Categories
รวมบทความ

หลวงพ่อจาม มหาปุญโญ

ประวัติ หลวงพ่อจาม มหาปุญโญ บ้านห้วยทราย คำชะอี จ.นครพนม

หลวงพ่อจาม มหาปุญโญ

หลวงพ่อจาม มหาปุญโญ วัดป่าวิเวกวัฒนาราม หรือ วัดหลวงปู่จาม ตั้งอยู่บ้านห้วยทราย ตำบลคำชะอี ริมทางหลวงหมายเลข 2042 มุกดาหารกาฬสินธุ์ หลวงปู่จาม มหาปุญโญ เป็นหนึ่งในอาจาริยาจารย์ที่ถือเคร่งในพระธรรม วินัยมั่นคงในพระปรมัตถ์วิปัสสนากรรมฐาน ดำเนินชีวิตในมรรคธรรม ท่านมรณภาพเมื่อวันที่ 19 มกราคม 2556 รวมอายุ 104

ปีภายในวัดมีส่วน จัดแสดงอัตถประวัติ และหลักธรรมคำสอนของท่าน ท่ามกลางบรรยากาศร่มรื่น นอกจากนั้นลักษณะเด่น ของวัดอีกอย่างหนึ่ง คือ เจดีย์บู่ทองกิตติ เป็นเจดีย์ลักษณะห้ายอด

ตั้งอยู่บนฐานกว้าง 13 เมตร ยาว 13 เมตร ความสูงจากพื้น ถึงยอดเจดีย์ 45 เมตร เป็นศิลปะประยุกต์ สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2530

ชาติกําเนิดหลวงพ่อจาม มหาปุญโญ

พ.ศ.2453 กำเนิด เด็กชายจาม ผิวขำ ในปลายรัชสมัย ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ช่วงก่อนที่จะทรงเสด็จสวรรคต 23 ตุลาคม 2453 ในปีนั้น หลวงปู่จาม มหาปุญโญ

ได้ถือกำเนิด เป็น ด.ช.จาม ผิวขำ เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 19 พฤษภาคม 2453 ตรงกับวันแรม 10 ค่ำ เดือน 6 ปี จอ ณ บ้านห้วยทราย คำชะอี จ.นครพนม

ปัจจุบันเป็นอำเภอคำชะอี จังหวัดมุกดาหาร โดยเป็นบุตรคนที่ 3 ของนายกา นางมะแง้ ผิวขำ หลวงปู่จาม มีพี่น้องรวม 9 คน ดังนี้คือ นายแดง นายเจ๊ก นายจาม นางเจียง นายจูม นางจ๋า นายถนอม นายคำตา และนางเตื่อย

พ.ศ.2459 เมื่ออายุได้ 6 ปี พ่อแม่ได้พาเด็กชายจามไปกราบ หลวงปู่เสาร์ กันตสีโล และหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต ซึ่งได้มาจำพรรษาอยู่ใกล้บ้านที่ภูผากูด คำชะอี

อุปสมบท หลวงพ่อจาม มหาปุญโญ

ช่วงวัยเยาว์อายุ 6 ขวบ พ่อแม่พาไปกราบหลวงปู่เสาร์ กันตสีโล และหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต บูรพาจารย์สายพระป่า ซึ่งมาจำพรรษาอยู่ใกล้บ้าน ที่ภูผากูด คำชะอี

กระทั่งอายุ 16 ปี พ่อแม่พาไปถวายตัวกับหลวงปู่มั่น ที่ จ.อุบลราชธานี ให้นุ่งขาวห่มขาวเป็นเวลา 9 เดือน

ปีถัดมา เข้าพิธีบรรพชา อยู่กับหลวงปู่มั่น ที่บ้านหนองขอน อ.เมือง จ.อุบลราชธานี มีโอกาสรับใช้ครูบาอาจารย์หลายท่าน อาทิ หลวงปู่กงมา จิรปุญโญ หลวงปู่อ่อน ญาณสิริ หลวงพ่อลี ธัมมธโร หลวงปู่สิงห์ ขันตยาคโม เป็นต้น

แต่ผ่านไปได้เพียง 2 ปี ก็จำต้องลาสิกขาออกมา เพื่อรักษาโรคเหน็บชา อันเนื่องมาจาก อุบัติเหตุ ตกบันไดกุฏิ และประกอบ ความเพียรมากเกินไป เช่น นั่งภาวนา ในน้ำ ไม่นอนหลับ และฉันน้อย เป็นต้น ทำให้ต้องหันกลับไปใช้ชีวิต เป็นฆราวาส ประกอบอาชีพทำไร่ ทำนา ค้าขาย

หลวงพ่อจาม มหาปุญโญ

เมื่ออายุ 27 ปี บิดาอุปสมบท อยู่ใต้ร่ม กาสาวพัสตร์ 6 ปี ก็มรณภาพ ส่วนมารดาตัดสินใจบวชชี จนถึงแก่กรรม จึงไปกราบไหว้พระธาตุพนม จ.นครพนม เพื่ออธิษฐานจิต ขอถวาย ตนในพระพุทธศาสนาอายุ 29 ปีจึงอุปสมบท เมื่อวันที่ 19 พ.ค.2482 ที่วัดโพธิสมภรณ์ อ.เมือง จ.อุดรธานี มีพระเทพกวี จูม พันธุโล เป็นพระอุปัชฌาย์

หลังอุปสมบท ท่านธุดงค์ไปทาง ภาคเหนือ จำพรรษาสังกัดวัดเจดีย์หลวง ถึง 32 พรรษา อยู่ปฏิบัติธรรมกับ หลวงปู่แหวน สุจิณโณ วัดดอยแม่ปั๋ง จ.เชียงใหม่อีกทั้ง ยังเคยออกธุดงค์ หาประสบการณ์ ในเขตภาคอีสาน เคยปฏิบัติธรรม ร่วมกับเกจิ อาจารย์หลายรูป

อาทิ หลวงปู่ชอบ ฐานสโม วัดป่าสัมมานุสรณ์ จ.เลย หลวงปู่ขาว อนาลโย วัดถ้ำกองเพล จ.หนองบัวลำภู หลวงพ่อลี ธัมมธโรวัดอโศการาม จ.สมุทรปราการ หลวงปู่ตื้อ อจลธัมโม วัดป่าบ้านข่า จ.นครพนมนั้นเองพ.ศ.2521 เดินธุดงค์กลับมา ทางภาคอีสาน กลับมายังบ้านเกิดคือบ้านห้วยทราย อำเภอคำชะอี จำพรรษาอยู่ที่วัดป่าวิเวกวัฒนาราม

พ.ศ. 2481 บรรพชาเป็นสามเณร ครั้งที่ 2 คณะญาติได้พาไปซื้อเครื่องบวชที่ร้านขายสังฆภัณฑ์ ที่ตลาดบ้านผือ นายจาม ผิวขำ พบ น.ส.นาง เป็นลูกสาวเจ้าของร้าน เกิดปฏิพัทธ์จิตรักใคร่ทันทีเมื่อแรกพบ แม่ชีมะแง้ ได้ปรึกษากับแม่ชีแก้ว เสียงล้ำ

มรณภาพ ละสังขาล

พระที่อารมณ์ดี มีเมตตาสูง แม้สุขภาพไม่ดี แต่ยังออก บิณฑบาตทุกเช้า ทำให้มีศิษยานุศิษย์ทั่วประเทศ หลั่งไหลมาฟัง พระธรรมเทศนาอยู่มิได้ขาดแม้ในวันหนึ่งๆ จะมีญาติโยมเป็น จำนวนมากมากราบไหว้สนทนาธรรม แต่ก็ไม่เคย เหนื่อยหน่าย ที่จะปฏิสันถาร มีเทศนาสั่งสอน ด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม เป็นนิจสังขารเป็น สิ่งไม่เที่ยงแท้

คณะศิษยานุศิษย์ หลวงปู่จาม มหาปุญโญ เจ้าอาวาสวัดป่า วิเวกวัฒนาราม บ้านห้วยทราย อ.คำชะอี จ.มุกดาหาร แจ้งว่า หลวงปู่จาม ได้ถึงแก่มรณภาพแล้ว เมื่อเวลา 9.00น. วันที่ 19 ม.ค. หลังจากอาพาธด้วยโรคปอดติดเชื้อและ โรคชราสิริรวมอายุ 104ปี

ขอขอบคุณบทความชีวประวัติเกจิอาจารย์ดัง โดย ufa168

เครดิต : https://ufabets5.com/ufa168/

**สามารถอ่านบทความเด็ดๆ เพิ่มเติม >> คลิ้ก <<

Categories
รวมบทความ

หลวงพ่อวิชัย เขมิโย

ประวัติ หลวงพ่อวิชัย เขมิโยเกจิผู้เปี่ยมด้วยเมตตา

หลวงพ่อวิชัย เขมิโย

หลวงพ่อวิชัย เขมิโย นี้เป็นบันทึกประวัติชีวิต ของท่านพระอาจารย์วิชัยโดยตรง ชีวิตการธุดงคกรรม ฐานของท่าน ที่ละเอียดมีแง่มุมอันมีเนื้อหาสาระหลากหลาย เป็นประสบการณ์ในชีวิตของพระป่า ที่มีอุดมคติอุดมการณ์ความมุ่งหมาย เป็นสัจจุแน่วแน่

ตรงตามที่พระพุทธองค์ทรง ปรารถนาให้สาวก และพุทธศาสนิกชนปฏิบัติ นั่นคือ มรรค ผล นิพพาน! ปฏิปทาการดำเนิน ของท่านพระอาจารย์วิชัยนี้ เต็มไปด้วยความซื่อสัตย์มั่นคงใน พระศาสนาโดยแท้ มิได้อาลัยแก่ร่างกายและชีวิต เปี่ยมไปด้วยพลอินทรีย์บารมีอันมุ่งมั่น ควรเป็นที่นับถือ ไหว้นพ เคารพสักการบูชา

ชาติกําเนิ หลวงพ่อวิชัย เขมิโย

ชื่อ เดิม “วิชัย คล่องแคล่ว” เกิดวันจันทร์ ขึ้น 7 ค่ำ เดือน 7 ปีระกา ตรงกับวันที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2488 สองพันสี่ร้อยแปดสิบแปด ณ ที่บ้านหินลาด ตำบลกุดชมภู อำเภอพิบูลมังสาหาร จังหวัดอุบลราชธานี เป็นบุตรคนที่ ๓ ของนายบัว นางกอง คล่องแคล่ว

สำหรับคุณแม่บวชเป็นแม่ชีอยู่ด้วยขณะนี้ พ่อนั้นตายเสียตั้งแต่ข้าพเจ้าอายุได้ 1 ขวบกว่า ๆ อาชีพเดิมของบิดามารดา คือการทำนาตามบรรพบุรุษหลายชั่วคน เมื่อตอนเล็ก ๆ ข้าพเจ้าชอบอยู่กับยาย คือแม่เอาข้าพเจ้าไปฝากยายไว้ซึ่งอยู่คนละบ้าน เพราะแม่ของข้าพเจ้าท่านได้ไปแต่งงานใหม่ ทำให้ข้าพเจ้ากับน้องได้ไปอยู่กับยาย

ที่ได้เริ่มรู้จักกับความว้าเหว่ อ้างว้างของลูก ที่กำพร้าพ่อและพลัดพรากจาก แม่เมื่อข้าพเจ้าอายุได้ 7 ขวบ ยายก็ให้เข้าเรียนหนังสือที่โรงเรียนบ้านแก่งเจริญ ข้าพเจ้าทำงานหนักที่พอจะทำได้มาตั้งแต่เด็ก ๆ จะเรียกว่าเป็นชีวิตทั้งกำพร้าพ่อแม่ก็ว่าได้เพราะไม่ค่อยจะได้อยู่กับแม่ข้าพเจ้า

ได้ช่วยยาย และพวกน้าผู้หญิง ผู้ชายทำงาน กล่าวคือเมื่อตื่น ขึ้นมาก็ต้องไปตักน้ำใส่ตุ่มน้ำกินน้ำใช้ เพราะหมู่บ้านที่อยู่นั้นบ่อน้ำอยู่ห่างไกลออกไปประมาณ 1 กม. และเมื่อตักน้ำกินมาไว้เต็มตุ่มแล้ว ข้าพเจ้าก็ต้องลงไปตักน้ำในแม่น้ำมูล มาใช้และรดห้างพลู กินหมากให้ยาย นี่เป็นงานประจำตอนเด็กนอกจากนั้น ยังต้องช่วยน้า ผู้หญิงตำข้าวด้วย เพราะสมัยนั้นหมู่บ้านแถบนี้ยังไม่มีโรงสีข้าว

หลวงพ่อวิชัย เขมิโยตกระกำลำบาก 

หลวงพ่อวิชัย เขมิโย

ชีวิตข้าพเจ้า จึงตกระกำลำบาก เด็กเพื่อนฝูงรุ่นเดียวกันเขาสบายกันมาก ส่วนข้าพเจ้าเวลา กินก็แสนจะลำบาก แม้แต่เวลานอนก็ลำบาก ถึงฤดูทำนาต้องไปนอนที่กระท่อมนา กับน้าผู้ชาย ตื่นเช้ามาต้องนึ่งข้าวเหนียวหุงข้าวให้น้า เพราะน้าตื่นขึ้นมาก็รับไปไถนา

เมื่อหุงข้าวเสร็จ ก็ต้องหามฟืนกลับบ้าน ซึ่งห่างจากทุ่งนาประมาณ 4 ทกม. พอถึงบ้านก็ต้องรีบกินข้าวไปโรงเรียน ระยะทางจากหมู่บ้านไปถึงโรงเรียน 3 กม.

สมัยนั้นยังไม่พัฒนา ทางการให้ 3 – 4 หมู่บ้านไปเรียนหนังสือรวมกันที่โรงเรียนแห่งเดียว ทำให้เด็กนักเรียนแต่ละหมู่บ้านต้องเดินไปเรียนกันทางไกลหน่อย พอเลิกเรียนในตอนบ่าย ก็เดินกลับบ้านรีบกินข้าว ซึ่งส่วนมากเป็นข้าวเหนียวในก่องข้าวหรือกระติบเย็นชืดกับปลาร้าและพริกแทบ

ทุกวัน อร่อยมากเพราะหิว คนเราเมื่อหิวกิน อะไรก็อร่อยทั้งนั้น จากนั้นก็เอากระบุงใส่ปุ๋ยคอกหาบไป ทุ่งนาวันละหาบ เฉพาะตอนเย็นการไปนาและ กลับมาบ้านนั้น บ่าของข้าพ เจ้าจะไม่ว่าง จากไม้คานเลย

เพื่อนฝูงที่เขามี นาอยู่ใกล้กัน 4 – 5 คน เขาเดินไปตัวเปล่า เดินมาตัวเปล่าหยอกล้อกันบ้าง วิ่งไล่จับกันสนุกสนาน ส่วนข้าพเจ้าทำ ไม่ได้เพราะบ่าต้องหาบคอนใส่ ของหนังอึ้ง หมดสนุกสนานมี แต่ความเศร้าสร้อย

คนที่ท่านรักข้าพเจ้ามาก

รักเสมือนลูก ของท่านจริง ๆ ส่วนน้าผู้หญิงนั้นแก ไม่รักข้าพเจ้าเลย ชอบข่มเหงรังแกตลอดเวลา บางครั้งทำอะไรไม่ ทันใจแกก็จะจิกหัวหรือเฆี่ยนเอา แต่ถ้าน้าผู้ชายเห็น แล้วจะทำไม่ได้ ชีวิตของข้าพเจ้าหากไม่มีน้าผู้ชายช่วยปกป้องแล้วลำบาก แสนเข็ญมากแม้แต่

เวลาเข้าเรียนหนังสือเพื่อนเขาได้กระดานใหม่ ๆ คือ กระดานชนวน ได้กางเกงใหม่ เสื้อใหม่ ดินสอใหม่ ส่วนข้าพเจ้าไม่เคยได้เขียนกระดานใหม่ ไม่เคยได้ดินสอใหม่แท่งยาว ๆ เหมือนเขาเลย

ยายเป็นคนตระหนี่ ประหยัด จึงให้ใช้กระดานแตก ๆ แต่พอเขียนได้ ดินสอก็สั้น ๆ กุด ๆ แม้แต่กางเกงของข้าพเจ้า ก็ขาดกะรุ่งกะริ่ง เพื่อนชอบล้อเล่นอยู่เรื่อยว่า “ลุงก็มาโรงเรียนเหรอ

หนังสือเรียนก็เก็บ เอาของเก่าเขามาให้อ่าน ขาดไปก็มี แต่ก็ยังเป็นบุญบารมีของข้าพเจ้า ที่เรียนหนังสือได้เก่ง พอสมควร ได้เป็นหัวหน้าชั้นบ่อยที่สุดพูดถึงของใช้แล้ว น้อยนักน้อยหนา ที่จะได้ใช้ของใหม่ ๆ ดี ๆ ถ้าเป็นผ้านุ่งผ่าห่มก็รับ เอาของเก่าพี่ชายบ้าง ยายเอาของคนอื่นมาให้บ้าง

พอถึงหน้าหนาว ผ้าห่มก็แสนจะขาด ปะแล้วปะอีก กางเกงและเสื้อก็ปะแล้วปะอีก ชีวิตของ ลูกกำพร้าที่อยู่อาศัย ยายและน้านั้นแสนจะลำบากเหลือเกิน ชีวิตเอ๋ยช่างอาภัพโชค กระไรหนออย่างนี้ มองดูชีวิตเพื่อนรุ่นเดียวกันเขาช่าง มีความสุขมาก ครั้นพออายุได้ 8 ขวบ

เรียนอยู่ประถม 2 พี่ชายลูกคนละพ่อเขา ไปบวชเป็นสามเณร จิตใจของข้าพเจ้าอยากจะตามไปบวช ด้วยเหลือเกิน ได้เห็นพี่ชายห่มผ้าจีวรเหลืองอร่ามเหมือนทองดอก บวบงามจับใจ ทำให้ใจไม่อยากจะอยู่บ้านเลย เพราะอยู่บ้านกับยาย กับน้าผู้หญิง มีแต่ความทุกข์กาย ทุกข์ใจเสมอจะยากลำบากกับการงาน หนักเกินวัยเด็ก

เวลา เช้าฤดูแล้ง ยายให้ไปส่งข้าว เณรพี่ชายที่วัดทุกเช้า ข้าพเจ้าบอกเณรพี่ชายให้หาหนังสือพระเณรที่เกี่ยวกับการ บอกวิธีบวชเรียนและ สวดมนต์มาให้ พี่เณรก็เอาหนังสือเจ็ดตำนาน มาให้อ่านและได้บอกคำขอบวชให้ด้วย

ข้าพเจ้า เอามาอ่านมา ท่องทุกวัน ท่องคล่องปาก เพราะเคยได้ยินพระสงฆ์ท่านสวดมนต์อยู่เสมอ วันไหนว่างก็แอบไปวัด เพราะวัดคือสถานที่เล่นเย็นใจหรือสนุกสนาน ของเด็ก ๆ บ้านนอก เมื่อไปวัดก็ท่องคำขอบบวชเณรให้ขึ้นและได้ขอร้อง ให้พี่เณรมาช่วยพูดกับยาย ขอร้องให้ยายอนุญาตให้ข้าพเจ้าบวชเณรบ้า งพี่เณรก็บอกว่า เรียนหนังสือยัง

ไม่ทันจบ ป.4 บวชเณรไม่ได้หรอก แต่ข้าพเจ้าก็ไม่ฟัง ได้รบเร้าอยู่เรื่อย ๆ จนพี่เณรทนไม่ไหว ต้องมาบอกยาย เลยโดยยายตวาดเอาแต่ถึงอย่างไรข้าพเจ้าก็ ไม่ลดละความพยายาม จะบวชให้ได้ ปี

ต่อมาข้าพเจ้า พยายามหา วิธีบวชให้ได้วันไหนว่างแอบไปฟังท่านอาจารย์ที่วัดเทศน์ และสนทนากับ ท่านบ้างท่านก็ชวนบวชทำให้ศรัทธาของ ข้าพเจ้ายิ่งมีมากขึ้น บางวันไถนาปลูกข้าว อยู่แต่ร่างกายส่วนจิตใจมาอยู่วัด ตลอดเวลา

ปัจุบัน

จากเชียงใหม่เข้าจังหวัดลำพูน มาพักศึกษาธรรมกับครูบาเจ้าพรหมจักร์ ก็ปี พ.ศ. 2516 จำพรรษาอยู่ถ้ำผาจมออกพรรษาก็เดินธุดงค์อยู่ในบริเวณจังหวัดเชียงราย เชียงใหม่ปี พ.ศ. 2517จำพรรษาอยู่ถ้ำผาจลุย บ้านป่าแงะ ตำบลแงะ อำเภอป่าแดด จังหวัดเชียงราย พักปฏิบัติอยู่ที่นี่ 14 เดือนปี พ.ศ. 2518 ก็ได้ย้อนกลับมาจำพรรษาอยู่วัดถ้ำผาจมอีกครั้งหนึ่งจนถึงในปัจจุบันนี้ แต่ละปีนั้นจะออกแสวงหาวิเวกตามสถานที่ต่าง ๆ เป็นประจำทุกปี

ขอขอบคุณบทความเกจิอาจารย์ โดย สโบเบ็ต888

เครดิต : https://ufabets5.com/%E0%B8%AA-%E0%B9%82%E0%B8%9A-%E0%B9%80%E0%B8%9A%E0%B9%87-%E0%B8%95-888/

**สามารถอ่านบทความเด็ดๆ เพิ่มเติม >> คลิ้ก <<

Categories
รวมบทความ

หลวงพ่อเสน่ห์ กตปุญโญ

ประวัติ หลวงพ่อเสน่ห์ กตปุญโญเกจิ อุทัยธานี

หลวงพ่อเสน่ห์ กตปุญโญ

หลวงพ่อเสน่ห์ กตปุญโญ หรือ พระครูอุปกิตสารคุณ เป็นพระเกจิอาจารย์เรืองวิทยาคม ปัจจุบันสิริอายุ 91 ปี พรรษา 66 ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดพันสี หมู่ 1 ต.ท่าโพ อ.หนองขาหย่าง จ.อุทัยธานี ด้วยท่านมี ความสนใจในการศึกษา พระปริยัติธรรม ได้เข้าศึกษาพระปริยัติธรรม แผนกธรรม สามารถสอบ ได้นักธรรม ชั้นตรี-โท-เอก ณ

ชาติกําเนิด หลวงพ่อเสน่ห์ กตปุญโญ

หลวงพ่อ ท่านเกิด เมื่อวันจันทร์ที่ 10 ส.ค.2474 ที่บ้านเลขที่ 27 หมู่ 4 บ้านยางขาว ต.ยางขาว อ.พยุหะคีรี จ.นครสวรรค์ อายุครบ 22 ปี เข้าพิธีอุปสมบท เมื่อวันที่ 11 เม.ย.2496 ณ พัทธสีมาวัดยางขาว ต.ยางขาว อ.พยุหะคีรี จ.นครสวรรค์ มีพระครู พยุหานุศาสก์หลวงพ่อชิต เจ้าคณะอำเภอพยุหะคีรี และเจ้า อาวาสวัด ยางขาว เป็นพระอุปัชฌาย์

พระครูนิทัศน์ธรรมเวที หลวงพ่อช้อย เจ้าอาวาสวัดหัวงิ้ว เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และพระครูนิสิตคุณากร หลวงพ่อกัน เจ้าอาวาสวัดเขาแก้ว เป็นพระอนุสาวนาจารย์  ได้รับฉายาว่า กตปุญโญ มีความหมายถึง ผู้กระทำซึ่งบุญคุณความ ดีหลังอุปสมบท ท่านได้จำ

พรรษาอยู่ ที่วัดยางขาว คอยอุปัฏฐากรับ ใช้หลวงพ่อชิต พระอุปัชฌาย์ ด้วยท่านมี ความสนใจในการศึกษา พระปริยัติธรรม ได้เข้าศึกษา พระปริยัติธรรม แผนกธรรม สามารถสอบ ได้นักธรรม ชั้นตรี-โท-เอก ณ

สำนักเรียน วัดเนินเหล็ก อ.เมือง จ.อุทัยธานี จากนั้นได้ช่วยงานศาสนกิจคณะสงฆ์ใน จังหวัด อุทัยธานี
นอกจากนี้ ท่านยังร่ำเรียน วิทยาคมกับหลวงพ่อชิตในด้านการสร้างวัตถุมงคลและเครื่องราง ของขลัง อาทิ เครื่องราง ของขลัง ตะกรุด ผ้ายันต์ น้ำมันมนต์ น้ำพระพุทธมนต์ พระเครื่อง วัตถุมงคล ฯลฯ จากนั้นได้ศึกษาเพิ่มเติมจาก กำนันบุญ ซึ่งเป็นศิษย์ ฆราวาส หลวงพ่อพริ้ง วัดหาดสูง ตลอดจน การฝึกปฏิบัติ ทางด้านจิตตภาวนา กับหลวงพ่อชิต

ลำดับ งานปกครอง หลวงพ่อเสน่ห์ กตปุญโญ

พ.ศ.2503 ได้รับแต่งตั้ง เป็นเจ้าอาวาส วัดพันสี ต.ท่าโพ อ.หนองขาหย่าง จ.อุทัยธานี
พ.ศ.2507 ได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้า คณะตำบลหนองขาหย่าง-ท่าโพ  
พ.ศ.2514 เป็น พระกรรมวาจาจารย์  
พ.ศ.2522 ได้รับแต่งตั้งเป็น พระอุปัชฌาย์ ลำดับสมณศักดิ์
พ.ศ.2511 ได้รับพระราชทานเลื่อน สมณศักดิ์เป็น พระครูสัญญาบัตรเจ้าคณะตำบลชั้นตรี ในราชทินนาม พระครูอุปกิตสารคุณ
พ.ศ.2520 ได้รับพระราชทาน เลื่อนสมณศักดิ์ เป็นพระครูสัญญาบัตรเจ้าคณะตำบล ชั้นโทในราชทินนามเดิม  
พ.ศ.2554 ได้รับพระราชทาน เลื่อนสมณศักดิ์ เป็นพระครูสัญญาบัตรเจ้าคณะตำบลชั้นเอกในราชทินนามเดิม
หลวงพ่อเสน่ห์ กตปุญโญหรือพระครูอุปกิตสารคุณ

มุ่งเน้น ให้พระภิกษุ สามเณรภายในวัด ได้ศึกษาเล่าเรียนพระปริยัติธรรม ต้องทำวัตร สวดมนต์ ทุกเช้า เย็นพร้อม กันทุกวัน ร่วมทำอุโบสถ สังฆกรรมทุกครั้ง อีกทั้งจะไป ธุระสถานที่ใด ต้องได้ รับอนุญาตจาก เจ้าอาวาสก่อน งานด้าน การเผยแผ่ พระพุทธศาสนา

จัดกิจกรรม บวชชี พราหมณ์ในวัน สำคัญทาง พระพุทธศาสนา และวันเฉลิม พระชนมพรรษา เป็นประจำทุกปี ร่วมมือกับคณะ สงฆ์และหน่วยงานราชการเผยแผ่ หลักธรรม

โดยออก ปฏิบัติงาน พระธรรมทูต อบรมพระภิกษุ สามเณรประชาชน และนักเรียนเป็น ประจำด้วย หลวงพ่อเสน่ห์ ได้รับแต่งตั้ง เป็นพระธรรมทูตประจำจังหวัดอุทัยธานี เป็นประธาน หน่วยอบรม ประชาชนประจำตำบลท่าโพ พ.ศ.2552 ได้รับยกย่องให้ เป็นพระดีเด่น จากศูนย์ฝึกอาชีเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จ พระเทพรัตนราชสุดาฯ สยาม บรมราชกุมารี

ส่วนงานด้าน สาธารณูปการ ได้ก่อสร้างถาวรวัตถุภายในวัด ถนนคอนกรีตรอบวัด และสร้าง อาคารเรียน ไม้ชั้นเดียว โรงเรียนประชาบาล วัดพันสี อีกทั้งยังสร้างอุโบสถอีก 14 แห่ง อาทิอุโบสถวัดทุ่งพึ่งวัดหนองแหน วัดทุ่งน้อย เป็นต้น

หลวงพ่อเสน่ห์ กตปุญโญ

วัตถุมงคล หลวงพ่อเสน่ห์ กตปุญโญ

ด้านวัตถุมงคลของ หลวงปู่เสน่ห์ ที่มีชื่อเสียง เป็นที่ปรารถนา ของบรรดานักสะสม นักนิยม วัตถุมงคล โดยเฉพาะ ตะกรุดโทนแหวนหัวพิรอดทำด้วยปรอท เป็นการ ผสมผสาน ตำหรับการ สร้างไว้ถึง 3 พระอาจารย์คือ การลงอักขระ เลขยันต์ ตำรับ ของหลวงพ่อชิต และหลวงพ่อพริ้งวัดหาดสูง ส่วนหัวพิรอด ทำด้วยปรอท เป็นตำหรับ หลวงพ่อเงิน วัดพระปรางค์เหลือง

นักนิยม วัตถุมงคล โดยเฉพาะตะกรุดโทน แหวนหัวพิรอดทำด้วยปรอท เป็นการผสมผสานตำหรับการสร้างไว้ถึง 3 พระอาจารย์ คือ การลงอักขระเลขยันต์ตำรับของ หลวงพ่อชิต และหลวงพ่อพริ้ง วัดหาดสูง ส่วนหัวพิรอดทำด้วยปรอท เป็นตำหรับ หลวงพ่อเงิน

วัดพระปรางค์เหลือง ส่วนวัตถุมงคลอื่นๆ อาทิ เหรียญรูปเหมือน รุ่นแรกปี 20 รูปหล่อเหมือนลอยองค์ ปี 46 เหรียญทองแดงรูปเหมือนตะกรุดเส้นเกศา ตะกรุดสามกษัตริย์ และตะกรุดระนาดเอก เป็นต้น ส่วนวัตถุมงคลอื่นๆ อาทิ เหรียญรูปเหมือน รุ่นแรก ปี 20 รูปหล่อเหมือนลอยองค์ ปี 46 เหรียญทองแดงรูปเหมือน ตะกรุดเส้นเกศา ตะกรุดสามกษัตริย์ และตะกรุดระนาดเอก เป็นต้น

ขอขอบคุณบทความเกจิอาจารย์ดัง โดย ufabet .com

เครดิต : https://ufabets5.com/

**สามารถอ่านบทความเด็ดๆ เพิ่มเติม >> คลิ้ก <<

Categories
รวมบทความ

หลวงปู่แขก ปภาโส

ประวัติ หลวงปู่แขก ปภาโส เกจิชื่อดังเมืองสองแคว

หลวงปู่แขก ปภาโส

หลวงปู่แขก ปภาโส พระเถระที่สำคัญอีก รูปแห่งเมืองพิษณุโลก วัตรปฏิบัติเปี่ยม ไปด้วยคุณธรรม ความเป็นนักปกครอง นักบริหาร และนักพัฒนาเพียบพร้อมด้วยพรหมวิหารธรรม

นอกจากนี้ ยังเป็นยอด พระเกจิแห่ง เมืองสองแควที่ได้รับ ความเชื่อถือ นิมนต์ให้ร่วมพิธีพุทธาภิเษก วัตถุมงคล อย่างต่อเนื่องยาวนาน

ชาติกําเนิดหลวงปู่แขก ปภาโส

หลวงปู่แขก มีนามเดิมว่า ลำยองนามสกุล นาทีทองพิทักษ์ เกิดเมื่อวันศุกร์ที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2467 ตรงกับแรม 7 ค่ำ เดือน 10 ปีชวด ณ บ้านกรุงกรัก ต.บางระกำ อ.บางระกำ จ.พิษณุโลก บิดาชื่อ นายเฮง มารดาชื่อ นางพัน อาชีพทำนา มีพี่น้องรวม 7 คน

ในช่วงวัยเยาว์ เข้าศึกษา ในโรงเรียน ศาลาวัดกรุงกรัก จบชั้น ป.4 ชีวิตในวัยเด็กค่อนข้าง ลำบาก เพราะครอบครัว มีฐานะยากจน ต้องคอยช่วยเหลือทางบ้านทำงาน หนักหาเลี้ยงชีพ ที่อยู่อาศัยมักเกิดน้ำ ท่วมหนักทุกปี ต้องพายเรือนำผัก ปลาไปแลก ข้าวเปลือกถึง จ.สุโขทัย

อุปสมบท หลวงปู่แขก ปภาโส

ครั้นย่างอายุ 21 ปี มีโอกาสบวชเรียน โดยญาตินำตัว มาฝากกับพระครูพุทธิสุนทร หลวงพ่อหรุ่น เจ้าอาวาสวัด สุนทรประดิษฐ์ในสมัยนั้น โดยต้องใช้เวลาศึกษาอยู่ที่วัดท่องจำบทขานนาค หนังสือเจ็ดตำนาน นานกว่า 4 เดือน

เข้าพิธีอุปสมบท ในปี พ.ศ.2487 ณ พัทธสีมาวัดสุนทรประดิษฐ์ มีหลวงพ่อหรุ่น เป็นพระอุปัชฌาย์, พระอาจารย์เปลื้อง เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และพระอาจารย์เรื่อง เป็นพระอนุสาวนาจารย์

เคร่งในพระธรรม วินัยใส่ใจในการ ศึกษาอย่างมาก สามารถสอบได้นักธรรมชั้นโทในเวลารวดเร็ว

ได้รับตำแหน่งหน้าที่และสมณศักดิ์เป็นลำดับดังนี้

พ.ศ.2501 ได้รับแต่งตั้ง เป็นเจ้าอาวาส วัดสุนทรประดิษฐ์ อ.บางระกำ เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และเป็นเจ้าสำ นักเรียนวัดสุนทร ประดิษฐ์

พ.ศ.2503 ได้รับแต่งตั้ง เป็นเจ้าคณะอำเภอ บางระกำ จ.พิษณุโลก พ.ศ.2514 ได้รับแต่งตั้ง เป็นผู้รักษาการ แทนเจ้าคณะอ.เมือง จ.พิษณุโลก พ.ศ.2536 ได้รับพระราชทาน เลื่อนสมณศักดิ์ เป็นพระครูสัญญาบัตรที่ พระครูสุนทร ธรรมประภาส

พ.ศ.2541 ได้รับพระราชทาน เลื่อนสมณศักดิ์ เป็นพระครูสัญญาบัตรชั้นเอก ในราชทินนามเดิม

พ.ศ.2552 ได้รับพระราชทาน เลื่อนสมณศักดิ์ เป็นพระราชาคณะชั้นสามัญที่ พระมงคลสุธี

นับตั้งแต่หลวงปู่แขก เข้ามารับตำแหน่ง เจ้าอาวาสวัดสุนทร ประดิษฐ์ ได้พัฒนาศาสนสถาน และเสนาสนะ ภายในวัดมา อย่างต่อเนื่อง จนมีทุกอย่างครบครัน เป็นวัดสำคัญ ประจำอำเภอ

นอกจากนี้ ยังได้ร่วมพัฒนา วัดอื่นๆ ในอำเภอที่ขาด แคลนในด้านศาสนสถาน อาทิ ศาลา กุฏิ หอสวดมนต์ หอฉัน เป็นต้น

หลวงปู่แขก ปภาโส

ประสบการณ์ในการปลุกเสก วัตถุมงคล

หลวงปู่แขกได้มุ่งมั่นค้นคว้า เรียนรู้ทางด้าน ว่าน อันเป็นพืชกายสิทธิ์ที่มีสรรพคุณทางด้านคงกระพัน มหาเสน่ห์ มหาลาภ มหาคุ้มคุ้มครองป้องกัน มหาโชค และสมุนไพร ที่มีสรรพคุณทาง ยารักษาโรคจนสามารถปลูกเลี้ยงว่านและสมุนไพรไว้ในบริเวณวัด และกุฏิมากมายหลายชนิดและได้ใช้ว่านสมุนไพรเหล่านี้ช่วยชาวบ้าน ที่ถูกงูพิษกัดรอดตาย

มานับไม่ถ้วน นอกจากนี้ ท่านยังมีประสบการณ์ ในการปลุก เสกวัตถุมงคลด้วย อาทิปลุกเสกน้ำมนต์ จนโอ่งแตก ที่จังหวัดพิจิตร การลอยตัวลงจากอาสนะขณะ ปลุกเสกน้ำมนต์ ที่นครลอสแอนเจลิส ประเทศสหรัฐอเมริกา และการปลุกเสกประจุ พลังยกวัตถุมงคล ที่หนักกว่า 50 กิโลกรัมให้ลอยเหนือศีรษะด้วยมือ เพียงข้างเดียว

พิธีเททองสมเด็จ พระนเรศวรมหาราช ที่ค่าย นเรศวรมหาราช ขณะที่มีการเป่าแตรเททอง เกิดปรากฏการณ์ คนนับพันเห็นกับ ตาว่า หลวงปู่แขกลอยได้ ที่สำคัญ ท่านยัง เป็นหนึ่ง ในเกจิอาจารย์ ที่ร่วมปลุกเสก พระสมเด็จรุ่น 100 ปี วัดระฆังฯ ปี 2515 และสร้างความ ฮือฮาขณะอธิษฐานจิต เพราะร่างของท่าน สั่นสะท้าน แล้วหล่นลง จากธรรมาสน์

พุ่งไปตามพื้นทั้งๆ ที่หลับตาในท่าสมาธิ จนกระทั่งไปชน กองวัตถุมงคลจนผู้ที่อยู่ในพิธีต้อง ช่วยกันพยุงร่างท่านไป นั่งยังที่เดิมปรากฏว่า ท่านก็ยังนั่งสมาธิ หลับตาอยู่ สำหรับวัตถุมงคล หลวงปู่แขก ปภาโส เรื่องประสบการณ์ นั้นมากจริงๆ และแต่ละรุ่น สร้างน้อยมาก

จึงเป็นที่ต้องการ ของเหล่าบรรดาศิษย์ และคนทั่วไป ทำให้วัตถุมงคล ของท่านหายาก และใครมี ต่างหวงแหนกันมาก เพราะรู้ถึงพุทธคุณดีว่าสุดยอดแค่ไหน เรื่องมหาอุด แคล้วคลาด คุ้มครอง ป้องภัย เรียกได้ว่าใครมีไว้บูชาถือว่าเป็นศิริมงคล อย่างยิ่ง มั่นใจเชื่อใจได้เต็มร้อย ในพุทธคุณ

มรณภาพ ละสังขาล

เมื่อวันที่ 2 พ.ย. ได้มีข่าวว่า ผู้ว่าราชการจังหวัด พิษณุโลก เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 20 ต.ค. ท่านเจ้าคุณพระมงคลสุธี หรือหลวงปู่แขก ปภาโส อายุ 94 ปี เจ้าอาวาสวัด สุนทรประดิษฐ์ อ.บางระกำ จ.พิษณุโลก มีอาการปวดศีรษะอย่างรุนแรง และหมดสติ ทางวัดจึงนำส่ง โรงพยาบาลพิษณุเวช และส่งต่อไปรักษาที่ โรงพยาบาลพุทธชินราช

โดย นายแพทย์วิสิทธิ์  เสถียรวันทนีย์ รองผู้อำนวยการ ฝ่ายการแพทย์และแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้าน ระบบประสาทของ โรงพยาบาลได้วินิจฉัยอาการพบว่า อาการปวดศีรษะ อย่างรุนแรง เกิดจากเส้นโลหิตโป่งพองในสมองแตกเลยได้ทำการผ่าตัด แต่อาการ ก็ยังคงไม่ดีขึ้น ไม่รู้สึกตัว กระทั่งเมื่อเวลา 15.25 น.ของวันนี้ หลวงปู่แขกอาการ ทรุดลงและมรณภาพ ทางลูกศิษย์เตรียมเคลื่อน ศพกลับวัดเพื่อประกอบ พิธีทางศาสนาต่อไปครับ

ขอขอบพระคุณ บทความ ประวัติเกจิดีๆ โดย สโบเบ็ต888

อ่านบทความส่งเสริมการลงทุน >> คลิ้ก <<

Categories
รวมบทความ

พ่อสุวรรณ ธีรสัทโธ

ประวัติ พ่อสุวรรณ ธีรสัทโธ เกจิ เปี่ยมไปด้วยเมตตา

หลวง พ่อสุวรรณ ธีรสัทโธ แห่งวัดยาง ต.ห้วยไผ่ อ.แสวงหา จ.อ่างทอง พระเกจิอาจารย์เจ้าตำรับตะกรุดโทน ได้รับการยกย่องว่าเป็นเกจิอาจารย์ระดับแนวหน้า เอกอุด้านวิทยาคมเป็นที่เลื่องลือไปทั่ว

ได้รับสมญานาม จากคณะ ศิษยานุศิษย์ที่เลื่อมใส ศรัทธาว่าเป็น เทพเจ้าแห่งแดนวีรชนใจกล้า และเปี่ยมไป ด้วยความเมตตา

ชาตกําเนิดพ่อสุวรรณ ธีรสัทโธ

ท่านเกิดในสกุล บัวสรวง เมื่อวันที่ 1 มกราคม 2487 ที่บ้านทับยา ต.บ้านไร่ อ.อินทร์บุรี จ.สิงห์บุรี โยมบิดา-มารดา ชื่อ นายอินและนางก้อย บัวสรวง ประกอบอาชีพกสิกรรมและค้าขาย

ในช่วงวัยเยาว์ จบชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ที่โรงเรียนวัดบ้านไร่ ก่อนลาออกมาช่วยครอบครัวหาเลี้ยงชีพ ย่างเข้าวัยหนุ่ม ได้ประกอบอาชีพเป็นตัวแทนขายเคมีภัณฑ์ตามที่ญาติแนะนำ

อุปสมบท พ่อสุวรรณ ธีรสัทโธ

กระทั่งอายุ 42 ปี เกิดความเบื่อ หน่ายทางโลก และต้องการ บวชทดแทนคุณบุพการี จึงเข้าพิธีอุปสมบท ณ พัทธสีมาวัดคำหยาด อ.โพธิ์ทอง จ.อ่างทอง โดยมี พระครูเกษมจริยคุณ เจ้าคณะ อำเภอเมืองอ่างทอง เจ้าอาวาสวัดไทรย์ เป็นพระอุปัชฌาย์ พระครูโฆสิษโชติคุณ เจ้าอาวาสวัดคำหยาด เป็น พระกรรมวาจาจารย์ และพระปลัดบุญยัง เขมปัญโญ วัดขุนอินทประมูล เป็น พระอนุสาวนาจารย์

เมื่ออุปสมบท ได้อยู่จำพรรษา ที่วัดคำหยาด สามารถสอบ ได้นักธรรมชั้นเอก และออกท่องธุดงค์ ไปตามสถานที่ต่างๆ ในประเทศ ครั้งหนึ่ง มีโอกาสไปพำนัก ที่วัด พรหมประกาสิต ถ้ำสามพี่น้อง ต.กลางดง อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา ปฏิบัติ กัมมัฏฐาน บำเพ็ญเพียร

เมื่อปฏิบัติ ธรรมสมหวัง จึงเดินทาง มาจำพรรษา ที่วัดคำหยาด ศึกษาร่ำเรียนสรรพวิทยาคมสายหลวงพ่อแป้น วัดบ้านไร่ หลวงพ่อแพ วัดพิกุลทอง จ.สิงห์บุรี พระเกจิดัง ได้ถ่ายทอดวิชาให้อย่างครบถ้วน

พ.ศ.2535 คณะสงฆ์ จังหวัดอ่างทอง ได้มอบหมายให้ท่านบูรณปฏิสังขรณ์วัดยาง ต.ห้วยไผ่ อ.แสวงหา จ.อ่างทอง ตั้งอยู่ริมคลองห้วยไผ่ฝั่งตรงข้ามวัดโพธิ์เก้าต้น และอนุสรณ์ สถานค่ายบางระจัน อ.บางระจัน จ.สิงห์บุรี

วัดยาง ถูกทิ้งร้างมาตั้ง แต่สมัยศึก บางระจัน เสนาสนะที่หลงเหลือมีเพียงวิหารฐานอ่อนโค้ง อยู่ในสภาพ ปรักหักพัง ไม่มีหลังคา

หลวงพ่อสุวรรณ ได้จัดสร้าง ตะกรุดเมตตามหานิยม แคล้ว คลาดคงกระพัน เพื่อให้บูชารวบรวมจตุปัจจัย จนสามารถก่อสร้างอุโบสถ ศาลาการเปรียญ เมรุ กุฏิสงฆ์ หอสวดมนต์ อนุสรณ์สถานวีรชนไทยใจกล้า เป็นต้น

หลวงพ่อสุวรรณ เป็นที่ยอมรับ และศรัทธาของ คณะศิษยานุศิษย์ เชื่อกันว่าท่านมีคาถาอาคมทรง พุทธคุณครอบจักรวาล โดยเฉพาะด้านเมตตามหานิยม และด้านมหาอำนาจปกป้องผองภัยสารพัด

วัตถุมงคลของท่าน ล้วนแต่ได้รับ ความนิยมจากประชาชน เนื่องจากมีพุทธคุณครอบจักร วาล โดดเด่นหลายด้าน ที่ได้รับความนิยม คือตะกรุดที่ปรากฏปาฏิหาริย์ แก่ผู้บูชา เอกลักษณ์เฉพาะสร้าง ตามตำราพิชัยสงคราม ยันต์จารมือธาตุดิน น้ำ ลม ไฟ (นะ มะ พะ ทะ) และยันต์ถอด (ทะ พะ มะ นะ) จึงเท่ากับ 16 ตาราง คือ ยันต์พระเจ้า 16 พระองค์

พ่อสุวรรณ ธีรสัทโธ

ประสบการณ์ตะกรุดโทนหลวงพ่อสุวรรณ

ตะกรุดของหลวงพ่อสุวรรณฯ มีประสบการณ์พี่น้องฝาแฝด อายุ 15 ปี ถูกกลุ่มวัยรุ่นรุมส กัมทั้งยิง ทั้งแทงแต่รอดตาย ราวปาฏิหารย์แค่เสื้อขาดกับรอยช้ำตามร่างกายเท่านั้น เป็นเพราะพี่น้องฝาแฝด คู่นี้พกตะกรุดโทน และ เหรียญเสมาหลวงพ่อ สุวรรณ คุ้มครอง

อีกเหตุการณ์หนึ่งมี เจ้าหน้าที่ตำรวจ นปพ.ภ.จ.อ่างทอง ล้อมจับผู้ค้ายาบ้าถูกยิงด้วยปืนลูกซอง เต็มหน้าอกแต่ ไม่เข้าก็เป็นเพราะตะกรุดหลวงพ่อสุวรรณคุ้มครองจึงรอดตาย หลวงพ่อสุวรรณฯ เป็นพระที่ใจดีมีเมตตา ถ้าผู้ใดได้ไปกราบนมัสการท่าน แล้วลงนะหน้าทองกลับมาจะโชคดีตลอดกาลและผู้ใดพกตะกรุดของท่าน ไม่มีวันตายโหงแน่ครับ

วิชา นะหน้าทอง ขุนแผนชมตลาด อันลือลั่น

หากท่าน เคยได้รับการ ลงนะหน้าทอง ท่านจะได้ยินหลวงพ่อสุวรรณ ท่านสวดพระคาถาศักดิ์สิทธิ์อยู่ตลอดเวลา ไม่ขาดปาก ในขณะที่กำลังลงทอง และเจิมจาร ลงในลิ้น และ ที่หน้าผากของเรา ใช่มั๊ยครับ นั่นแหละ ความศักดิ์สิทธิ์ ทั้งหลายทั้งมวล ได้ก่อเกิดขึ้น ณ ขณะนั้น เวลานั้น เราท่าน ก็จะสัมผัสได้ ในทุกเวลานาที

จนกระทั่งท่านลงให้เสร็จสิ้นเรียบร้อย เราก็จะรู้สึกได้ว่า หน้าของเรา ใจของเรา เปลี่ยนไป อิ่มอก อิ่มใจ อย่างไรไม่รู้ อธิบายไม่ถูก แต่สุขใจ เหลือประมาณ วันนี้ วิชา นะหน้าทอง ขุนแผน ชมตลาด และ พระคาถาต่างๆ จะได้ถูกถ่ายทอด

ได้รับรู้รับทราบ กันอย่าง ครบถ้วน และ สามารถ นำไปใช้ นำไปสวด ไปเสริม เพื่อเพิ่ม บารมีเมตตา ให้กับตัว ของท่านเองได้ อย่างสมบูรณ์แล้ว ท่านเพียงแต่ บูชาครูอาจารย์ แล้วท่าน ก็จงศึกษา รับเอาตำราวิชานี้ ไว้ใช้เถิด หากเกิดผลดีประการใดแล้ว ก็หมั่นไปกราบไหว้ เคารพครูบาอาจารย์ คือ หลวงพ่อสุวรรณ แห่งวัดยาง จังหวัดอ่างทอง กันบ่อยๆ ก็แล้วกัน

จบวิชา นะหน้าทอง เพียงเท่านี้ ขณะว่าพระคาถาต่างๆ ก็ให้นำแผ่นทองคำ เปลวแท้ๆ ปิดลงที่ลิ้น และ ที่หน้าผาก ขณะภาวนาพระคาถา ก็ให้ใช้นิ้วกลาง คลึงแผ่นทอง ให้ซึมหาย เข้าไปในใบหน้า เสร็จแล้วตั้งจิตอธิษฐานขอเอา ตามประสงค์ ผู้ที่เชื่อมั่น หมั่นปฏิบัติ และภาวนา ไม่ช้าไม่นาน ก็จักสำเร็จ สมหวัง ดังที่ปรารถนา ตามพลังบุญอัน สมควรแห่งตนนั้นเองครับ ทุกท่าน

ขอขอบพระคุณ บทความ ประวัติเกจิอาจารย์ โดย ufabet168

อ่านบทความส่งเสริมการลงทุน >> คลิ้ก <<

Categories
รวมบทความ

หลวงพ่อฟู วัดบางสมัคร

ประวัติหลวงพ่อฟู วัดบางสมัคร เกจิดัง แห่งเมืองแปดลิ้ว

หลวงพ่อฟู วัดบางสมัคร

หลวงพ่อฟู วัดบางสมัคร เมืองแปดริ้ว แห่งลุ่มน้ำบางปะกง ประตูสู่ภาคตะวันออกดินแดน เศษรฐกิจของประเทศอันเป็นรากฐานของประเทศ ดินแดนแห่งนี้อุดมไปด้วยทรัพยากรณ์ ทั้งแร่ธาตุ และแหล่งท่องเที่ยว รวมทั้งในแง่ศาสนาและความเชื่อ ดินแดนนี้มากมายไปด้วยเกจิอาจารย์

เก่งกล้าวิทยาคม มีชื่อเสียงระดับประเทศมากมาย หนึ่งในนั้นมีนามของ พระเดชพระคุณ ท่านเจ้าคุณ พระมงคลสุทธิคุณ หรือ หลวงพ่อฟู อติภทฺโท เจ้าอาวาสวัดบางสมัคร อ.บางประกง จังหวัดฉะเชิงเทรา ศิษยานุศิษย์ต่างขนานนามท่านว่า “เทพเจ้าแห่งลุ่มน้ำบางปะกง”

ชาติกําเนิด หลวงพ่อฟู วัดบางสมัคร

หลวงพ่อฟู เกิดเมื่อวันอาทิตย์ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2465 อุปสมบท เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2485 โดยมี พระครูพิบูลย์คณารักษ์ หลวงพ่อดิ่ง วัดบางวัว เป็นพระอุปัชฌาย์ ปัจจุบันอายุ 97 ปี 70 พรรษา หลวงพ่อฟูเป็นพระสุปฏิปันโน พระนักปฏิบัติ ผู้เปี่ยม ด้วยเมตตา อาคมขลัง สืบทอดพุทธาคมจากครูบาอาจารย์ ที่โด่งดังหลายรูป เช่น สายหลวงพ่อดิ่ง วัดบางวัว พระอุปัชฌาย์ ที่เมตตา และ ถ่ายทอดวิชา ให้ทั้งหมด

หลวงพ่อปานวัดบางเหี้ย ศึกษาต่อจาก หลวงพ่อจอม หลวงพ่อเหลือ วัดสาวชะโงก หลวงพ่อคง วัดวังสรรพรส จันทบุรี ทั้งวิชา เสืออาคม เสือสมิง ปลัดขิก หลวงพ่อเริ่ม วัดจุกกระเชอ ซึ่งถ่ายทอดวิชา หน้าผากเสือ และปลัดขิก หลวงพ่ออี๋ วัดสัตหีบ อันลือลั่น และยังถือ ได้ว่าเป็น ศิษย์องค์สุดท้ายของหลวงพ่อดิ่ง ที่ได้รับการถ่าย ทอดวิทยาคม ในการสร้างวัตถุมงคล ลิงหรือหนุมาน อันลือเลื่อง และสุดยอด วิชาของ หลวงพ่อดิ่งคือวิชา “สูญผีไล่ผี คาถาพระเจ้า สิบหกพระองค์”

อุปสมบท หลวงพ่อฟู วัดบางสมัคร

หลวงพ่อฟู เข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์ เมื่ออายุครบ 20 ปี ในวันที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2485 ที่วัดบางสมัคร โดยมี พระครูพิบูลย์คณารักษ์ หลวงพ่อดิ่ง วัดบางวัว ผู้เป็นพระอาจารย์ เป็นพระอุปัชฌาย์ หลวงพ่อชื่น วัดทองนพคุณ เขตคลองสาน กรุงเทพฯ เป็นพระกรรมวาจาจารย์ พระครูเมธีธรรมโฆสิต พระมหาจอม วัดบางสมัคร เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้รับฉายาว่า อติภัทโท หลังจาก อุปสมบทแล้ว ท่านได้ศึกษาด้านคันถธุระ ที่วัดทองนพคุณ กรุงเทพฯ

หลวงพ่อฟู วัดบางสมัคร

จนสามารถสอบ ได้นักธรรมโท และต่อมา เมื่อปี พ.ศ. 2487 ท่านได้ไปจำพรรษาที่วัด อุทยานที จ.ชลบุรี เพื่อเรียน นักธรรมเอก จนกระทั่งปี พ.ศ. 2492 ท่านก็สอบ ได้เปรียญธรรม 4 ประโยค ต่อมาพรรษาที่ 16 พ.ศ.2501 หลวงพ่อฟูท่าน ได้รับแต่งตั้ง ให้ดำรง ตำแหน่ง เจ้าอาวาสวัดอู่ตะเภา จ.ชลบุรี เลื่อนอันดับเป็น พระกรรมวาจาจารย์ และตำแหน่ง เจ้าคณะตำบลหนองไม้แดง จ.ชลบุรี จนกระทั่งปี พ.ศ. 2503

ได้รับการแต่งตั้งให้ เป็นพระอุปัชฌาย์ ต่อมาเมื่อ พ.ศ. 2505 ตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดบางสมัคร จ.ฉะเชิงเทรา ว่างเว้นลง ชาวบ้านและญาติโยมจึงนิมนต์ท่านให้มาเป็นเจ้าอาวาสวัดบาง สมัครจวบจนปัจจุบัน ทั้งชีวิตท่านอุทิศเพื่อพระศาสนา ได้พัฒนาวัดบางสมัคร จนเจริญรุ่งเรือง เป็นวัดที่ใหญ่โตและกว้างขวาง วันนี้มีพระอุโบสถ

ที่ใหญ่ที่สุดในเขต อ.บางปะกง ในปี พ.ศ. 2534 ท่านได้รับรางวัลพระราชทาน เสมาธรรมจักรทองคำ สาขาเผยแผ่ พระพุทธศาสนาจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี สร้างความปลื้มปีติให้แก่ศิษยานุศิษย์ทั่ว ทุกหย่อมหญ้า ในด้านการศึกษา หลวงพ่อฟู ท่านได้รับการแต่งตั้งเป็นกรรม การตรวจ ธรรมสนามหลวง เป็นครูสอนพระปริยัติธรรมให้ พระภิกษุสามเณร รุ่นใหม่อีกด้วย

ศึกษาวิชากับอาจารย์

หลวงพ่อฟู ได้ชื่อว่าเป็นผู้สืบสาน วิทยาคม สายตรงจาก หลวงพ่อดิ่ง วัดบางวัว โดยแท้ เนื่องจากเป็นพระอุปัชฌาย์ ของท่านและยังเป็นเกจิอาจารย์ที่มีอาคมขลังยิ่ง วัตถุมงคล ที่ได้รับความ นิยมและกล่าวขานกันมากคือ เหรียญรูปไข่ รุ่นแรก พ.ศ. 2481 ตะกรุดเสือเสื้อยันต์ ลิงจับหลักแกะจากรากพุดซ้อน ว่ากันว่า หลวงพ่อดิ่ง ได้ถ่ายทอดวิชา “สูญผีไล่ผี คาถาพระเจ้า สิบหกพระองค์

อันเป็นวิชาชั้น สูงสุดของท่าน และวิชาการสร้างลิง จับหลักที่แกะจากรากต้นพุดซ้อนให้หลวงพ่อฟู จนหมดสิ้น หลวงพ่อคง วัดวังสรรพรส จ.จันทบุรี ก็ได้ประสิทธิ์ประสาทวิชาทำเครื่อง รางของขลัง “ตะกรุด ผ้ายันต์ ปลัดขิก เสืออาคม เสือสมิง การเขียน และลบผงอิทธิเจ ปถมัง ตรีนิสิงเห และการสร้างพระปิดตา

หลวงพ่อฟู วัดบางสมัคร

ให้แก่หลวงพ่อฟูเช่น กันนอกจากนี้ หลวงพ่อบุญมีวัดบึงกระจับจ.ฉะเชิงเทรา พระอาจารย์ ผู้โด่งดังทาง ด้านการสร้างลูกอม ก็ได้ถ่ายทอดวิชากรรมฐานใน การออกธุดงค์ คาถาที่ใช้ภาวนา คือ อะระหัง กับ นะ ขัตติยะ” ให้กับหลวงพ่อฟู ด้วยหลวงพ่อเริ่ม วัดจุกเฌอ จ.ชลบุรี ก็เป็นอาจารย์อีกรูปหนึ่งที่หลวงพ่อฟู ให้ความเคารพ

หลวงพ่อเริ่มนั้น ไม่ธรรมดาสืบสานวิชา ฝนแสนห่า และ สีผึ้งเจ็ดจันทร์ จากหลวงพ่ออ่ำ วัดหนองกระบอก วิชาทำปลัดขิก วิชาหน้าผากหนังเสือ จากหลวงพ่ออี๋ วัดสัตหีบ โดยตรง วิชาทำผง 12 นักษัตรของ หลวงปู่เทียนวัดโบสถ์ วิชาการสร้าง พระปิดตา และวิชา โหราศาสตร์จากสมเด็จพระสังฆราช อยู่ วัดสระเกศฯ กรุงเทพฯ วิชาเหล่านี้ หลวงพ่อ เริ่มได้ถ่ายทอดให้หลวงพ่อฟูใน ฐานะศิษย์เอกจน ครบถ้วนด้วย

ขอขอบพระคุณ บทความชีวประวัติเกจิอาจารย์ดัง โดย ufa168

อ่านบทความส่งเสริมการลงทุน >> คลิ้ก <<

Categories
รวมบทความ

หลวงพ่อชาญ วัดบางบ่อ

ประวัติหลวงพ่อชาญ วัดบางบ่อ อริยะโลกที่6

หลวงพ่อชาญ วัดบางบ่อ

หลวงพ่อชาญ วัดบางบ่อ พระครูวิจารณ์ธรรมคุณ หรือที่ชาวบ้านมักเรียกขานว่า หลวงพ่อชาญ อิณมุตโต ด้วยเป็นนาม ที่คุ้นเคยต่อ การเรียกขานของบรรดาศิษยานุศิษย์ รวมทั้งผู้ใกล้ชิด ที่เลื่อมใสศรัทธา ชื่อเสียงของท่าน เป็นที่รับรู้กัน ทั่วท้องทุ่งเมือง สมุทรปราการ ถึงความขลังความศักดิ์สิทธิ์ของวัตถุมงคล ที่สามารถพลิกผัน สถานการณ์อันเลวร้าย ให้กลับกลายเป็นดีได้ อย่างน่าอัศจรรย์

ชาติกําเนิด หลวงพ่อชาญ วัดบางบ่อ

หลวงพ่อชาญท่านนั้น มีนามเดิมว่า นาย ชาญ รอดทองท่านเกิดเมื่อ วันที่ 3 เมษายน 2457 ที่ ต.เกาะไร อ. บ้านโพธิ์ จ.ฉะเชิงเทราชีวิตในวัยเด็กเป็นคนที่เรียบง่าย อ่อนน้อมถ่อมตน ชอบเข้าวัดฟังธรรม เรียนจบชั้น ป.5 จากโรงเรียนอภัยพิทยาคาร วัดแก้วพิจิตร จ.ปราจีนบุรี แล้วออกมาช่วยบิดามารดาทำนา

อุปสมบท หลวงพ่อชาญ วัดบางบ่อ

เมื่ออายุได้ 20 ปีบริบูรณ์ จึงเข้าพิธีบรรพชาอุปสมบท เมื่อวันที่ 3 เมษายน 2476 มีพระอธิการ บุญเหลือ โสภโณ วัดเทพราช อ.บ้านโพธิ์ จ.ฉะเชิงเทรา เป็นพระอุปัชฌาย์ ได้รับฉายาว่า อิณมุตโต หลังอุปสมบทได้อยู่จำพรรษาที่วัดคลองสวน ต่อมาย้ายมา อยู่ที่วัด นิยมยาตรา จำพรรษาอยู่ 32 พรรษา

ระหว่างที่จำพรรษา อยู่ที่อำเภอ บ้านโพธิ์ ได้มีโอกาส ศึกษาวิชากัมมัฏฐานจาก พระเกจิอาจารย์ ชื่อดังยุคอินโดจีน 2 ท่าน คือ หลวงพ่อเหลือ วัดสาวชะโงก และ หลวงพ่อจาด วัดบางกระเบา จ.ปราจีนบุรี

 หลวงพ่อชาญ ได้เรียนวิชา กัมมัฏฐาน 40 กอง จากหลวงพ่อจาด วัดบางกะเบา หลวงพ่อชาญ เล่าว่า การเรียนกัมมัฏฐานเป็นวิธีฝึกจิต ให้เกิดสมาธิ เมื่อมีสมาธิ ก็เกิดปัญญา และมองได้ว่า ทุกสิ่งทุกอย่าง ในโลกนี้ล้วนไม่เที่ยง มีเกิด แก่ เจ็บ ตาย สรุป คือไม่มีอะไรเลย เพื่อให้ปลงและหลุดพ้น

ในบรรดา พระอาจารย์ ของหลวงพ่อชาญ ทั้งหมด หลวงพ่อเหลือ ถือเป็นปฐมอาจารย์ ก็ว่าได้ หลวงพ่อเหลือ เป็นพระที่ใฝ่รู้ ศึกษาค้นคว้าทางพระเวทวิทยาคม ด้านมหาอุด คงกระพัน แคล้วคลาด และยาแผนโบราณ

หลวงพ่อชาญ วัดบางบ่อ

ออกเดินทางธุดงค์ ศึกษาวิชาความรู้

หลังศึกษาอยู่ กับหลวงพ่อเหลือ จนวิชาแกร่งกล้าแล้ว จึงได้ออกธุดงค์จนพบกับหลวงพ่อปาน วัดบางเหี้ย จ.สมุทรปราการ และได้เข้าฝากตัวเป็นศิษย์ในครั้งนี้ ท่านได้พบ กับสหธรรมิก คนสำคัญท่านหนึ่ง คือ หลวงพ่อนก วัดสังกะสี จ.สมุทรปราการ หลวงพ่อชาญ ศึกษาวิชาพื้นฐานสมถกรรมฐาน และการตั้งธาตุหนุน ธาตุประจุในวัตถุมงคล

ซึ่งวิชานี้ หลวงพ่อเหลือ ได้รับการถ่ายทอด มาจากหลวงพ่อปาน ทำให้ได้ตกทอดมา อยู่กับ หลวงพ่อชาญ สำหรับการ ตั้งธาตุหนุนนั้น ลูกศิษย์ในสายของ หลวงพ่อเหลือ ทราบกันดีว่าเป็นหัวใจหลัก ของการปลุกเสกวัตถุมงคล

ผลงานด้านการ ดูแลศาสนสมบัติ หลวงพ่อชาญ ได้จัดสร้างอาคารเสนาสนะต่างๆ มากมาย ทั้งศาลาการเปรียญ กุฏิทรงไทย ซุ้มประตู โรงเรียน พระปริยัติธรรม และเมรุไร้ควัน จนได้รับการยก เป็นวัดพัฒนาดีเด่นในปี พ.ศ.2547

ด้านการ ศึกษา ได้จัดให้มี การสร้างโรงเรียน ประถมวัดบางบ่อ พร้อมทั้งสนับสนุน โรงเรียน ทุกโรงเรียน ที่อยู่ในเขตปกครอง ด้วยทุน ทรัพย์ที่ชาวบ้านในย่านนั้น ให้การ บริจาคไว้

ซึ่งท่านได้ จัดตั้ง กองทุน เอาไว้ส่งเสริมให้ เด็กนักเรียน ได้มีโอกาสได้รับการศึกษา รวมทั้งพระภิกษุ-สามเณรด้วย ท่านได้ส่งพระภิกษุ-สามเณรที่สนใจใฝ่การศึกษาเหล่านั้น ไปรับการศึกษา ในกรุงเทพฯ บางรายประสบความสำเร็จทางด้านการ ศึกษาทั้งทางโลก และทางธรรม โดยอาศัยปัจจัยจากกองทุนการ ศึกษาที่ท่านจัด ตั้งขึ้น

ลำดับการ ปกครองคณะสงฆ์ พ.ศ.2510 ดำรง ตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดบางบ่อ พ.ศ.2513 ได้รับแต่งตั้ง เป็นเจ้าคณะ อำเภอบางบ่อ พ.ศ.2541 ได้รับแต่งตั้งเป็น ที่ปรึกษาเจ้า คณะอำเภอบางบ่อ จนถึงปัจจุบัน ลำดับสมณศักดิ์ พ.ศ.2510 ได้รับพระราชทาน เลื่อนสมณศักดิ์

เป็นพระครูสัญญาบัตรที่ พระครูวิจารณ์ธรรมคุณ พ.ศ.2551 ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์ เป็นพระราชาคณะชั้นสามัญ ที่ พระมงคลวรากร

การสร้างวัตถุมงคล ของหลวงพ่อชาญนั้น นานครั้งถึงจะจัดสร้างสักครั้งหนึ่ง เช่น พระเหรียญและพระผง 80 ปี เหรียญนั่งเสือ เสือหล่อ เสือไม้แกะจากไม้งิ้วดำ ไม้พะยูง และอื่นๆ เป็นต้น

แต่ส่วนมากญาติโยม จะมาขอสร้างท่าน ก็เมตตาอนุญาต ให้จัดสร้าง หลวงพ่อชาญ เป็น พระสุปฏิปันโน เป็นพระแท้ ที่น่าเลื่อมใส ศรัทธาเป็นอย่างยิ่ง ชื่อเสียงโด่งดัง มานาน เป็นที่กล่าวขานในหมู่ศิษย์ชาวบางบ่อ และชาวปากน้ำถึง ความขลังความ ศักดิ์สิทธิ์ และจริยวัตร ทำให้ท่านได้รับกิจนิมนต์ ไปนั่ง ปรกปลุกเสก วัตถุมงคลในพิธี พุทธาภิเษกวัตถุมงคลสำคัญ ทั่วประเทศ

สำหรับวัตถุมงคลของท่านที่มีประสบการณ์และกล่าวขานกันถึงพุทธคุณ ได้แก่ เหรียญนั่งเสือ ปี พ.ศ.2550 ถือได้ว่าเป็นเหรียญยอดนิยมในขณะนี้ นอกจากนี้ ยังมีวัตถุมงคลดังอีกหลายรุ่น อาทิ เหรียญหล่อโบราณเนื้อเงิน, พระกริ่ง รุ่นมงคลวรากร, เหรียญโปร่งฟ้าหลวงพ่อชาญ, พระผงรูปเหมือนหลวงพ่อชาญ นั้นเอง

มรณภาพ ละสังขาล

เมื่อเวลา 12.00 น. วันที่ 10 ก.ค.61 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่วัดบางบ่อ อ.บางบ่อ จ.สมุทรปราการ คณะสงฆ์วัดบางบ่อ และคณะศิษยานุศิษย์ ได้ทำการเคลื่อนย้ายสังขารของ ท่านเจ้าคุณพระมงคลวรากร ที่ปรึกษาเจ้าคณะอำเภอบางบ่อ/เจ้าอาวาสวัดบางบ่อ จาก รพ.บางบ่อ มายังวัด หลังมรณภาพด้วยโรคชรา เมื่อเวลา 07.00 น.

ขอขอบพระคุณ บทความชีวประวัติเกจิอาจารย์ โดย ufabet

อ่านบทความส่งเสริมการลงทุน >> คลิ้ก <<

Categories
รวมบทความ

มีดหมอ หลวงพ่อกวย

ประวัติที่มาของ มีดหมอ หลวงพ่อกวย

มีดหมอ หลวงพ่อกวย

มีดหมอ หลวงพ่อกวย เป็นเครื่องรางที่หลายๆคนอยากได้ เพราะมีดหมอของหลวงพ่อกวยเเท้ๆ ใครก็อยากมีไว้ประจำบ้าน หรือพกติดตัวในยามค่ำคืน เดินทางเข้าป่าเข้าดง

การใช้มีดหมอ หลวงพ่อท่านสั่งว่า เจอปืนอย่าชักออกจากฝัก ถ้าสู้กับผีให้ชักออกได้  ยามค่ำคืนไว้หัวนอน ให้ชักมีดออกมานิดนึง มีดหมอหลวงพ่อดีทุกด้าน ทั้งมหาอุดเเละป้องกัน ภูตผีปีศาจ อวิชชา มนต์ดำ คุณผีคุณคนต่างๆ

ปัจจุบัน ผมว่า นอกจากมีดคุณ พ่อเดิมเเล้ว มีดหมอหลวงพ่อกวย เป็นมีดหมอที่เเพงที่สุดในบรรดาเกจิในสายคุณพ่อเดิม เเละของเเท้ ก็หายากมากๆ จำนวนมีดหมอที่หลวงพ่อทำมาทั้งหมด ก็ไม่มาก มีดลายอาจารย์ทรง ไม่น่าเกินสองร้อยกว่าเล่ม เเละมีดหมอลายอื่นที่หลวงพ่อสั่งทำอีก เช่นช่างพยุหะเเละช่างอื่นๆในท้องที่

นับรวมกันเเล้ว ก็ไม่น่าจะมีมาก ถ้าเปรียบกับจำนวนศิษย์หลวงพ่อที่มี ในปัจจุบันเเละที่กำลังเพิ่มจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆตามเวลา กำลังความต้องการมีมาก เเต่จำนวนการตอบสนองมีน้อย จึงส่งผลให้มีดหมอหลวงพ่อกวย เเพงมากในตอนนี้

มีดหมอ หลวงพ่อกวย ผมเคยคุยกับบุคคล ที่มีสมาธิ ท่านบอกผมว่า หลวงพ่อกวย ท่านมรณภาพไปนานเท่าใด ท่านจะยิ่งดังขึ้นมากขึ้นเรื่อยๆ อนาคต ผู้คนจะหลั่งไหลไปวัดหลวงพ่อมากมาย เหมือนกับสมัยที่ท่านยังเคยดำรงค์สังขารอยู่ เพราะบารมีท่านสูง เเละท่านรักเเละคอยช่วยเหลือศิษย์ของท่าน

นับจากวันที่เวปนี้กำเนิดขึ้น จนถึงปัจจุบัน วัตถุมงคลของหลวงพ่อมีการเล่นหา เช่าซื้อในราคาที่เเตกต่าง มากจากอดีต พระของหลวงพ่อเเพงทุกวันนี้ ไม่ใช่เพราะการปั่นราคา พระเเบบที่ทำกัน เเต่เป็นเพราะประสบการณ์ ศรัทธาก่อให้เกิดประสบการณ์ ประสบการณ์ก็เป็นกำลังต่อศรัทธา เเละเป็นตัวผลักดันในเรื่องการเช่าหาในด้านของราคา

พระหลวงพ่อกวยมีราคาเช่าหาเพิ่มขึ้นเเบบมีขั้นตอนหรือมีการพัฒนาเป็นลำดับ เป็นไำปตามธรรมชาติ การเช่าหามีการขยับราคาเพิ่มขึ้นเรื่อยๆเเละเป็นไปอย่างช้าๆตามเวลา อย่างนี้เเหละที่ไม่ใช่การปั่น อย่างพระที่ราคาถูกๆ เเล้วเเพงขึ้นมาเเบบฉับพลันทันด่วน เเบบนั้นเขาเรียกว่า ปั่นราคาเเน่นอน

ตอนนี้ ใครมีพระหลวงพ่อเเท้ๆดีๆ เก็บรักษาให้ดี อยาคตจะเช่าหายาก เพราะราคาจะเเพง เเละพระหลักๆก็จะตกไปอยู่กับผู้มีอันจะกินหรือคนรวยๆซะเป็นส่วนใหญ่

ขออนุญาตนำเสอนข้อมูลมีดหมอ หลวงพ่อกวยรุ่นนึง ที่เป็นมีดรุ่นเก่าเเละเป็นมีดมาตรฐานของหลวงพ่อกวย เป็นมีดชุดที่หาได้ยากมากๆ จนจะกลายเป็นตำนานไปเเล้ว นับตั้งเเต่สะสมพระหลวงพ่อกวยมาตั้งเเต่ปี2535 จนถึงปัจจุบัน ทีผ่านตามา นับรวมได้ 6 เล่ม เท่านั้น พูดได้ว่า เจอไม่ถึง 10 เล่มเลย เทียบกับมีดลายอาจารย์ทรงที่ว่าหายากเเล้ว มีดรุ่นนี้ กลับหายากมากว่ามีดลายอาจารย์ทรงหลายเท่าตัวนัก

มีดหมอ หลวงพ่อกวย

บทสรุป มีดหมอ หลวงพ่อกวย

ต่อไปนี้ เป็นข้อมูลที่ผมสรุป จากที่ผมได้ศึกษา อย่างละเอียด เกี่ยวกับเรื่องมีดหมอที่ท่านตอกให้หลวงพ่อกวย มีดยุคแรกสุด ใครตอกคำตอบคือ มีดยุคแรกสุด หลวงพ่อกวยตอกลายเอง และก็มีตาทอด พี่ชายตาหล่อนตอกบ้าง แต่ไม่มาก และลายไม่ค่อยสวย ทำนองทำไว้ใช้ แจกจ่าย จำนวนไม่มาก มักเป็นมีดเล่มใหญ่ๆ มีดแบบนี้ ยังมีอยู่ที่ชาวบ้าน โอกาสหน้าจะไปหาภาพมาฝาก มีดลายนี้

เป็นมีดก่อนยุคอาจารย์ทรงอาจารย์ ทรงตีมีดให้หลวงพ่อกวยเมื่อไร จำนวนเท่าไร และเลิกตีเมื่อไรคำตอบคือ อาจารย์ทรงเข้ามาบวชวัดหลวงพ่อกวย เมื่อปี2507 เมื่อบวชที่วัดได้ราวสองพรรษา วันนึง เห็นหลวงพ่อกำลังตอกมีดเอง ท่านจึงอาสาขอหลวพ่อตอกให้ หลวงพ่อเลยอนุญาตให้ตอก โดยหลวงพ่อเป็นคนกำหนดยันต์ต่างๆเอง หลวงพ่อให้ค่าแรงตอกมีดเล่มละ 15 บาท

แต่อาจารย์ทรงก็ช่วยหลวงพ่อโดย ไม่ได้คิดค่าจ้างอาจารย์ ทรงเริ่มตอกมีดให้หลวงพ่อกวยเมื่อบวช ที่วัดได้สองพรรษา จึงอยู่ในช่วงปี พ.ศ. 2509ถึง 2510 นั่นเป็นมีดยุคแรกของอาจารย์ทรงจำนวนการตี อาจารย์ทรงบอกว่า น่าจะ700 ถึง800 เล่ม เมื่อตีมีดนาคเกี้ยว 10 เล่ม หรือ 20 เล่ม ก็จะตอกมีด ปลัดไว้เป็น มีดคะแนนเล่มนึง ดังนั้นมีดปลัดจึงมีน้อย และมีจำนวนไม่ตายตัว เพราะ นาคเกี้ยว 10 เล่ม หรือ 20 เล่ม

จะมีมีดปลัดเล่มนึงอาจารย์ทรงตีมีดให้หลวงพ่อกวยตั้งแต่ปี2509 จนปี2519 ท่านก็ย้ายไปอยู่วัดแหลมคาง ช่วงอยู่วัดแหลมคาง หลวงพ่อกวย ก็ยังส่งมีดไปให้ท่านตอกอีกหลวงพ่อกวยเลิกส่งมีดให้อาจารย์ทรงตอก เมื่อตอนที่หลวงพ่อกวยท่านเริ่มไม่สบาย คือช่วงก่อนงานฝังลูกนิมิตรปี๒๑ อาจารย์ทรงจึงหยุดทำ ดังนั้น

มีดลายตอกอาจารย์ทรงจึง มีมาตั้งแต่ปี 2509 ไปจนถึงก่อนงานวัดปี๒๑ จึงไม่แปลกที่ทำไมบางคนเคยไปเช่ามีดอาจารย์ทรงที่วัดเมื่อปี๒๑ อย่าว่าแต่มีดอาจารย์ทรงเลย พระเก่าๆของหลวงพ่อกวย เมื่องานฝังลูกนิมิตรปี๒๑ ยังมีตกค้างมาหลายแบบ เรียกว่า แล้วแต่บุญ วาสนาของแต่ละคนว่าใครจะได้อะไร ขนาดว่า ปี21 บางคนยังโชคดีได้ปรกโพธิ์เก้าไปบูชาก็มีใครตีมีดให้หลวงพ่อกวยคำตอบข้อนี้คือ ตาอุ้ย คนบ้านคู

ตอกให้หลวงพ่อซะ เป็นส่วนใหญ่ เพี่อนๆผมที่หัวเด่น หนองอีกดุก ชาวบ้านในแถบนั้น ไปจนถึงลูกหลาน ของตาอุ้ย และอาจารย์ทรงต่างยืนยันเป็นเสียงเดียวกันหมด ส่วนลุงคลี่นั้น ไม่น่าจะตีมีด ให้หลวงพ่อกวย แต่อุ้ยนั้นแน่นอน เห็นไปว่ากันว่า ตาอุ้ยไม่ได้ตี มีดให้หลวงพ่อ ผมไม่ทราบว่า คนไปหาข้อมูล รู้จักบ้านตาอุ้ยหรือเปล่า เข้าไปบ้านตาอุ้ยถูกไหม แล้วไปเขียนส่งเดช วิจารณ์ส่งเดชกัน ไปแบบนั้น จากที่สอบถามลูกๆหลานๆของตาอุ้ย ตาอุ้ยถึงแก่กรรมราวปี2525 หรือ 2526แสดงว่า ตาอุ้ยเสียชีวิตหลังหลวงพ่อกวยข้อมูลนี้ ไปพ้องกับข้อมูลอาจารย์ทรงที่ว่า

มีดลายอาจารย์ทรง หลวงพ่อกวยเลิกทำ เมื่อท่านไม่สบาย ช่วงก่อนงานผังลูกนิมิตรปี๒๑ ไม่นาน นั่นก็หมายความว่า ตาอุ้ยตีมีดให้หลวงพ่อจนถึงก่อนงานวัดปี๒๑ จากนั้น อีก 4 หรือ 5 ปี ตาอุ้ยก็ถึงแก่กรรมนอกจากนี้ หลวงพ่อกวยยังสั่งมีดจากช่างทางสรรค์บุรีมาอีก

หรืออาจมาจากที่อื่นด้วย เพราะลำพังตาอุ้ยคนเดียว คงตีไม่ทัน แต่ใบมีดเหล่านั้น หลวงพ่อกวย ส่งให้อาจารย์ ทรงตอกลายเองทั้งหมด ยิ่งในช่วงวัดมีงาน หลวงพ่อยังสั่ง มีดพยุหะ มาจำหน่ายด้วย เพราะมีดมีไม่เพียงพอ แก่ความต้องการของศิษย์ วัสดุและใบมีดมีด ที่ตาอุ้ยตีให้หลวงพ่อกวย

มีทั้งเหล็กดำและเหล็กขาว เหล็กขาวนั้น ลูกศิษย์นำมาถวายก็มี เช่น ลุงนพ เจียมพลับ บ้านอยู่วัดใหม่สามัคคีธรรม หรือ วัดไฟไหม้ ซึ่งถึงแก่กรรม

มีดหมอ หลวงพ่อกวย

มรณภาพละสังขาล

ครั้งสุดท้าย แล้วหลับตาพนมมือเกิดอัศจรรย์ ระฆังใบใหญ่ที่หอสวดมนต์ได้ขาดตกลงมา ดังหง่าง ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ดังยาวนาน ศิษย์ที่อยู่ศาลาเข้าใจว่าท่านมรณภาพแล้ว จึงได้ตีระฆัง คือคาดว่ามีคนตีระฆัง เมื่อจับเวลาดู เป็นเวลา 7 นาฬิกา 55 นาที จับชีพจรท่านดู ปรากฏว่าท่านมรณภาพแล้ว ตรงกับวันที่ 12 เม.ย. ซึ่งวันที่ 13 เม.ย. เป็นวันขึ้นปีใหม่ของคนไทยโบราณ

ทุกวันนี้ทางวัดเเละเหล่าบรรดาศิษย์หลวงพ่อจะยึดเอาในวันที่ 12 เม.ย. ของทุกปี เป็นวันทำบุญ ประจำปีเพื่ออุทิศและระลึกถึงหลวงพ่อกวย

ขอขอบคุณ เนื้อหาประวัติเกจิอาจารย์ดัง โดย sa gaming 66

* อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่นี้ >> https://ufabets5.com/contentandnews/

Categories
รวมบทความ

ตะกรุด หลวงพ่อทบ

ประวัติความเป็นมาของ ตะกรุด หลวงพ่อทบ

ตะกรุด หลวงพ่อทบ

ตะกรุด หลวงพ่อทบ หรือตะกรุดธงชาติ หลวงพ่อทบ ตะกรุดธงชาติหลวงพ่อทบถือเป็น เอกลักษณ์เฉพาะ ของหลวงพ่อทบ จริงๆตะกรุดธงชาติต้องหลวงพ่อทบ การสร้างตะกรุดธงชาติ ของหลวงพ่อทบ นั้นสร้างครั้งแรกประมาณ ปี พ.ศ.2482 ช่วงสงครามโลก ครั้งที่2 สร้างแจกทหารโดยเฉพาะ ยันต์ภายในจารยันต์ มหาอุตม์ตะกรุด ธงชาติในยุคแรกนั้น จะเป็นทองแดงล้วนพันหนา หลายรอบยาว 5 นิ้วมีขนาดเดียว

ตะกรุด หลวงพ่อทบ จุดสังเกตุตะกรุดธงชาติ ยุคต้นก็คือเชือก ที่พันจะเป็นเชือกแท้ และทาด้วยสี น้ำมันที่ผสมน้ำมัน สนค่อนข้างข้นเพราะว่าผิวของตะกรุดธงชาติ ยุคต้นจะมีลักษณ์ เหนอะๆเพราะสีที่ใช้ทา จะข้นมากตะกรุดยุคต้นปัจจุบันหา ไม่ได้แล้วในยุคต้นๆนั้น หลวงพ่อทบ ท่านจะเน้นแจกทหารลูกหลานชาวเพชรบูรณ์ ที่ออกรบและทหาร ที่เข้ามาประจำการในพื้นที่จังหวัด เพชรบูรณ์

และประสบการณ์ ของตะกรุดธงชาติ โด่งดังมากมีการ ทำต่อเนื่องมาจนถึงช่วงสงครามเกาหลี หลวงพ่อท่าน ก็แจกให้ทหารติดตัว ไปรบโดยเฉพาะลูกหลานชาว เพชรบูรณ์ และตะกรุดธงชาติ ก็ไปสร้างประสบการณให้ประจักษ์แก่สาย ตาทหาร ต่างชาติหลาย ต่อหลายครั้ง การสร้างตะกรุดธงชาติยุคที่ 2 ปี พ.ศ. 2500 การสร้างในครั้งนี้ เชือกที่ใช้พันจะเป็นป่านและไนลอนทาสีน้ำมัน ค่อนข้างข้น และเหนอะ เหมือนยุคต้น

เนื้อโลหะก็จะเป็น ทองแดงล้วน ตะกรุดยุคนี้เอง ที่ประสร้างความอัศจรรย์ให้ประจัก แก่สายตา คนเลือน หมื่นในงานพุทธาพิเศกพระเครื่อง 25 พุทธศตวรรษ ปี 2500 ตะกรุดของ หลวงพ่อทบ ไม่ละลายขนาด หย่อนลงในเตาหลอม ซึ่งเป็นที่โจษขาร กันมาจน ทุกวันนี้

ตะกรุดธงชาติจึงเป็นเอกลักษณ์ของ หลวงพ่อทบ ตะกรุดธงชาติ ของหลวงพ่อทบมักจะเกี่ยวข้องกับทหารเสมอ และในปี พ.ศ. 2511 ถึง ปี พ.ศ.2512 หลวงพ่อท่านก็ได้จัดสร้างตะกรุดธงชาติ ขึ้นมาอีกเป็นยุคที่ 3 เพื่อแจกทหารในสมรภูมิ

ภูหินร่องกล้า สมรภูมิเข้าค้อ และตะกรุดธงชาติ ยุคนี้ก็โด่งดังจากประสบการณ์ ของทหารที่ ใช้ตะกรุดหลวงพ่อติดต้ว แล้วรอดปลอดภัย กลับมาแล้วกลับไปบวช กับหลวงพ่อ ก็หลายคน ตะกรุดยุคนี้จะเปลี่ยนรูปแบบใหม่โดย จะใช้เชือกป่าน ทาสีน้ำมัน

แต่สีที่ใช้ทา ยุคนี้จะไม่ข้น สังเกตุจากผิวของตะกรุดจะไม่เห็น เหมือนยุคกลาง และยุคต้น และโลหะที่ใช้จะเป็น 3 กษัตริย์ ทองแดง ทองเหลือง ตะกั่ว ทุกแผ่นจะจารยัน มหาอุตม์ล้วนๆ และตะกรุด ธงชาติยุคนี้จะมี 3 ขนาด 5 นิ้ว 3 นิ้ว และ 1 นิ้ว ตอนนี้ทางทีมงาน กำลังหารูป ตะกรุดธงชาติยุคแรกๆ

ตะกรุด หลวงพ่อทบ

ประสบการณ์เกี่ยวกับ ตะกรุด หลวงพ่อทบ

คนจากนั้นท่าน ก็มอบ ตะกรุดโทน ให้กับผู้ใหญ่ และลูกชาย ส่วนภรรยาและลูกสาวท่านได้ มอบเหรียญ รูปท่าน กับสีผึ้งให้ไป ก่อนกลับผู้ใหญ่ได้ถวายเงินจำนวน 500 บาทให้ หลวงพ่อทบ แต่ท่านไม่รับ ท่านบอกผู้ใหญ่ว่า “เก็บเอาไว้เถอะยังมีความจำเป็น ต้องใช้อีกมาก วันๆ ข้าไม่ใช้เงินอยู่แล้ว จากนั้นท่านก็ให้พร ผู้ใหญ่ และกำชับว่า กลางค่ำ กลางคืนไม่มีธุระจำเป็นจริงๆ แล้ว อย่าออกไปไหน เป็นอันขาด

มิฉะนั้นอาจเป็นอันตรายได้ เมื่อกลับจากวัดแล้ว ทุกคนต่างก็มีกำลังใจที่จะต่อสู้ป้องกันชีวิต และทรัพย์สิน ของตนเอง ผู้ใหญ่ได้บอกกับลูกเมียให้ทำที่กำลังให้มั่นคง กลางคืนหากมีใคร มาเรียกอย่าขานรับโดยเด็ดขาด ผู้ใหญ่กับลูกชายมีอาวุธครบมือ เพื่อรับกับเหตุร้าย ที่จะเกิดขึ้น เวลาที่ผ่านมานานนับเดือนก็ ไม่มีเหตุร้ายใดๆ

อยู่มาวันหนึ่งแกรู้สึก ตัวในตอนดึก และหิวน้ำจึงลุกขึ้นไปดื่มน้ำ สายตาของผู้ใหญ่ก็เห็น คนกำลังเดิมจะมาเปิด ประตูขึ้นบ้าน ผู้ใหญ่จึงหยิบปืนลูกซองที่เตรียม ไว้ยิงทันที เสียงปืนดังแชะ ผู้ใหญ่ยังไม่ละความพยายาม ขึ้นนกยิงอีกนัด เสียงปืนดังแชะ เหมือนเดิม และแล้วบุรุษผู้มาในยามวิกาลได้ร้องขึ้นว่า “พ่อทำอะไรนะ ฉันเอง

เหตุการณ์ที่มีผู้ประสบเกี่ยวกับตะกรุดหลวงพ่อทบ วัดชนแดน ส่วนมากจะถูกยิงแต่กระสุนด้านเป็นส่วนมากครับ พวกทหารที่ไปรบที่เขาคล้อ ภูหินร่องกล้าต่างก็มีประสบการณ์เกี่ยวกับตะกรุดของหลวงพ่อทบกันมาก ชาวเพชรบูรณ์ต่างก็ห่วงแหนตะกรุดของหลวงพ่อทบมากครับ คาถาบูชาตะกรุดหลวงพ่อทบ วัดชนแดน…….พระคาถาบทนี้เหมาะสำหรับใช้บูชาตะกรุดของหลวงพ่อทบก่อนออกจากบ้านครับอมมะปลุกลุกลุกมิมิ อมมะปลุกลุกลุกมิมิ อมมะปลุกลุกลุกมิมิ นะในปิด

โมร่วมมิตร พุธปิดเบื้องบน ทาปิดซ้ายขวา ยะอุดเป็นมะหาอุด อุดด้วยนะโมพุทธายะ นะอุดโมอัด ยะปัด โมปิด พระเจ้าแผลงฤทธิ์ปิดทวารทั้งเก้า ปิดทั้งข้างนอก ปิดทั้งข้างใน ปิดทั้งไม้แอ่แลร่วมมิตรปิดทั้งหน้าปิดทั้งตัว ปิดทั้งธาตุ ปิดทั้งธนูและเกาทัน อยู่ยงคงกระพัน กันปืนอันมีลูก

ตะกรุด หลวงพ่อทบ

เท่านั้นเองปืนลูกซอง แทบหล่นจากมือ แกรีบเดินไปเปิดประตูและสวมกอดลูกชาย แล้วถามว่า เอ็งหรอกหรือไอ้ทิด แล้วเอ็งออกไปทำไมตอนดึกดื่มเที่ยงคืนอย่างนี้ ลูกชายก็ตอบว่า ฉันปวดท้องเบาจึงลุกไปฉี่ข้างนอก ผู้ใหญ่ยกมือท่วม หัวแล้วพูดว่า เป็นเพราะบารมีหลวงพ่อ แท้ๆ ที่ช่วยไม่ให้พ่อต้องฆ่า ลูกในไส้ ในตัวของลูกชาย ผู้ใหญ่มีตะกรุดโทนของหลวงพ่อทบ เพียงดอกเดียวเท่านั้น

ประวัติหลวงพ่อแบบสั้้นๆ

อ.ชนแดน จ.เพชรบูรณ์ หลวงพ่อทบท่านเกิดเมื่อปี พ.ศ.2424 ณ บ้านหัวลม ตำบลนายม เพชรบูรณ์ โยมบิดาชื่อเผือก โยมมารดาชื่ออินทร์ หลวงพ่อทบท่าน บวชเณรตั้งแต่ พ.ศ.2440 ที่วัดช้างเผือก และอุปสมบท เมื่อปี พ.ศ.2445 ที่วัดเกาะแก้ว บ้านนายม เพชรบูรณ์ โดยมีพระครูเมืองเป็นพระอุปัชฌาย์ พระอาจารย์ปานเป็น พระกรรมวาจาจารย์ พระอาจารย์สีเป็นพระอนุสาว นาจารย์ อุปนิสัยของ

ท่านเป็นพระที่มีเมตตา สุขุมเยือกเย็น พูดน้อย หลวงพ่อทบท่านได้สร้างวัดและบูรณะวัดวาอารามไว้หลายวัด ด้วยกันในแถบ เพชรบูรณ์ หลวงพ่อทบท่านออกธุดงค์ไปใน สถานที่ต่างๆ มากมาย หลังจากนั้นท่านก็มาจำพรรษาอยู่ที่วัดศิลาโมง วัดเสาธงทองเจริญธรรม วัดเกาะแก้ว วัดสว่างอรุณ วัดพระพุทธบาทเขาน้อย และวัดช้างเผือก เป็นต้น

และทุกวัดที่หลวงพ่อทบ ท่านจำพรรษา อยู่ท่านจะบูรณปฏิสังขรณ์ จนวัดมีความเจริญรุ่ง เรืองทุกวัด หลวงพ่อทบท่านมรณภาพ ในวันที่ 14 มีนาคม พ.ศ.2519 ปัจจุบันสังขารของ หลวงพ่อทบยัง เก็บรักษาไว้ในโลงแก้วภายในมณฑปตาม เจตนาของ ท่าน มีประชาชนมามนัสการ เป็นประจำมิได้ขาด

ขอขอบคุณ เนื้อหา ชีวประวัติเกจิอาจารย์ดัง โดย ส โ บ เบ็ ต 888

* อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่นี้ >> https://ufabets5.com/contentandnews/

Categories
รวมบทความ

มีดหมอ หลวงพ่อเดิม

ประวัติ มีดหมอ หลวงพ่อเดิม

มีดหมอ หลวงพ่อเดิม

มีดหมอ หลวงพ่อเดิม หรือ มีดเทพศาสตราวุธ หลวงพ่อเดิม วัดหนองโพ นครสวรรค์ ที่ท่านสร้างไว้มี 2 ขนาด มีดหมอ ขนาดใหญ่ เรียกว่า มีดควาญช้าง ขนาดเล็กลงมาเรียกว่า มีดหมอปากกา ใช้พกพาติดตัวได้ หลวงพ่อเดิม วัดหนองโพ ท่านได้เริ่มสร้าง มีดหมอ มาตั้งแต่ปี 2456 บ้างก็ว่า สร้างราวๆ ปี 2460 ก็แล้วแต่ตำราแต่ละเล่ม ที่ค้นคว้าหา หลักฐานมาได้ คงไม่ได้ต่าง กันมากนัก ในช่วงสมัย แรกๆนั้น

ศิษย์แต่ละ คนต่างว่าจ้าง ช่างทำกันเอง แล้วเอามาให้หลวงพ่อ ลงจารอักขระและ ปลุกเสกให้ ต่อมามีคน สนใจมากขึ้น ทางวัดก็ได้ได้จ้างช่างชาวอำเภอพยุหะคีรี ให้ตีมีดส่งวัด โดยตรง ช่างตีมีดมีหลายคน อาทิ ช่างไข่ ช่างฉิม ช่างสอน ช่างแม้น โดยจะเน้นแกะสลักใบมีด เป็นลายต่างๆ เช่น ลายเทพพนม ลายนาคเกี้ยว ลายน่องสิงห์

ลายกระหนกผีเสื้อ และ ลายเสมาใบโพธิ์ มีดหมอหลวงพ่อเดิม ที่ท่านสร้างนั้น ได้ออกแบบใช้งานอื่นด้วย สำหรับชาวบ้านในยุคนั้น คือ มีดใหญ่ใช้ควาญช้าง บังคับช้างให้เชื่องเพราะ ว่ากันว่า หลวงพ่อเดิม ท่านชำนาญวิชาคชสาร ใช้เป็นอาวุธป้องกันตัวได้ รวมทั้งฟันหาสมุนไพรในป่า ฯลฯ ในฐานะเครื่องรางของขลัง ก็ถือว่า มีดหมอ

เป็นวัตถุมงคลศักดิ์สิทธิ์ชั้นยอดเพราะ ใช้ป้องกันคุณไสย กำบังศัตรู ขับไล่ภูตผีปีศาจ ป้องกันอสรพิษเขี้ยวงา ได้เป็นอย่างดี เรียกว่าใช้ได้สารพัดสรรพคุณ เชื่อกันว่า มีดหมอหลวงพ่อเดิมวัดหนองโพ ยังมีอานุภาพพุทธคุณทางด้านอยู่ยงคงกระพันชาตรี

รวมทั้งสามารถเสริมสร้างบารมี เป็นมหามงคล แก่ผู้ที่มีไว้สักการบูชาอีกด้วยมีดหมอ อันดับ1 มีดเทพศาสตราวุธ ของวงการนักสะสมสรุปก็คือ มีดหมอหลวงพ่อเดิม มีคุณวิเศษ ครอบจักรวาล เป็น มีดเทพศาสตราวุธ หลวงพ่อเดิม วัดหนองโพ นครสวรรค์ ที่ใช้ได้ทุกด้านเลยทีเดียว

หากเราเอ่ยชื่อเกจิ ที่มีชื่อเสียง เกี่ยวกับมีดหมอนั้น ต้องรู้จักชื่อเสียงเรียงนามของ หลวงพ่อเดิม วัดหนองโพ หรือ พระครูนิวาสธรรมขันธ์ หรือ หลวงพ่อเดิม พุทธสโร เพราะท่านคือ เทพเจ้าแห่งนครสวรรค์ ผู้สร้างมีดหมอที่โด่งดังมาก ที่สุดในประเทศไทย ท่านมีลูกศิษย์มาขอศึกษาวิชาพุทธาคมมากมาย

มีดหมอ หลวงพ่อเดิม

ชาตกําเนิด ผู้สร้าง มีดหมอ หลวงพ่อเดิม

ต้นตระกูลของ หลวงพ่อเดิม เป็นชาวนา อยู่ในหมู่บ้านหนองโพ โยมบิดาของท่าน ชื่อ เนียม ภูมณี ส่วนโยมมารดาชื่อ ภู่ โดยโยมบิดาของท่านได้ถือกำเนิดที่บ้านเนินมะกอก อยู่เลยหมู่บ้านหนองโพ ไปประมาณสองสถานี ต่อมาได้แต่งงานอยู่กิน กับโยมมารดา ของหลวงพ่อเดิม ซึ่งเป็นชาวบ้านหนองโพ และพากันย้ายครอบครัวอยู่ที่บ้านโพ 

หลวงพ่อเดิมนั้น เกิดเมื่อวันพุธ แรม 11 ค่ำ เดือน 3 ปีวอก ตรงกับวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2403 และยังพี่น้องร่วมท้องอีก 5 คนคือ นางทองคำ คงหาญ, นางพู ทองหนุน, นายดวน ภู่มณี, นางพันธ์ จันทร์เจริญ, และ นางเปรื่อง หมื่นนราเดชจั่น

ชีวิตเมื่อเยาว์วัย

ชีวิตเมื่อเยาว์วัยของ หลวงพ่อเดิม ได้รับการอบรมสั่งสอน จากวัดหนองโพ โดยสมัยก่อน ชาวนาจักนำ บุตรหลายไปฝาก ฝังที่วัด ในระยะฤดูแล้ง คือระหว่าง เดือน 9-11 เพราะเป็นระยะ ว่างจากงานไร่นา

ต่อมาเมื่อ เข้าสู่ ช่วงวัยรุ่น มีปรากฏในบันทึกว่า ท่านชอบเลี้ยงสัตว์ และชำนาญในเรื่อง นกเขามาก เรียกว่าดูลักษณะและ ฟังเสียงได้คล่อง ว่ากันว่าร่ำเรียนมาจาก นายพราน ดักนกในหมู่บ้าน พุดได้ว่าท่านรักสัตว์ทุกชนิด มาจนบวชแล้ว ก็ยังเลี้ยงสัตว์ ไว้มากมาย

หลวงพ่อเดิม เมื่อรุ่นหนุ่ม จะไปไหนมักจะ เอาผ้าขาวม้า โพกศรีษะอยู่เสมอ เป็นชายที่มีผิวขาว สูงโปร่ง หน้ายาว ศรีษะนูน แต่ที่ต้องโพกผ้าบนศีรษะเพราะท่าน มีผมหยิก เกรงว่าจะโดนล้อเลียน ด้วยความเชื่อคนไทยไม่นิยมคนผม หยิกเท่าไหร่นัก

นอกจากนี้ หลวงพ่อเดิม ก็มีอุปนิยสัยแตกต่าง จากชายหนุ่ม ทั่วไปตรงที่ท่านไม่มีนิสัยติดโลกีย์ ว่ากันว่าอาจจะเป็นกุศล ประจำตัวของท่านที่จะได้บวชเรียน ทำประโยชน์ ให้แก่พระพุทธศาสนา ต่อไปในภายภาคหน้า เรียกว่าท่านนั้นบริสุทธิ์ผุดผ่อง มาก่อนจะเข้า อุปสมบท มีบุญเก่ามาเกื้อหนุนให้ท่านได้ดำเนินตามรอย พระพุทธบาท

ต่อมาเมื่อท่านอายุ ครบบวชแล้ว โยมบิดามารดาได้สอบถามความสมัครใจ ท่านจึงไม่ขัดข้อง ที่สุดแล้วท่านได้เข้าอุปสมบท ณ พัทธสีมา วัดเขาแก้ว อ.พยุหะคีรี จ.นครสวรรค์เมื่อวันอาทิตย์ แรม 13 ค่ำ เดือน 11 ปีมะโรง โทศก ตรงกับวันที่ 31 ตุลาคม 2423 โดยมี หลวงพ่อแก้ว วัดอินทราราม วัดใน เป็นอุปัชฌาย์

มีดหมอ หลวงพ่อเดิม

หลวงพ่อเงิน(พระครูพยุหานุศาสก์)วัดพระปรางค์เหลือง ตำบลท่าน้ำอ้อย อำเภอยุพหะคีรี ครูสวด และ หลวงพ่อเทศ วัดสระทะเล ตำบลสระทะเล อำเภอพยุหะคีรี คู่สวด ได้รับฉายาทาง พระพุทธศาสนาก็คือ “พุทธสโร”

เมื่อุปสมบท แล้วได้เดินทาง กลับมาจำพรรษาอยู่ ณ วัดหนองโพ เพื่อศึกษาเล่าเรียนตาม ทางที่พระนวกะ จะพึ่งได้รับ

ทั้งนี้ ด้วยความที่ตั้งแต่วัยเด็ก มาจนกระทั่งรุ่นหนุ่ม หลวงพ่อมิเคยได้รับการศึกษาเป็นชิ้นเป็นอันมาก่อน จนกระทั่งได้บวชเรียน ดังนั้นเมื่อมาจำพรรษาอยู่ที่วัดหนองโพ ท่านจึงมีความมานะพยายามเล่าเรียนศึกษาเป็นอันมาก

มรณภาพ ละสังขาล

เมื่อชราภาพคณะสงฆ์จึงได้เลื่อนขึ้น เป็นตำแหน่งกิตติมศักดิ์ ท่านเปรียบเสมือนร่มโพธิ์และร่มไทรที่มีกิ่งก้าน สาขาแผ่ออกไป อย่างไพศาล เป็นที่พึ่งพาอาศัย ของพุทธศาสนิกชน ไม่เลือกชั้นวรรณะ ท่านมรณภาพอย่างสงบในปี พ.ศ.2494 ท่ามกลาง ความโศกเศร้า ของลูกศิษย์ลูกหาและพุทธศาสนิกชนทั้งหลาย สิริอายุรวม 92 ปี 71 พรรษา

ขอขอบคุณ บทความชีวประวัติเกจิอาจารย์ โดย ufa168

* อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่นี้ >> https://ufabets5.com/contentandnews/