เขมโก

เมื่อถึงวัยเรียน เจ้าเกษม ณ ลำปาง ได้รับการศึกษาระดับประถมที่โรงเรียนบุญทวงศ์อนุกูล ซึ่งเป็นโรงเรียนประจำ อ.เมือง จ.ลำปาง ซึ่งสมัยนั้นเรียกกันง่าย ๆ ว่า โรงเรียนหน้าคุ้ม เหตุที่เรียกกัน อย่างนั้นก็เพราะ ตัวโรงเรียนตั้งอยู่หน้าคุ้มหลวงของ เจ้าพ่อ พลตรีเจ้าบุญวาทย์วงศ์มานิต เจ้าผู้ครองนครลำปางองค์ สุดท้ายพอดี ที่สำคัญก็คือโรงเรียนนี้ พลตรีเจ้าบุญวาทย์ บรรพบุรุษคนหนึ่งของเจ้าเกษม

หลวงพ่อเกษม เขมโก

เป็นผู้ก่อตั้งขึ้น โดยใช้ชื่อของท่านคือ บุญทวงศ์ มีคำ อนุกูล ต่อท้าย ทีแรกต้องการให้เด็ก ๆ ที่ใช้นามสกุล ณ ลำปาง ซึ่งมีเป็นจำนวนมาก รวมทั้งลูกหลานของคนมีสตางค์ ในเมืองได้อาศัยเข้าเรียนกัน แต่ภายหลังได้ขยายออกกว้างให้เด็ก ๆ ในจังหวัดลำปางทุกคน จะเป็นลูกใครก็ไม่สำคัญ ล้วนมีสิทธิ์เรียนที่โรงเรียนแห่งนี้ได้เสมอเท่าเทียมกัน สมัยนั้นโรงเรียนได้เปิดสอนชั้นสูงสุดแค่ชั้นประถมปีที่ 5 เท่านั้น

เจ้าเกษม ณ ลำปาง ได้ศึกษาจนจบชั้นสูงสุดของโรงเรียน คือชั้นประถมปีที่ 5 ใน พ.ศ.2466 ขณะนั้นอายุ 11 ปี คุณครูที่เคยสอนเจ้าเกษม คือ คุณครูอินคำ สัจจะรักษ์ และคุณครูศรีศักดิ์ (กี๋) สิงหศักดิ์

อีก 2 ปีถัดมา ใน พ.ศ. 2468 อายุขณะนั้นได้ 13 ปี เจ้าเกษม ณ ลำปาง ก็ได้มีโอกาสเข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์ โดยบรรพชาเป็นสามเณร เนื่องในโอกาสบรรพชาหน้าศพ บวชหน้าไฟ ของเจ้าอาวาสวัดป่าดัวะ ซึ่งเป็นเครือญาติกัน ครั้นบวชได้เพียง ๗ วันก็ลาสิกขาออกไป

อุปสมบท

หลวงพ่อเกษม เขมโก

ต่อมาในปีพ.ศ. 2470 เจ้าเกษม ณ ลำปาง ขณะนั้นมีอายุ 15 ปี ได้กลับมาบวชเณรอีกครั้งหนึ่งที่วัดบุญยืน จังหวัดลำปาง ด้วยผู้เป็นมารดาได้เห็นอุปนิสัยของหลวงพ่อน้อมมาทางธรรม จึงส่งเสริมสนับสนุนให้เจ้าเกษมได้อยู่ในร่มเงาของผ้ากาสาวพัสตร์ อันเป็นร่มเงาแห่งความสงบร่มเย็น

หลังจากได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุแล้ว พระภิกษุเกษม เขมโกก็ได้ศึกษาทางด้านภาษาบาลี ซึ่งเป็นการศึกษา ปริยัติอีกแขนงหนึ่ง ที่สำนักวัดศรีล้อม สมัยนั้นก็มีอาจารย์หลายรูป เช่น มหาตาคำ พระมหามงคลเป็นครูผู้สอน และยังได้ไปศึกษาที่สำนักวัดบุญวาทย์วิหาร ซึ่งมีพระมหามั่ว พรหมวงศ์ และพระมหาโกวิทย์ โกวิทญาโน เป็นครูสอน

ในเวลาเดียวกันนั้น พระภิกษุเจ้าเกษม เขมโก ก็ได้ไปศึกษาทางด้านปริยัติในแผนกนักธรรมต่อที่สำนักวัดเชียงราย ครูผู้สอนคือ พระเดชพระคุณท่านเจ้าคุณพระเทพวิสุทธิโสภณ เจ้าคณะจังหวัดลำปางสมัยนั้น ปรากฎว่าพระภิกษุเจ้าเกษม เขมโก ก็สามารถสอบนักธรรมชั้นเอกได้ในปี พ.ศ.2479 
ส่วนทางด้านการศึกษาบาลีนั้น

ท่านเรียนรู้จนสามารถเขียนและแปลได้เป็น (มคธ) เป็นอย่างดี แต่ก็ไม่ยอมสอบเอาวุฒิ จนครูบาอาจารย์ทุกองค์ต่างเข้าใจว่า พระภิกษุเกษม เขมโก ไม่ต้องการมีสมณศักดิ์สูง ๆ เรียนเพื่อจะนำเอาวิชาความรู้มาใช้ในการศึกษาค้นคว้าพระธรรมคำสอนของพระบรมศาสดาเท่านั้น เมื่อสำเร็จทางด้านปริยัติธรรมแล้ว

ท่านแสาะแสวงหาครูบาอาจารย์ที่มีความรู้และมีความเชี่ยวชาญในด้านวิปัสสนา จนกระทั่ง ท่านทราบข่าวว่ามีพระเกจิรูปหนึ่งมีชื่อเสียงในด้านวิปัสสนา คือ ครูบาแก่น สุมโน ท่านจึงฝากตัวเป็นศิษย์ ท่านได้ตามครูบาแก่น สุมโน ออกท่องธุดงค์ไปแสวงหาความวิเวกและบำเพ็ญเพียร

ตามป่าลึก จนถึงช่วงเข้าพรรษาซึ่งพระภิกษุจำเป็นต้องยุติการท่องธุดงค์ชั่วคราวท่านจึงต้องแยกทางกับพระอาจารย์ และกลับมาจำพรรษาที่วัดบุญยืนตามเดิม พอครบกำหนดออก ก็ติดตามอาจารย์ออกธุดงค์บำเพ็ญภาวนา

ต่อมา เจ้าอธิการคำเหมย เจ้าอาวาสวัดบุญยืน มรณภาพลง ทางคณะสงฆ์ได้ประชุมกันเพื่อหาเจ้าอาวาสรูปใหม่และต่างลงความเห็นพ้องต้องกันเห็นควรว่า พระภิกษุ เจ้าเกษม เขมโก มีคุณสมบัติเหมาะสมกับตำแหน่งเจ้าอาวาส เมื่อท่านได้รับเลือกเป็นเจ้าอาวาสวัดบุญยืน

ท่านก็ไม่ยินดียินร้าย แต่ท่านก็ห่วงทางวัดเพราะท่านเคยจำวัดนี้ ท่านเห็นว่าถือเป็นภารกิจทางศาสนาเพราะท่านเองต้องการให้พระศาสนานี้ดำรงอยู่ จึงยอมรับตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดบุญยืน

หลังจากนั้นท่านก็ตัดสินใจลาออกจากตำแหน่งเจ้าอาวาสหลายครั้งเนื่องจากท่านอยากจะออกธุดงค์ แต่ไม่เป็นผลสำเร็จ ดังนั้น ท่านจึงออกจากวัดบุญยืนไปที่ศาลาวังทานพร้อมเขียนข้อความลาออกจากการเป็นเจ้าอาวาสไว้ด้วย

หลวงพ่อเกษม เขมโก เป็นพระสายวิปัสสนาธุระ ไม่ยึดติดแม้แต่สถานที่ ท่านได้ปฏิบัติธรรม ณ สุสานไตรลักษณ์ตลอดชนชีพ ท่านปฏิบัติศีลบริสุทธิ์ตามพระธรรมคำสั่งสอนของ

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าโดยไม่ติดยึดในกิเลสทั้งปวง ท่านเป็นพระที่เป็นที่เคารพสักการะของพุทธศาสนิกชนในจังหวัดลำปางและพุทธศาสนิกชนทั่วประเทศ

มรณภาพ

ศพหลวงพ่อ

เมื่อเวลา 18.30 น. ของวันที่ 15 มกราคม 2539 หลวงพ่อเกษมเกิดอาการของหลอดลมตีบตันโดยฉับพลันและได้หยุดหายใจไปครั้งหนึ่ง คณะแพทย์ต้องระดมกำลังทำการรักษาอย่างเร่งด่วน ด้วยการให้ยาช่วยขยายหลอดลม และการกระตุ้นหัวใจรวมทั้งต้องใช้ไฟฟ้าช่วยกระตุ้นหัวใจ แต่แล้วก็สุดที่จะช่วยเหลือเยียวยารักษาไว้ได้ หลวงพ่อเกษมจึงได้ละสังขารด้วยอาการอันสงบ เมื่อเวลา 19.45 น. ของวันที่ 15 มกราคม 2539 สิริอายุได้ 83 ปี 1 เดือน 17 วัน พรรษา 63 ท่ามกลางความเศร้าโศกของคณะแพทย์ที่ทำการรักษาและเหล่าลูกศิษย์ที่เฝ้าดูอาการที่โรงพยาบาลนับพัน ๆ คน

ขอขอบคุณบทความประวัติเกจิอาจารย์ชื่อดังโดย ufabet.com

เครดิต : https://ufabets5.com/