Categories
รวมบทความ

หลวงพ่อเกษม เขมโก

หลวงพ่อเกษม เขมโก

ปรวัติหลวงพ่อเกษม เขมโก พระผู้เปี่ยมไปด้วยความเมตตา

หลวงพ่อเกษม เขมโก ถึงสมัย รัชกาลที่หก พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้พระราชทานนามสกุลให้แก่ผู้ บำเพ็ญคุณงามความดี และ เจ้าหลวงบุญวาทย์วงศ์มานิต ได้รับพระราชทานนามสกุล ณ ลำปางเมื่อวันที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2457

ครอบครัวนี้ตั้งบ้านเรือนอยู่ที่ บ้านท่าเก๊าม่วง ริมแม่น้ำวัง อ.เมือง จ.ลำปาง อยู่กินกันมาอย่างมีความสุขในที่สุด เจ้าแม่บัวจ้อนได้ตั้งครรภ์และพอถึงกำหนดคลอดตรงกับวันที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ.2455 ตรงกับวันพุธ เดือนยี่ เหนือ ปีชวด ร.ศ.131 ค.ศ.1912 เจ้าแม่บัวจ้อนก็ได้ให้กำเนิดทารกเพศชาย เป็นลูกคนแรกของครอบครัว

บิดามารดาก็ได้ตั้งชื่อทารกนั้นว่า เกษม และเพราะเด็กชายเกษม ได้เกิดมาในเชื้อสายของเจ้าทางเหนือ นับทางสายมารดา ท่านมีศักดิ์เป็น หลานตา ของเจ้าหลวงบุญวาทย์วงศ์มานิต จึงได้รับการยกย่องของคนทั่วไป ทุกคนต่างเรียกกันว่า เจ้าเกษม มณีอรุณ

หลวงพ่อเกษม เขมโก เจ้า เกษมองค์น้อย เมื่อถือกำเนิดมาก็ยังมิได้มีนามสกุล เนื่องจากในขณะนั้น พระราชบัญญั ติขนานนามสกุล พ.ศ. 2546 ยังมิได้ประกาศใช้ ครั้นเมื่อ พระราชบัญญัติ ขนานนามสกุล พ.ศ. 2446 มีผลบังคับใช้ เจ้าน้อยหนู ผู้เป็นบิดาก็ได้ตั้งนามสกุล ของตนว่า มณีอรุณ ตามนิมิตแห่งความฝัน ของเจ้าแม่บัวจ้อนในขณะที่ยังตั้งครรภ์หลวงพ่อเกษม ตั้งแต่นั้นมาท่าน ก็ได้ใช้นามสกุล มณีอรุณ เรื่อยมา แต่ภายหลังที่ท่านกำพร้าบิดา ก็ได้ใช้นามสกุล ณ ลำปางของมารดาแทน ตามที่บัญญัติไว้ในมาตราเจ็ดแห่ง พระราชบัญญัติ ขนานนามสกุล พ.ศ. 2446

การศึกษา หลวงพ่อเกษม เขมโก

เมื่อถึงวัยเรียน เจ้าเกษม ณ ลำปาง ได้รับการศึกษาระดับประถมที่โรงเรียนบุญทวงศ์อนุกูล ซึ่งเป็นโรงเรียนประจำ อ.เมือง จ.ลำปาง ซึ่งสมัยนั้นเรียกกันง่าย ๆ ว่า โรงเรียนหน้าคุ้ม เหตุที่เรียกกัน อย่างนั้นก็เพราะ ตัวโรงเรียนตั้งอยู่หน้าคุ้มหลวงของ เจ้าพ่อ พลตรีเจ้าบุญวาทย์วงศ์มานิต เจ้าผู้ครองนครลำปางองค์ สุดท้ายพอดี ที่สำคัญก็คือโรงเรียนนี้ พลตรีเจ้าบุญวาทย์ บรรพบุรุษคนหนึ่งของเจ้าเกษม

หลวงพ่อเกษม เขมโก

เป็นผู้ก่อตั้งขึ้น โดยใช้ชื่อของท่านคือ บุญทวงศ์ มีคำ อนุกูล ต่อท้าย ทีแรกต้องการให้เด็ก ๆ ที่ใช้นามสกุล ณ ลำปาง ซึ่งมีเป็นจำนวนมาก รวมทั้งลูกหลานของคนมีสตางค์ ในเมืองได้อาศัยเข้าเรียนกัน แต่ภายหลังได้ขยายออกกว้างให้เด็ก ๆ ในจังหวัดลำปางทุกคน จะเป็นลูกใครก็ไม่สำคัญ ล้วนมีสิทธิ์เรียนที่โรงเรียนแห่งนี้ได้เสมอเท่าเทียมกัน สมัยนั้นโรงเรียนได้เปิดสอนชั้นสูงสุดแค่ชั้นประถมปีที่ 5 เท่านั้น

เจ้าเกษม ณ ลำปาง ได้ศึกษาจนจบชั้นสูงสุดของโรงเรียน คือชั้นประถมปีที่ 5 ใน พ.ศ.2466 ขณะนั้นอายุ 11 ปี คุณครูที่เคยสอนเจ้าเกษม คือ คุณครูอินคำ สัจจะรักษ์ และคุณครูศรีศักดิ์ (กี๋) สิงหศักดิ์

อีก 2 ปีถัดมา ใน พ.ศ. 2468 อายุขณะนั้นได้ 13 ปี เจ้าเกษม ณ ลำปาง ก็ได้มีโอกาสเข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์ โดยบรรพชาเป็นสามเณร เนื่องในโอกาสบรรพชาหน้าศพ บวชหน้าไฟ ของเจ้าอาวาสวัดป่าดัวะ ซึ่งเป็นเครือญาติกัน ครั้นบวชได้เพียง ๗ วันก็ลาสิกขาออกไป

อุปสมบท

หลวงพ่อเกษม เขมโก

ต่อมาในปีพ.ศ. 2470 เจ้าเกษม ณ ลำปาง ขณะนั้นมีอายุ 15 ปี ได้กลับมาบวชเณรอีกครั้งหนึ่งที่วัดบุญยืน จังหวัดลำปาง ด้วยผู้เป็นมารดาได้เห็นอุปนิสัยของหลวงพ่อน้อมมาทางธรรม จึงส่งเสริมสนับสนุนให้เจ้าเกษมได้อยู่ในร่มเงาของผ้ากาสาวพัสตร์ อันเป็นร่มเงาแห่งความสงบร่มเย็น

หลังจากได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุแล้ว พระภิกษุเกษม เขมโกก็ได้ศึกษาทางด้านภาษาบาลี ซึ่งเป็นการศึกษา ปริยัติอีกแขนงหนึ่ง ที่สำนักวัดศรีล้อม สมัยนั้นก็มีอาจารย์หลายรูป เช่น มหาตาคำ พระมหามงคลเป็นครูผู้สอน และยังได้ไปศึกษาที่สำนักวัดบุญวาทย์วิหาร ซึ่งมีพระมหามั่ว พรหมวงศ์ และพระมหาโกวิทย์ โกวิทญาโน เป็นครูสอน

ในเวลาเดียวกันนั้น พระภิกษุเจ้าเกษม เขมโก ก็ได้ไปศึกษาทางด้านปริยัติในแผนกนักธรรมต่อที่สำนักวัดเชียงราย ครูผู้สอนคือ พระเดชพระคุณท่านเจ้าคุณพระเทพวิสุทธิโสภณ เจ้าคณะจังหวัดลำปางสมัยนั้น ปรากฎว่าพระภิกษุเจ้าเกษม เขมโก ก็สามารถสอบนักธรรมชั้นเอกได้ในปี พ.ศ.2479 
ส่วนทางด้านการศึกษาบาลีนั้น

ท่านเรียนรู้จนสามารถเขียนและแปลได้เป็น (มคธ) เป็นอย่างดี แต่ก็ไม่ยอมสอบเอาวุฒิ จนครูบาอาจารย์ทุกองค์ต่างเข้าใจว่า พระภิกษุเกษม เขมโก ไม่ต้องการมีสมณศักดิ์สูง ๆ เรียนเพื่อจะนำเอาวิชาความรู้มาใช้ในการศึกษาค้นคว้าพระธรรมคำสอนของพระบรมศาสดาเท่านั้น เมื่อสำเร็จทางด้านปริยัติธรรมแล้ว

ท่านแสาะแสวงหาครูบาอาจารย์ที่มีความรู้และมีความเชี่ยวชาญในด้านวิปัสสนา จนกระทั่ง ท่านทราบข่าวว่ามีพระเกจิรูปหนึ่งมีชื่อเสียงในด้านวิปัสสนา คือ ครูบาแก่น สุมโน ท่านจึงฝากตัวเป็นศิษย์ ท่านได้ตามครูบาแก่น สุมโน ออกท่องธุดงค์ไปแสวงหาความวิเวกและบำเพ็ญเพียร

ตามป่าลึก จนถึงช่วงเข้าพรรษาซึ่งพระภิกษุจำเป็นต้องยุติการท่องธุดงค์ชั่วคราวท่านจึงต้องแยกทางกับพระอาจารย์ และกลับมาจำพรรษาที่วัดบุญยืนตามเดิม พอครบกำหนดออก ก็ติดตามอาจารย์ออกธุดงค์บำเพ็ญภาวนา

ต่อมา เจ้าอธิการคำเหมย เจ้าอาวาสวัดบุญยืน มรณภาพลง ทางคณะสงฆ์ได้ประชุมกันเพื่อหาเจ้าอาวาสรูปใหม่และต่างลงความเห็นพ้องต้องกันเห็นควรว่า พระภิกษุ เจ้าเกษม เขมโก มีคุณสมบัติเหมาะสมกับตำแหน่งเจ้าอาวาส เมื่อท่านได้รับเลือกเป็นเจ้าอาวาสวัดบุญยืน

ท่านก็ไม่ยินดียินร้าย แต่ท่านก็ห่วงทางวัดเพราะท่านเคยจำวัดนี้ ท่านเห็นว่าถือเป็นภารกิจทางศาสนาเพราะท่านเองต้องการให้พระศาสนานี้ดำรงอยู่ จึงยอมรับตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดบุญยืน

หลังจากนั้นท่านก็ตัดสินใจลาออกจากตำแหน่งเจ้าอาวาสหลายครั้งเนื่องจากท่านอยากจะออกธุดงค์ แต่ไม่เป็นผลสำเร็จ ดังนั้น ท่านจึงออกจากวัดบุญยืนไปที่ศาลาวังทานพร้อมเขียนข้อความลาออกจากการเป็นเจ้าอาวาสไว้ด้วย

หลวงพ่อเกษม เขมโก เป็นพระสายวิปัสสนาธุระ ไม่ยึดติดแม้แต่สถานที่ ท่านได้ปฏิบัติธรรม ณ สุสานไตรลักษณ์ตลอดชนชีพ ท่านปฏิบัติศีลบริสุทธิ์ตามพระธรรมคำสั่งสอนของ

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าโดยไม่ติดยึดในกิเลสทั้งปวง ท่านเป็นพระที่เป็นที่เคารพสักการะของพุทธศาสนิกชนในจังหวัดลำปางและพุทธศาสนิกชนทั่วประเทศ

มรณภาพ

ศพหลวงพ่อ

เมื่อเวลา 18.30 น. ของวันที่ 15 มกราคม 2539 หลวงพ่อเกษมเกิดอาการของหลอดลมตีบตันโดยฉับพลันและได้หยุดหายใจไปครั้งหนึ่ง คณะแพทย์ต้องระดมกำลังทำการรักษาอย่างเร่งด่วน ด้วยการให้ยาช่วยขยายหลอดลม และการกระตุ้นหัวใจรวมทั้งต้องใช้ไฟฟ้าช่วยกระตุ้นหัวใจ แต่แล้วก็สุดที่จะช่วยเหลือเยียวยารักษาไว้ได้ หลวงพ่อเกษมจึงได้ละสังขารด้วยอาการอันสงบ เมื่อเวลา 19.45 น. ของวันที่ 15 มกราคม 2539 สิริอายุได้ 83 ปี 1 เดือน 17 วัน พรรษา 63 ท่ามกลางความเศร้าโศกของคณะแพทย์ที่ทำการรักษาและเหล่าลูกศิษย์ที่เฝ้าดูอาการที่โรงพยาบาลนับพัน ๆ คน

ขอขอบคุณบทความประวัติเกจิอาจารย์ชื่อดังโดย ufabet.com

เครดิต : https://ufabets5.com/

Categories
รวมบทความ

หลวงปู่หงษ์ พรหมปัญโญ

หลวงปู่หงษ์ พรหมปัญโญ

ประวัติ หลวงปู่หงษ์ พรหมปัญโญ

หลวงปู่หงษ์ พรหมปัญโญ จังหวัดสุรินทร์นั้น เป็นจังหวัดหนึ่ง ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ตอนล่าง “อีสานใต้” มีขนบธรรมเนียมประเพณี วัฒนธรรมที่แตกต่างภาษาพูดที่แตกต่างกัน มีความสามัคคีไม่เกิดปัญหาระหว่างกลุ่มชน เมื่อก่อนเป็นพื้นที่ที่มีช้างอยู่มากมาย ถิ่นอารยธรรมโบราณ และก็ต้องยอมรับว่าจังหวัดสุรินทร์มีพระเกจิอาจารย์ที่เปี่ยมด้วยปฎิปทา

และจริยาวัตรที่งดงามอยู่หลายรูป เช่น หลวงปู่ดูลย์ หลวงปู่เจียม หลวงปู่ธรรมรังษี หลวงปู่รอดในอดีตและปัจจุบันจนถึงวาระที่ต้องละสังขารและเป็นที่รู้จักของพุทธศาสนิกชนก็คือ หลวงปู่หงษ์ พรหมปัญโญ

หลวงปู่หงษ์ พรหมปัญโญ เดิมนามว่า สุวรรณหงษ์ จะมัวดี เกิดที่บ้านทุ่งมน อำเภอปราสาท จังหวัดสุรินทร์ เมื่อวันที่ 23มีนาคม พ.ศ. 2461  เมื่อถึงวัยเรียนได้เข้าไปเรียนที่โรงเรียนวัดอุทุมพร บ้านทุ่งมน อำเภอปราสาท จังหวัดสุรินทร์ จบการศึกษาประถมศึกษาชั้นปีที่ 4 พออายุได้ 18 ปี มารดารขอร้องให้บวชเณร นายสุวรรณหงษ์ ได้ตามใจแม่จึงรับปากที่จะบวชให้ ตั้งใจว่าจะบวชให้สัก 7 วัน

ครั้นบรรพชาแล้วพระอุปัชฌาย์ได้ตั้งนามให้ใหม่ว่า”สามเณรพรหมศร” ลุมาได้ 3 วัน ขณะนั่งบนแคร่ไม้ใต้โคนต้นมะขามใหญ่ได้มีบุรุษหญิงชายแปลกหน้าทั้งมีอายุแก่และหนุ่ม แต่งกายแบบชาวบ้านมาขอร้องให้เทศน์โปรดทีเถิด สามเณรพรหมศรกล่าวว่า ฉันพึ่งบวชได้ไม่ถึงวันยังเทศน์ไม่เป็นหรอก ชายหญิงผู้แปลกหน้าทั้งหลายต่างให้ข้อแนะนำว่า

ท่านเจ้าคะท่านเทศน์ไม่เป็นก็ไม่เป็นไร แต่ขอให้ท่านทดลอง ว่านะโม 3 จบ ประเดี๋ยวท่านก็จะเทศน์ได้เองนั่นแหละ” สามสามเณรพรหมศรนั่งนิ่งแลสงสัยว่า บุคคลทั้งหลายเหล่านี้เป็นใครมาจากไหนอยู่ๆก็มาขอร้องให้เราเทศน์ แต่เมื่อลองคิดแล้วเขาบอกให้ว่านะโม 3 จบ จากนั้นก็เป็นเรื่องที่ปากพูดไปได้เองเป็นเรื่องเป็นราว

ชายหญิงทั้งหลายต่างนั่งพนมมือ อมยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ ครั้นเทศน์จบก็กราบขอบคุณขอลากลับ หันไปอีกทาง ปรากฏว่าหายไปทางไหนก็ไม่รู้ ผู้เขียนกราบเรียนถามหลวงปู่ว่าทำไมสามเณรพรหมศรจึงเทศน์ได้ ท่านกล่าวว่า มันเป็นของเก่าหรือที่เรียกว่า “ธรรมบันดาล” ที่พาให้พูดกล่าวไปได้เอง ความตั้งใจที่จะบวชเพียง 7 วัน ก็อยู่เลยเรื่อยมาจนอายุครบ 20 ปี พระอุปัชฌาย์จึงอุปสมบทให้ ณ วัดเพชรบุรี ต.ทุ่งมน อ.ปราสาท จ.สุรินทร์ โดยตั้งนามฉายาให้ใหม่ว่า พรหมปัญโญ แปลว่า ผู้มีปัญญาดุจพรหม

หลวงปู่หงษ์ พรหมปัญโญ เป็นพระธุดงค์ ถือสันโดษ โปรดสัตว์ จึงไม่ติดกับที่อยู่ หรืออมิสลาภ จึงได้ลาญาติโยม เพื่อจาริกแสวงบุญต่อเรื่อยมา ท่านเป็นผู้สันโดษอ่อนน้อมถ่อมตนยิ่งนักได้บังเกิดความเมตตาประสิทธิประสาทสรรพวิชา จนลุเลยข้ามดงสู่จังหวัดสารพัดไต่เขาและภูผา อาศัยหุบเขาข้างห้วยเอนกายาตกค่ำภาวนาตลอดไปยามสองจิตผ่องใส บังเกิดธรรมบันดาลพาพบไปกับพระอาจารย์ใหญ่องค์เทพเทวาได้ประสิทธิ์ประสาทวิชากว่าพันประการ 

หลวงปู่หงษ์ พรหมปัญโญ

การอุปสมบท ของ หลวงปู่หงษ์ พรหมปัญโญ

เมื่ออุปสมบทแล้ว หลวงปู่หงษ์ ตั้งใจมั่นขยันหมั่นเพียรศึกษาพระปริยัติธรรมคำสั่งสอนของสมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า หลวงปู่เป็นผู้มีความวิริยะสูง จดท่องจำแม่นยำยิ่งนัก ทั้งฝักใฝ่หาความรู้ เพียรหาครูบาอาจารย์อย่างไม่ลดละแม้จะไกลไปยาก ก็อุตส่าห์ดั้นด้นเดินทางไป เพื่อให้ได้ความรู้กลับคืนมาเป็นรางวัล ด้วยปณิธานมั่นที่จะโปรดลูกหลานญาติโยมภายหน้า สืบไป

ครั้นอุปสมบทได้แล้ว 3 พรรษา จึงกราบลาพระอุปัชฌาย์จาริกธุดงควัตรตามแบบฉบับแห่งพระบรมครู อาศัยอยู่ตามโคนไม้ นุ่งห่มใช้ผ้าเพียงสามผืน ทั้งถือที่สงบสัปปายะ เช่น ป่าช้าเป็นที่เจริญภาวนาเช้าค่ำ ขบฉันภัตตราหารเพียงมื้อเดียว ได้ท่องเที่ยวสู่เมืองขุขัน จ.ศรีสะเกษ

เพราะเป็นเขตแห่งสรรพศาสตร์มนตรา จึงได้เข้าขอศึกษากับครูอาจารย์ที่เป็นทั้งฆราวาสก็ดี เป็นผู้ทรงศีลสมณะก็ตาม จนเป็นที่พอใจแล้ว จึงขออนุญาตลากลับเพื่อจาริกธุดงค์สู่พรมเปญ กัมพูชาสืบไป

ออกธุดงค์

เมื่อธุดงค์ข้ามเขาเข้าเขตกัมพูชา อันเป็นที่ตระหนักดีอยู่แล้วว่าเป็นดินแดนแห่งอาณาจักรขอมถิ่นอาถรรพ์ เป็นที่รวมแห่งสรรพศาสตร์ ไสยเวทย์มนตรารุ่งเรืองนัก คงเป็นด้วยบุญบารมีเก่าหนุนนำ พาให้ได้พบกับครูบาอาจารย์เก่า เมื่อพบเห็นแล้วทุกครูอาจารย์ ต่างพึงพอใจในพระภิกษุหงษ์ พรหมปัญโญ ผู้สันโดษอ่อนน้อมถ่อมตนยิ่งนัก

ได้บังเกิดความเมตตาประสิทธิประสาทสรรพวิชา ทั้งเวทย์มนแลคาถาเมตตา มหาเสน่ห์ กำบังภัยทั้งคุ้มครอง แคล้วคลาดกันอาวุธ ปืน หอก ดาบ ธนูหน้าไม้เขี้ยวงา ช้างเสือ หุงสีผึ้ง กันยาเบื่อ ทั้งคุณไสย ทำน้ำมนต์รดอาบต่างหายไป แม้นบ้าใบ้จิตหลอนก็อ่อนโยน จนลุเลยข้ามดงสู่จังหวัดสารพัดไต่เขาและภูผา อาศัยหุบเขาข้างห้วยเอนกายา ตกค่ำภาวนาตลอดไปยามสองจิตผ่องใส บังเกิดธรรมบันดาลพาพบไป

กับพระอาจารย์ใหญ่องค์เทพเทวาได้ประสิทธิ์ประสาทวิชาลงจารเสกปากกา อุปเท่มีคุณมากหนากว่าพันประการ ประทานเสร็จสอนจบครบตำรา พระพรหมปัญโญ ให้ปิติทั้งศรัทธา ตั้งจิตกราบครูบาแล้วเงยหน้าขอชมบารมี ทันทีที่ลืมตารูปท่านอาจารย์ใหญ่ก็จางหายทันที พระพรหมปัญโญ สุดที่จะเสียดายเพราะมิได้กล่าวคำว่าขอบคุณ แก่ท่านผู้กรุณาประสาทวิชา ครั้นล่องไพรในพนากลางป่าใหญ่

หลวงปู่หงษ์ พรหมปัญโญ

อัศจรรย์ใจเป็นนักหนาเห็นเด็กร่างดำใหญ่ดุจศิลา พลางผลักทักทายมาแต่ใด กุมารดินล้มหงายหลัง แล้วตั้งตรงทดลองใหม่ ผลักล้มมาด้านหน้า ทดลองถึงสองครั้งให้ระอาจึงแสดงกายาสูงใหญ่ได้ห้าเมตร แสดงเสร็จให้เกิดศรัทธาแล้วสั่งสอนถึงวิธีการสร้างกุมารทองให้ถูกต้องตามตำรับฉบับครู ครั้นธุดงค์ผ่านเขาพนาไพร นานอยู่ได้เกือบขวบปี แวะผ่านที่หมู่บ้าน

ณ หมู่บ้านนี้เองที่ชาวบ้านต่างกล่าวขานคุณงามความดีในวีรกรรมหลายๆสิ่งที่ไม่อาจลืมเลือนได้ จากหัวใจของทุกคน แม้หลวงปู่จะธุดงค์กลับประเทศไทยแล้วก็ตามจนขณะนี้หลวงปู่มีอายุย่าง 85 ปี จึงได้เดินทางไปเยี่ยมชาวกัมพูชา เมื่อชาวบ้านทราบข่าวว่าหลวงปู่จะมาต่างดีใจ ครั้นหลวงปู่ไปถึงชาวบ้านเกือบพันคนต่างนอนคว่ำเรียงราย

ตั้งแต่ถนนจนถึงศาลา แล้วอาราธนาให้หลวงปู่เดินเหยียบบนหลังของเขาเหล่านั้น หลวงปู่จะไม่เดินชาวบ้านเขาก็ไม่ยอม กล่าวว่ายอมพร้อมพลีกายด้วยความเคารพบูชา หลวงปู่ขัดเขามิได้จึงยอมเดินบนหลังของเขาเหล่านั้น แม้แต่ผู้เฒ่าอายุราว 100 กว่าปี เมื่อทราบข่าวว่าหลวงปู่หงษ์ มาก็อุตส่าห์ลากไม้เท้าหลังงองกเงิ่นเดินทางมากราบบูชา

ผู้ติดตามหลวงปู่ทุกคนต่างแปลกใจและถามว่าทำไมจึงศรัทธาองค์หลวงปู่ขนาดนี้ พวกเราทุกคนต่างก็ถึงบางอ้อ เพราะพ่อเฒ่าต่างเล่าให้ฟังว่า หลานเอ๋ย ถ้าวันนั้นหลวงพ่อไม่ได้อยู่กับเราแล้ว หมู่บ้านกรูทั้งหมู่บ้านก็แตกกระจายป่นปี้ไปแล้ว เพราะมันเป็นเรื่องแปลก ตาเองก็ไม่เคยเห็น ว่าลูกระเบิด และลูกปืนใหญ่ขนาดแตงโม

มันตกมาบนหลังคาหญ้าแฝก แปลกที่มันไม่ทะลุหล่นลงมา กลับกลิ้งคลุกๆ ไปตามทางลาดชายคา พวกเราก็นึกว่าต้องตายแน่ๆ ถ้าลูกระเบิดตกกระทบกับพื้นดิน ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงดังตุ้บ! ปรากฏว่าลูกปืนจมดินเกือบครึ่งลูก แต่มันอัศจรรย์มาก หลานเอ๋ย มันไม่ระเบิด! เท่านั้นแหละเม็ดกรวด เม็ดหิน แม้แต่ดินใต้แคร่ไม้ไผ่

หลวงปู่หงษ์ ธุดงค์จาริกแสวงบุญเรื่อยมายังเมืองพระตะบอง ขณะนั้น ชาวเมืองเกิดความเดือดร้อน ข้าวยากหมากแพง เกิดขโมย โจรชุกชุม แต่ยังมีกลุ่มโจรหนึ่งมีหัวหน้าเป็นสตรี มีลูกน้องกว่า 50 คน มีนามว่า “มะลิ” มะลิเป็นชื่อของสาวใหญ่ชาวเขมร ถือกำเนิด ณ เมืองพะตะบอง ในยุคนั้นแล้วต้องถือว่ามะลิเป็นสาวที่มีความงดงามที่สุด

ความงามสมัยนั้นจะต้องมีผิวดำเป็นมัน ผมดำเงา มีความสง่าแฝงไปด้วยตะบะบารมีประดุจนางพญา เพราะนางนั้นมีสมุนพลพรรคบริวารประมาณกว่า 50 คน ทั้งนางและสมุนบริวารนั้นล้วนแล้วแต่เป็นบุคคลที่ทางราชการของกัมพูชาต้องการตัวมากที่สุด เพราะมะลิและบริวาร มีอาชีพในการจี้ปล้น

แต่ก็เป็นโจรที่มีคุณธรรม เพราะข้าวของที่ได้มาจากการปล้นนั้นนางได้แบ่งปันแล้วก็นำไปแจกจ่ายแบ่งต่อคนยากจนด้วย ซึ่งการจี้ปล้นแต่ละครั้ง จะปล้นจากคนรวยมาแบ่งคนจน หรือการจี้ปล้นแต่ละครั้งนั้นจะกระทำก็ต่อเมื่อพรรคพวกอดอยากไม่มีจะกินแล้ว จึงทำการปล้น ในการลูกสมุนออกปล้นแต่ละครั้ง นางมะลิจะทำพิธีเบิกทางโจร

มรณะภาพ

ปู่หง

เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 5 มี.ค.57 ผู้สื่อข่าวรายงานว่าหลวงปู่หงษ์ พรหมปัญโญ หรือ พระครูประสาทพรหมคุณ เกจิดังเมืองสุรินทร์ แห่งวัดสุสานทุ่งมนวัดเพชรบุรี ต.ทุ่งมน อ.ปราสาท จ.สุรินทร์ได้ละสังขารลงแล้ว ด้วยระบบไตไม่ทำงาน หลังนอนรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ด้วยโรคชราซึ่งหลวงปู่หงษ์ป่วยด้วยโรคชรามานานหลายปีแล้ว โดยหลวงปู่เกิดวันพฤหัสบดีที่ 5 มี.ค.2460 มรณะ วันพุธที่ 5 มี.ค.57 สิริรวมอายุได้ 97 ปีบริบูรณ์สร้างความเศร้าสลดแก่ศิษยานุศิษย์และชาวจ.สุรินทร์ รวมถึงศิษยานุศิษย์ที่อยู่ทั่วประเทศเป็นอย่างยิ่ง

ขอขอบคุณบทความประวัติเกจิอาจารย์ดังโดย ufabet.com

Categories
รวมบทความ

หลวงพ่อจวน

หลวงพ่อจวน วัดเจติยาคีรีวิหาร (ภูทอก) อำเภอบึงกาฬ จังหวัดหนองคาย

หลวงพ่อจวน

หลวงพ่อจวน ภูทอก เป็นที่ตั้งของ วัดเจติยาศรีวิหาร หรือ วัดภูทอก ตั้งอยู่ในเขตบ้านคำแคน ตำบลนาสะแบง จังหวัดบึงกาฬ โดยมีพระอาจารย์จวน กุลเชฏโฐ เป็นผู้ก่อตั้ง ซึ่งคำว่า ภูทอก ในภาษาอีสานนั้น แปลว่า ภูเขาโดดเดี่ยว ที่นี่จะมีภูเขาอยู่ 2 ลูก ด้วยกัน คือ ภูทอกใหญ่ และภูทอกน้อย ส่วนที่สามารถชมได้คือ ภูทอกน้อย ส่วนภูทอกใหญ่จะอยู่ห่างออกไป และยังไม่เปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมนะครับ

จุดเด่นของ วัดเจติยาศรีวิหาร ก็คือ สะพานไม้ และบันไดรอบๆ ภูทอก ที่จะใช้แค่เพียงบันได วนไปมา แบบ 360 องศา เลยทีเดียวค่ะ มีทั้งหมด 7 ชั้น ใช้เวลาในการสร้างนานถึง 5 ปี เลยค่ะ ซึ่งบันไดแต่ละชั้นจะแตกต่างกัน ชั้น 3 ถึง ชั้น 6 จะสามารถเดินเวียนรอบได้ ส่วนชั้นที่ 5 ถึง ชั้น 7 จะจัดให้เป็นแดนสวรรค์ ที่ต้องสำรวมระวังกาย วาจา และหรือสวดมนต์ไปด้วย ว่ากันว่าจะได้บุญครับผม

ในส่วนของไฮไลท์นั้น จะอยู่ที่ชั้นที่ 6 จะเป็น จุดชมวิวที่สวยที่สุดค่ะ ตลอดทางเดินจะเป็นหน้าผายื่นออกมา บางครั้งต้องเดินเบี่ยงตัวออกมาเล็กน้อย ต้องบอกเลยค่ะว่าเสี่ยวสุดๆ มีขาสั่นๆ กันอย่างแน่นอน โดยหน้าผาแต่ละจุดก็จะมีชื่อที่แตกต่างกันออกไป เช่น ผาเทพนิมิตร ผาเทพสถิต ผาหัวช้าง เป็นต้นครับ

หลวงพ่อจวน

ในช่วงฤดูหนาว ภูทอก จะมีทะเลหมอก อยู่รอบๆ ทำให้เหมือนอยู่บนสวรรค์เลยทีเดียวค่ะ จากชั้นที่ 6 ขึ้นสู่ชั้นที่ 7 นั้น จะเป็นสะพานไม้ วนรอบเขายาว 400 เมตร อยู่ริมหน้าผา สูงและชัน น่าหวาดเสียวมากๆ ค่ะ สิ่งที่น่าสนใจคือ ปากทางเข้าเมืองพญานาค ที่จะอยู่หลังพระปางนาคปรก จะมีรอยสีขาวขูดติดกับหินปูน ที่ชาวบ้านเชื่อกันว่าเป็น รอยถลอกที่เกิดจากท้องพญานาค สัมผัสเข้ากับหินครับ

ประวัติ หลวงพ่อจวน

หลวงพ่อจวน

หลวงพ่อจวน กุลเชฏโฐ มีชาติกำเนิดในสกุล นรมาส เกิดเมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2463 ตรงกับวันเสาร์ แรม 10 ค่ำ เดือน 8 ปีวอก ณ บ้านเหล่ามันแกว บ้านเลขที่ 28 หมู่ที่ 12 ตำบลดงมะยาง อำเภออำนาจเจริญ จังหวัดอุบลราชธานี

บิดาท่านชื่อ ลา มารดาชื่อ แหวะ สกุลเดิม วงศ์จันทร์ บรรพบุรุษของท่านอพยพมาจากเวียงจันทน์ เป็นอุปฮาดของเมืองเวียงจันทน์ เมื่อมีภัยสงครามเกิดขึ้น เวียงจันทน์แตก อุปฮาดผู้เป็นต้นตระกูลก็พาครอบครัวอพยพมา ครั้งแรกตั้งบ้านเรือนอยู่ที่ตำบลหนองวัวลำภู ต่อมาย้ายถิ่นฐานบ้านช่อง กระทั่งท้ายที่สุดมาอยู่ที่จังหวัดอุบลราชธานี

บิดามีอาชีพทำนา และมีความรู้ทางด้านสมุนไพรมาก เพื่อนบ้านในละแวกใกล้เคียงได้อาศัยเวลาเจ็บไข้ได้ป่วย คือเป็นหมอประจำหมู่บ้าน เป็นที่รักใคร่นับถือ และได้รับเลือกให้เป็นผู้ใหญ่บ้าน ซึ่งบิดาของท่านก็ดำรงตำแหน่งนี้มาตลอดจนถึงแก่กรรม ขณะนั้นท่านอายุได้ 16 ปี

ท่านมีพี่น้องร่วมบิดามารดา ๗ คนด้วยกัน มีชื่อตามลำดับดังนี้

1. นายเหีย นรมาส ถึงแก่กรรม

2. นายแดง นรมาส

3. นายโลน นรมาส ถึงแก่กรรม

4. นางน้อยแสง หมายสิน

5. นายอ่อนจันทร์ นรมาส.

6. พระอาจารย์จวน กุลเชฏโฐ

7. นายนวล นรมาส

หลวงพ่อจวน

ตามชนบทในสมัยนั้นโรงเรียนมีน้อยมาก ตั้งอยู่ห่างไกลกัน ในตำบลหนึ่ง ๆ มิได้มีโรงเรียนครบทุกหมู่บ้าน หมู่บ้านใดไม่มีโรงเรียน เด็กก็ต้องมาเรียนรวมกันที่โรงเรียนในหมู่บ้านใกล้เคียง ซึ่งต้องเดินนับเป็นสิบ ๆ กิโลเมตร ผู้ปกครองจะยอมให้บุตรหลานไปเรียนหนังสือจึงต้องให้โตพอประมาณ คือ อายุ 9-10 ปี

ท่านอาจารย์ก็เช่นเดียวกัน เริ่มเข้าเรียนหนังสือเมื่ออายุครบ 9 ขวบเต็ม ต้องเดินไปโรงเรียนที่อีกหมู่บ้าน คือที่บ้านดงมะยาง จนขึ้นชั้นประถมปีที่ 3 โรงเรียนจึงย้ายมาอยู่ที่วัดเจริญจิต บ้านโคกกลาง ติดกับบ้านเหล่ามันแกว อันเป็นบ้านเกิด ท่านได้เรียนรู้ที่โรงเรียนนี้ จนจบชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ซึ่งเป็นชั้นสูงสุดของ

ตำบลชนบทละแวกนั้น ระหว่างเรียน เป็นผู้เรียนดี ฉลาดและขยันหมั่นเพียรอย่างยิ่ง สอบไล่ได้ที่ 1 โดยตลอด ตั้งแต่ชั้นประถมปีที่ 1 จนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ได้รับคำชมเชยยกย่องจากครูบาอาจารย์ ทั้งในด้านการเรียน และในด้านความประพฤติ จนครูเชื่อถือรักใคร่ ให้ช่วยสอนเพื่อนนักเรียนแทนครูตลอด เป็นประจำทุกชั้นเรียน

อุปสมบท

ufabet.com

อายุ ๒๑ ปีบริบูรณ์ พ.ศ. ๒๔๘๖ (มหานิกาย) ที่วัดเจริญจิต บ้านโคกกลาง ตำบลดงมะยาง อำเภออำนาจเจริญ จังหวัดอุบลราชธานี โดยมีพระอาารย์บุ เป็นพระอุปชฌาย์ พระมหาแจ้งเป็นพระกรรมวาจาจารย์ ได้ฉายาว่า “กลฺยาณธมฺโม”

ญัตติเป็นพระธรรมยุต เมื่อวันที่ ๒๔ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๘๖ ณ จังหวัดอุบลาชธานี โดยมีท่านพระครูทัศนวิสุทธิ (มหาดุสิต เทวิโร) เป็นพระอุปชฌาย์ ท่านพระอาจารย์เกิ่ง อธิมุตโต เป็นพระกรรมวาจาจารย์ ได้รับฉายา “กุลเชฏฺโฐ” แปลว่า พี่ชายใหญ่ที่สุดในวงศ์ตระกูลนี้

เรื่องราวในชีวิต

เมื่ออายุ ๑๔ ปี ท่านได้หนังสือสอนกรรมฐานของพระอาจารย์สิงห์ ขัตยาคโม จากพระธุดงค์รูปหนึ่งท่านได้ศึกษาและปฏิบัติตามจิต จนจิตได้เข้าถึงสมาธิ มีความสุขมาก มีเวลาว่างเมื่อไหร่ท่านมักนั่งสมาธิ เมื่อท่านแตกเนื้อหนุ่มท่านได้เห็นหญิงวัยรุ่นคนหนึ่งเดินเปลือยอกผ่านหน้าบ้านเพื่อเข้าไปถ่ายในป่าละเมาะทุกวัน จึงเกิดเห็นหน้าอกเขาสวยรู้สึกหญิงคนนั้นน่ารักไปหมดทั้งตัว แต่ด้วยอุปนิสัยทางธรรมทำให้เกิดอุบายข้นมา โดยท่านแอบไปตามดูอุจจาระของหญิงสาวนั้นและได้พิจารณาดูอุจจาระของหญิงสาวนั้นและสาวอื่นๆ

มรณภาพ

วันที่ ๒๗ เมษายน พ.ศ. ๒๕๒๓ ด้วยอุบัติเหตุเครื่องบินตก สิริอายุ ๕๙ ปี ๙ เดือน ๑๘ วัน พรรษา ๓๘ พรรษา

Categories
รวมบทความ

หลวงปู่ชา

หลวงปู่ชา สุภัทโท วัดหนองป่าพง

วัดหลวงปู่ชา

ประวัติวัดหนองป่าพง

หลวงปู่ชา จำอยู่ที่วัดหนองป่าพง ตั้งอยู่ที่บ้านพงสว่าง ตำบลโนนผึ้ง อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี เป็นวัดที่มีบรรยากาศที่ร่มรื่น ยิ่งนัก เงียบสงบ เหมาะแก่การเล่าเรียนพระธรรมวินัยและปฏิบัติวิปัสสนากัมมัฏฐาน นอกจากนี้วัดหนองป่าพงยังเป็นต้นแบบของวัดป่ากว่า 100 แห่งในประเทศไทย และอีกหลายแห่งในต่างประเทศ วันที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2497 ถือเป็นจุดเริ่มต้นของวัดหนองป่าพงเมื่อพระโพธิญาณเถระ ชา สุภัทโธ ได้เดินธุดงค์มาถึง “ดงป่าพง” พร้อมด้วยลูกศิษย์จำนวนหนึ่ง

วัดหลวงปู่ชา

จากนั้นก็ได้ทำการปักกลดเรียงรายอยู่ตามชายป่าประมาณ 5-6 แห่ง ดงป่าพงในสมัยนั้นมีสภาพเป็นป่าทึบรกร้าง ใจกลางป่ามีหนองน้ำใหญ่ที่มี กอพง ขึ้นอยู่หนาแน่น ชาวบ้านจึงเรียกป่าแถบนี้ว่า หนองป่าพง ในระยะแรก ๆ หลวงปู่ชา และลูกศิษย์ต้องต่อสู้อย่างเด็ดเดี่ยวกับไข้ป่า ยามป่วยหายารักษายาก ต้องต้มบอระเพ็ดฉันไปตามมีตามเกิด โดยไม่ยอมขอความช่วยเหลือจากผู้อุปฐากเลย

เมื่อชาวบ้านเห็นก็เกิดความเลื่อมใส จึงพากันมาสร้างอาคารต่าง ๆ ที่จำเป็นเช่น ที่พักสำหรับผู้ปฏิบัติธรรม กุฏิ ศาลา โรงฉัน หอระฆัง เสนาสนะอื่น ๆ จนมีสภาพเป็นวัดที่สมบูรณ์ ภายในบริเวณวัดมีสิ่งก่อสร้างที่น่าสนใจมากมาย เช่น พระอุโบสถ มีลักษณะแตกต่างจากโบสถ์ทั่ว ๆ ไป เป็นต้นว่าไม่มีผนัง ประตู หน้าต่าง เครื่องประดับลวดลาย

เจดีย์พระโพธิญาณเถร เป็นสถาปัตยกรรมที่มีรูปแบบผสมผสานระหว่างศิลปะอีสานกับล้านช้าง สร้างขึ้นเพื่อบรรจุอัฐิหลวงปู่ชา หอระฆัง ตั้งอยู่ทางทิศเหนือของหอฉัน ตามผนังประดับด้วยภาพปูนปั้นเรื่องราวพุทธประวัติ และสัตว์ที่อยู่ในป่าตามธรรมชาติของวัดหนองป่าพง

วัดหลวงปู่ชา

วัดหนองป่าพง อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี มีเนื้อที่ประมาณ 300 ไร่ เป็นวัดที่มีบรรยากาศร่มรื่นเงียบสงบ เหมาะแก่การเล่าเรียนพระธรรมวินัยและปฏิบัติวิปัสสนากัมมัฏฐาน  เมื่อ พ.ศ. 2497 พระโพธิญาณเถร (ชา สุภทฺโท) ได้ทำการบุกเบิกปรับปรุงพื้นที่ให้เหมาะสมแก่การปฏิบัติธรรมและได้จัดตั้งเป็นสำนักสงฆ์ขึ้นและเปลี่ยนสภาพเป็นวัดในโอกาสต่อมา

วัดหนองป่าพงเป็นต้นแบบของวัดป่ากว่า 100 แห่งในประเทศไทย และอีกหลายประเทศทั่วโลก ทั้งออสเตรเลีย ฝรั่งเศส แคนาดา เยอรมัน อิตาลี มาเลเซีย นิวซีแลนด์ สวิสเซอร์แลนด์ อังกฤษ สหรัฐอเมริกาพระโพธิญาณเถร (ชา สุภทฺโท) เป็นตัวอย่างของพระสงฆ์

วัดหลวงปู่ชา

ที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ แม้จะมีศาสนิกชนมากมายแต่ก็ไม่สร้างความแตกแยกให้เกิดนิกาย หรือเข้าไปพัวพันกับการเมืองจนเป็นเรื่องแตกแยก วัดจะเน้นความเรียบง่าย ใกล้ชิดธรรมชาติ ไม่ฟุ่มเฟือยหรือสะสม คงความเป็นพุทธ คือ ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน อย่างแท้จริง วัดหนองป่าพง เปิดให้เข้าชมตอนเช้า เวลา 10.30-12.00 น. ตอนบ่าย เวลา 14.00-18.00 น.  

ประวัติ หลวงปู่ชา

หลวงปู่ชา

หลวงพ่อชา สุภทฺโท เป็นลูกอีสานโดยกำเนิด ท่านเกิดที่จังหวัดอุบลราชธานี ในหมู่บ้านแห่งหนึ่งของอำเภอวารินชำราบ ชื่อบ้านก่อ เมื่อวันศุกร์ ที่ 17 มิถุนายน 2461 แรม 7 ค่ำ เดือน 7 ปีมะเมีย

ท่านเป็นบุตรคนที่ 5 ของนายมา และนางพิมพ์ ช่วงโชติ มีพี่น้องร่วมมารดา 10 คน ท่านเป็นคนช่างพูด และมีลักษณะผู้นำมาตั้งแต่เด็กๆ เมื่ออยู่กับหมู่เพื่อน ไม่ว่าจะเล่นหรือทำอะไรก็ตาม ท่านมักเป็นผู้วางแผนมอบหมายหน้าที่แก่คนอื่นเสมอ โดยปกติท่านเป็นคนอารมณ์ดี ร่าเริง วันไหนขาดท่าน เพื่อนๆ จะเงียบเหงา คุยหรือเล่นไม่ค่อยมีรสชาติ

ลักษณะเด่นอีกประการหนึ่งของท่าน คือ ความรักสันติ ไม่เคยมีใครเห็นท่านมีเรื่องราวทะเลาะเบาะแว้งเป็นปากเป็นเสียงกับใคร โดยเฉพาะการชกต่อยข่มเหงรังแกกับผู้อ่อนแอกว่านั้น ยิ่งไม่มีเลย ตรงกันข้ามเมื่อเพื่อนฝูงมีปัญหาขัดใจกัน ท่านจะเป็นผู้ไกล่เกลี่ยคลี่คลายให้เรียบร้อยได้ด้วยความสามารถอันเป็นลักษณะเฉพาะตัว ประกอบกับปกติท่านเป็นคนมีน้ำในโอบอ้อมอารี และให้ความเป็นธรรมแก่ทุกคนเสมอ เพื่อนๆ ก็เลยเกรงใจ

หลวงปู่ชา

หลวงพ่อเติบโตขึ้นมาในบรรยากาศอบอุ่นและมั่นคง ครอบครัวของท่าน จัดว่ามีฐานะมั่งคั่ง

ครอบครัวหนึ่งในหมู่บ้าน และมักสงเคราะห์ผู้ยากจนกว่าในยามข้าวยากหมากแพงอยู่เสมอ ตัวท่านเองเป็นเด็กที่มีกำลังวังชา กระฉับกระเฉงว่องไว ธาตุไฟแรง กินจุเป็นนิสัย แต่ความที่ท่านเป็นคนขยันไม่อยู่นิ่ง จึงสามารถช่วยงานในครอบครัวได้เป็นอย่างดีตั้งแต่อายุยังน้อย

ชีวิตในร่มกาสาวพัสตร์ หลวงปู่ชา

ในขณะนั้นหลวงปู่ชา มีอายุ ๑๓ ปี เมื่อโยมบิดาได้นำไปฝากกับท่านเจ้าอาวาส และได้รับการฝึกหัดอบรมให้รู้ระเบียบการ บรรพชาดีแล้ว จึงอนุญาตให้บรรพชาเป็นสามเณรเมื่อเดือนมีนาคม พ.ศ.๒๔๗๔ โดยมีพระครูวิจิตรธรรมภาษี(พวง) อดีตเจ้าอาวาสวัดมณีวนาราม เป็นพระอุปัชฌาย์

เมื่อบรรพชาเป็นสามเณรแล้ว ก็ได้ท่องทำวัตรสวดมนต์ เรียนหนังสือพื้นเมือง(ตัวธรรม) และได้ศึกษานักธรรมชั้นตรี อยู่ปฏิบัติครูบาอาจารย์เป็นเวลา ๓ พรรษา เนื่องจากมีความจำเป็นบางอย่าง จึงได้ลาสิกขาออกไปทำงานช่วยบิดามารดาตามความสามารถของตน ตั้งอยู่ในโอวาทของบิดามารดา มีความเคารพบูชาในพระคุณของท่าน พยายามประพฤติตนเป็นลูกที่ดีของท่านเสมอมา

หลวงปู่ชา

อุปสมบท

ครั้นอยู่ต่อมาอีกหลายปี ไม่ว่าจะทำงานอะไรอยู่ที่ไหน ความสนใจในการอุปสมบทเพื่อศึกษาธรรม ดูเหมือนคอยเตือนให้มีความสำนึกอยู่เสมอ คิดอยากจะบวชเป็นพระ ได้ปรึกษากับบิดามารดา เมื่อตกลงกันดีแล้ว บิดาจึงนำไปฝากที่วัดบ้านก่อใน ปัจจุบันเป็นที่ธรณีสงฆ์เพราะร้างมานานแล้ว และได้อุปสมบทที่พัทธสีมาวัดก่อใน ต.ธาตุ อ.วารินชำราบ จ.อุบลราชธานี เมื่อวันที่ 26 เมษายน พ.ศ.2542 เวลา 13.55 น. โดยมี

  • ท่านพระครูอินทรสารคุณ เป็นพระอุปัชฌาย์
  • ท่านพระครูวิรุฬสุตการ เป็นพระกรรมวาจาจารย์
  • พระอธิการสวน เป็นพระอนุสาวนาจารย์

ท่านได้รับฉายาว่า สุภทฺโท ผู้เจริญด้วยดี

เมื่ออุปสมบทแล้ว พรรษาที่ 1-2 จำพรรษาอยู่ที่วัดก่อนอก ได้ศึกษาปริยัติธรรม และสอบนักธรรมชั้นตรีได้ พระชา สุภทฺโท ได้จำพรรษาอยู่ที่วัดก่อนอก ๒ พรรษา ระหว่างนั้นได้ศึกษาพระปริยัติธรรม สอบได้นักธรรมชั้นตรี แม้ที่วัดนี้ท่านจะยังไม่ได้ฝึกฝนอะไร แต่ก็ได้พิจารณาเห็นความเป็นไปหลายสิ่งหลายอย่าง การบวชๆ สึกๆ

ของพระภิกษุสามเณรทั้งหลาย ท่านเห็นว่าเป็นเรื่องโง่มาก การบวชเป็นเรื่องยาก การสึกนั้นง่าย ท่านถือว่าคนพวกนี้มีบุญน้อย ที่เห็นชีวิตแบบโลก ดีกว่าชีวิตนักบวช นอกจากนี้ท่านยังต้องผจญกับความหิว ความอยาก ที่กลุ้มรุมท่านเป็นอย่างมาก เพราะปกติท่านเป็นคนที่เจริญอาหารอยู่แล้ว ความอยากเกี่ยวกับอาหารการฉัน จึงเล่นงานท่านอย่างหนักทีเดียว

หลวงปู่ชา

มรณภาพ

เมื่ออายุย่างสู่วัย ๖๐ หลวงพ่อก็มีอาการผิดปกติทางร่างกายเกิดขึ้น เริ่มจากรู้สึกว่า ร่างกายโงนเงน การทรงตัวไม่ค่อยดี มีอาการปวดเมื่อยบริเวณต้นคอ บางครั้งหลวงพ่อมีอาการทรุดหนัก แต่เมื่อลูกศิษย์ลูกหามาเยี่ยม ท่านจะนั่งพูดคุยด้วยหน้าตายิ้มแย้มแจ่มใส เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ลูกศิษย์ต่างวิตกเรื่องการอาพาธของหลวงพ่อ แต่ท่านกลับห่วงการประพฤติปฏิบัติของลูกศิษย์มากกว่า

อาการของหลวงพ่อมีแต่ทรงกับทรุดเรื่อยมาจนกระทั่งเช้ามืดวันที่ 16 มกราคม พ.ศ.2534 เวลา 05.20 น. หลวงพ่อได้ละสังขารไปด้วยอาการสงบ ภายในกุฏิพยาบาล ท่ามกลางความเศร้าสลดของบรรดาลูกศิษย์

ตลอดชีวิตสมณะของหลวงพ่อท่านได้สร้างคุณงามความดีมากมายเกินกว่าที่จะกล่าวถึงให้ครอบคลุมทั้งหมดได้ สำนักวัดหนองป่าพงและสาขาน้อยใหญ่ อันเป็นวัดซึ่งมุ่งประโยชน์ด้านปฏิบัติเพื่อนำผู้คนไปสู่ความพ้นทุกข์อย่างแท้จริง

ขอขอบคุณบทความประวัติเกจิอาจารย์ดีๆ โดย ufabet.com

เครดิต https://ufabets5.com/

Categories
รวมบทความ

หลวงปู่จาม

วัดป่าวิเวกวัฒนาราม หรือวัด หลวงปู่จาม

วัดหลวงปุ่จาม

วัดป่าวิเวกวัฒนาราม หรือ วัดหลวงปู่จาม ตั้งอยู่บ้านห้วยทราย ตำบลคำชะอี ริมทางหลวงหมายเลข 2042 มุกดาหาร-กาฬสินธุ์ หลวงปู่จาม มหาปุญโญ เป็นหนึ่งในอาจาริยาจารย์ ที่ถือเคร่งในพระธรรม วินัยมั่นคงในพระปรมัตถ์วิปัสสนากรรมฐาน ดำเนินชีวิตในมรรคธรรม ท่านมรณภาพเมื่อวันที่ 19 มกราคม 2556 รวมอายุ 104 ปี

ภายในวัดมีส่วนจัดแสดงอัตถประวัติและหลักธรรมคำสอนของท่าน ท่ามกลางบรรยากาศร่มรื่น นอกจากนั้นลักษณะเด่นของวัดอีกอย่างหนึ่ง คือ เจดีย์บู่ทองกิตติ เป็นเจดีย์ลักษณะห้ายอด ตั้งอยู่บนฐานกว้าง 13 เมตร ยาว 13 เมตร ความสูงจากพื้น ถึงยอดเจดีย์ 45 เมตร เป็นศิลปะประยุกต์ สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2530

ภายในเจดีย์บรรจุ พระบรมสารีริกธาตุ และพระธาตุของพระสาวกหลายองค์ รวมทั้งยังเป็นที่เก็บพระพุทธรูป และวัตถุโบราณอีกหลายอย่าง สามารถเข้าไปกราบสักการะเพื่อความเป็นสิริมงคล

วัดหลวงปู่จาม

ไม่ไกลจากเจดีย์จะมีพระอุโบสถ ซึ่งล้อมรอบไปด้วยแมกไม้ดูร่มรื่น อุโบสถทาด้วยสีออกม่วงนิดๆ และสีส้มอ่อนดูแปลกตา ภายในประดิษฐานพระประธานปางมารวิชัยและ พระพุทธรูปอีกหลายองค์ นอกจากนี้ใกล้ๆ พระอุโบสถยังมีส่วนจัดแสดง ประวัติของหลวงปู่จามและหลักธรรมคำสอนของท่านด้วย

เพื่อบรรจุ พระบรมสารีริกธาตุของ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าและพระอรหันต์สาวก เช่น พระสีวลี พระอุปคุต พระองคุลีมาล เป็นต้น ในวันมาฆบูชาและวันวิสาขบูชาของทุกปี จะมีพิธีสรงน้ำอย่างยิ่งใหญ่ การเดินทาง จากตัวอำเภอคำชะอี ใช้ทางหลวงหมายเลข 12

คำชะอี-สมเด็จ เลยโรงเรียนวัดหลวงปู่จาม ซึ่งตั้งอยู่ริมถนนทางซ้ายมือราว 1 กิโลเมตร จะพบทางเข้าวัดป่าวิเวกวัฒนารามอยู่ริมถนนทางขวามือ รวมระยะทางจากตัวอำเภอคำชะอี ประมาณ 7 กิโลเมตร

ประวัติหลวงปู่จาม

หลวงปู่จาม

พ.ศ.2453 กำเนิด เด็กชายจาม ผิวขำ ในปลายรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ช่วงก่อนที่จะทรงเสด็จสวรรคต 23 ตุลาคม 2453 ในปีนั้น หลวงปู่จาม มหาปุญโญ ได้ถือกำเนิด เป็น ด.ช.จาม ผิวขำ เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 19 พฤษภาคม 2453 ตรงกับวันแรม 10 ค่ำ เดือน 6 ปี จอ ณ บ้านห้วยทราย คำชะอี จ.นครพนม

ปัจจุบันเป็นอำเภอคำชะอี จังหวัดมุกดาหาร โดยเป็นบุตรคนที่ 3 ของนายกา นางมะแง้ ผิวขำ หลวงปู่จาม มีพี่น้องรวม 9 คน ดังนี้คือ นายแดง นายเจ๊ก นายจาม นางเจียง นายจูม นางจ๋า นายถนอม นายคำตา และนางเตื่อย

พ.ศ.2459 เมื่ออายุได้ 6 ปี พ่อแม่ได้พาเด็กชายจามไปกราบ หลวงปู่เสาร์ กันตสีโล และหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต ซึ่งได้มาจำพรรษาอยู่ใกล้บ้านที่ภูผากูด คำชะอี

อุปสมบท

หลวงปู่จาม

ช่วงวัยเยาว์อายุ 6 ขวบ พ่อแม่พาไปกราบหลวงปู่เสาร์ กันตสีโล และหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต บูรพาจารย์สายพระป่า ซึ่งมาจำพรรษาอยู่ใกล้บ้าน ที่ภูผากูด คำชะอี

กระทั่งอายุ 16 ปี พ่อแม่พาไปถวายตัวกับหลวงปู่มั่น ที่ จ.อุบลราชธานี ให้นุ่งขาวห่มขาวเป็นเวลา 9 เดือน

ปีถัดมา เข้าพิธีบรรพชา อยู่กับหลวงปู่มั่น ที่บ้านหนองขอน อ.เมือง จ.อุบลราชธานี มีโอกาสรับใช้ครูบาอาจารย์หลายท่าน อาทิ หลวงปู่กงมา จิรปุญโญ, หลวงปู่อ่อน ญาณสิริ, หลวงพ่อลี ธัมมธโร, หลวงปู่สิงห์ ขันตยาคโม เป็นต้น

แต่ผ่านไปได้เพียง 2 ปี ก็จำต้องลาสิกขาออกมา เพื่อรักษาโรคเหน็บชา อันเนื่องมาจากอุบัติเหตุ ตกบันไดกุฏิ และประกอบความเพียรมากเกินไป เช่น นั่งภาวนาในน้ำ ไม่นอนหลับ และฉันน้อย เป็นต้น ทำให้ต้องหันกลับไปใช้ชีวิตเป็นฆราวาส ประกอบอาชีพทำไร่ ทำนา ค้าขาย

เมื่ออายุ 27 ปี บิดาอุปสมบท อยู่ใต้ร่ม กาสาวพัสตร์ 6 ปี ก็มรณภาพ ส่วนมารดาตัดสินใจบวชชีจนถึงแก่กรรมจึงไปกราบไหว้พระธาตุพนม จ.นครพนม เพื่ออธิษฐานจิตขอถวาย ตนในพระพุทธศาสนาอายุ 29 ปี จึงอุปสมบท เมื่อวันที่ 19 พ.ค.2482 ที่วัดโพธิสมภรณ์ อ.เมือง จ.อุดรธานี มีพระเทพกวี (จูม พันธุโล) เป็นพระอุปัชฌาย์

หลวงปู่จาม

หลังอุปสมบทท่านธุดงค์ไปทาง ภาคเหนือ จำพรรษาสังกัดวัดเจดีย์หลวง ถึง 32 พรรษา อยู่ปฏิบัติธรรมกับ หลวงปู่แหวน สุจิณโณ วัดดอยแม่ปั๋ง จ.เชียงใหม่อีกทั้งยังเคยออกธุดงค์หาประสบการณ์ ในเขตภาคอีสาน เคยปฏิบัติธรรมร่วมกับเกจิอาจารย์หลายรูป

อาทิ หลวงปู่ชอบ ฐานสโม วัดป่าสัมมานุสรณ์ จ.เลย, หลวงปู่ขาว อนาลโย วัดถ้ำกองเพล จ.หนองบัวลำภู หลวงพ่อลี ธัมมธโร วัดอโศการาม จ.สมุทรปราการ หลวงปู่ตื้อ อจลธัมโม วัดป่าบ้านข่า จ.นครพนม นั้นเองพ.ศ.2521 เดินธุดงค์กลับมาทางภาคอีสาน กลับมายังบ้านเกิด คือ บ้านห้วยทราย อำเภอคำชะอี จำพรรษาอยู่ที่วัดป่าวิเวกวัฒนาราม

มรณะภาพ

หลวงปู่จาม

เป็นพระที่อารมณ์ดี มีเมตตาสูง แม้สุขภาพไม่ดี แต่ยังออกบิณฑบาตทุกเช้า ทำให้มีศิษยานุศิษย์ทั่วประเทศหลั่งไหลมาฟังพระธรรมเทศนาอยู่มิได้ขาดแม้ในวันหนึ่งๆ จะมีญาติโยมเป็นจำนวนมากมากราบไหว้สนทนาธรรม แต่ก็ไม่เคย เหนื่อยหน่าย ที่จะปฏิสันถาร มีเทศนาสั่งสอน ด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม เป็นนิจ

หลวงปู่จาม

สังขารเป็น สิ่งไม่เที่ยงแท้ คณะศิษยานุศิษย์ หลวงปู่จาม มหาปุญโญ เจ้าอาวาสวัดป่า วิเวกวัฒนาราม บ้านห้วยทราย อ.คำชะอี จ.มุกดาหาร แจ้งว่า หลวงปู่จาม ได้ถึงแก่มรณภาพแล้ว เมื่อเวลา 9.00น. วันที่ 19 ม.ค. หลังจากอาพาธด้วยโรคปอดติดเชื้อและโรคชราสิริรวมอายุ 104ปี

ขอขอบพระคุณบทความชีวประวัติเกจิอาจารย์โดย ufabet.com

Credit : https://ufabets5.com/

Categories
รวมบทความ

หลวงปู่ฝั้น

พิพิธภัณฑ์ หลวงปู่ฝั้น

พิพิธภัณฑ์พระอาจารย์ฝั้น

หลวงปู่ฝั้น อาจาโร ตั้งอยู่ที่วัดป่าอุดมสมพร ตำบลพรรณานิคม อำเภอพรรณนานิคม วัดป่าอุดมพรเป็นวัดที่พระอาจารย์ฝั้น อาจาโร เกจิอาจารย์สายวิปัสสนากรรมฐานเคยจำพรรษาอยู่ ลักษณะพื้นที่ของวัดป่าอุดมสมพร เป็นสวนป่าขนาดใหญ่ เจดีย์พิพิธภัณฑ์ แห่งนี้ก่อสร้างขึ้นในปี 2523 โดยพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช  เสด็จมาวางศิลาฤกษ์ แล้วเสร็จในปี 2525

โดยอาคารพิพิธภัณฑ์ตั้งอยู่ภายในสวน ลักษณะตัวพิพิธภัณฑ์ มีความงดงามของตัวอาคารที่เป็นเอกลักษณ์เป็นรูปเจดีย์ฐานกลมกลีบ บัวสามชั้น   ภายในมีรูปปั้นพระอาจารย์ฝั้นมีขนาดเท่ารูปจริง ในท่านั่งห้อยเท้า และถือไม้เท้าไว้ในมือ มีตู้กระจกบรรจุอัฐิ และแสดง เครื่องอัฐบริขารที่ท่านใช้เมื่อยามมีชีวิต

รวมทั้งประวัติความเป็นมาตั้งแต่เกิดจนมรณภาพ พระอาจารย์ฝั้น  อาจาโร พระเกจิชื่อดัง แห่งภาคอีสาน กำเนิดในสกุลสุวรรณรงค์ เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2442 ที่ตำบลบ้านม่วงไข่ อำเภอพรรณานิคม และได้บรรพชา เป็นสามเณรเมื่ออายุ 19 ปี ณ วัดโพนทองจนอายุครบ 20 ปี จึงอุปสมบทในพุทธศาสนาฝ่ายมหานิกาย ต่อมาได้ถวายตัวเป็นลูกศิษย์ ติดตามพระอาจารย์มั่น  ภูริทัตโต

หลวงปู่ฝั้น

การเดินทาง


ใช้ทางหลวงหมายเลข 22 (สกลนคร-อุดรธานี) เดินทางไปอำเภอพรรณานิคม ซึ่งอยู่ห่างจากตัวเมืองสกลนครประมาณ 37 กิโลเมตร จากนั้นเลี้ยวขวาผ่านที่ทาการอำเภอพรรณานิคมไปประมาณ 2 กิโลเมตร จะพบทางเข้าวัดป่าอุดมสมพร  พิพิธภัณฑ์พระอาจารย์ฝั้น ตั้งอยู่ด้านหน้าก่อนถึงทางเข้าวัด

ประวัติ หลวงปู่ฝั้น อาจาโร

หลวงปู่ฝั้น

หลวงปู่ฝั้น อาจาโร เกิดเมื่อวันอาทิตย์ ขึ้น 14 ค่ำ เดือน 9 ปีกุน ตรงกับวันที่ 20 สิงหาคม 2442 ที่บ้านม่วงไข่ ตำบลพรรณา อำเภอพรรณานิคม จังหวัดสกลนคร ในตระกูล สุวรรณรงค์ เจ้าเมืองพรรณานิคมบิดาของท่านคือ เจ้าไชยกุมมาร เม้า ผู้เป็นหลานปู่ของ พระเสนาณรงค์ นวล และหลานอาของ พระเสนาณรงค์ สุวรรณ์

เจ้าเมืองพรรณานิคมคนที่ 2 และที่ 4 ตามลำดับมารดาของท่านชื่อ นุ้ย เป็นบุตรีของหลวงประชานุรักษ์พี่น้องร่วมบิดามารดา มีอยู่ทั้งหมด 8 คน ถึงแก่กรรมแต่ยังเล็ก 2 คน ส่วนอีก 6 คน ได้แก่ นางกองแก้ว อุปพงศ์ ท้าวกุล นางเฟื้อง พระอาจารย์ฝั้น ท้าวคำพัน นางคำผัน อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ทุกคนสู่สุคติภพไปสิ้นแล้ว ยังเหลือแต่ลูกหลานที่สืบสกุลอยู่ทุกวันนี้นั้นเอง

สำหรับพระอาจารย์ฝั้น เมื่อครั้งยังอยู่ในวัยรุ่น มีความประพฤติเรียบร้อย อ่อนโยน อุปนิสัยในคอเยือกเย็นและกว้างขวาง เช่นเดียวกับบิดา ทั้งยังมีความขยันหมั่นเพียร อดทนต่ออุปสรรค หนักเอาเบาสู้ ช่วยเหลือกิจการงานของบิดามารดาและญาติพี่น้อง โดยไม่เห็นแก่ความลำบากยากเย็นใด ๆ ทั้งสิ้น

หลวงปู่ฝั้น

ส่วนในด้านการศึกษานั้น พระอาจารย์ฝั้นได้เริ่มเรียนหนังสือมาตั้งแต่ครั้งยังอยู่ที่บ้านม่วงไข่ โดยเข้าศึกษาที่วัดโพธิชัย แบบเรียนที่เขียนอ่านได้แก่ มูลบทบรรพกิจเล่ม 1 – 2 ซึ่งเป็นแบบเรียนที่วิเศษสุดในยุคนั้น ผู้ใดเรียนจบจะแตกฉานในด้านการอ่านเขียนไปทุกคน ผู้เป็นอาจารย์สอนหนังสือแก่ท่านในครั้งนั้น ได้แก่พระอาจารย์ตัน บิดาของ พันตรีนายแพทย์ตอง วุฒิสาร กับนายหุ่น บิดาของ นายบัวดี ไชยชมภู ปลัดอำเภอพรรณานิคม

ปรากฏว่า ท่านมีความหมั่นเพียรในการศึกษาเป็นอันมาก สามารถเขียนอ่านได้รวดเร็วกว่าเด็กอื่น ๆ ถึงขนาดได้รับความไว้วางใจจากอาจารย์ให้เป็นครูสอนเด็ก ๆ แทน ในขณะที่อาจารย์มีกิจจำเป็น

อุปสมบท

อายุได้ 20 ปี ท่านได้อุปสมบท เป็นพระภิกษุ ณ วัดสิทธิบังคม ตำบลไร่ อําเภอพรรณานิคม จังหวัดสกลนคร โดยมีพระครูป้อง เป็นอุปัชฌาย์ และเป็นผู้สอน การเจริญกรรมฐาน ตลอดพรรษาแรก ออกพรรษาแล้ว ท่านกลับมาพำนัก ที่วัดโพนทอง

ซึ่งมีพระครูสกลสมณกิจ เป็นเจ้าอาวาส และวิปัสสนาจารย์ นำพระภิกษุฝั้น อาจาโร ออกธุดงคและเจริญภาวนา ในช่วงชีวิตบรรพชิตของหลวงปู่ ท่านได้ธุดงค์ยังสถานที่ต่างๆ เพื่อเผยแผ่พระธรรม คำสอน จนกระทั่งเป็นที่นับถือศรัทธาของญาติโยมจำนวนมาก และได้รับการได้รับการยกย่องเป็น “อริยสงฆ์” องค์หนึ่ง

ต่อมาพระอาจารย์ฝั้น ได้ไปศึกษาต่อกับนายเขียน อุปพงศ์ พี่เขยที่เป็นปลัดขวา อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น ซึ่งต่อมาได้ย้ายไปเป็นปลัดขวา อำเภอกุดป่อง จังหวัดเลย

เมื่อจบการศึกษา อ่านออกเขียนได้อย่างแตกฉานแล้ว พระอาจารย์ฝั้นมีความตั้งใจที่จะเข้ารับราชการ เพราะเป็นงานที่มีหน้ามีตา ได้รับความเคารพนับถือจากผู้คนในสมัยนั้น แต่ภายหลังได้เปลี่ยนความตั้งใจเดิมเสียโดยสิ้นเชิง

ราวปีพ.ศ. 2463 เดือน 3 หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต ได้มาที่วัดบ้านม่วงไข่ ได้แสดงธรรมเทศนาให้ชาวบ้านฟัง หลวงปู่ฝั้น ก็ได้ไปฟังอยู่ด้วย เกิดความประทับใจในพระธรรมที่พระอาจารย์มั่นแสดง เกิดศรัทธาเลื่อมใสในพระอาจารย์มั่นเป็นอย่างที่สุด จึงขอมอบตัวเป็นศิษย์ของพระอาจารย์มั่นโดยทันที โดยมีท่านอาญาครูดี กับพระอาจารย์กู่ รวมอยู่ด้วย แต่พระอาจารย์มั่นไม่ได้รับทั้ง 3 ร่วมเดินธุดงค์ไปด้วย

เพราะทั้ง 3 ยังไม่พร้อมในเครื่องบริขาร และยังไม่มั่นใจว่าทั้ง 3 จะเอาจริง ๆ จึงบอกให้ติดตามไปหาภายหลัง พระอาจารย์มั่นจึงเดินธุดงค์ไปก่อนหลังจากที่ได้เตรียมเครื่องบริขารเรียบร้อยแล้ว ทั้ง 3 ก็ออกเดินติดตามพระอาจารย์มั่นไปได้ไปพบกับพระอาจารย์ดุลย์

ที่วัดโพธิ์ชัย บ้านม่วงไข่ ซึ่งก็กำลังติดตามหาพระอาจารย์มั่นเช่นกัน หลวงปู่ฝั้น จึงได้ขอศึกษาธรรมเบื้องต้นจากพระอาจารย์ดุลย์ ซึ่งได้เป็นศิษย์ของพระอาจารย์มั่นมาก่อนแล้ว จากนั้นทั้ง 4 จึงได้ออกติดตามพระอาจารย์มั่นกันต่อไป และได้ไปพบกับพระอาจารย์มั่น ที่บ้านตาลโกน อ. สว่างแดนดิน ได้ศึกษาธรรมกับพระอาจารย์มั่นเป็นครั้งแรกในวันนั้น เป็นเวลา 3 วัน

เกี่ยวกับพลังจิตของ หลวงปู่ฝั้น 

หลวงตามหาบัวเล่าว่า  ท่านพระอาจารย์ฝั้นท่านสามารถกำหนดจิตให้รถหยุด  เครื่องยนต์ไม่ติดอย่างง่ายดาย  ฉะนั้นเวลานั่งรถท่านต้องพยายามทำจิตไม่ให้เพ่งไปที่เครื่องยนต์  ไม่งั้นเครื่องจะดับทันทีและกับเครื่องบินก็เหมือนกัน  ตอนสงครามโลกเครื่องบินญี่ปุ่นจะมาทิ้งระเบิด  คนมาขอให้ท่านอย่าให้ญี่ปุ่นทำได้  ตอนแรกท่านคิดว่าจะเพ่งให้เครื่องยนต์ดับ  แต่คิดได้ว่าหากทำแบบนั้น เครื่องบินต้องตก ทหารญี่ปุ่นต้องตาย  ท่านจึงทำวิธีอื่นแทน

หลวงปู่ฝั้น

อีกครั้งหนึ่งในงานศพท่านพระอาจารย์มั่น  พระทั้งหลายกำลังจัดเตรียมงานกันอยู่  มีเด็กน้อยถีบจักรยานไปมาเป็นการรบกวน  หลวงปู่ฝั้นท่านจึงพูดขึ้นว่า  “เดี๋ยวเราจะดัดนิสัยไอ้เด็กพวกนี้  จะทำให้รถมันล้มแต่ไม่ให้มันเจ็บ”  พอท่านพูดจบรถจักรยานที่เด็กถีบก็ล้มลงทันที  นี่คือพลังจิตของท่านแสดงได้หลายอย่างเป็นที่น่าอัศจรรย์เป็นอยางยิ่ง

มรณภาพ

พระอาจารย์ฝั้นได้เกิดอาพาธ เข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลจังหวัดสกลนคร แต่อาการไม่ดีขึ้นจึงได้นิมนต์ท่านเข้าการรักษาที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ กรุงเทพโดยอยู่ในพระบรมราชานุเคราะห์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รักษาอยู่ระยะหนึ่งท่านก็ขอกลับวัดป่าอุดมสมพร สกลนคร อาการบางอย่างก็หายเป็นปกติ แต่ก็ได้มีโรคอื่นแทรกซ้อนมา จนกระทั่งวันที่  4 มกราคม 2520 เวลา 19.50 น. พระอาจารย์ฝั้นก็ได้ละสังขาลไปด้วยอาการสงบ

ขอขอบพระคุณบทความชีวประวัติเกจิอาจารย์โดย ufabet.com

Categories
รวมบทความ

หลวงพ่อผินะ

ประวัติวัดไทยงาม หลวงพ่อผินะ วัดพระสนมลาว

หลวงพ่อผินะ

หลวงพ่อผินะ วัดไทยงามหรือวัดพระสนมลาว ตั้งอยู่หมู่ที่ ๒ ต าบลโคกแย้ อ าเภอหนองแค จังหวัดสระบุรีสร้างขึ้นประมาณปี พ.ศ. 2029 นับถึงปัจจุบัน ปี พ.ศ ๒๕๖๐ รวมก่อตั้งมาแล้วรวม 53๑ ปีวัดไทยงามได้เปลี่ยนจากชื่อวัดพระสนมลาววรวิหาร มาเป็น วัดไทยงาม เมื่อปี พ.ศ. 2489 และได้รับพระราชทานวิสุงคารสีมาครั้ง
หลังสุดนี้ เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2520 เขตวิสุงคารสีมา กว้าง 20เมตร ยาว 35 เมตร

หลวงพ่อผินะ

เป็นอาคารคอนกรีตเสริมเหล็ก อุโบสถ์หลังนี้สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ในสมัยนั้นพระองค์ท่านเป็นสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ สยามมกุฎราชกุมาร ได้ทรงวางศิลาฤกษ์ พระอุโบสถ์หลังนี้ และได้รับการบอกเล่าจากผู้เฒ่าผู้แก่ เล่าสืบต่อกันมาว่า เดิมคนลาวที่อพยพมาอยู่สระบุรีครั้งนั้น

มีผู้ที่เคยเป็นเจ้าเมืองสระบุรี เช่น พระยาสุราราชวงศ์ เจ้าเมืองสระบุรีสมัยรัชกาลที่ 3 เป็นชาวลาวพุงด าที่อพยพมาอยู่ถิ่นนี้ ตั้งแต่รัชสมัยพระเจ้ากรุงธนบุรี พระสยามลาวบดี ปลัดเจ้าเมืองสระบุรีสมัยรัชกาลที่ 4 ก็เป็นชาวลาวเช่นกัน ที่ต าบลโคกแย้ อ าเภอหนองแค มีวัดอยู่สองวัด คือ วัดพระสนมลาว (วัดไทยงาม) และวัดสนมไทย (วัดเขาพนมยงค์)

วัดสนมไทยเป็นที่อยู่ของคนไทยอยุธยา ส่วนวัดพระสนมลาวเป็นถิ่นที่อยู่ของกลุ่มชนที่อพยพมาจากนครเวียงจันทน์ได้มาอยู่บ้านโป่งแร้ง บ้านหนองผักชี และบ้านสนมลาวชาวบ้านเล่าสืบกันมาว่าครั้งหนึ่ง พระมหากษัตริย์แห่งกรุงสยามเสด็จเยี่ยมชาวบ้านกลุ่มนี้ ได้มีชาวบ้านผู้หนึ่งทูลถวายบุตรสาวของตนเพื่อเป็นบาทบริจาริกา

พระองค์ก็ทรงรับไว้ ต่อมาได้รับการสถาปนาเป็นพระสนมเอก วันหนึ่งพระสนมเอกผู้นี้ได้กลับมาเยี่ยมบ้านเดิมของตน พบว่าญาติพี่น้องยึดมั่นในพระพุทธศาสนาอย่างมั่นคง แต่ไม่มีวัดที่จะประกอบศาสนพิธี เมื่อเดินทางกลับพระนครแล้วจึงกราบบังคมทูลให้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ

ช่วยสร้างวัดให้ พระมหากษัตริย์พระองค์นั้นจึงโปรดฯ ให้ช่างหลวงมาสร้างวัดให้และโปรดฯให้สร้างพระเจดีย์ไว้ด้วย (ปัจจุบันยังมีหลักฐานเหลืออยู่) ที่เชิงเขาโป่งแร้ง และพระราชทานนามวัดว่า วัดพระสนมลาว แต่ชาวบ้านนิยมเรียกสั้น ๆ ว่าวัดสนมลาวได้เปลี่ยนนามวัดใหม่ว่า วัดไทยงามนั้นเอง

ประวัติ หลวงพ่อผินะ

หลวงพ่อผินะ

หลวงพ่อผินะ ปิยธโร ท่านเกิดเมื่อวันที่ 1มีนาคม2456 ณ บ้านหัวลำโพง อ.ทัพทัน จ.อุทัยธานี ในช่วงวัยเด็กท่านมีโรคประจำตัวที่รักษาไม่หาย หลังจากการร้องให้ทุกครั้ง ท่านมักจะชักจนหน้าเขียว และมารดาได้พาไปหาหมอรักษาโรค หลวงพ่อสิน ได้บอกถึงรางว่า ชื่อ ทวายนั้นเป็นความหมายที่เป็นกาลกิณี

จึงได้เปลี่ยนชื่อมาเป็น ผินะ แปลว่า หันหน้า, หันหลัง, เปลี่ยนทิศทาง, ไม่แยแส, หรือเลิกคบกัน นับแต่นั้นอาการดังกล่าวได้ทุเลาลง จากนั้นหลังจากโยมบิดาได้เสียชีวิตลง ท่านจึงได้บรรพชาเป็นสามเณร และเมื่ออายุครบบวชท่านจึงได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุเมื่อปี พ.ศ.2481 ณ วัดหนองเต่า

โดยมีพระครูอุดมคุณาภรณ์ เจ้าคณะอำเภอทัพทัน เป็นพระอุปัชฌาย์ และพระมหาอำนวย เป็นพระกรรมวาจาจารย์ ในระหว่างเป็นพระภิกษุ ท่านได้ขออนุญาตเจ้าอาวาสออกธุดงค์ไปจำพรรษาที่ วัดเกาะเทพ หลังจากอุปสมบทแล้วเพียง 20 วัน ท่านจึงขอสึกออกมา เพราะยังกลัวศพอยู่ อยู่มาได้เพียง 11 วัน โยมมารดาก็ถึงแก่กรรมลงอีก

ต่อมาก็เจาะจงมาที่พระภิกษุผินะ จูงศพให้ได้ เพราะเป็นโรคฝีในท้อง สับปเหร่อก็ผ่าท้องให้ดู ท่านก็ฉันอาหารไม่ได้ถึง 3 – 4 วัน และมีอาการนอนไม่ค่อยหลับ จึงขอเจ้าอาวาสไปพักที่อื่นสัก 5 วัน แล้วจะกลบมาลาสิกขาบท  

หลวงพ่อคำก็ได้สอบถามท่านและพระภิกษุอีก 1 รูป เป็นคนกลัวผี ก็สั่งสอนว่า สังขารของคนื่อนนั้นมันก็เหมือนกับของเรา จะรังเกียจไปทำไม ต่อมาท่านได้อยู่กับหลวงพ่อคำที่วัดเกาะเทพเทโพ อยู่ในหนึ่งเดือนเต็ม ๆ ก็เลิกกลัวผี เกิดมานะว่าท่านจะบวชตลอดชีวิต ต่อมาท่านึงได้เดินทางแสวงธรรมหาพระคณาจารย์เพื่อเรียนศึกษาวิปัสสนา

ชาติกําเนิด

หลวงพ่อผินะ ปิยธโร มีนามเดิมว่า ทวาย หาญสาริกิจ เกิดเมื่อวันที่ 1 มีนาคม พ.ศ.2456 บ้านหัวลำโพง อ.ทัพทัน จ.อุทัยธานี วัยเด็กหลวงพ่อมีโรคประจำตัวรักษาไม่หาย หลังการร้องไห้ทุกครั้ง จะต้องมีอาการชักจนหน้าเขียว โยมมารดาพาไปหาหมอรักษาโรคแต่อาการไม่ดีขึ้น ครั้นพอหมดหนทางจึงได้พาบุตรชายไปหาหลวงพ่อสิน เจ้าอาวาสวัดหนองเตา ต.โนนขี้เหล็ก อ.เมือง จ.อุทัยธานี

หลวงพ่อสินระบุว่า ชื่อทวาย เป็นกาลกิณี ได้เปลี่ยนชื่อใหม่เป็นผินะ มาจากคำว่าผิน แปลว่า หันหน้า, หันหลัง, เปลี่ยนทิศทาง, ไม่แยแส, หรือเลิกคบกัน นับแต่นั้นอาการดังกล่าวได้ทุเลาลง พ.ศ.2481 โยมบิดาได้ล้มป่วยและเสียชีวิต จึงได้บรรพชาเป็นสามเณรเพื่ออุทิศส่วนกุศล พออายุครบบวชจึงได้เข้าพิธีอุปสมบทเป็นพระภิกษุ ณ วัดหนองเต่า โดยมีพระครูอุดมคุณาภรณ์ เจ้าคณะอำเภอทัพทัน

บวชเรียน

หลวงพ่อผินะ

เป็นพระอุปัชฌาย์ และพระมหาอำนวย เป็นพระกรรม วาจาจารย์ ในระหว่างเป็นพระภิกษุ พระผินะได้ขออนุญาต เจ้าอาวาสออกไปจำพรรษาที่วัดเกาะเทโพ อ.มโนรมย์ จ.ชัยนาท ได้ศึกษาพระธรรมจากหลวงตาคำ ให้รู้ถึงสังขารร่างกายมนุษย์และสัตว์ ล้วนมีเกิด แก่ เจ็บ ตายร่างกายเน่าเปื่อย

พ.ศ.2481 ท่านสอบได้นักธรรมตรี และออกธุดงค์ ฝึกปฏิบัติกัมมัฏฐาน ณ วัดถ้ำตะโกพุทธโสภา อ.ท่าวุ้ง จ.ลพบุรี ก่อนจะเดินธุดงค์ไปในหลายจังหวัด ในภาคเหนือ ภาคใต้ ประเทศพม่า ลาว เขมร อินเดีย พ.ศ.2485 พระผินะได้ศึกษาและปฏิบัติธรรมกับหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต วัดป่าสุทธาวาส จ.สกลนคร

มรณภาพ

ร่างหลวงพ่อผินะ ปิยธโร นั่งหมดลมหายใจในท่านั่งขัดสมาธิอย่างสงบ เหตุที่ไม่ปกติเพราะท่านมรณภาพ เมื่อเวลาประมาณ 05.14 นาฬิกา แต่เวลาล่วงเลยกว่า 12 ชั่วโมงแล้วร่างกาย เนื้อตัวท่านยังอ่อนนิ่ม ไม่คล้ายดังคนที่หมดลมหายใจแต่อย่างใด ก่อนหน้านี้หลวงพ่อผินะได้ทำหนังสือเขียนสั่งไว้ มีใจความว่า “เมื่อฉันละสังขาร ขอให้ปฏิบัติตามนี้ คือ ห้ามฉีดยาศพโดยเด็ดขาด

ให้เก็บศพไว้ในสภาพนั่งขัดสมาธิ ให้บรรจุศพไว้ในที่เตรียมไว้ ณ สุสานผินะ ไม่ต้องมีการสวดศพ ไม่ต้องบอกคนมาก ห้ามเผาศพโดยเด็ดขาด” สั่ง ณ วันที่ 4 ตุลาคม พ.ศ.2545 ลงชื่อ พระผินะ ปิยธโร พระอาจารย์ใหญ่ประธานคณะปฏิบัติธรรม วัดสนมลาววิหาร

พระพิศาลมงคลวัตร เจ้าคณะจังหวัด สระบุรี (ธรรมยุต) ในขณะนั้น กล่าวว่า ได้ทำการบรรจุศพในวันที่ 16 ตุลาคม พ.ศ.2545 และทำตามที่ท่านสั่งไว้ โดยสั่งช่างทำโลงแก้วบรรจุศพในท่านั่งขัดสมาธิ และนำไปตั้งไว้ที่สุสานผินะ ที่ท่านสั่งให้สร้างไว้แล้ว

ขอขอบคุณบทความประวัติเกจิ อาจารย์ชื่อดัง โดย ufabet.com

Categories
รวมบทความ

หลวงพ่อเสริม

วัดปทุมวนาราม หลวงพ่อเสริม

วัดปทุมวนาราม

หลวงพ่อเสริม วัดปทุมคงคา เป็นพระอารามหลวงชั้นโท ชนิดราชวรวิหาร เดิมชื่อวัด “สำเพ็ง” ตามชื่อถนนที่วัดตั้งอยู่ คือถนนสำเพ็ง ต่อมาในรัชกาลที่ 1 พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก พระราชทานนามใหม่ว่า “วัดปทุมคงคา” ปัจจุบันตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา ฝั่งพระนคร ถนนทรงวาด วัดปทุมคงคา เป็นวัดโบราณ มีมาตั้งแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยา มีอาณาเขตและอุปจารวัดกว้างขวาง ครั้งพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก

แรกสร้างกรุงรัตนโกสินทร์  โดยทรงเห็นว่า เมืองธนบุรี ซึ่งอยู่ในฝั่งตะวันตกนั้น คับแคบ ป้องกันศัตรูได้ยาก อีกทั้งพระราชนิเวศน์มณเฑียรสถานนั้นก็ขยายไม่ได้ เพราะตั้งอยู่ในเขตวัดแจ้ง วัดอรุณราชวราราม และวัดท้ายตลาด วัดโมลีโลกยาราม

ส่วนในฝั่งตะวันออกนั้น ฝั่งพระนคร เป็นชัยภูมิดีกว่า โดยเป็นที่แหลม มีลำแม่น้ำเป็นขอบเขต กว่าครึ่ง ถ้าตั้งพระนคร ข้างฝั่งตะวันออก  แม้นข้าศึกยกมาติดชานพระนคร ก็พอจะสู้ป้องกัน ได้ง่ายกว่าฝั่งตะวันตก เสียแต่ว่าเป็นที่ลุ่มอยู่บ้าง

วัดปทุมคงคา

พระวิหาร แห่งนี้เป็นที่ ประดิษฐานพระเสริม และพระแสน ซึ่งเป็นพระพุทธรูปเก่าแก่ แบบศิลปะล้านช้างเวียงจันทน์  พระเสริม นั้นเป็นพระพุทธรูปพี่น้องกับ “พระสุก” และ “พระใส” ซึ่งในสมัยรัชกาลที่ 3 กองทัพสยามเดินทางไปตีเมืองเวียงจันทน์เพื่อปราบกบฏเจ้าอนุวงศ์ เมื่อกองทัพจะเดินทางกลับบ้านเมือง ก็ได้อัญเชิญพระพุทธรูปมาจากเมืองเวียงจันทน์มาด้วยหลายองค์ด้วยกัน รวมทั้ง พระสุก พระใส และพระเสริม

แต่ในขณะที่เคลื่อนย้ายพระพุทธรูปมาทางลำน้ำงึมออกแม่น้ำโขง ก็ได้เกิดพายุฝนตกหนัก จนทำให้พระสุกหล่นจากแท่นประดิษฐานจมลงใต้แม่น้ำ บริเวณนั้นต่อมาจึงเรียกกันว่าเวินพระสุก หรือเวินสุก ส่วนพระเสริมและพระใสก็ได้อัญเชิญข้ามมายังฝั่งไทยได้อย่างปลอดภัย แต่เมื่อจะอัญเชิญต่อมายังกรุงเทพฯ

หลวงพ่อเสริม

ก็ปรากฏว่าเกวียนที่ประดิษฐานพระใสนั้นเกิดหักลงอยู่ตรงหน้าวัดโพธิ์ชัย เมืองหนองคาย ทำอย่างไรก็ไปต่อไม่ได้ จึงต้องอัญเชิญพระใสให้ประดิษฐานไว้ที่วัดโพธิ์ชัย เป็นพระคู่บ้านคู่เมืองหนองคายมาแต่บัดนั้น ส่วนพระเสริมนั้นอัญเชิญต่อมาได้จนถึงกรุงเทพฯ และมาประดิษฐานไว้ที่วัดปทุมวนารามอย่างที่เห็นในปัจจุบัน

ส่วน พระแสน พระพุทธรูปอีกองค์หนึ่งซึ่งประดิษฐานอยู่ในอุโบสถเดียวกันกับพระเสริม เดิมประดิษฐานอยู่ในถ้ำที่เมืองมหาไชย แขวงล้านช้าง แต่ได้อัญเชิญมายังกรุงเทพฯ เมื่อรัชกาลที่ 4 มีพระราชประสงค์จะอัญเชิญพระพุทธรูปโบราณจากล้านช้างมาประดิษฐานไว้ในพระอารามที่ทรงสร้างขึ้นใหม่หลายแห่ง

ประวัติหลวงพ่อเสริม

หลวงพ่อเสริม

พระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมือง อาจารย์วรนันทน์ ชัชวาลทิพากร เขียนไว้ว่า ในกรุงเทพมหานครของเรานี้มีสิ่งดีๆมากมายอยู่ใกล้ตัวจนนึกไม่ถึง เพียงเดินจากศูนย์การค้าฯสี่แยกราชประสงค์ มายังวัดปทุมวนาราม ใช้เวลาไม่เกินห้านาทีก็จะมีโอกาสกราบพระพุทธรูปสำคัญ

ตามประวัติพระเสริม หน้าตัก 2 ศอก 1 นิ้ว   วัสดุสำริด   พระใส   สร้างขึ้นพร้อมกับพระสุก รวมกันสามองค์ เป็นพระพุทธรูปประจำพระองค์ของสามพระราชธิดากษัตริย์ล้านช้าง ต่อมาก็ประดิษฐานไว้ในเวียงจันทน์ เมืองหลวงของล้านช้าง ราวกลางสมัยอยุธยา

จนถึงสมัยกรุงธนบุรี ทัพไทยยกไปตีเวียงจันทน์ ชาวล้านช้างก็นำพระพุทธรูปสามองค์นี้ไปซ่อน ศึกสงบแล้วก็นำกลับมาไว้ที่วัดโพนชัย เวียงจันทน์ ครั้นในสมัยรัชกาลที่ 1 สมเด็จพระบวรราชเจ้า มหาศักดิพลเสพ ทรงนำทัพไปตีเวียงจันทน์อีกครั้ง    โปรดให้เชิญพระเสริม พระใส พระสุก ลงแพข้ามแม่น้ำโขง

หลวงพ่อเสริม

ระหว่างทางพระสุกพลัดตกจมลงไปในน้ำ ในบริเวณที่เรียกกันต่อมาว่า เวินพระสุก

คงเหลือพระเสริมและพระใสมาถึงเมืองหนองคาย โปรดให้ประดิษฐานพระเสริมไว้ที่วัดโพธิ์ชัย และพระใสไว้ที่หอก่อง (วัดประดิษฐ์ธรรมคุณ)

พระเสริม พระใส ถูกอัญเชิญ มาไว้ในกรุงเทพฯ ในสมัยรัชกาลที่ 4 พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้า เจ้าอยู่หัว โปรดให้อัญเชิญพระเสริมไปประดิษฐานไว้เป็น พระประธานใน พระอุโบสถวัดบวรสุทธาวาส ในพระบวรราชวัง แต่เมื่อทอดพระเนตรแล้ว โปรดในพระพุทธลักษณะ จึงโปรดให้อัญเชิญพระเสริม ไปประดิษฐาน ไว้บนพระแท่นเศวตฉัตรในท้องพระโรง เพื่อจะถวายสักการะโดยสะดวก

ถือเป็นพระพุทธรูป 3 พี่น้องแห่งกรุงศรีสัตนา คนหุต หล่อขึ้นจากทองสีสุก (โลหะสำริดที่มีทองคำเป็นส่วนผสมหลัก) เมื่อราวปี พ.ศ.2109 โดยพระเจ้าไชยเชษฐาธิราช กษัตริย์ล้านช้าง พร้อมด้วยพระธิดา 3 พระองค์ ทรงพระนามว่า พระธิดาเสริม พระธิดาสุก และพระธิดาใส โปรดให้ช่างลาวล้านช้างหล่อพระพุทธรูปประจำพระองค์ เพื่อความเป็นสิริมงคลมีขนาดลดหลั่นกันตามลำดับ

ในพิธีการหล่อพระพุทธรูปทั้ง 3 องค์ พระภิกษุและฆราวาสช่วยกันสูบเตาหลอมทองอยู่ตลอดถึง 7 วัน แต่ทองยังไม่ละลาย พอถึงวันที่ 8 มีเพียงพระภิกษุสูงอายุรูป หนึ่งกับสามเณร รูปหนึ่งสูบเตาอยู่ ปรากฏมีชีปะขาวคนหนึ่งมาอาสาสูบเตา แทนพระและเณร

วัดหลวงพ่อเสริม

แต่วันนั้น ญาติโยมต่าง เห็นบรรดาชี ปะขาวสูบเตา อยู่เป็นจำนวนมาก เมื่อพระภิกษุและสาม เณรฉันเพลเสร็จแล้วก็จะไปสูบเตาต่อ ปรากฏว่าได้มีผู้เททองลงเบ้าทั้ง 3 จนเรียบร้อยแล้ว แต่ไม่เห็นชีปะขาวอยู่แม้แต่คนเดียว การหล่อพระพุทธรูปทั้ง 3 องค์ สำเร็จลงด้วยดีอย่างน่าอัศจรรย์

พระธิดาเสริม สุก และใส ต่างถวายนาม ของตน เป็นนามของพระพุทธรูป ได้แก่ พระเสริมเป็นพระพุทธรูป ประจำพระธิดาองค์พี่ พระสุกเป็นพระพุทธรูปประจำพระธิดาองค์กลาง และพระใสเป็นพระพุทธ รูปประจำพระธิดาองค์สุดท้อง

สมเด็จกรมพระยา ดำรง ราชานุภาพ ทรงลงความ เห็นเกี่ยวกับพระพุทธรูปทั้ง 3 องค์นี้ว่า พระเสริม พระสุก พระใส เป็นพระพุทธรูปลาวล้านช้างที่งดงามยิ่งกว่าพระพุทธ รูปองค์อื่นๆ และทรงสัน นิษฐานเรื่องการสร้างเป็น 2 ประการ คือ อาจจะเป็น พระพุทธรูป ที่สร้างจากเมือง หนึ่งเมืองใดทางตะวันออกของ อาณาจักร ล้านช้างและต่อ มาตกอยู่ในเขตล้านช้าง หรืออาจสร้างขึ้นในเขตล้านช้าง โดยฝีมือช่างลาวพุงขาวในยุคนั้น

ในรัช สมัยพระบาทสมเด็จ พระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 ครั้งเจ้าอนุวงศ์ เจ้าผู้ครองอาณาจักรล้านช้างก่อกบฏ พระองค์ทรงโปรดให้สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาศักดิพล เสพเป็นแม่ทัพยกทัพ ไปปราบ และได้ตั้งค่ายทหารที่เมืองพานพร้าว

ต่อมาเมื่อพระบาทสมเด็จ พระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จสวรรคต จึงโปรดให้อัญเชิญพระเสริมมาประดิษฐาน คู่กับพระแสน เพราะเคยเป็นพระพุทธรูปที่เคยอยู่ด้วยกันมาก่อนตามตำนาน พระเสริม พระสายน์ และพระแสน ซึ่งเคยเป็นพระพุทธรูปโบราณ

จากกรุงศรีสัตนาคนหุต จึงประดิษฐาน อยู่ด้วยกัน ณ วัดปทุมวนารามแห่งนี้ เชื่อหรือไม่ว่า มีพระแสนอีกองค์หนึ่งเป็นพระประธานอุโบสถวัดหงส์รัตนาราม ริมคลองบางหลวง บางกอกใหญ่ เป็นพระยุคสมัยเดียวกันกับพระพุทธรูปวัด ปทุมวนาราม นี่คือตำนาน หลวงพ่อพระใส หรือพระสายน์ วัดปทุมวนาราม

กรมหลวงเพชรบุรี ราชสิรินธร ที่อัญเชิญมาประดิษฐานไว้ ณ พระสถูปเจดีย์แห่งราช สกุลมหิดล วัดปทุมวนาราม ราชวรวิหารดังนั้น พระสถูปเจดีย์แห่งราชสกุลมหิดล วัดปทุมวนาราม ราชวรวิหาร จึงมีครบทุกพระองค์ที่ล่วงลับไปแล้วแห่งราชสกุลมหิดล

ซึ่งสืบสาย ตรงจากสมเด็จ พระศรีสวริน ทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า ด้วยพระองค์ท่าน ทรงมีความ ผูกพัน กับวัดปทุมวนาราม ราชวรวิหาร เป็นอย่างมาก โดยพระองค์ทรง สร้างพระสถูป เจดีย์แห่งนี้มีลักษณะเป็นพระสถูปเจดีย์ ครึ่งองค์

ขอขอบคุณบทความประวัติเกจิ อาจารย์ชื่อดัง โดย ufabet.com

Credit : https://ufabets5.com/

Categories
รวมบทความ

หลวงปู่แสง

เปิดประวัติ หลวงปู่แสง เกจิผู้หยั่งรู้อายุ 107 ปี

หลวงปู่แสง

พระครูอุดมรังษี หลวงปู่แสง จนฺทวํโส ท่านเป็นพระป่ากรรมฐานศิษย์สายหลวงปู่มั่น,หลวงปู่เสา  และหลวงปู่สิง เป็นสหธรรมิกกับ วัดธาตุมหาชัย

พระเกจิอาจารย์ชื่อดัง แห่งวัดธาตุมหาชัย อ.ปลาปาก จ.นครพนม โดยเมื่อครั้งหลวงปู่คำพันธ์ ยังมีชีวิตอยู่นั้นท่านทั้งสองจะไปมาหาสู่กันตลอด

หลวงปู่แสง จนฺทวํโส เกิดเมื่อ วันที่ 10 มีนาคม พ.ศ.2454 (ในสมัยรัชกาลที่ 6) ณ บ้านโพนตูม อำเภอนาแก ต.ก้านเหลือง จ.นครพนม พื้นเพท่านเป็นชาวเมืองนครพนมโดยกำเนิด

บวชเรียน

ในวัยเยาว์ใช้ชีวิต ตามประสาเด็กชนบททั่วไป จนกระทั่งอายุ ๑๙ ปีได้บวชเณรหน้าไฟอุทิศกุศลให้คุณตา ที่วัดศรีสำราญ ต.ก้านเหลือง จ.นครพนม โดยมี พระอินทร์ เป็นพระอุปัชฌาย์

หลวงปู่แสง

หลังจากบวชส่งศพ คุณตาสู่จิตกาธารแล้ว ท่านอยากจะสึก แต่เจ้าอาวาสไม่ยอมสึกให้ ท่านจึงธุดงค์ ไปทางจ.ขอนแก่น บ้านไผ่ จ.ร้อยเอ็ด จนถึงอำเภอเขมราฐ จ.อุบลราชธานี ใช้เวลา ๗ เดือน พร้อมอุปสมบทเป็นพระภิกษุ โดยมี พระครูบริหาร เกษมรัฐ วัดบ้านแก้ง อำเภอเขมราฐ จ.อุบลราชธานี เป็นพระอุปัชฌาย์ ได้รับฉายาว่า “จนฺทวํโส” แปลว่า “วงษ์แห่งพระจันทร์”

หลวงปู่แสง ได้ใช้เวลาเล่าเรียน นักธรรมตรี โท เอก จนสำเร็จ เป็นพระภิกษุผู้ปฏิบัติชอบตามพระธรรมวินัย เอาใจใส่การศึกษาปฏิบัติธรรม มีความรู้ความ เห็นลึกซึ้ง มีปฏิภาณเทศนา แจ่มแจ้ง โวหารไพเราะจับใจ ทั้งยังได้เล่าเรียน อักขระเลขยันต์

วิทยาคมจนมี ความเชี่ยวชาญ เชื่อว่าท่านสำเร็จ ฌาณสมาบัติขั้นสูง เพียงท่านจับมือใครคนนั้น ท่านจะรู้หมดทุกเรื่องในตัวคนนั้น และท่านจะบอกเรื่องดี ๆ ให้คน ๆ นั้นได้พบกับความเจริญรุ่งเรือง

ด้านคาถาอาคม อักขระเลขยันต์ หลวงปู่แสงมีความเชี่ยวชาญยิ่งนัก กล่าวว่าเป็นผู้มากวิชา รูปหนึ่งใน เมืองไทย สมญานามที่กล่าวขานยกย่องท่านเป็น “เทพเจ้าบันดาลทรัพย์” ใครที่มากราบไหว้ขอพร มักได้ตามความปรารถนาเสมอ

แม้อายุล่วง เลยมากว่า 109 ปี (พ.ศ.2563) แต่สายตาท่านยังดี หากจะอ่านหนังสือสวดมนต์หรือหนังสือธรรมะจะใส่แว่น หูได้ยิน 1 ข้าง ชอบพูดคุยสนทนาสนุกสนานติดตลก ไม่ถือเนื้อถือตัว ไม่เคยเจ็บป่วย เคยเข้าโรงพยาบาลแค่ 1 ครั้ง ด้วยสาเหตุท้องผูก

หลวงปู่แสง

ไม่เคยนอนกางมุ้ง แต่ยุงไม่กัด เป็นคนที่ไม่รู้ร้อนรู้หนาว อากาศหนาวเหน็บ เพียงใด จะใส่แค่สบง ห่มด้วยจีวร ปล่อยวางไม่ยึดติดกับวัตถุใด ๆ และ ไม่แสวงหา ความสุขสบาย โดยเฉพาะกุฏิหลังใหม่ที่ลูกศิษย์สร้างถวาย ๗ แสนกว่าบาท แต่ท่านไม่ไปอยู่ เพรา ะอึดอัดและ หายใจไม่ออก

หลวงปู่แสงปัจจุบัน อายุ 107 ปี พรรษา 88 พื้นเพเป็นชาว เมืองนครพนมโดยกำเนิด เกิดในสมัย รัชกาลที่ 6 เมื่อวันที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2454 ที่บ้านโพนตูม อำเภอนาแก ต.ก้านเหลือง จ.นครพนม วัยเยาว์ใช้ชีวิตตามประสาเด็กชนบททั่วไป จนกระทั่งอายุ 19 ปีได้บวชเณรหน้าไฟอุทิศกุศลให้คุณตาที่วัดศรีสำราญ ต.ก้านเหลือง จ.นครพนม

หลวงปู่แสงครับ

โดยมี พระอินทร์ เป็นพระอุปัชฌาย์ หลังจากบวชส่งศพคุณตาสู่จิตกาธารแล้ว ท่านอยากจะสึก แต่เจ้าอาวาสไม่ยอมสึกให้ ท่านจึงธุดงค์ไปทางจ.ขอนแก่น บ้านไผ่ จ.ร้อยเอ็ด จนถึงอำเภอเขมราฐ จ.อุบลราชธานี ใช้เวลา 7 เดือน พร้อมอุปสมบทเป็นพระ ภิกษุ โดยมีพระครูบริหารเกษมรัฐ วัดบ้านแก้ง อำเภอเขมราฐ จ.อุบลราชธานี เป็นพระอุปัชฌาย์ ได้รับฉายาว่า”จนฺทวํโส”

หลวงปู่แสง ได้ใช้เวลาเล่าเรียน นักธรรมตรี โท เอก จนสำเร็จ ป็นพระภิกษุผู้ปฏิบัติชอบตาม พระธรรมวินัย เอาใจใส่การศึกษาปฏิบัติธรรม มีความรู้ความเห็นลึกซึ้ง มีปฏิภาณเทศนาแจ่มแจ้ง โวหารไพเราะจับใจ เชื่อว่าท่านสำเร็จฌาณ สมาบัติขั้นสูง เพียงท่านจับมือใครคนนั้น ท่านจะรู้หมดทุกเรื่องในตัวคนนั้น และท่านจะบอก เรื่องดีๆให้คนๆนั้นได้พบกับความเจริญรุ่งเรือง

ด้านคาถาอาคม อักขระ เลขยันต์ หลวงปู่แสงมีความ เชี่ยวชาญยิ่งนัก กล่าวว่าเป็นผู้มากวิชารูปหนึ่ง ในเมืองไทย สมญานามที่กล่าวขานยกย่องท่านเป็น “เทพเจ้าบันดาลทรัพย์” ใครที่มากราบไหว้ขอพร มักได้ตามความปรารถนาเสมอ

วัตถุมงคล

หลวงปู่แสง

หลวงปู่แสงกล่าวจานว่า พุทธคุณดี ครบเครื่อง ทั้งเรื่องเมตตามหานิยม แคล้วคลาด โชคลาภ ซึ่งล่าสุดที่กำลัง มาแรงคือ รุ่น “มหาสมปรารถนา” ที่ท่านอนุญาต ให้คณะศิษย์ จัดสร้างเพื่อนำราย ได้สร้างฝ้าศาลา การเปรียญ วัดโพธิ์ชัย รูปแบบเป็นพระปิดตา รุ่นแรก

พระขุนแผน แสงสะท้าน รุ่นแรก และเหรียญเสมา โดยหลวงปู่แสงท่านปั๊มพระขุนแผนเอง กับมือตามตำราโบราณ และรุ่นนี้ทำพิธี ปลุกเสกมวลสารก่อนนำมาจัดสร้าง โดยกำหนดพิธีพุทธาภิเษกเมื่อวันจันทร์ที่ 3 ก.ย. 2561 เวลา 09.09 น. ณ วัดโพธิ์ชัย

พระภิกษุ ผู้ปฏิบัติชอบตาม พระธรรมวินัย เอาใจใส่การศึกษาปฏิบัติธรรม มีความรู้ความ เห็นลึกซึ้ง มีปฎิภาณเทศนาแจ่มแจ้ง โวหารไพเราะจับใจ หลวงปู่แสงสำเร็จ ฌาณสมาบัติขั้นสูง เพียงท่านจับ มือใครคนนั้น ท่านจะรู้หมดทุกเรื่องใน ตัวคนนั้น และท่านจะบอก เรื่องดีๆให้แก่คุณเจริญรุ่งเรือง ท่านอยู่ในยุคราชการที่ 6 หลวงปู่แสงน่า จะเป็นพระมหาเถระ ที่มีอายุ88พรรษามากที่สุดอีก1รูป

ด้วยการบำเพ็ญประโยชน์ ต่อพระศาสนา ต่อมาท่านได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็น พระครูอุดมรังษี อดีตเจ้าคณะตำบล ก้านเหลือง ตอนนี้หลวงปู่แสง จนฺทวํโส ตอนนี้ยังมีชีวิตอยู่ ปัจจุบัน พระครูอุดมรังษี (หลวงปู่แสง จนฺทวํโส) ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดโพธิ์ชัย ต.ก้านเหลือง อ.นาแก จ.นครพนม มีอายุ 109 ปี พรรษา 90 พ.ศ.2563

ขอขอบคุณบทความประวัติเกจิ โดย ufabet.com

Credit : https://ufabets5.com/

Categories
รวมบทความ

หลวงพ่อยอด

หลวงพ่อยอด สวัสดีครับ ท่านผู้อ่านที่รักทุกท่าน

หลวงพ่อยอด วันนี้เรามาคุยกันถึง พระรูปเหมือน หรือบางท่านก็เรียกว่า พระรูปหล่อ กันดูบ้างนะครับ สาเหตุที่มักเรียกกันว่าพระรูปหล่อก็เนื่องจากว่า เป็นพระเครื่องลอยองค์ ที่สร้างเป็นรูปเหมือนพระเกจิอาจารย์ ซึ่งในสมัยก่อนนั้น มักจะสร้างด้วยกรรมวิธีการหล่อโลหะผสม ประเภท ทองเหลือง เสียเป็นส่วนใหญ่

ต่อมาภายหลังก็เริ่มใช้กรรมวิธีการปั๊มบ้าง เช่น พระรูปเหมือนหลวงพ่อเดิม เป็นต้น แต่ก็ยังมักเรียกกันว่าพระรูปหล่อหลวงพ่อเดิมอีกเช่นเคย พระรูปเหมือน หลวงพ่อยอดวัดหนอง ปลาหมอ ส่วนในวันนี้ผมจะพูดถึงพระรูปเหมือน ของสระบุรี

ซึ่งเป็นพระเก่า และความนิยม ติดอัน ดับพระรูปเหมือน ชุดเบญจภาคีเลยทีเดียวครับ บางท่านอาจ จะไม่ทราบว่าจังหวัดสระบุรี นั้นก็มีพระเกจิ อาจารย์ที่เก่งๆ ในสมัยก่อน อยู่หลายองค์ พระเกจิอาจารย์ ที่กล่าวถึงนี้คือ หลวงพ่อยอด วัดหนอง ปลาหมอ ครับ

ประวัติหลวงพ่อยอด

หลวงพ่อยอด

หลวงพ่อยอด หรือ พระครูประสุดสังฆกิจ อดีตเจ้าอาวาส วัดหนองปลาหมอ นับเป็น พระเกจิ ที่มีชื่อเสียง อันดับหนึ่งของ จ.สระบุรี พระรูปเหมือนของท่านถึงแม้จะสร้างไม่ ทันตอนที่ท่านยังมีชีวิตอยู่ก็ตาม แต่ก็ยังเป็นที่นิยมและยกย่องให้เป็นหนึ่งใน เบญจภาคีพระรูปเหมือน ยอดนิยมของเมืองไทย และมีสนน ราคาสูงครับ หลวงพ่อยอด ท่านเป็นชาว นครราชสีมา เกิด เมื่อปีพ.ศ.2400 พออายุครบบวชท่านจึง ได้อุปสมบท โดยมีพระอาจารย์อินทร วัดมะรุม เป็นพระอุปัชฌาย์

พระอาจารย์ปล้อง วัดมะรุม เป็นพระกรรม วาจาจารย์ พระอาจารย์รอด วัดมะค่า เป็นพระอนุสาว นาจารย์ ได้รับฉายาว่า “อินทโชติ” ได้ศึกษาคันถธุระและวิปัสสนาธุระจากพร ะอุปัชฌาย์จนแตกฉาน จึงได้เดินทางมาศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมที่วัดชนะ สงคราม หลวงพ่อยอดท่านได้ศึกษาวิทยาการต่างๆ อยู่ที่วัดชนะสงคราม หลายพรรษา ต่อ มาท่านก็ได้รู้จักกับพระอาจารย์ที่มีชื่อเสียงโด่งดัง แห่งเมืองพระนคร ศรีอยุธยา คือหลวงพ่อกลั่น วัดพระญาติ

หนึ่งในเบญจพระรูปหล่อ

หลวงพ่อยอด

พระชุดเบญจภาคี ในวงการพระเครื่อง จัดได้ว่า เป็นชุดรวมสุดยอดพระเครื่องที่นิยมที่สุดของ วงการพระ ซึ่งรวม พระสำคัญที่สุด ของแต่ละยุคแต่ละสมัยของ ไทยไว้ คือ พระสมเด็จวัดระฆัง

แห่งยุครัตนโกสินทร์, พระนางพญา พิษณุโลก แห่งยุคอยุธยา, พระผงสุพรรณ แห่งยุคอู่ทอง, พระกำแพงซุ้มกอ แห่งยุคสุโขทัย และพระรอดลำพูน แห่งยุคทวาราวดี ซึ่งความนิยมพระนี้ชุดจัด ป็นที่สุดของเมืองไทย ในชุดองค์แชมป์น่า จะมีราคารวม มากกว่าหนึ่งร้อยล้านบาท

นอกจากจะมีการจัดพระชุด เบญจภาคีดัง กล่าวแล้ว ในวงการพระยังมีการจัดชุดเบญจภาคี ประเภทพระอื่นๆ อีกด้วย เช่น ชุดเหรียญ ชุดพระชินยอดขุนพล ชุดพระกริ่ง ชุดพระรูปหล่อ คณาจารย์

ขอนำเสนอ หนึ่งในห้าสุดยอด พระรูปเหมือนคณาจารย์ เมืองไทย อันประกอบด้วย รูปหล่อหลวงพ่อเงิน วัดบางคลาน และรูปหล่อ หลวงพ่อเดิม วัดหนองโพ แห่งภาคเหนือ, รูปหล่อหลวงพ่อสุข วัดโพธิ์ทราย ทองแห่งภาคอีสาน, รูปหล่อหลวง พ่อทวด วัดช้างให้ แห่งภาคใต้ และรูปหล่อหลวงพ่อยอด วัดหนองปลาหมอ ต.หนองปลาหมอ อ.หนองแค จ.สระบุรี

หลวงพ่อ

วัดหนองปลาหมอ เดิมชื่อว่า วัดหนองปลาเข็ง ต่อมาในพ.ศ.2483สมัย จอมพล ป.พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรี รัฐบาลมีนโยบายรัฐนิยม จึงเปลี่ยนชื่อมาเป็น “วัดหนองปลาหมอ” ดังปรากฏในปัจจุบัน และได้รับพระราชทานวิสุงคาม สีมาใหม่ เมื่อวันที่ 4กุมภาพันธ์ 2519

รูปหล่อรุ่นแรก วัดหนองปลา หมอ จัดเป็นรูปหล่อ ที่ได้รับความนิยมสูงมากในปัจจุบัน และนับวันยิ่งหายากประสบการณ์โดดเด่นด้านมหาอุตม์ สร้างเมื่อ พ.ศ.2487 โดย พระครูวิบูลย์คณานุสรณ์ (เฉื่อย) วัดสหมิตร ซึ่งเป็นศิษย์ที่ใกล้ชิดท่าน รูปหนึ่ง และยังดำรงตำแหน่ง เจ้าคณะแขวง หนองแค รูปต่อมา

โดยได้รับดำริจัดสร้างรูป เหมือนขนาด เท่าองค์จริงของหลวง พ่อยอดขึ้นด้วยเนื้อโลหะ เพื่อเป็นที่สักการบูชา ของศิษยานุศิษย์ กาลนี้ได้จัดสร้างรูปหล่อขนาดเล็ก ขึ้นจำนวน 500 องค์ ด้วยเนื้อโลหะ ประเภททองเหลือง ใต้ฐานกว้านเจาะ บรรจุอัฐิ แล้วอุดทับด้วย โลหะประเภททองแดงทุกองค์ โดยครั้งนั้น ได้เปิดให้สั่งจอง ทำบุญองค์ละ 20 บาท

อดีต เจ้าอาวาส วัดหนองปลาหมอ ที่ปรากฏเกียรติคุณชื่อ เสียงโด่งดังเป็นที่รู้จักแพร่หลายมาแต่ครั้งอดีต คือ ท่านพระครูประสุตสังฆกิจ หรือ หลวงพ่อยอด อินฺทโชติ

หลวงพ่อยอดอินฺทโชติ ท่านเป็นพระคณาจารย์ ผู้ทรงคุณรูปหนึ่ง ครั้งอดีตของจังหวัดสระบุรี เหรียญเสมา รุ่นแรก และรูปหล่อโบราณรุ่นแรก นับเป็นมงคลวัตถุหาได้ยาก และสนนราคา สูงในปัจจุบัน โดยเฉพาะรูปหล่อโบราณ รุ่นแรก 

วัตถุมงคลในยุคแรกๆ ของท่าน ส่วนใหญ่เป็นเครื่องรางของขลังประเภทตะกรุด หากเป็นตะกรุดเงิน มีทั้งขนาดน้ำหนัก ๑ บาท และ ๑ สลึง และหากเป็น ตะกรุดสาม กษัตริย์เนื้อทอง นาก เงิน จะมีน้ำหนักดอกละ ๑ บาท ซึ่งนับเป็นวัตถุมงคล ที่หาได้ยากในปัจจุบัน

เหรียญรุ่นแรก สร้างเมื่อประมาณ พ.ศ.๒๔๗๐ กว่าๆ โดยเจ้าอาวาสวัดหนองบอน ขออนุญาตจัดสร้าง เพื่อหาทุนสร้างอุโบสถ

มรณภาพ

และหลวงพ่อฉาย วัดพนัญเชิง ท่านจึงได้เดินทางมาที่พระนคร ศรีอยุธยา โดยจำพรรษาอยู่กับหลวงพ่อกลั่นระยะหนึ่ง จากนั้นก็ออกเดินทางมาทางอำเภอ อุทัย อำเภอหนองแค ผ่านหมู่ บ้านหนองปลาหมอ และขณะนั้นที่วัดหนองปลาหมอ เดิมเป็นเพียงสำนักสงฆ์ที่ร้างอยู่ ท่านจึงดำเนินการ สร้างขึ้น เป็นวัด ในปี พ.ศ. 2432 จนเจริญรุ่ง เรืองมาจนทุกวันนี้

หลวงพ่อยอดท่าน ได้รับการแต่งตั้ เป็นพระอธิการหมวด และเป็นพระอุปัชฌาย์ จนถึงพระครูเจ้าคณะ แขวงที่ พระครูประสุดสังฆกิจ เมื่อปี พ.ศ.2460 ท่านปกครองวัดหนอง ปลาหมอนานถึง 54 ปี จึงมรณภาพลงในปี พ.ศ.2486 สิริอายุได้ 86 ปี พรรษาที่ 63

ขอขอบคุณบทความประวัติ เกจิ อาจารย์ชื่อดัง โดย ufabet.com