Categories
ประวัติพระเกจิ รวมบทความ

หลวงปู่เผือก

หลวงปุ่เผือก

หลวงปู่เผือก

เป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลาย ไม่แต่เฉพาะในท้อง ถิ่นจังหวัดสมูทรปราการเท่านั้น ยังรวมไปถึงส่วนกลาง ทั่วประเทศ ดังจะเห็นได้จากพิธีพุทธาภิเศกครั้งสำคัญๆจะมีท่านร่วม อยู่ด้วยเสมอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งพิธีของวัดราชบพิธ และวัดสุทัศน์ หลวงปู่เผือก เกิดที่บ้านคลองสำโรง ต.บางพลี อ.บางพลี สมุทรปราการ

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ ๑๒ สิงหาคม ๒๔๑๒ ตรงกับวันขึ้น ๕ ค่ำ เดือน ๙ ปีมะเส็ง บิดาชื่อ ทองสุข มารดาชื่อ ไข่ นามสกุล ขุมสุขทอง มีพี่น้องทั้งหมด ๘ คน ท่านเองนั้นเป็น บุตรคนที่ ๕ ด้วยพื้นฐานของทางบ้านเป็นครอบครัวเกษตรกรรม ประกอบอาชีพทำไร่ทำนา

หลวงปู่เผือก ชีวิตในวัยเยาว์ของท่านจึงมีชิวิตความเป็นอยู่เหมือนเด็กท้องไร่ท้องนาทั่วไป โดยช่วยเหลืองาน บ้านเล็กๆน้อยๆ ตามประสาเด็ก ท่านอายุได้ประมาณ ๑๓ ปี บิดาได้นำไปฝาก ท่านอาจารย์อิ่ม อินทสโร เจ้าอาวาสวัดข้างหนองกิ่งไม้ วัดกิ่งแก้ว เพื่อเรียนหนังสือ

การเล่าเรียนสมัยก่อน วัดเป็นสถานที่สำคัญ ให้ความรู้และอบรม บ่มนิสัยโดยพระภิกษุจะทำหน้าที่ดังกล่าว จนอายุ ๑๕ ปี มีความรู้พอจะอ่านออกเขียนได้ จึงกลับมาช่วยงานบ้าน อายุได้ ๑๘ ปี ถูกเกณฑ์ทหารเข้าเป็นทหารเรือ กองประจำการ รับราชการทหารเรือ อยู่ ๒ ปี

ครบกำหนดปลดประจำการ ได้กลับมาช่วยงานบ้านดังเดิม ปี ๒๔๓๓ อายุ ๒๑ ปีบริบรูณ์ได้เข้าพิธีอุปสมบท ตามประเพณี ณ พัทสีมา วัดกิ่งแก้ว โดยมีหลวงปู่ทอง วัดราชโยธา เป็นพระอุปัชฌา พระอาจารย์อิ่ม อินทสโร วัดกิ่งแก้ว เป็นพระกรรมวาจา

ได้ฉายาว่า ปัญญาธโร หลังการอุปสมบทแล้วได้จำพรรษาอยู่วัดกิ่งแก้ว อยู่กับพระอาจารย์อิ่ม ท่านเอาใจใส่ในการศึกษาพระธรรมวินัย ตลอดจนบาลี และอักขระขอม

ด้วยความอุตสาหะของท่านทำให้ท่านเป็นผู้ที่มีความรู้แตกฉานในเวลาอันรวดเร็ว เป็นที่รักใคร่ของครูอาจารย์ผูสอนต่อมาท่านก็เริ่มฝึกฝนการวิปัสนากัมมัฏฐาน และรุดหน้าไปด้วยดีจนเป็ที่พอใจ

วางใจของท่านอาจารย์อิ่ม มอบหมายงานต่างๆ ภายในวัดให้ท่านดูแลแทน ปี ๒๔๔๒โรงเรียนพระปริยัติธรรม เพื่อให้เป็นสถานที่ศึกษาเล่าเรียนของกุลบุตร กุลธิดาในย่านนั้น สมณสักดิ์ ปี ๒๔๔๒ อายุ ๓๑ ปี

พรรษา 9 ได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสวัดกิ่งแก้ว ปี 2443 อายุ 32 พรรษา 10 แต่งตั้งเป็นเจ้าคณะตำบลราชาเทวะ ปี 2456 อายุ 35 พรรษา

หลวงปู่เผือก

๑๓ แต่งตั้งเป็นพระ สมุห์ ในฐานานุกรพระครูสุนทรสมุทรจ้อย วัดกลางวรวิหาร เจ้าคณะจังหวัดสมุทรปราการ และในปีนี้เอง ท่านได้รับแต่งตั้งเป็นพระอุปัชฌาย์ ปี 2480อายุ 70ปี พรรษา 49 ได้รับพระราชทาน

สมณศักดิ์เป็น พระครูกรุณาวิหารี ปี 2487 อายุ 77 พรรษา 56 แต่งตั้งเป็นกรรมการสงฆ์ องค์การสาธารณูปการ ในอำเภอบางพลี สมุทรปราการ

วัดกิ่งแก้ว นามเดิมคือวัดข้างหนองกิ่งไม้ หรือวัดกิ่งไผ่ ไม่ทราบแน่ชัด เพราะชาวบ้านเขาเรียกกันทั้ง สองชื่อตั้งอยู่ที่ต.ราชาเทวะอ.บางพลีจ.สมุทรปราการ ติดกับคลองชวดลากข้าว และอยู่ในที่ราบลุ่มติดกับห้วยหนอง คลองบึง ที่นาและสวน ส่วนที่ตรงนั้นจะเป็นหนองน้ำใหญ่

ทำให้ที่ตรงบริเวณนั้นที่มีกิ่งไม้ที่หัก และพวกผักตบชวา หญ้า และฟางข้าวไหลตามน้ำมา จึงทำให้มา รวมกันอยู่ตรงหนองน้ำแห่งนั้น เป็นจำนวนมาก และส่วนใหญ่จะเป็นพวกกิ่งไม้ กิ่งไผ่ จึงเป็นที่มาของวัดข้างหนองกิ่งไม้ หรือวัดกิ่งไผ่ ส่วนการเดินทางมาวัด สมัยนั้นต้อง เดินทางโดยเรือเพียงอย่างเดียวเท่านั้น

วัดกิ่งแก้วสร้างขึ้นเมื่อ ปีพ.ศ. 2428 ในสมัย รัชกาลที่5 โดย หม่อมแก้ว ซึ่งเป็นชาวกรุงเทพ ได้มาเห็นวัดขาดการดูแล เอาใจใส่ ท่านจึงได้เข้ามาทำนุบำรุง บูรณะพัฒนาวัด ให้เจริญรุ่งเรืองขึ้น และได้ขนานนามเสียใหม่ว่า “วัดกิ่งแก้ว” และต่อมาได้มีผู้ใจบุญบริจาก เนื้อที่ให้อีกจึงทำให้วัดกิ่งแก้วมีเนื้อที่กว้างมากขึ้นอีก และปัจจุบันการคมนาคม เดินทางสะดวกรวดเร็วโดยรถยนต์ เข้าถึงวัดได้เลย

หลวงปู่เผือก เริ่มทำการบูรณปฏิสังขรณ์วัดกิ่งแก้วและสร้างถาวรวัตถุต่างๆ เพิ่มเติม อาทิ พระอุโบสถ พระพุทธชินราชจำลอง พระวิหาร ศาลาการเปรียญ ฯลฯ โดยได้รับความร่วมแรงร่วมใจของชาวบ้านที่มีความศรัทธาจนวัดกิ่งแก้วสมบูรณ

และมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักของสาธุชนทั่วไป นอกจากนี้ หลวงพ่อเผือกท่านได้สร้างโรงเรียน พระปริยัติธรรม เพื่อเป็นที่ศึกษาของพระภิกษุสามเณร โดยหลวงพ่อเผือกเป็นผู้สั่งสอนเอง และยังว่าจ้างครูบาอาจารย์ที่มีความรู้จากกรุงเทพฯ มาสอน รวมทั้งมุ่งเน้นการ ปฏิบัติทาง วิปัสสนากรรมฐานแก่พระภิกษุ อุบาสก และอุบาสิกา อีกด้วย

ufabet.com

ปี พ.ศ. 2446 ได้รับแต่งตั้ง เป็นพระอุปัชฌายะ ในปี พ.ศ. 2480 ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์ เป็น “พระครูกรุณาวิหารี” พอปี พ.ศ. 2487 ก็ได้รับแต่งตั้งเป็นกรรมการสงฆ์ ในอำเภอ บางพลี ต่อมาในปีพ.ศ. 2496 หลวงปู่เผือกท่านก็เริ่มอาพาธ จนถึงวันที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2501 ก็มรณภาพลง ด้วยอาการสงบ สิริอายุได้ 89 ปี พรรษาที่ 69 เป็นที่โศกเศร้าเสียใจของชาวบางพลีเป็นอย่างมาก

   ในสมัยที่หลวงปู่เผือก ท่านยังมีชีวิตอยู่นั้น ท่านได้สร้างวัตถุมงคลไว้ให้แก่ศิษย์หลายอย่าง เช่น พระเนื้อผง พระเนื้อ ผงผสมว่าน พระสมเด็จ พระนางพญา พระปิดตา ส่วนเหรียญท่านก็สร้างเหรียญฝาบาตร และพระพุทธชินราช พระรูปเหมือน รูปถ่าย ตระกรุด แหวน ลูกอม ผ้ายันต์ ฯลฯ

ในวัตถุมงคล ของหลวงปู่เผือกนั้น ที่รู้จักกันแพร่หลายกันมากๆ ก็คือ พระผงรุ่นขุดสระ ซึ่งมีทั้งพิมพ์ใหญ่ และพิมพ์เล็ก มูลเหตุในการสร้างก็คือ พื้นที่ของวัดส่วนใหญ่เป็นที่ลุ่ม และหลวงปู่เผือกท่านก็ดำริจะสร้างโบสถ์จึงได้ขอแรงชาวบ้านในละแวกนั้นให้มาช่วยกันขุดดินนำไปถมในที่ลุ่มและปรับพื้นที่ที่จะสร้างโบสถ์

พื้นที่ที่ถูกขุดดินไปเป็นบ่อ เป็นสระใหญ่ สำหรับเก็บกักน้ำ ไว้ใช้ในฤดูแล้ง และเพื่อเป็นอนุสรณ์ สินน้ำใจที่บรรดาศิษย์ และชาวบ้าน ได้มาช่วยกันขุดและขนดินปรับพื้น ที่ให้ทางวัด หลวงปู่ท่านจึงได้สร้างพระเนื้อผงขึ้นมาจำนวนหนึ่ง แจกเป็นของที่ระลึก ชาวบ้าน จึงเรียกพระรุ่นนี้ว่า พระรุ่นขุดสระ และเรียกกัน มาจนทุกวันนี้

Categories
รวมบทความ

หลวงปู่ศุข

หลวงปู่ศุข

ชีวประวัติ หลวงปู่ศุข

หลวงปู่ศุข นามเดิมท่านชื่อ ศุข นามสกุล เกษเวช ต่อมาลูกหลานได้ใช้เกษเวชสุริยาก็มี เกิดเมื่อวันจันทร์ เดือน 4 ขึ้น 8 ค่ำ ปีวอก พ.ศ. 2390 ที่บ้านมะขามเฒ่า เรียกกันในสมัยนั้น ปัจจุบันเรียกบ้านปากคลอง ตำบลมะขามเฒ่า อำเภอวัดสิงห์ จังหวัดชัยนาท โดยมีบิดาชื่อน่วม โยมมารดาชื่อทองดี หลวงปู่นั้น ท่านมีลุงคน หนึ่งชื่อ แฟง ตั้งบ้านเรือนอยู่ที่ตำบลบางเขน จังหวัดพระนคร

ในสมัยนั้น มีอาชีพ ทำสวน ไม่มีบุตรหรือธิดา จึงได้มาขอหลานจากโยมบิดามารดาหลวงปู่ศุข ไปเลี้ยง โยมท่านก็อนุญาตให้เลือกเอา ลุงแฟงก็เลือกเอาคนโต หรือ เรียกว่าคนหัวปี คือ หลวงปูศุข เข้าใจว่าขณะนั้นอายุประมาณ ๑๐ ขวบ เมื่อหลวงปู่ศุขไป อยู่กับลุงแฟง เจริญเติบโตที่ตำบลบางเขน

ในวัยฉกรรจ์ ท่านได้เดินทาง เข้ามากรุงเทพฯ ทำมาหากินค้าขายเล็กๆ น้อยๆ โดยยึดลำคลอง บางเขน ซึ่งมีปากคลอง เชื่อมกับแม่น้ำเจ้า พระยาตอนใต้จังหวัดนนทบุรี ลงมา ปัจจุบันอยู่ข้างทางเข้าวัดทางหลวง เป็นที่ทำมาหากิน

คลองบางเขนนี้ทอดขึ้นไป เชื่อมกับคลองรังสิต เมื่อก่อนนี้ เป็นเส้นทางหลักในการคมนาคม ทางน้ำที่สำคัญและกว้างขวาง เป็นอย่างมาก เมื่อการคมนาคมทางบก เจริญขึ้น การสัญจรทางน้ำก็หมด ความสำคัญลง ปัจจุบันคงจะตื้นเขินไปแล้วก็ได้ เพราะขาดการทะนุบำรุงเท่าที่ควร

หลวงปู่ฯ ท่านทำมาหากินอยู่ในคลองบางเขน อยู่ระยะหนึ่ง จนอายุได้ ๑๘ ปี ได้ภรรยาชื่อ นางสมบูรณ์ และเกิดบุตรชาย คนหนึ่งชื่อ สอน เกศเวชสุริยา

หลวงปู่ ท่านครองเพศฆราวาส อยู่ไม่นาน พออายุท่านครบ ๒๒ ปี ท่านได้ลาไปอุปสมบท ณ วัดโพธิ์บางเขนหรือปัจจุบัน ชื่อว่า วัดโพธิ์ทองล่าง ซึ่งอยู่ปากคลองบางเขน ตอนล่าง ส่วนวัดโพธิ์ทองบน อยู่ตอนเหนือ ของปากคลองบางเขน ตอนบนบริเวณจังหวัด ปทุมธานี

หลวงปู่ศุข

วัดปากคลองมะขามเฒ่า วัดหลวงปู่ศุข ตั้งอยู่ที่หมู่ 1 ตำบลมะขามเฒ่า อำเภอวัดสิงห์ เป็นวัดที่ตั้ง อยู่บริเวณปากคลองมะขามเฒ่า แม่น้ำท่าจีนแยกจากแม่น้ำเจ้าพระยา สาเหตุที่เรียกว่า วัดปากคลองมะขามเฒ่า เนื่องจากเดิม มีต้นมะขาม เก่าแก่อยู่ต้นหนึ่งริมแม่น้ำ เจ้าพระยาหน้าวัด วัดนี้เป็นวัด เก่าแก่มีทิวทัศน์ ที่สวยงามน่ารื่นรมย์ และมีชื่อเสียงด้านพระเครื่องด้วยหลวงปู่ศุข แห่งวัดปากคลอง มะขามเฒ่าด้วยตำนานที่ยังเล่าขานกันสืบมาในเรื่องของวิชา อาคมและเครื่องรางของขลัง

หลวงปู่ศุข นั้น ท่านได้อุปสมบท เมื่ออายุได้ ๒๒ ปี ที่วัดโพธิ์บางเขน ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็นวัดโพธิ์ทองล่าง โดยมี พระครูเชย จนฺทสิริ วัดโพธิ์บางเขน เป็น พระอุปัชฌาย์ พระถายมเป็น พระคู่สวด การอุปสมบทนี้มีลุงแฟงเป็นผู้อุปการะ ทั้งสิ้น ส่วนโยมบิดามารดา ไม่ได้มาร่วมพิธีด้วย เพราะการเดินทางสมัยนั้น ลำบากมาก จากชัยนาทถึงกรุงเทพฯ ก็กินเวลาอย่างน้อย ๒ ถึง ๓ วัน จึงจะถึง

พระอุปัชฌาย์ ของท่านชื่อ หลวงพ่อเชย จันทสิริ อดีตท่านเจ้า อาวาสวัดโพธิ์ทองล่าง ซึ่งเป็นพระสงฆ์ ฝ่ายรามัญที่ถือเคร่ง ในวัตรปฏิบัติและพระธรรมวินัย เป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หลวงพ่อเชย ท่านยังเป็นอาจารย์ทางฝ่าย วิปัสสนาธุระ

มีความรู้และความชำนาญ รู้แจ้งแทงตลอด อีกทั้งทาง ด้านวิทยาคมก็แก่กล้าเป็นยิ่งนัก หลวงปู่ฯ ท่านได้รับถ่ายทอดวิชา ความรู้จากอุปัชฌาย์ของท่านมาพร้อมกับ อาจารย์เปิง วัดชินวนาราม และหลวงปู่เฒ่า วัดหงษ์ จังหวัดปทุมธานี ซึ่งเป็นศิษย์ในสาย หลวงพ่อเชย วัดโพธิ์ทองล่างเหมือนกัน

จนกระทั่งมารดาท่าน ที่วัดปากคลองมะขามเฒ่า อำเภอวัดสิงห์ จังหวัดชัยนาท ได้ชราภาพลงตาม อายุขัย และความเจ็บไข้มาเยือนอยู่บ่อยครั้ง ด้วยความเป็นห่วงเป็นใยใน บิดามารดาของท่าน จึงได้เดินทางกลับสู่ภูมิลำเนาเดิม และได้อยู่จำพรรษาปีแรกๆ ที่วัดอู่ทองปากคลองมะขามเฒ่า

หลวงปู่ศุข

ซึ่งเป็นวัดเก่าแก่โบราณ ที่อยู่ลึกเข้าไปใน คลองมะขามเฒ่า หรือบริเวณต้นแม่น้ำท่าจีนในปัจจุบัน แต่ทว่าสภาพของวัดอู่ทองขณะนั้น ได้เกิดการชำรุดทรุดโทรมลง ตามสภาพ เกินกว่าที่จะบูรณ ปฏิสังขรณ์ให้กลับคืนมาสู่สภาพที่ดีได้ต่อไป ท่านจึงได้ขยับขยายออกมา ที่ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา และได้สร้างกุฏิขึ้นครั้งแรกหนึ่งหลังพอ เป็นที่อยู่อาศัยไปพลางก่อน

ต่อมามารดาของหลวงปู่ๆ ได้ถึงแก่กรรมและได้จัดการ ฌาปนกิจศพ และในงานนี้เอง หลวงปู่ฯ ท่านได้สร้างวัตถุมงคลในรูปพระพิมพ์สี่เหลี่ยมซุ้มรัศมีออกแจกเป็นของที่ระลึกเป็นครั้งแรก เมื่อผู้ที่ได้รับแจกพระเครื่องจากท่านไปได้ปรากฏอภินิหารทาง อยู่ยงคงกระพัน

โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องกันเขี้ยวงา คือสุนัขกันไม่เข้า ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่บังเกิดขึ้นบ่อยครั้ง เพราะบ้านนอกอย่าง ในชนบทสมัยก่อนนั้นไม่ค่อยจะมีรั้วรอบขอบชิด เสียเป็นส่วนใหญ่ ก็ได้อาศัยสุนัขที่เลี้ยงไว้เป็นยามเฝ้าบ้าน ฉะนั้นการที่จะแวะเวียนไปบ้านหนึ่งบ้านใดนั้นจะต้องระวังเรื่องสุนัขลอบกัดให้ดี มิฉะนั้นท่านจะถูกสุนัขกัดเอาง่ายๆ

เมื่อหลวงปู่ศุข ท่านมีลูกศิษย์อย่างเสด็จในกรมฯ จึงเป็นกำลังสำคัญให้ท่านสามารถที่สร้างวัดปากคลองมะขามเฒ่า ให้เสร็จสมบูรณ์ ถาวรวัตถุทางพุทธศาสนา ที่คงเหลือเป็นประจักษ์ พยานในปัจจุบันนี้ก็คือ ภาพเขียนฝีมือเสด็จในกรมฯ บนฝาผนังพระอุโบสถ วัดปากคลองมะขามเฒ่า ที่ยังรักษาไว้ได้อย่างสมบูรณ์

และเป็นภาพเขียนฝีมือเสด็จในกรมฯ บนฝาผนังพระอุโบสถ วัดปากคลองมะขามเฒ่า ที่ยังรักษาไว้ได้อย่างสมบูรณ์ และเป็นภาพเขียนสีน้ำที่ทางกรมศิลป์ยกย่องว่าเสด็จในกรมฯ ทรงฝีมือในการ เขียนภาพเป็นอย่างมาก และทรงสอดแทรกอารมณ์ขัน ในภาพพระพุทธเจ้าชนะมาร ในกระแสน้ำที่พระแม่ธรณีบีบมวยผมทำให้เกิดอุทกธาราหลากไหลพัดพาเอาทัพพระยามารไปนั้น

พระองค์ท่านเขียนเป็นภาพลิงใส่นาฬิกาและหนีบขวดวิสกี้กำลังเดินตุปัดตุเป๋ไปเลย และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ฤาษีปัญจวัคคีเมื่อเห็นเจ้าชายสิทธัตถะเลิกทรมานการหันมากินอาหาร ก็นึกว่าพระองค์คงจะถ้อถอยละความเพียรแล้ว จึงพากันผละหนีพระองค์ไปนั้น เสด็จในกรมฯ

หลวงปู่ศุข

ท่านเขียนใบหน้าของฤาษีปัญจวัคคี โดยสอดอารมณ์ที่ยิ้มเยาะเย้ยหยันอย่างไม่อะไรไยดีต่อพระองค์ เน้นความรู้สึกได้เด่นชัดมาก

ณ ปัจจุบัน

ในปัจจุบัน วัดปากคลองมะขามเฒ่า ได้รับการปรับปรุงจนเป็นสถานที่ท่องเที่ยวอีกแห่ง ที่มี นักท่องเที่ยวแวะเวียนกันมาประจำ ภายในวัด คุณจะได้พบกับภาพฝีพระหัตถ์กรมหลวงชุมพรเขตตุอุดมศักดิ์ ที่ท่านวาดให้หลวงปู่ศุขเมื่อตอนสร้างโบสถ์ และ ศาลา

กุฏิเก่าหลวงปู่ศุข ท่านสามารถนมัสการ รูปหล่อหลวงปู่ศุข และกรมหลวงชุมพรเขตตุอุดมศักดิ์ ภาพถ่าย ที่มีมาตั้งแต่สมัยหลวงปู่ศุขท่านยังมีชีวิตอยู่ หุ่นขี้ผึ้ง หลวปู่ศุข และมณฑปเก่าที่หลวงปู่ศุขยังสร้างไม่ทันเสร็จ ก็ มรณะภาพเสียก่อน ทางจังหวัดได้บูรณะจนสวยงาม และ วัตถุโบราณ ที่เกี่ยวพันกับหลวงปู่ศุข

ท่านมรณภาพเมื่อ เดือน ๑ ปีกุน พ.ศ. ๒๔๖๖ ไม่ปรากฏวันที่ที่แน่นอน คำนวณอายุได้ ๗๖ ปี วันสวดพระพุทธมนต์ทำศพอยู่ ๗ วัน ๗ คืน จึงประชุมเพลิงอนึ่ง การที่เราคนรุ่นหลังจักเขียนเรื่องราวและวัตรปฏิบัติของหลวงปู่ศุข ซึ่งท่านมรณภาพล่วงไปแล้วกว่าครึ่งศตวรรษให้ได้ใกล้เคียงกับความจริงนั้น นับว่าเป็นเรื่องที่ยากมากๆ อาศัยหลักฐานทางเอกสารที่หลงเหลืออยู่บ้าง จากการไต่ถามบรรดาลูกศิษย์ลูกหาของท่านซึ่งส่วนมากจักล้มหายตายจากกันไปเสียเป็นส่วนใหญ่

ขอขอบคุณบทความดีๆ จากทีมงาน ufabet.com

Categories
รวมบทความ

หลวงพ่อจง พุทธสโร

หลวงพ่อจง พุทธัสสโร

หลวงพ่อจง พุทธัสสโร ถือเป็นหนึ่งในสี่ พระเกจิอาจารย์ชื่อดังมากช่วงสงครามอินโดจีนและ สงครามโลกครั้งที่ 2  หลวงพ่อจง เจ้าตำนานผู้สร้าง ทหารผี เมื่อ 55 ปีก่อน คนไทยสูญเสียเกจิ อาจารย์ชื่อดัง ผู้ซึ่งมีเรื่องราวปาฏิหาริย์มากมายในช่วง ชีวิตของท่าน โดยเฉพาะหากเอ่ยขึ้นมาว่าท่านคือผู้ที่ทำวัตถุมงคลให้ทหารไทย พกติดตัวไปรบ ในสงครามอินโดจีน จนเกิดเป็นเรื่องเล่าปาฏิหารย์จนทหารไทยนั้น ได้รับฉายาว่า ทหารผี ฆ่าไม่ตายกันเลยทีเดียว

หลวงพ่อจงพุทฺธสโร ท่านได้ถือกำเนิด ที่ตำบลหน้าไม้ อำเภอบางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ในต้นสมัยรัชกาลที่ ๕ ของราชวงศ์จักรี ท่านเกิดในวันขึ้น ๘ ค่ำ เดือน ๔ ปีวอก ซึ่งตรงกับวัน พฤหัสบดีที่ ๖ มีนาคม ๒๔๑๕ ชีวิตในวัยเยาว์ ของหลวงพ่อจง ท่านอยู่ในฐานะ เฉกเช่นผู้อาภัพอับโชค อุดมไปด้วยทุกขโรคา มากกว่าความสุขร่าเริง สดใสเหมือนกับ เด็กในวัยเดียวกันทั่วไป

หลวงพ่อจงท่าน ถูกโรคพยาธิเบียดเบียน มาตั้งแต่เล็ก จึงทำให้มีรูปร่างค่อนข้างจะผอมโซ ไม่แข็งแรง หน้าตาซีดเซียว แถมยังมีอุปนิสัยค่อนข้างขี้อาย เซื่องซึม ขาดความกระตือรือร้น ชอบเก็บตัว อยู่ตามลำพัง คนเดียว ไม่ค่อยพูดคุย กับใคร ถามมาคำก็ ตอบกลับไปคำ

และซ้ำร้ายไปกว่านั้น ได้กลายเป็นที่น่า เวทนาสำหรับผู้พบเห็นและรู้จักมักคุ้นก็คือหลวงพ่อจงในวัยเยาว์ ท่านมีอาการหูอื้อ จนเกือบหนวกรับฟังเสียงต่าง ๆ ไม่ค่อยชัดเจนนัยน์ตาก็ฝ้าฟางมองอะไรแทบไม่เห็น

บิดามารดา จึงให้บวชเป็น สามเณรตอนอายุ 12 ปี จนเมื่ออายุครบอุปสมบทจึงบวช เป็นพระภิกษุ ณ วัดหน้าต่างใน โดยมีพระอุปัชฌาย์สุ่น วัดบางปลาหมอ เป็นพระอุปัชฌาย์ พระอาจารย์โพธิ์ วัดหน้าต่างใน เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และพระอาจารย์อินทร์ วัดหน้าต่างนอก เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้รับฉายา พุทธัสสโร หลังจากนั้น ไปจำพรรษา

ที่วัดหน้าต่างในเพื่อศึกษาวิชา จากพระอาจารย์โพธิ์ และร่ำเรียนด้านวิปัสสนากรรมฐานจากหลวง ปู่ปั้นแห่งวัดพิกุล สุดยอดพระเกจิดังในยุคนั้น และเป็นที่น่าอัศจรรย์ยิ่งนักในสมัย ที่หลวงพ่อปกครองวัด หน้าต่างนอก ท่านมีชื่อเสียง เป็นที่เลื่องลือมากมีกิจนิมนต์แทบทุกวัน ขณะเดียวกันก็มีชาวบ้านมากราบไหว้ท่านที่วัดไม่ขาดระยะ

มีความเมตตามาก ท่านไม่เคยปฏิเสธในการให้ความช่วยเหลือชาวบ้าน ไม่ว่าการรดน้ำมนต์ ทำตะกรุด ปลุกเสกพระเครื่องโดยหลวงพ่อเพียงแค่เป่าพ่วงเดียว ก็มีความศักดิ์สิทธิ์เป็นยิ่งนัก 

วัตถุมงคลของหลวงพ่อจง สูงค่าทั้งทางแคล้วคลาด เมตตามหานิยม ป้องกันเขี้ยวงา ภูตผีปีศาจ มหาอุด คงกระพันชาตรี โดยมีหลากหลายรูปแบบ ทั้งเหรียญยอดนิยมหลายรุ่น รูปหล่อ เสื้อยันต์ ผ้ายันต์ ตะกรุด แหวน ปลาตะเพียน รักยม

หลวงพ่อจง พุทธัสสโร ตลอดเวลาที่ท่านให้ ความช่วยเหลือชาวบ้าน และปกครองวัด ท่านไม่ยอมรับสมณศักดิ์ใดๆ ที่ทางการมอบให้ กิจนิมนต์ที่สำคัญที่ท่านมักจะได้รับเป็นประจำ คือ การไปร่วมนั่งปรกปลุกเสกวัตถุมงคลในพิธีใหญ่ๆ ทุกครั้ง เรียกว่าทุกพิธีสำคัญจะขาด หลวงพ่อจง วัดหน้าต่างนอก ไม่ได้

หลวงพ่อจง พุทธัสสโร

และหลวงพ่อจง ก็ได้พนักจำพรรษาอยู่ ณ วัดหน้าต่างใน ศึกษาพระปริยัติธรรมและธรรมสิกขา พร้อมด้วยฝึกฝนใน อักษรสมัยทั้งขอมและไทย จากพระอาจารย์เจ้าอาวาสจนมีความรู้ ปราดเปรื่องชำนาญจนใคร ๆก็อดสงสัยมิได้ว่า เอ๊ะ ทำไมหลวงพ่อจง มิยังงมโข่งหรืออุ้ยอ้ายอับปัญญาดุจดั่งที่มีบุคลิกอันอ่อนแอ ส่อสำแดงว่าน่าจะเป็นไปในทางทึบหรืออับ

หลวงพ่อจง พุทธัสสโร พลิกความเข้าใจของโยมและวงศ์ญาติให้เป็นการกลับตาลปัตรไปไกลกว่านั้น โดยนอกจากศึกษารู้แจ้งในพระธรรม และภาษาหนังสือจนแตกฉานแล้ว มิช้ามินานยังสามารถ รับการถ่ายทอด วิทยาการในแขนงว่าด้วยคุณเวทย์วิทยาคมขลั งจากพระอาจารย์โพธิเจ้าอาวาสวัดหน้าต่างใน ซึ่งท่านเป็นผู้มีชื่อเสียงโด่งดัง

มีผู้ศรัทธา เลื่อมใส ไพศาลในยุคนั้น มาได้ขนาดว่าหมดสิ้น พุงความรู้ของพระอาจารย์ และก็มิได้หยุดยั้งแค่นั้น หลวงพ่อจง ยังได้พากเพียรแสวงหาความรู้ไม่ขาด รู้ว่าที่ไหนมีพระอาจารย์ดี มีผู้เคารพนับถือมาก ในวิชาหรือเจนบจนในวิทยาการหนึ่งวิทยาการใด ท่านเป็นเสาะแสวง หาหนทางนำตนไปนมัสการน้อมยอม เป็นสานุศิษย์ ศึกษาวิชาอย่าง ไม่มีท้อถอยไม่มีกลัวความลำบาก

หลวงพ่อจง ต่อมาจึงได้ไป ศึกษาเรียน วิชาปฏิบัติกรรมฐานจากพระอาจารย์ หลวงพ่อปั้น เกจิอาจารย์ของวัดพิกุล ซึ่งท่านมีชื่อ เสียงกิตติศัพท์โด่งดังมากจนสมญาว่า เป็นพระมหาเถระ ฝ่ายอรัญวาสี ผู้ยิ่งใหญ่รูปหนึ่งหมั่นศึกษา และพากเพียร ด้วยอิทธิบาทอันแก่กล้าช้านาน

จนในที่สุด ทั่ง ถูกฝนลงเป็นเข็มสำเร็จ กาลต่อมา หลวงพ่อจงจึงได้รับขนานนาม เป็นผู้เชี่ยวชาญทาง เจริญกรรมฐาน ประเภท อสุภปฏิกูล โดยที่ท่านมีบุคลิก ภาพเปี่ยม พร้อมสมบูรณ์ สำหรับการปฏิบัติเจริญภาวนา เหมาะสม กับสภาวะนั้นได้ ด้วยปราศจากอารมณ์ หวาดหวั่น หวาดไหว เป็นต้น เปี่ยมพร้อมด้วย มีองค์คุณอันเหมาะ สมที่เรียกว่า สัปปายะ สี่ และมี องค์คุณอันเป็น ที่ตั้งของความเพียร

ufabet.com

ต่อมาหลังจากที่ หลวงพ่อจง ได้ศึกษาแนวทางการวิปัสสนากรรมฐานจากพระอาจารย์หลายๆรูป และท่านได้เกิด มีความสนใจในการเรียนรู้ด้านวิชาอาคม ซึ่่งท่านเองก็ได้ เกิดความประทับใจนี้มาจาก พระอาจารย์สุ่น วัดบางปลาหมด ที่ได้ถ่ายทอดวิชาให้แก่ ท่านเป็นองค์แรก

โดยหลวงพ่อจง ได้มองว่าการ ที่ได้ศึกษา วิชาอาคมต่างๆเอาไว้ และนำไปใช้ให้ถูกต้องถูกวิธี และจะก่อประโยชน์ ให้กับบุคคลทั่วไปเป็นอันมาก ดังนั้นท่านจึงได้เริ่มศึกษาวิชาอาคม อย่างจริงจังจากพระอาจารย์สุ่น และก็ได้ไปแสวงหาความรู้จากพระอาจารย์ องค์อื่นๆ ต่อไปอีกอย่างไม่หยุดยั้ง
ซึ่งจากคำบอกเล่าทื่ว่า

หากนำคาถาวิชา อาคมไปใช้ให้ ถูกที่ถูกเวลานั้น จะก่อให้เกิดประโยชน์ให้แก่บุคคลอื่นเป็นอันมาก อันจะเห็นชัดได้จากเหตุการณ์ ที่ประเทศไทยเผชิญกับภัยสงครามอินโดจีน ในช่วงปีพุทธศักราช 2483 – 2485หรือในปีคริสต ศักราช 1940 – 1942

ซึ่งหลวงพ่อจง ได้รับการอาราธนา ขึ้นเครื่องบินไปโปรายทรายเสก คุ้มครองบ้านเมือง โดยในบริเวณใดที่ได้รับ ทรายเสกของหลวงพ่อจง แม้ระเบิดจากข้าศึก จะตกลงก็จะด้าน ไม่เกิดระเบิด ไปสร้างความเสียหายให้กับบ้านเมืองของประชาชน ในบริเวณนั้นครับ ซึ่งจากเหตุการณ์ นี้เองที่ทำให้เสียงกิตติศัพท์ของหลวงพ่อจงก็โด่งดังไป

จนกระทั่งปี พ.ศ. 2450 เจ้าอาวาสวัดหน้าต่างนอกว่างลง ชาวบ้านจึงนิมนต์ท่าน เป็นเจ้าอาวาสสืบต่อ ท่านปกครองดูแล และพัฒนาวัดหน้าต่างนอกจน เจริญรุ่งเรือง เป็นที่เคารพศรัทธา ของพุทธศาสนิกชนทั้งใกล้ไกล มักมีลูกศิษย์ลูกหาและผู้ คนแวะเวียน มากราบนมัสการ กันเป็นเนืองนิจ ส่วนใหญ่จะขอน้ำมนต์ และ วัตถุมงคลต่างๆ กลับไปบูชาเพื่อความเป็นสิริมงคล ท่านมรณภาพในปี พ.ศ.2508 สิริอายุ 94 ปี พรรษาที่ 72หลวงพ่อจงท่านถือได้ ว่าเป็นเทพเจ้า แห่งความเมตตา

Categories
ประวัติพระเกจิ รวมบทความ

หลวงพ่อทบ

หลวงพ่อทบ

ประวัติของ หลวงพ่อทบ

หลวงพ่อทบพระครูวิชิต พัชราจารย์ หรือ หลวงพ่อทบ ธัมมปัญโญเทพเจ้าแห่ง ความเมตตา เกิดเมื่อวันที่ 3 มีนาคม พ.ศ.2424 ที่บ้านยางหัวลม ปัจจุบัน คือ ต.วังชมภู ต.นายม อ.เมือง จ.เพชรบูรณ์บิดาชื่อนายเผือกมารดาชื่อนางอินทร์ เมื่ออายุ 16 ปีได้บรรพชา

เป็นสามเณรที่วัดช้าง เผือกบ้านยางหัวลม โดยมี พระอาจารย์สี เป็นพระอุปัชฌาย์

ศึกษาร่ำเรียนหนัง สือขอมและ ไสยเวทวิทยาคมกับพระอาจารย์สีจนแตกฉาน พออายุครบ 21 ปี จึงอุปสมบทเป็นพระภิกษุที่วัดเกาะแก้ว ต.นายม อ.เมือง จ.เพชรบูรณ์ โดยมี พระครูเมือง เป็นพระอุปัชฌาย์, พระอาจารย์ปาน เป็นพระกรรม วาจาจารย์ และ พระอาจารย์สี เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้รับฉายา ธัมมปัญโญ

หลวงพ่อทบเทพเจ้าแห่งความเมตตา ท่านเกิดเมื่อปี พ.ศ.2424 ณ บ้านหัวลม ตำบลนายม เพชรบูรณ์ โยมบิดาชื่อเผือก โยมมารดาชื่ออินทร์ หลวงพ่อทบ ท่านบวชเณรตั้งแต่ พ.ศ.2440 ที่วัดช้างเผือก และอุปสมบท เมื่อปี พ.ศ.2445 ที่วัดเกาะแก้ว บ้านนายม เพชรบูรณ์ โดยมีพระครูเมือง เป็นพระอุปัชฌาย์ พระอาจารย์ปานเป็น พระกรรมวาจาจารย์

พระอาจารย์สีเป็น พระอนุสาวนาจารย์ อุปนิสัยของหลวงพ่อทบ วัดชนแดนท่านเป็นพระที่มีเมตตา สุขุมเยือกเย็น พออายุได้ 10 ขวบ คุณพ่อเผือกก็ได้นำไปฝาก ไว้ที่วัดช้างเผือก เพื่อให้เรียนหนังสือไทย หนังสือขอม พร้อมกับคณิตศาสตร์ ซึ่งเด็กชายทบนั้น ก็ไม่ทำให้คุณพ่อเผือกเสียชื่อ ทั้งเขียน

ทั้งอ่านได้คล่องแคล่ว กว่าเด็กรุ่นราวคราวเดียวกัน จนได้รับคำชมเชยจาก หลวงตากี ซึ่งเป็นครูสอน เด็กชาวบ้าน ในขณะนั้นว่า เป็นเด็กฉลาดว่านอนสอนง่าย เติบใหญ่ไปภายหน้า จะได้ดีกว่าคนอื่นๆ  อุปนิสัย ของหลวงพ่อทบ ท่านเป็นคนมีเมตตา เยือกเย็น สุขุม ปรานีต่อสัตว์ทั้งปวง

ดังจะเห็นได้จากเรื่องนี้ ก่อนที่หลวงพ่อทบ จะออกบวชนั้น แถวนายมเมื่อประมาณ หนึ่งร้อยปีที่ผ่านมายัง เรียกว่าเป็นป่าดงดิบ มีแต่ป่าไม้ สัตว์ป่าชนิดต่างๆ ชุกชุมมาก  ในสมัยนั้นชาวนา ชนบทต้องดำรงชีวิต ด้วยอาหารจากป่าเป็นส่วนใหญ่ไม่ว่าจะเป็นหน่อไม้

หัวเผือก หัวมัน ผลไม้ชนิดต่างๆ ป่าไม้ไม่ถูกทำลาย มนุษย์ก็ยังมีไม่มากเหมือนปัจจุบัน ทุกอย่าง อุดมสมบูรณ์ไปหมด ถ้าหากว่าออกไปหาอาหารเพียงชั่วครู่ก็จะได้อาหาร ติดมือมา ทำกับข้าวทันที คนในสมัยก่อนโน้นฝากปากฝากท้อง ไว้กับธรรมชาติ คือป่าเขาลำเนาไพร

หลวงพ่อทบ

ซึ่งผิดกับคนในสมัยนี้อย่างลิบลับ ที่ฝากปากฝากท้องไว้กับร้านอาหาร ดูมันง่ายและสะดวกดี  ภายในครอบครัวของหลวงพ่อทบ ก็เช่นกัน นายทบ  ม่วงดี อายุขณะนั้นได้ 16 ปี ก็บังเกิดความเบื่อหน่าย ชีวิตในการครองเรือนที่เห็นว่าไม่มี สาะแก่นสารอันใด หวังเอาพระนิพพานเป็นที่พึ่ง

หลวงพ่อทบ จึงขออนุญาต จากคุณพ่อเผือก และคุณแม่อินทร์ ซึ่งท่านทั้งสองก็มองเห็นความตั้งใจอันดี ของลูกชายจึงออกปากอนุญาต และได้นำนายทบ ม่วงดี ลูกชายไปบรรพชาที่ วัดช้างเผือก โดยมี พระอาจารย์สี เจ้าอาวาสวัดช้างเผือกในขณะนั้น เป็นผู้บรรพชาให้  

เมื่อ เมื่อได้บรรพชา เป็นสามเณรแล้ว ก็ได้ศึกษาหาความรู้ต่างๆ ในสำนักของพระอาจารย์สี ไม่ว่าจะเป็น พระธรรม พระวินัย สวดมนต์เจ็ดตำนาน สิบสองตำนาน ตลอดจนหัดเทศน์ เรียกได้ว่าท่านไม่ปล่อยเวลาให้ผ่านไปโดยไร้ประโยชน์อย่างแท้จริงจนถึงปี พ.ศ.2445

สามเณรทบ มีอายุครบ 21 ปี ทางคุณพ่อเผือ และคุณแม่อินทร์ ก็ได้นำสามเณรทบไปทำการอุปสมบทที่ วัดศิลาโมง บ้านนายม ตำบลนายม อำเภอเมือง จังหวัดเพชรบูรณ์ โดยมี ท่านพระครูเมือง เป็นพระอุปัชณาย์  พระอาจารย์ปาน

เป็นพระกรรมวาจาจารย์ พระอาจารย์สีท่านนั้น เป็นพระอนุสาวนาจารย์  ได้รับฉายาว่า ธัมมปัญโญภิกขุหลังจากอุปสมบทแล้ว ท่านก็ได้กลับไปจำพรรษาที่วัดช้างเผือก 2 พรรษา ในระหว่างนี้หลวงพ่อทบก็ได้ใช้เวลาทั้งหมดศึกษาวิปัสสนา

เมื่อครั้งหนึ่ง ท่านได้เดินธุดง ค์ผ่านไปพบกองกระดูกอยู่กับกองผ้าเหลืองเปื่อยๆ ผุๆ พร้อมกับกลด และบาตรที่สิ้นสภาพ หลวงพ่อทบจึงรู้ในขณะนั้นว่าพระธุงดงค์รูปที่มานอนมรณภาพ อยู่ตรงหน้านี้ต้อง อาบัติในธุดงค์วัตร มีวัตรอันไม่บริสุทธิ์

จึงต้องเอาชีวิตมาทิ้งไว้อย่างน่าอนาถ ท่านจึงได้รวบรวมผ้าเหลือง กระดูก กลด และบาตรเข้าด้วยกัน แล้วนำไปฝังอย่างเรียบร้อย พร้อมกับสวดมาติกาบังสุกุลให้เป็นที่เรียบร้อย จึงตกลงใจปักกลดค้างคืนอยู่ ที่ตรงนั้น  พอตกดึกในคืนนั้นเอง ขณะที่ท่านกำลังทำสมาธิภาวนา  พลันก็มีสิ่งแปลกปลอมเดินเข้ามาใกล้กลด

กลิ่นสาบสางคละคลุ้งโชยเข้าจมูก แทบจะสำลัก  หลวงพ่อทบยังคงนั่งสมาธิภาวนาอย่างแน่วแน่ ไม่ยอมขยับเขยื้อน เจ้าเสือพานกลอนขนาดใหญ่เห็นท่าน ไม่เกรงกลัวมัน มันจึงแยกเขี้ยวขู่คำรามอย่างดุร้ายหมายจะกัดกินท่านเป็นอาหาร ท่านจึงรวบรวมจิตแผ่เมตตาออกไปให้กับเสือ พร้อมปากก็พูดว่า

หลวงพ่อทบ

เอ็งหากินของเอ็ง ข้าก็ออกธุดงค์เพื่ออยู่ในทางธรรม เอ็งอาศัยสัตว์น้อยใหญ่ต่อชีวิต ข้าก็อาศัยภัตตาหารดำรงชีวิต เอ็งมาข้าก็ดีใจ ไม่มีอะไรก็นอนเสียเถิดหลังจากกล่าวจบแล้วหลวงพ่อทบก็น้อมชีวิตเป็นพุทธบูชา โดยอธิษฐานว่า

หากเสือกับท่านมิได้เคยผูกพยาบาท อาฆาตจองเวรต่อกันในชาติปางก่อน ก็ขอให้เสือหลีกทางให้ ถ้าเคยผูกเวรกันมา ก็ขอให้เอาท่านไปกินเพื่อชดใช้กรรม  เป็น ที่อัศจรรย์ปรากฏว่า เสือตัวนั้นหยุดคำราม และทำตามคำสั่งของท่านอย่างว่าง่าย เหมือนพูดกับนักเรียน

มันลดความดุร้ายลง และค่อยๆ ล้มตัวลงนอนข้างๆ กลดของท่าน ส่วนท่านก็ได้เจริญสมาธิภาวนาจนรุ่งเช้า พอท่านลืมตาขึ้นมาดูอีกครั้ง ก็พบว่าเสือสมิงได้หายไปจากที่มันล้มตัวนอนเมื่อคืนนี้ คงเหลือแต่รอยเท้าของมันที่ทิ้งร่องรอยเอาไว้  

หลังจากนั้นท่านก็ได้เดินธุดงค์ต่อไป จนกระทั่งได้พบกับพระธุดงค์อีกรูปหนึ่ง จึงได้ชักชวนกันเดินธุดงค์ ไปจนทะลุถึงเขตชายแดนพม่า  ณที่นั้นเอง หลวงพ่อทบและพระธุดงค์รูปนั้นก็ได้แสดงอภินิหารซึ่งกันและกัน และได้แลกเปลี่ยนวิทยาคม

จนเป็นที่พอใจแล้วต่างก็แยกย้ายกันไปคนละทิศละทาง  หลวงพ่อทบได้เดินธุดงค์ต่อไปจนถึงประเทศลาว ท่านได้เคยรู้จักคุ้นเคยกับพระเณรที่เวียงจันทร์หลายรูปด้วยกัน เมื่ออยู่ที่นครเวียงจันทร์ ท่านได้ช่วยเหลือพระเณรที่นั่นก่อสร้างสิ่งต่างๆ จนสำเร็จหลายแห่ง

จนเป็นที่ชื่นชอบอัธยาศัยของ พระเณรในเวียงจันทร์มาก ถึงกับนิมนต์ให้ท่านประจำวัด อยู่ด้วยกันตลอดไป แต่ท่านได้ปฏิเสธไป เพราะท่านยังมีภาระที่จะต้องทำอีกมาก  เมื่อหลวงพ่อได้ปฏิเสธ ในการอยู่เวียงจันทร์แล้ว

ช่วงเวลาก่อน มรณภาพ

ท่านออกธุดงค์ไปในสถานที่ต่างๆ มากมายหลังจากนั้นท่านก็มาจำพรรษาอยู่ที่วัดศิลาโมง วัดเสาธงทองเจริญธรรม วัดเกาะแก้ว วัดสว่างอรุณ วัดพระพุทธบาทเขาน้อย และวัดช้างเผือก เป็นต้น และทุกวัดที่หลวงพ่อทบท่านจำพรรษาอยู่ท่านจะบูรณปฏิสังขรณ์ จนวัดมีความเจริญรุ่งเรืองทุกวัด

หลวงพ่อทบ

หลวงพ่อทบ ท่านมรณภาพในวันที่ 14 มีนาคม พ.ศ.2519 ปัจจุบันสังขารของหลวงพ่อทบนั้นไม่เน่าไม่เปื่อยเป็น ที่ฮือฮาของคนเพชรบูรณ์ยิ่งนัก ยังเก็บรักษาไว้ในโลงแก้วภายในวัด ตามเจตนาของ ท่าน ตั้งแต่อดีตจวบถึงปัจุบัน มีประชาชนมามนัสการ เป็นประจำมิได้ขาดสายเลยแห่กันมาทั่วศ้าเมืองไทยมากราบท่านซึ่งร่างกายท่านไม่เน่าไม่เปื่อย ใส่อยู่ในโลงแก้วคาถาบูชาหลวงพ่อท่องก่อนออกจากบ้าน นะติตันโต นโมตันติ นะคือพ่อ โมคือแม่ มาอยู่หัว นี่คือประวัติคร่าวๆของเกจิแห่งเมืองเพชรบูรณ์เทพเจ้าแห่งความเมตตาหลวงพ่อทบ

ขอขอบคุณบทความประวัติเกจิชื่อดังดีๆจาก ufabet.com

Categories
รวมบทความ

หลวงพ่อเดิม

หลวงพ่อเดิม

หลวงพ่อเดิม เทพเจ้า แห่งวัดหนองโพ อัตโนประวัติ หลวงพ่อเดิม เกิดในสกุล ภู่มณี เมื่อวันศุกร์ที่ 8 กุมภาพันธ์ 2403 โยมบิดามารดา ชื่อ นายเนียมและนางภู่ ภู่มณี ประวัติหลวงพ่อเดิมวัดหนองโพในช่วงวัยเยาว์ก่อนอุปสมบทนั้น โยมบิดามารดา ได้นำเข้าไปหาพระหาวัด

โดยการศึกษาของชาวนาหนองโพในตอน นั้นมีศูนย์กลาง คือ วัดหนองโพ กระทั่งเมื่ออายุครบบวช ได้เข้าพิธีอุปสมบท ณ พัทธสีมาวัดเขาแก้ว อ.พยุหะคีรี จ.นครสวรรค์ เมื่อวันอาทิตย์ที่ 31 ตุลาคม 2423 โดยมีหลวงพ่อแก้ว วัดอินทาราม

เป็นพระอุปัชฌาย์ หลวงพ่อเงิน วัดพระปรางค์เหลือง ต.ท่าน้ำอ้อย เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และหลวงพ่อเทศ วัดสระทะเล ต.สระทะเล เป็นพระอนุศาสนาจารย์  หลวงพ่อเดิม ได้รับฉายาว่า พุทธสโร เมื่อหลวงพ่อเดิม อุปสมบทแล้วได้เดินทาง กลับมาจำพรรษาอยู่ ณ วัดหนองโพ

เพื่อศึกษาเล่าเรียน ตามทางที่พระนวกะ ท่านตั้งต้นศึกษาหาความรู้เป็นการใหญ่ รวมทั้งได้ศึกษาเล่าเรียนพระ ธรรมวินัย และท่องพระคัมภีร์วินัย นอกจากนี้ หลวงพ่อเดิม วัดหนองโพท่านยังได้ศึกษาวิทยาคมกับนายพัน ชูพันธ์

ผู้ทรงวิทยาคุณอยู่ในบ้านหนองโพ ภายหลังนายพันธ์ถึงมรณกรรม ได้ไปศึกษาเล่าเรียนกับหลวงพ่อมี ณ วัดบ้านบน ต.ม่วงหัก อ.พยุหะคีรี จ.นครสวรรค์  หลวงพ่อเดิม ท่านได้ไปเรียนทางวิปัสสนากับหลวงพ่อเงิน วัดพระปรางเหลือง อ.พยุหะคีรี จ.นครสวรรค์

ซึ่งหลวงพ่อเดิมปฏิบัติจริงจังตลอดเวลา ภายหลัง หลวงพ่อเดิม ได้จัดสร้างวัตถุมงคลมากมายหลายรุ่น จนเป็นที่เลื่องลือมากในเรื่องของความขลัง เป็นที่ปรากฏว่า ประชาชนทั้งชาวบ้าน และข้าราชการทหาร ตำรวจ และพลเรือนทั้งในจังหวัดนครสวรรค์และจังหวัดที่ใกล้เคียง ตลอดไปจนจังหวัดที่ห่างไกลบางจังหวัด พากันไปเข้า ไปกราบนมัสการฝากตัวเป็นลูกศิษย์หลวงพ่อมากมาย

วันที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2423 โดยมีหลวงพ่อแก้ว วัดอินทาราม (วัดใน) เป็นพระอุปัชฌาย์ หลวงพ่อเงิน พระครูพยุหนุศาสน์ วัดพระปรางค์เหลือง ตำบลท่าน้ำอ้อย มีชื่อเสียงทางรดน้ำมนต์ กับหลวงพ่อเทศ วัดสระทะเล ตำบลสระทะเล เป็นพระกรรมวาจาจารย์

และพระอนุสาวนาจารย์ ได้รับฉายาว่า พุทฺธสโร ครั้นอุปสมบทแล้วก็มาอยู่วัดหนองโพ ซึ่งหลวงพ่อก็ตั้งต้นศึกษาหาความรู้ เป็นการใหญ่ หลวงพ่อเคยเล่าให้ฟังว่า ท่านมีนิสัยจะทำอะไรแล้วต้องทำให้สำเร็จ คิดอะไรไม่ได้เป็นไม่ยอมหยุดคิด

หลวงพ่อเดิม

คิดมันไปจนออกจนเข้าใจได้ ดูอะไรไม่ได้เรื่องไม่ได้ความก็คิดค้นมันไปจนแตกฉาน เมื่อมาจำพรรษาอยู่ในวัดหนองโพ ตลอดเวลา 7 พรรษาแรก ได้ศึกษาเล่าเรียนพระธรรมวินัย และท่องคัมภีร์วินัย

ต่อมาหลวงพ่อเดิมได้เล่าเรียนต่อทางพระปริยัติต่อกับหลวงพ่อมี ได้รับการถ่ายทอดจนก้าวหน้าแตกฉานออกไปอีกจนสิ้น แต่ก็ยังไม่หยุดแสวงหาความรู้ ท่านไปต่อกับอาจารย์แย้ม ฆราวาส แห่งวัดสระทะเล

ที่นั่นหลวงพ่อสามารถแปลเข้าสอบเปรียญในสนามหลวงได้ทีเดียว แต่ท่านเรียนเพื่อศึกษาหาความรู้ เท่านั้นมิได้หวังเปรียญ หรือเป็นมหาแต่อย่างใด

เมื่อเรียนพระปริยัติได้สมบูรณ์แล้ว ท่านรับการแนะนำให้ไปเรียนการเทศนา เพื่อเผยแพร่ความรู้ที่ท่านได้เรียนมาให้ญาติโยมสาธุชน พ่อแม่ พี่ป้า น้าอา ได้สดับ

ต่อมาท่านยังไปศึกษาวิชาการเป็นนักเทศน์กับพระอาจารย์นุ่ม วัดเขาทอง สามารถอ่านใบลานเทศน์และทำนองเทศน์ อันเป็นอักขระภาษาบาลีจน เมื่อสำเร็จเรียบร้อยดีแล้ว ท่านจึงเดินทางกลับสู่วัดหนองโพตามเดิม

หลวงพ่อเดิมมีเพียงร่ำเรียนวิชาปริยัติ คาถาอาคม วิปัสสนา แต่ท่านยังร่ำเรียนเรื่องการทำของขลังด้วย โดยพระอาจารยืที่ท่านร่ำเรียนด้วยในทางนี้ เช่น 

หลวงพ่อเทศ วัดสระทะเล ที่ได้ถ่ายทอดวิชาการทางวิปัสสนาคาถาอาคม การปลุกเสกเครื่องรางของขลัง หลวงพ่อเงิน วัดพระปรางค์เหลือง ท่านได้ร่ำเรียน วิชาน้ำมนต์จินดามณีสารพันนึก

หรือหลวงพ่อวัดเขาห่อ อ.ชนแดน บรรพตพิสัย จ.นครสวรรค์ ไม่ทราบชื่อหลวงพ่อแน่นอนแต่ท่านได้ศึกษาวิชาด้วย วิชาใดไม่ปรากฏ เพียงแต่ท่านพูดถึงอยู่เสมอ

และหลวงพ่อขำ วัดเขาแก้ว ที่นี่ท่านไปเรียน วิชามีดหมอ  จนต่อมาหลวงพ่อเดิมได้ชื่อว่าชำนาญในเรื่องมีดหมอและมีชื่อเสียงมาก 

ว่ากันว่าการเรียนวิชาของหลวงพ่อ นับแต่ ปริยัติ คาถาอาคม วิปัสสนา และการทำของขลัง สรุปรวมแล้วกินเวลาถึง 12 ปี นับแต่บวชมาทำให้ท่านมีความรู้มากมาย เป็นที่เคารพรักของชาวหนองโพทุกคน

หลวงพ่อเดิม

สำหรับเรื่องเล่าปาฎิหาริย์มีดหมอหลวงพ่อเดิม นั้นมีข้อมูลจากเฟซบุ๊กแฟนเพจ ตำนานเล่าขานพระผู้ทรงฌานอภิญญา ครูบาอาจารย์ผู้เรืองวิชาอาคม เล่าว่า

มีดหมอหลวงพ่อเดิมนี้บางท่านเรียกว่า มีดปราบชาตรี ด้วยว่าหลวงพ่อเดิมได้สร้างมีดหมอขึ้นมามีวัตถุประสงค์ ประการหนึ่ง คือเพื่อเป็นการป้องกันการถูกรังแกจากพวกนักเลงหัวไม้ในอดีต ที่มักสักยันต์ลงคาถาอาคม อาบน้ำว่าน

เพื่อให้ร่างกายอยู่ยงคงกระพัน พกพาเครื่องรางของขลัง ทั้งที่เกิดขึ้นเองจากธรรมชาติ และปลุกเสกขึ้น แล้วออกรังแกชาวบ้านด้วยว่าตัวเองมีของดีปกป้องรักษาหลวงพ่อมีนิสัยชอบศึกษาและค้นคว้าทดลอง เช่น การสร้างเกวียนโยก

และนอกจากค้นคว้าใน ทางประดิษฐ์ต่าง ๆแล้ว ตำรับตำราที่ครูบาอาจารย์ทำไว้แต่ก่อน ๆ บางอย่างหลวงพ่อก็นำมาทดลองด้วย เช่น วิชาเล่นแร่ คือทำแร่ตะกั่วให้เป็นเงิน และทำเงินให้เป็นทอง โดยได้ทดลองอยู่หลายปีจนถลุงเงินให้เป็นทองสำเร็จ

แล้วลูกศิษย์ต่างก็พากันขอหลวงพ่อจึงนำไปขว้างทิ้งในสระน้ำ จากนั้นก็หยิบฆ้อนทุบเตา ทุบเบ้าถลุงแตกหมด แล้วก็เลิกเล่นเลิกทำตั้งแต่วันนั้น

หลวงพ่อเดิม ได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เป็นพระครูนิวาสธรรมขันธ์ รองเจ้าคณะแขวงเมืองนครสวรรค์ ในวันที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2457 ซึ่งหลวงพ่อมีอายุได้ 55 ปี 38 พรรษา

นำมาซึ่งความปีติยินดีแก่บรรดาศิษยานุศิษย์ของหลวงพ่อเป็นอันมาก แต่ประชาชนทั่วไปก็ยังคงเรียกหลวงพ่อในนามว่า หลวงพ่อเดิม ปี พ.ศ. 2462 หลวงพ่อได้รับตราตั้งเป็นพระอุปัชฌาย์ ซึ่งหลวงพ่อได้ปฏิบัติศาสนกิจในหน้าที่มาตลอดเวลา 20 ปี

เมื่อท่านล่วงเข้าวัยชรามากแล้ว ทางการคณะสงฆ์จึงได้เลื่อนหลวงพ่อขึ้นเป็นตำแหน่งกิตติมศักดิ์

ufabet.com

10 ค่ำ เดือน 6 ตรงกับวันที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2494 อาการเพียบหนักขึ้น บรรดาศิษยานุศิษย์และหลานเหลนต่างพากันมาห้อมล้อมพยาบาลและฟังอาการกันเนืองแน่น ด้วยความเศร้าโศกและห่วงใย เล่ากันว่า “หลวงพ่อคอยแต่สอบถามอยู่ว่า เวลาเท่าใดแล้ว ศิษย์ผู้พยาบาลก็กราบเรียนตอบไป จนถึงราว 17.00 น.

หลวงพ่อจึงถามว่า น้ำในสระมีพอกินกันหรือ เพราะบ้านหนองโพมักกันดารน้ำดังกล่าวแล้ว ศิษย์ที่พยาบาลอยู่ก็เขียนตอบว่าถ้าฝนไม่ตกภายใน 6-7 วันนี้ ก็น่ากลัวจะถึงกับขาดแคลนน้ำ หลวงพ่อก็นิ่งสงบไม่ถามว่ากระไรต่อไป

ในทันใดก็มีกลุ่มเมฆตั้งเค้ามาและฟ้าคะนอง มิช้าฝนก็ตกห่าใหญ่น้ำฝนไหลลงสระราวครึ่งค่อนสระ พอฝนขาดเม็ด หลวงพ่อก็สิ้นลมหายใจเมื่อเวลา17.45 น. คำนวณอายุได้ 92 ปี 71 พรรษา บรรดาคณะศิษยานุศิษย์ได้ช่วยกันสรงน้ำศพ

หลวงพ่อแล้วบรรจุศพตั้งบำเพ็ญกุศล ณ วัดหนองโพ ตั้งแต่วันที่ 23พฤษภาคม 2594 ครบ 7 คืน ถึงวันที่ 29 พฤษภาคม 2494 และจัดให้มีการพระราชทานเพลิงในวันที่ 30 สิงหาคม 2494 นับแต่อดีตจวบถึงปัจุบันชาวบ้านทั่วศรทิศต่างทยอยมากราบ ไหว้ท่านไม่ขาดสายเลย

Categories
รวมบทความ

หลวงพ่อแดง

หลวงพ่อแดง

หลวงพ่อแดง ผู้ทรงศีล

หลวงพ่อแดง วัดเขาบันไดอิฐ จ.เพชรบุรี หลายๆท่านอาจจะเคยได้ยินชื่อ หลวงพ่อแดง หรือพระครูญาณวิลาศ แห่งวัดเขาบันไดอิฐ จ.เพชรบุรี ท่านเป็นพระเกจิอาจารย์ที่มีชื่อเสียงโด่งดังขจร ขจายไปทั่วว่าท่านเป็นพระเกจิอาจารย์ที่มีเมตตาธรรมสูง

และการปฏิบัติที่น่าเลื่อมใส เป็นอย่างยิ่ง ถึงแม้ว่าหลวงพ่อท่านนั้นจะมรณภาพไปเป็นเวลานานมากแล้วก็ตาม แต่ชื่อเสียงและวัตถุมงคลของทานก็ยังเป็นที่เลื่องลือจ นเกิดเป็นตำนานต่างๆมากมาย

หลวงพ่อแดงท่าน เกิดที่ ต.บางจาก อ.เมือง จ.เพชรบุรี บิดาชื่อนายแป้น มารดาชื่อนางนุ่ม นามสกุล อ้นแสง เกิดเมื่อวันพุธ ขึ้น 2 ค่ำ เดือน 11 พ.ศ. 2422 ในวัยเด็กท่านก็ช่วยพ่อแม่ ทำไร่ ทำนา ไม่มีโอกาสร่ำเรียนหนังสืออย่างเด็กสมัยนี้ จนกระทั่งอายุ 20 ปี พ่อแม่ก็หวังจะให้บวชเรียน จึงพาไปฝากกับท่านอาจารย์เปลี่ยน วัดเขาบันไดอิฐ

ท่านเป็นคนที่ 5 ในปี พ.ศ.2441 บิดามารดาได้นำท่านไปฝากไว้กับพระอาจารย์เปลี่ยน แห่งวัดเขาบันไดอิฐ และอยู่ที่วัดเขาบันไดอิฐจนกระทั่งอุปสมบท เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ.2444 เวลา 15.13 น. ณ วัดเขาบันไดอิฐ ต.ไร่ส้ม อ.เมือง จ.เพชรบุรี พระครูวิสุทธิ วัดแก่นเหล็ก จ.เพชรบุรี เป็นพระอุปัชฌาย์ ได้รับฉายาว่า รัตโต แปลว่าสีแดงตาม

ตำนานกล่าวไว้ว่า เมื่อหลวงพ่อแดงท่านนั้นอุปสมบท แล้วท่านจำพรรษาอยู่ที่วัดเขาบันไดอิฐ ตลอดมา ได้รับการศึกษา ต่างๆ จากท่านพระอาจารย์เปลี่ยน เจ้าอาวาส วัดเขาบันไดอิฐ ในขณะนั้นทั้งทางด้านปริยัติธรรม และทางด้านวิปัสสนา กรรมฐาน หลังจากนั้น ท่านได้ไปฝากตัวเป็นศิษย์ หลวงพ่อฉุย แห่งวัดคงคารามนั้นเอง

หลวงพ่อฉุยองค์นี้ ท่านนั้น มีความถนัดทางด้าน วิชาอาคม เมื่อหลวงพ่อแดงได้ศึกษาเล่าเรียน จากท่าน แล้วก็ยังมีพระเกจิอาจารย์ในสมัยนั้นอีกหลายท่านที่ได้ประสิทธิ์ ประสาทความรู้ ถ่ายทอดให้แก่หลวงพ่อแดง

เมื่อ พ.ศ.2461 ท่านอาจารย์เปลี่ยนเจ้าอาวาสวัดเขาบันไดอิฐมรณะภาพลง หลวงพ่อแดงได้รับการแต่งตั้ง ให้เป็นเจ้าอาวาสแทน เนื่องจากได้ลงความเห็นกันว่าเป็นพระ ที่สมควรที่สุดในตำแหน่ง เจ้าอาวาส ที่วัดเขาบันไดอิฐ ซึ่งมีทำเลที่ตั้งอยู่บนเขา

ก็นับเป็นเรื่องที่แปลกอยู่แล้ว แต่เมื่อท่านที่ได้ไปที่วัดหากท่านเดินทางขึ้นไปยังพระอุโบสถเก่าแก่ ก็อาจจะเกิดความแปลกใจ ในการสร้างเนื่องจากในสมัยนั้นยังไม่มีเครื่อง อำนวยความสะดวกในการก่อสร้างแต่ยังสามารถที่จะสร้างวัดไว้บนยอดเขา

หลวงพ่อแดง

ได้ซึ่งมีทิวทัศน์ที่สามารถมอง เห็นตัวจังหวัดเพชรบุรีได้หมดรวมทั้งบริเวณใกล้เคียงอีกด้วย แต่หากจะสังเกต เห็นพระอุโบสถอีก 2 หลัง ซึ่งตั้งอยู่ในบริเวณใกล้กันก็อาจจะยิ่งแปลกใจว่าเหตุ ใดจึงสร้างพระอุโบสถถึง 2 หลัง และแถมยังมีลักษณะที่หันหน้าเข้าหากันโดยมีเจดีย์ขนาดใหญ่อยู่ตรงกลาง

พระอุโบสถ 2 หลังนี้รวมทั้งเจดีย์ขนาดใหญ่ ที่อยู่ตรงกลางนั้นสร้างขึ้นโดยเศรษฐีท่านหนึ่ง แรกเริ่มเดิมทีนั้นท่านสร้างขึ้นเพื่อให้กับเมียทั้งสองของท่านเองกล่าวคือ ท่านสร้างพระอุโบสถ หนึ่งหลังให้กับเมียหลวงและอีกหลังหนึ่งให้ แก่เมียน้อยเพื่อ มิให้น้อยหน้ากันและเพื่อมิให้เกิดการทะเลาะเบาะแว้งกัน ต่อมาท่านเศรษฐี ผู้นี้เสียชีวิตลง

เหล่าบรรดาเมียทั้งสองของเศรษฐีก็เกิดความกันว่า ท่านเศรษฐีผู้ล่วงลับไปแล้วนั้นจะมีความรักใคร่ใครมากกว่ากัน เพราะเมื่อท่านเศรษฐีผู้นั้นเสียชีวิตไปแล้วได้สร้างเจดีย์ไว้กึ่งกลางระหว่างอุโบสถทั้งสอง ทั้งเมียหลวงและเมียน้อยจึงอธิษฐานว่าหากท่านเศรษฐี

รักใครมากกว่าก็ขอให้ยอดเจดีย์จงเอียงไปยังอุโบสถที่สร้างไว้ให้เมียคนนั้น ปรากฏว่าปัจจุบันนั้นสามารถ มองเห็นได้ชัดเจนว่ายอดเจดีย์ที่อยู่กึ่งกลางอุโบสถทั้งสองนั้นเอนไปทางอุโบสถที่ท่านเศรษฐีสร้างไว้ให้แก่เมียน้อย ตำนานของหลวงพ่อแดงหรือพระครูญาณวิลาศนั้น ท่านได้รับสมณศักดิ์เป็นพระครูญาณวิลาสเมื่อปี พ.ศ.2502

แต่ชาวบ้านก็ยังนิยมเรียกท่าน ว่าหลวงพ่อแดง อย่างที่เรียกกันมาแต่ดั้งเดิมหลวงพ่อแดงท่านเป็นพระเกจิอาจารย์ที่มีชื่อเสียงโด่งดังมากอีกท่านหนึ่งของเมืองไทย มีตำนานเล่าขานกันว่า ท่านมีอาคมขลังและวาจาศักดิ์สิทธิ์เนื่องจากมีผู้ไปขอของดีจากท่านเป็นจำนวนมาก

ทุกวันเพราะชาวบ้านลือกันว่าเมื่อนำวัตถุมงคล ของท่านไปบูชาแล้วก่อให้เกิดประสบการณ์แปลกๆกันอยู่เสมอ จนเป็นเรื่องโจษขานรู้กันทั่วไปและด้วยเหตุนี้เองชื่อเสียงท่านจึง ดังขจรขจายไปกว้างไกลในเรื่องของการปลุกเสกวัตถุมงคล จนมีผู้มานิมนต์ไปปลุกเสกวัตถุมงคล ตามวัดต่างๆทั้งใกล้และไกลแต่ท่านไม่รับนิมนต์

รักใครมากกว่าก็ขอให้ยอดเจดีย์จงเอียงไปยังอุโบสถที่สร้างไว้ให้เมียคนนั้น ปรากฏว่าปัจจุบันนั้นสามารถมอง เห็นได้ชัดเจนว่ายอดเจดีย์ที่อยู่กึ่งกลางอุโบสถทั้งสองนั้นเอนไปทางอุโบสถที่ท่านเศรษฐีสร้างไว้ให้แก่เมียน้อย ตำนานของหลวงพ่อแดง หรือพระครูญาณวิลาศนั้น ท่านได้รับสมณศักดิ์เป็นพระครูญาณวิลาส

เหตุการณ์สำคัญของ หลวงพ่อแดง

ในระหว่าง พ.ศ. 2477 ถึง พ.ศ. 2480 เวลานั้นเกิดโรคระบาดสัตว์ วัวควายเป็น โรครินเดรอ์เปรส ซึ่งเป็นโรคปากเท้าเปื่อยที่ติดต่อร้ายแรง พากันล้มตายเป็นเบือ สัตว์แพทย์ก็ไม่มี ต้องขอให้ทางการมาช่วยฉีดยา ราษฎรจึงพากันไปหาหลวงพ่อให้ช่วยปัดเป่าป้อง กันโรคระบาดสัตว์ให้ด้วย

หลวงพ่อแดงจึงปลุกเสกลงเลขยันต์ในผืนผ้ารูปสี่เหลี่ยมเล็กๆ แจกให้ชาวบ้านที่เลี้ยงวัวควายนำไปผูกปลายไม้ปักไว้ที่คอกสัตว์ของตน ปรากฏผลว่า คอกสัตว์ที่ปักผ้าประเจียดยันต์หลวงพ่อแดง ไม่ตายเลย ทุกบ้านในตำบลใกล้เคียงวัดเขาบันไดอิฐเมื่อรู้กิตติศัพท์จึงพากันมาขอยันต์หลวงพ่อแดงทุกวันมิได้ขาด

กระทั่งเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 คือมหาสงครามเอเชียบูรพา มีทหารญี่ปุ่นมาขึ้นที่ประจวบคีรีขันธ์ ก็เกิดการต่อสู้กับทหารอากาศ ของไทยที่นั่น ชาวเพชรบุรีก็ตระหนกตกใจ แล้วชักชวนกันหาหลวงพ่อแดง ท่านก็ลงผ้าประเจียดยันต์แจก ให้คุ้มครองป้องกันตัว

หลวงพ่อแดง

เมืองเพชรบุรี เมื่อ พ.ศ. 2487 เกิดภัยสงครามชนิดร้ายแรง มีระเบิดลงทุกวันทำลายสถานีรถไฟ สะพานข้ามแม่น้ำ บ้านเรือน โรงเรียนต้องสั่งปิด ข้าราชการไม่ได้ไปทำงาน ทุกหน่วยราชการปิดหมด และปรากฏเรื่องเป็นที่ฮือฮาว่า บ้านคนที่มีผ้ายันต์หรือห้อยเหรียญหลวงพ่อแดง กลับไม่ได้รับอันตรายใดๆ เลย หลวงพ่อแดงจึงดังใหญ่ 

จนสิ้นสงครามโลกครั้งที่ 2 กิตติคุณของหลวงพ่อในทางกฤตยาคมจึงปรากฏความศักดิ์สิทธิ์แพร่หลายยิ่งขึ้นความศักดิ์สิทธิ์ของหลวงพ่อแดงปรากฏอีกครั้ง เมื่อเกิดคอมมิวนิสต์ญวนเหนือบุกญวนใต้ ประเทศไทยต้องส่งกองพันเสือดำ ออกไปช่วยพันธมิตรรบในญวนใต้

ก็ปรากฏว่าทหารไทยที่ไปปฏิบัติหน้าที่รบในเวียดนาม คนที่มีเหรียญหลวงพ่อแดงห้อยคออยู่ ไม่ถูกอาวุธเป็นอันตรายแก่ชีวิตสักคน ทั้งๆ ที่เข้าประจัญบานอย่างหนัก เป็นที่สงสัยของเพื่อนทหารต่างชาติว่าทหารไทยมีของดีอะไร ได้รับคำตอบจากทหารไทยว่ามี เหรียญหลวงพ่อแดง

หลวงพ่อแดง ท่านเป็นพระใจดีมีเมตตาสูง และอารมณ์ดีเสมอ ไม่ชอบดุด่า ว่าใคร โดยเฉพาะคำหยาบคายถึงพ่อแม่ ท่านห้ามขาด ท่านว่าทุกคนเขาก็มีพ่อมีแม่ การด่าถึงบุพการีทำให้ความดีงามเสื่อมถอย ถึงห้อยพระพระท่านก็ไม่คุ้มครองตามตำนานกล่าวไว้ว่าเมื่อนิมนต์หลวงพ่อแดงไปปลุกเสกไม่ได้ หลายคนจึงใช้วิธีเอาวัสดุที่จะนำไปทำเป็นวัตถุมงคล

มาให้ท่านปลุกเสกที่วัดเขาบันไดอิฐ บ้างก็นำแผ่นโลหะมาให้ท่านจารลงคาถา เพื่อนำไปหลอมเป็นองค์พระ บางวัดก็ให้ท่านช่วยทำผงพิเศษเพื่อนำไปเป็นผงในการทำวัตถุมงคลเรียกว่า เมื่อนิมนต์หลวงพ่อไม่ไปก็ได้ของจากท่านไปเป็นส่วนผสมก็ยังดี

นี่คือความศรัทธาที่หลายๆวัดยอมรับแม้จะลำบากยากเย็นเพียงไรก็ยังต้องมาหาท่านให้ได้ แต่แปลกที่ไม่เคยมีใครถามท่านหลวงพ่อแดงว่าเหตุใดท่านจึงไม่รับนิมนต์ไปปลุกเสกวัตถุมงคลให้แก่ที่อื่น แต่ทุกคนก็ทราบกันดีว่าท่านมีสมาธิ แก่กล้า บางคนก็ว่าท่านมีอาคมขลังและศักดิ์สิทธิ์

ตามตำนานกล่าวไว้ว่า หลวงพ่อแดง แห่งวัดเขาบันไดอิฐท่านเคยพูดกับพระปลัดบุญส่ง ธัมมะปาโล ในขณะนั้นท่านเป็นรองเจ้าอาวาสว่า เมื่อหลวงพ่อแดงท่านมรณะภาพแล้ว อย่านำท่านไปเผาให้เก็บศพของหลวงพ่อไว้ที่หอสวดมนต์ให้เอาเหรียญใส่ปากไว้ 1เหรียญ ท่านบอกว่า”ส่วนอื่นฉันเอาไปไม่ได้ ส่วนนี้ฉันเอาไปเอง

และท่านให้เอาขมิ้นทาตัวท่านด้วยขอให้พระปลัดบุญส่งทำ คนอื่นฉันไม่ให้ทำพระปลัดบุญส่งท่านก็รับปากจะทำ ต่อมาไม่นานนักหลวงพ่อแดงท่านได้ละสังขารไป

เมื่อวันที่ 16 มกราคม พ.ศ.2517 ตรงกับวันแรม 8 ค่ำ เดือน 2 เวลา 21.05 น. ท่านมรณะภาพด้วยโรคชราที่วัดเขาบันไดอิฐ จ.เพชรบุรี สิริอายุรวม 96 ปี พรรษาที่ 74 พระปลัดบุญส่ง ซึ่งเป็นเจ้าอาวาสวัดเขาบันไดอิฐต่อจากหลวงพ่อแดง

หลวงพ่อแดง

ท่านจึงได้นำเหรียญรุ่น 1ที่หลวงพ่อแดงสร้างไว้พร้อมกับเงินพดด้วงใส่ไว้ในปากของหลวงพ่อแดง ตามที่ท่านได้สั่งไว้ก่อนที่ท่านจะละสังขาร และศพของหลวงพ่อแดงก็ถูกบรรจุลงในหีบที่ประดับด้วยมุกมีลวดลายสวยงาม ตั้งอยู่ที่หอสวดมนต์ วัดเขาบันไดอิฐ จ.เพชรบุรี จนทุกวันนี้ และมีสาธุชนต่างเดินทางมากราบนมัสการหลวพ่อแดงอยู่เสมอ

เหมือนกับวันที่ท่านยังมีชีวิตอยู่ นอกจากนี้วัตถุมมงคลต่างๆที่หลวงพ่อแดงท่านสร้างไว้เมื่อครั้งที่ท่านยังมีชีวิตอยู่นั้นก็ยังคงเป็นที่เคารพสักการะและนับถือตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน วัตถุมงคลที่ท่านสร้างไว้ก็ยังเป็นที่นิยมและหายาก เช่น เหรียญรุ่นแรก พ.ศ.2503 พระพิมพ์สมเด็จคะแนนผงญาณวิลาส สีต่างๆ พ.ศ.2513 เหรียญแจกแม่ครัว

ด้วยความเคารพและความเชื่อในพุทธคุณของหลวงพ่อแดง แห่งวัดเขาบันไดอิฐ จ.เพชรบุรีท่านได้สร้างถาวรวัตถุต่างจำนวนมากรวมทั้งการบูรณะบำรุงศาสนะสถาน และบริเวณวัดเขาบันได้อิฐด้วยเจตนารมณ์ต่างๆที่หลวงพ่อได้เคยตั้งไว้นั้น ยังคงสานต่อเจตนารมณ์ดังกล่าวโดยเจ้าอาวาสรุ่นต่อมาในการพัฒนาและบูรณะวัดเขาบันได

อิฐนั้นเองตั้งแต่อดีตจนถึงปัจุบันหลวงพ่อแดงยังเป็นที่ศรัทธาของชาวบ้านทั่วฟ้าเมืองไทยหาเก็บพระหลวงพ่อแดงเพื่อมาไว้บูชาบ้างก็เอามา ใส่ห้อยคอ

สุดท้ายนี้บทความนี้คงเป็นประโยชน์ต่อผู้อ่านทุกท่าน

โดย ufabet.com

เครดิต : https://ufabets5.com/

Categories
รวมบทความ

หลวงพ่อปาน

หลวงพ่อปาน

หลวงพ่อปาน ท่านได้ถือกำเนิดที่ย่านวัดบางนมโค เมื่อวันที่ ๑๖ กรกฎาคม ๒๔๑๘ โยมบิดาชื่อ อาจ โยมมารดาชื่อ อิ่ม นามสกุล สุทธาวงศ์ โดยอาชีพทางครองครัว คือ ทำนา

สาเหตุที่โยมบิดาขนานนามท่านว่า ปาน เนื่องจากท่านมีสัญลักษณ์ประจำตัวคือปานแดงอยู่ที่นิ้ว ก้อยมือซ้าย ตั้งแต่โคนนิ้วถึงปายนิ้วคล้ายปลอกนิ้ว

ประวัติของท่านในวัยเด็ก เมื่อตอนอายุสัก 3 – 4 ขวบ ก็มีเหตุที่ทำให้ท่านได้ยินคำว่า “พระอรหัง” เป็นครั้งแรก โดยในเรื่องนี้ ท่านเล่าให้หลวงพ่อพระราชพรหมญาณ วีระ ถาวโร หรือ หลวงพ่อฤๅษีลิงดำ ซึ่งหลวงพ่อพระราชพรหมญาณ ซึ่งต่อๆ ไปในนี้จะเรียกสั้น ๆ ว่า หลวงพ่อฤๅษีฯ ได้เขียนไว้ในหนังสือ ประวัติหลวงพ่อปาน พอสรุปได้ว่า

ท่าน (หลวงพ่อปาน) บอกว่า สมัยท่านเป็นเด็กอายุสัก ๓-๔ ขวบ ท่านวิ่งเล่นใต้ถุนบ้าน หลวงพ่อปาน ท่านเป็นคนบางนมโค และเป็นคนตำบลนั้น ไม่ใช่คนที่อื่น เป็นคนที่มีฐานะ ค่อนข้างจะมั่งคั่งอยู่สักหน่อย สมัยนั้นเขามีทาสกัน ที่บ้านท่านก็มีทาส

ท่านบอกว่า ท่านวิ่งเล่น อยู่ใต้ถุนบ้านย่าของท่าน ก็ปรากฏว่าย่าของท่านกำลังป่วยหนัก ใกล้จะตาย เวลานั้น ก็เห็นจะเป็นเวลาบ่ายสัก ๒-๓ โมงกว่า ท่านว่าอย่างนั้นโดยประมาณ

เมื่ออายุครบบวชจึงได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุอยู่ที่วัดอรุณราชวรารามนั่นเอง โดยมีท่านเจ้าคุณศรีศากยมุนี เป็นพระอุปัชฌาย์ ท่านศึกษาด้านวิปัสสนากรรมฐาน รวมถึงไสยศาสตร์ ท่านได้รับการถ่ายทอดจากคณาจารย์หลายองค์ จนเชี่ยวชาญ ภายหลังได้ย้ายมาจำพรรษาที่วัดบางเหี้ยนอก ปัจจุบัน เรียกว่าวัด มงคลโคธาวาส โดยมีพระที่เป็นสหายสนิทตามมาด้วยองค์หนึ่งชื่อ หลวงพ่อเรือน หลังออกพรรษาท่าน และพระเรือนเริ่มออกธุดงค์ไปสถานที่ต่างๆ


หลวงพ่อปาน และหลวงพ่อเรือน ได้ดั้นด้นไปจนถึง”วัดอ่างศิลา” อำเภอเมือง จังหวัดชลบุรี และได้ฝากตัวเป็น สานุศิษย์ของ”หลวงพ่อแตง” เจ้าอาวาสวัดอ่างศิลา โดยศึกษา ด้านวิปัสนาธุระ ไสยเวทย์มนต์ต่าง ๆ จนเชี่ยวชาญและสร้างชื่อเสียง ให้หลวงพ่อปานเป็นอย่างยิ่งโดยเฉพาะ ” เขี้ยวเสือโคร่ง ซึ่งแกะเป็นรูปเสือนั่ง

หลวงพ่อปาน

เมื่อมีความเชี่ยวชาญแล้วจึง ได้อำลาพระอาจารย์ “หลวงพ่อแตง” มาพำนักอยู่ที่วัดบ้านเกิดตนเองพร้อมด้วยพระอาจารย์เรือน เพื่อนสหาย ณ วัดบางเหี้ย (ปัจจุบันคือวัดมงคลโคธาวาส) และดำรงตำแหน่งเป็นเจ้าอาวาสโดยมีหลวงพ่อ เรือนเป็นรองเจ้าอาวาส ซึ่งทั้งสองรูปได้ปกครองพระลูกวัดทั้งด้านการศึกษาและการปฏิบัติธรรมอย่างเคร่งครัดมาตลอด

หลวงพ่อปาน ระหว่างที่ประทับอยู่ที่ประตูน้ำบางเหี้ยเป็นเวลา ๓ วันนั้น พระองค์ได้รับสั่งให้นิมนต์หลวงพ่อปานเข้าเฝ้าฯ เพื่อไต่ถามเรื่องต่างๆ โดยขณะที่หลวงพ่อปานเดิน ทางเข้าเฝ้าฯ นั้นได้ให้เด็กชายป๊อด ถือพานใส่เขี้ยวเสือที่แกะเป็นรูปเสือไปด้วยซึ่งสมัยนั้นแกะจากเขี้ยวเสือจริงๆ

เมื่อไปถึงที่ประทับ หลวงพ่อได้เรียกเอาพานใส่เขี้ยวเสือจากเด็กชายป๊อดที่ถืออยู่ แต่พบว่าไม่มีเขี้ยวเสืออยู่ในพานแล้วโดยเด็กชายป๊อดบอกว่าเสือกระโดดลงน้ระหว่างทาง จนหมดแล้วหลังจากหลวงพ่อปานทราบจึงได้ให้นำเอาดินเหนียวมาปั้นเป็นรูปหมู

แล้วเสียบไม้แกว่งล่อเสือขึ้นมาจากน้ำต่อหน้าพระพักตร์ของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ ซึ่งประทับทอดพระเนตรอยู่ตลอด จนถึงกับตรัสกับหลวงพ่อปานว่า พอแล้วหลวงตา
สำหรับเขี้ยวเสือหลวงพ่อปานนั้นได้จัดทำด้วยช่างแกะถึง ๖ คน จึงมีรูปร่างไม่เหมือนกันมีทั้ง อ้าปาก หุบปาก โดยช่างทั้งหมดจะเอาแมวมาเป็นต้นแบบ

พอมาถึงตอนเย็น เวลากินข้าว ท่านแม่ก็ป่าวหมู่เทวฤทธิ์คือเรียกลูกกินข้าว เมื่อทุกคนมาพร้อมกันแล้วท่านแม่ก็จัด กับข้าวมาวางกลาง สำหรับตัวท่านเองเป็นเด็ก เขาเอาข้าวใส่จานมาให้แล้วเอาแกงเผ็ด ท่านบอกว่า ไอ้แกงฉู่ฉี่แห้ง ท่านชอบ เขาใส่มาให้ เรียกว่า ไม่ต้องหยิบกับข้าว กินแบบประเภทข้าวราดแกง

เวลาที่ท่านกินเข้าไปแล้วมานั่งนึกว่า กับข้าวมันอร่อยถูกใจ ก็เกิดความชุ่มชื่น พอจิตมันนึกขึ้นได้ว่าเขาบอก อรหัง อรหัง นึกถึงคำว่า อรหัง ขึ้นมาได้ ท่านก็เลยปลื้มใจอย่างไรชอบกล เลยเปล่งวาจาออกมาดังๆว่า อรหัง อรหัง ว่า ๒-๓ คำ

หลวงพ่อปาน

ท่านแม่ที่มองตาแป๋วลุกพรวด จับชามข้าวที่ท่านถืออยู่วางไว้ จับตัวท่านวางปังออกไปนอกชาน แล้วร้องตะโกน “เอ้า มึงจะตายโหง ตายห่าก็ตายคนเดียว มันจะมาว่า อรหัง ที่นี่ได้ คำว่า อรหัง พุทโธ นี่คนเขาจะตายเท่านั้นแหละเขาว่ากัน นี่ดันมาว่า อรหัง ที่นี่ ทำเป็นลางร้ายให้คนอื่นเขาพลอยตายด้วย

สมัยก่อน เมื่อลูกชายมีอายุครบบวช ก็จะทำการอุปสมบท ทางบิดามารดาจะต้องส่งบุตรของตนไปอยู่วัด เพื่อรับการอบรม และท่องขานนาคเป็นเวลาประมาณ ๓ เดือน เป็นอย่างน้อย

ท่านเองมีความสงสัยในใจว่า เหตุไฉนสตรีเพศจึงดึงดูดบุรุษเพศมากมายนัก ทำให้หลงใหลใฝ่ฝัน ตัวท่านเองก็ไม่เคยยุ่งเกี่ยวกับผู้หญิงมาก่อน จึงคิดว่าจะหา วิธีลองของจริง ดูว่าเป็นอย่างไร ถ้าดีจริงบวชครบพรรษาจะสึกออกมา ถ้าไม่เป็นจริงตามวิสัยโลกก็จะไม่สึก

ที่บ้านของท่านมีคนรับใช้อยู่คนหนึ่งเรียกกันว่าทาส ชื่อว่าพี่เขียว อายุประมาณ ๒๕ ปี ตอนกลางวันอยู่ด้วย กันสองคน ท่านเกิดสงสัยเนื้อผู้หญิงขึ้นมา บอกว่าตั้ง แต่เกิดมานอกจาก เนื้อแม่กับเนื้อพี่แล้ว ไม่เคยจับเนื้อใคร ท่านคิดว่าเนื้อผู้หญิงมันดียังไงผู้ชาย ถึงได้อยากกันนัก บางทีถึงกับฆ่ากันเลย ก็สงสัยว่าจะบวชแล้วนี่ ถ้ามันดีจริงแล้วก็จะสึก ถ้าไม่ดีก็จะไม่สึกล

หลวงพ่อปาน ท่านมีลักษณะของชายชาต รีที่มีผิวพรรณขาวละเอียด ลักษณะสมส่วน เสียงดังกังวานไพเราะ มีใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใสชวนให้ศรัทธาปสาทะ เป็นอย่างยิ่ง ดวงตาบ่งบอกถึงความเมตตาปรานีในสัตว์โลกทั้งหลาย ต้อนรับผู้คนที่มาหาไม่เลือก เศรษฐี ผู้ดี ไพร่ ใครไปก็ไต่ถาม

หลวงพ่อปาน

ว่ากันว่าถ้าหลวงพ่อพูดจากับผู้ใดแล้วนั้น มักจะจับจิตจับใจ ที่ใจชั่วมัวเมามาก็กลับตัว แม้แต่ผู้นับถือคริสต์ศาสนา ก็ยังหันมานับถือพระพุทธศาสนา”

ตลอดเวลาท่านจะไม่แสดงทีท่าว่าเหน็ดเหนื่อยหรือทำให้ผู้ที่มาหาเสื่อมศรัทธาเลย วันหนึ่งๆ จะมีคนมาหาท่าน เพื่อขอความช่วยเหลือนับเป็นจำนวนร้อยๆ คน ไหนจะให้รดน้ำมนต์ ไหนจะต้องพ่น ไหนจะขอยา ไหนจะมาปรึกษาถึงเรื่องเดือดเนื้อร้อนใจ

เพราะหลวงพ่อไม่ค่อยได้อยู่วัด ท่านมักจะเดินธุดงค์ไปในที่ต่างๆ เป็นประจำ จะได้กราบรูป หล่อแทนตัวท่าน แต่เมื่อหล่อรูปแล้วท่านก็ไม่ค่อยจะเข้าวัด ท่านมักจะปลีกตัวไปจำวัด ที่พระปฐมเป็นประจำ การที่ท่านไม่อยากเข้าวัดของท่านนั้น อาจเป็นเพราะท่านรู้ล่วงหน้าว่าถึงคราวจะหมดอายุขัยแล้ว ท่านจึงต้องการความสงบ ในการพิจารณาธรรม แต่ท่านก็ไม่ได้บอกกับใครๆ

เมื่อญาติโยมอ้อนวอนมากๆ เข้า ท่านก็บ่ายเบี่ยงไปว่า “เข้าไปไม่ได้ อ้ายดำมันอยู่ ขืนเข้าไปอ้ายดำมันจะเอาตาย” คำว่า “อ้ายดำ” หมายถึงรูปหล่อของท่านนั่นเอง ปัจจุบันนี้รูปหล่อของท่าน ก็ยังประดิษฐานอยู่ที่วัดมงคลโคธาวาส วัดคลองด่าน หรือวัดบางเหี้ย คืออยู่ที่กุฏิของหลวงพ่อซึ่งได้จัดสร้างขึ้นใหม่ และปรากฏความศักดิ์สิทธิ์มากมาย

น้ำมนต์ที่หน้ารูปหล่อของท่านก็มีคนนำไปดื่ม และทองคำเปลวที่รูปหล่อก็มีคนนำไปปิดที่หน้าผาก เพื่อรักษาโรคได้ผลมาแล้วมากมายด้านสมณศักดิ์ หลวงพ่อปาน ได้รับ พระราชทานสมณศักดิ์เป็น พระครูพิพัฒน์นิโรธกิจ หลวงพ่อท่านมรณภาพเมื่อ วันที่ ๒๙ สิงหาคม ๒๔๕๓ เวลา ๔ ทุ่ม ๔๕ นาที พระราชทานเพลิงศพ เมื่อวันอาทิตย์ที่ ๙ เมษายนพ.ศ.๒๔๕๔ นับแต่อดีตจนถึงปัจุบัน ชาวบ้านยังคงทยอยกันมาวัดเพื่อทําบุญกราบไหว้หลวงปู่ท่านไม่ขาดสายกันเลยทีเดียว

Categories
รวมบทความ

หลวงพ่อเงิน

หลวงพ่อเงิน

หลวงพ่อเงิน พุทธโชติ มีนามเดิมว่า เงิน เกิดเมื่อวันศุกร์ เดือน 10 ปีฉลู ตรงกับวันที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2348 หลวงพ่อเงิน พุทธโชติเป็นชาวบ้านบางคลาน อำเภอบางคลาน จังหวัดพิจิตร

เป็นบุตรคนที่ 4 บิดาของท่านชื่อ อู๋ เป็นชาวบ้านบางคลาน มารดาของท่านชื่อฟัก เป็นชาวบ้าน จังหวัดกำแพงเพชร ตรงกับสมัยรัชกาลที่ 1 แห่งรัตนโกสินทร์ มีพี่น้องรวมทั้งสิ้น 6 คนด้วยกัน

มีพี่น้องร่วม บิดาเดียวกันทั้งหมด 6 คน คนที่ 1 ชื่อ พรม คนที่ 2 ชื่อทับ คนที่ 3 ชื่อ ทอง คนที่ 4 ชื่อ เงิน คนที่ 5 ชื่อ หล่ำ คนที่ 6 ชื่อ รอด

แห่งวัดบางคลาน หลวงพ่อเงิน พุทธโชติ เป็นชาวบ้านบางคลาน อำเภอบางคลาน จังหวัดพิจิตร เป็นบุตรคนที่ 4 บิดาของท่านชื่อ อู๋ เป็นชาวบ้านบางคลาน มารดาของท่านชื่อฟัก เป็นชาวบ้าน จังหวัดกำแพงเพชร ตรงกับสมัยรัชกาลที่ 1 แห่งรัตนโกสินทร์ มีพี่น้องรวมทั้งสิ้น 6 คนด้วยกัน เมื่อปี พ.ศ. 2356 

หลวงพ่อท่าน อายุได้ 5 ขวบ นายช่วงซึ่งเป็นครูของท่าน ได้พา หลวงพ่อเงิน ไปอยู่กรุงเทพฯ จนกระทั่ง หลวงพ่อเงิน เติบโตเข้าศึกษาเล่าเรียนได้ จึงได้นำ หลวงพ่อเงิน ไปฝากไว้ที่วัดตองปู (วัดชนะสงคราม) เพื่อให้เล่าเรียนหนังสือที่วัดชนะสงครามตลอดมาจนถึงปี พ.ศ. 2363 หลวงพ่อเงินอายุได้ 12 ปี

จึงได้บรรพชาเป็นสามเณร เมื่ออายุครบบวช ท่านก็ได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุที่วัดชนะสงคราม ฉายา พุทธโชติ แล้วหลวงพ่อเงิน ท่านได้จำพรรษา เพื่อปฏิบัติธรรมวินัยเรียนทางวิปัสสนากรรมฐานอยู่ได้ 3 พรรษาขณะที่ท่านได้จำพรรษาอยู่ที่ วัดชนะสงคราม

ท่านได้ไปถวายตัวเป็นศิษย์ เพื่อศึกษาศิลปวิทยาคมตลอดจนเรียนวิปัสสนาธุระ ในทางเมตตามหานิยม และ คงกระพันชาตรี จากเจ้าพระคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์(โต) พรหมรังสี วัดระฆังโฆสิตาราม

หลวงพ่อเงิน

บรรดาญาติก็อนุโลมตามกระทั่งหลวงพ่ออายุได้ ๒๒ ปี ตรงกับ พ.ศ. ๒๓๗๓ ได้กำหนดวัน อุปสมบทไม่ทราบว่า อุปัชฌาย์ชื่ออะไรเช่นกันได้ฉายาว่า พุทธโชติ หลังจากอุปสมบท แล้วได้ศึกษาเล่าเรียน ธรรมะจนแตกฉาน แล้วทำการฝึกฝนวิปัสสนา จนมีญาณสมาธิแก่กล้า

จึงมุ่งศึกษาพุทธาคมจาก หลวงพ่อโพธิ์ วัดวังหมาเน่า จนมีความชำนาญทางพุทธาคมมาก มีความศักดิ์สิทธิ์เป็นที่เล่าลือ กันในบรรดาชาวบ้านมากมายพอได้อุปสมบทแล้ว ท่านก็ยังศึกษาวิปัสสนากรรมฐานต่ออีกด้วย ต่อมาอีก 3-4 ปี โยมปู่ของ ท่านป่วยหนัก

ท่านจึงได้เดินทางกลับมายังอำเภอโพทะเล ท่านก็ได้จำพรรษาอยู่ที่วัดคงคาราม ประมาณ 1 พรรษา แล้วจึงย้ายมาจำพรรษาอยู่ที่วัดท้ายน้ำ ท่านเป็นพระเรืองวิชา ชอบเล่นแร่ แปลธาตุ แต่ หลวงพ่อเงิน ท่านเคร่ง ธรรมวินัย ชอบความสงบ

ท่านจึงได้ย้ายไปอยู่หมู่ บ้านวังตะโก ลึกเข้าไปทางลำน้ำเก่า และต่อมาก็ได้สร้างวัดหิรัญญาราม (วัดวังตะโก) วัดวังตะโก เกิดขึ้นเป็นพระอาราม หลวงพ่อเงินท่านนั้นถือได้ว่า ได้เป็นผู้สร้างไว้เมื่อประมาณปี พ.ศ. 2377 ต่อมาวัดวังตะโก 

เนื่องจากขณะที่ท่านมาจำพรรษาอยู่ที่ วัดบางคลานใต้เป็นยุคที่หลวงพ่อโห้ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาส ท่านเป็นพระที่เรืองวิชาชอบเล่นแร่แปรธาตุ นอกจากนั้นยังชอบ การเทศน์แหล่ชาดกด้วย ในสมัยนั้นพระองค์ไหนเทศน์แหล่ลูกคอดีเสียงดี มีลูกเล่นแพรวพราวด้วยละก็

ชาวบ้านนิยมกันนักหนา ฉะนั้นพระที่สนใจการเทศน์แบบนี้จะต้องมีการฝึกฝนการเทศน์เป็นประจำ เวลาขึ้นธรรมาสน์เทศน์จะได้ไม่ติดขัด หลวงพ่อโห้ก็เฉกเช่น พระนักเทศน์ทั่วไป ยามว่างจากการเล่นแร่แปรธาตุ ต้องส่งเสียงแหล่เป็นประจำทั้งเช้าเย็น

หลวงพ่อเงินจะไปบอกกล่าวก็ไม่ได้ เพราะตนเองเป็นเพียงพระผู้มาอาศัยเท่านั้น เมื่อเสียงดังเกิดไป รบกวน หลวงพ่อเงินที่กำลังนั่งวิปัสสนากรรมฐาน ท่านก็เกิดความรำคาญ สุดที่จะอดทนได้ จึงคิดจะย้ายออกจากวัดไปหาที่สงบบำเพ็ญเพียร

พอออกพรรษา เมื่อรับงานกฐินเสร็จ จัดการรวบรวมเครื่องอัฐบริขารเดินตรงมาที่หน้าโบสถ์ แล้วเข้าไปกราบ พระประธาน ตั้งจิตอธิษฐานบอกกล่าวเป็นการอำลาไปอยู่สถานที่แห่งใหม่ เมื่อออกจากโบสถ์มา

หลวงพ่อเงิน

หลวงพ่อเงินท่านนั้น ครั้นหลวงพ่อเงิน จะไปบอกกล่าวก็ไม่ได้ เพราะตนเองเป็นเพียงพระผู้มาอาศัยเท่านั้น เมื่อเสียงดังเกิดไปรบกวนหลวงพ่อเงินที่กำลังนั่ง วิปัสสนากรรมฐาน ท่านก็เกิดความรำคาญสุด ที่จะอดทนได้ จึงคิดจะย้ายออกจาก วัดไปหาที่สงบบำเพ็ญเพียร พอออกพรรษาเมื่อรับงานกฐินเสร็จ

จัดการรวบรวมเครื่องอัฐบริขาร เดินตรงมาที่หน้าโบสถ์ แล้วเข้าไปกราบพระประธาน ตั้งจิตอธิษฐานบอกกล่าวเป็น การอำลาไปอยู่สถานที่แห่งใหม่ เมื่อออกจากโบสถ์มา ก็ตรงไปที่ต้นโพธิ์ใหญ่ หน้าโบสถ์พร้อมกับหักกิ่งโพธิ์ติดมือไปด้วย แล้วลงเรือข้ามแม่น้ำ

ไปยังฝั่งเหนือแถบหมู่บ้านวังตะโก ได้พบสถานที่รกร้างว่างเปล่าแห่งหนึ่งอยู่ริมแม่น้ำ มีความเงียบสงัดเหมาะที่จะบำเพ็ญเพียรเจริญภาวนา จึงตัดสินใจยึดสถานที่แห่ง นี้เป็นที่พำนักอาศัย แล้วตั้งจิตอธิษฐานว่า หากต่อไปในกาลข้างหน้าถ้าสถานที่แห่งนี้เจริญรุ่งเรืองเป็นดินแดนศาสนาธรรม

ก็ขอให้กิ่งโพธิ์ที่นำม าปักจงเจริญงอกงาม ด้วยอานิสงส์บารมีอันยิ่งใหญ่ไพศาล ดลบันดาลให้กิ่งโพธิ์นั้นเจริญงอกงามอย่างรวดเร็ว เป็นที่แปลกใจแก่ชาวบ้านในย่านนั้น เพราะปกติต้นโพธิ์จะปลูกขึ้นด้วยเหตุผลสองประการคือ การปลูกโดยการเพาะเมล็ดและการตอนเท่านั้น

หลวงพ่อเงิน

หลวงพ่อเงินนั้นท่าน เข้ามาอยู่ในเขตหมู่บ้านวังตะโกครั้งแรก ชาวบ้านได้มาช่วยท่านปลูกกุฏิให้พักอาศัย โดยการปลูกเป็นเพิงหมาแหงน หลังคามุงหญ้าแฝก ข้างฝาขัดไม้ไผ่ พอที่จะบังแดดบังลมกันฝนได้ก็เพียงพอแก่สมณสงฆ์ผู้ปฏิบัติธรรมอย่างเคร่งครัด จากสำนักสงฆ์วังตะโกซึ่ง

มีหลวงพ่อเงินเพียงองค์เดียวในพรรษาแรก ๆ ต่อมาก็มีพระที่เป็นลูกชาวบ้านจากที่อื่นบวชมา จำพรรษาอยู่ที่นี่ เพื่อสะดวกแก่ญาติ พี่น้อง ในการทำบุญใส่บาตร เพียงระยะเวลาไม่กี่ปีก็กลายเป็นวัดที่สมบูรณ์แบบ มีทั้งศาลาการเปรียญ โบสถ์ กุฏิสงฆ์ ศาลาหอฉัน

โดยชาวบ้านแถวนั้นเรียกนาม วัดแห่งนี้ว่าวัดวังตะโกหรือวัดบางคลานเหนือ ต่อมาวัดวังตะโกได้ถูกเปลี่ยนชื่อเป็น วัดหิรัญญาราม ตำบลบางคลาน อำเภอโพทะเล เนื่องจากหลวงพ่อเงินเต็มไปด้วยความเมตตาอารีแก่บุคคลและสัตว์ทั่ว ๆ ไป

ที่วัดของท่านจึงมีบุคคลนำสัตว์มาถวาย ให้ท่านมิได้ขาด ท่านก็รับเลี้ยงไว้ในวัดของท่านจนกระทั่งวัดแทบจะเป็นสวนสัตว์ สัตว์ที่ชาวบ้านนำมาถวายก็มีช้าง กระทิง หมูป่า เก้ง กวาง ลิง ชะนี นก หมี จระเข้ท่านมีโรคประจำตัว คือโรคริดสีดวงทวาร ท่านรักษาตัวเองบางครั้งก็หาย บางครั้ง ก็กลับเป็นอีก ท่านเคยกล่าวว่า คนอื่นร้อยพันรักษาให้หาย

หลวงพ่อเงินแต่ผงเข้าตาตัวเองกลับรักษาไม่ได้” ท่านมรณภาพ เมื่อวันศุกร์ แรม ๑๑ ค่ำ เดือน ๑๐ ปีมะแม ตรงกับ พ.ศ.๒๔๖๒ อายุได้ ๑๐๙ ปีตั้งแต่อดีตจนถึงปัจุบันยังหลวงพ่อท่านยังคงเป็นที่เคารพกราบไหว้ของชาวบ้านในระแวกนี้รวมถึงชาวบ้านทั่วฟ้้าเมืองไทยต่างหาพระหลวงพ่อเงินมาไว้บูชานั้นเอง

Categories
รวมบทความ

หลวงพ่อกวย

หลวงพ่อกวย

หลวงพ่อกวย ชุตินฺธโร วัดโฆสิตาราม ประวัติ หลวงพ่อกวย ชุตินฺธโร เดิมชื่อเด็กชายกวย ปั้นสน เกิดวันที่ ๒ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๔๘ ปีมะเส็ง ณ หมู่บ้าน บ้านแค หมู่ ๙ ต.บางขุด อ.สรรคบุรี จ.ชัยนาท เป็นบุตรของคุณพ่อ ตุ้ย ปั้นสน

บ้านเดิมอยู่วิเศษชัยชาญ จ.อ่างทอง มารดาชื่อคุณแม่ต่วน เดชมา เป็นคนบ้าน แค ท่านทั้งสองมีบุตรและธิดาด้วยกัน ๕ คน

คนที่ ๑ ชื่อนายตุ๊ ปั้นสน คนที่ ๒ ชื่อนายคาด ปั้นสน คนที่ ๓ ชื่อนายชื้น ปั้นสน คนที่ ๔ ชื่อนางนาค ปั้นสน คนที่ ๕ พระกวย ชุตินฺธโร

ปัจจุบันพี่น้องของท่านและท่านได้มรณภาพหมดแล้ว

หลวงพ่อกวยหรือ เด็กชายกวย ปั้นสน เป็นบุตรคนสุดท้องของบิดามารดา ถือว่าเป็นบุตรคนเล็กที่ ก็เป็นที่รักรักใคร่ของบิดามารดา เมื่อโตขึ้นบิดา มารดาจึงได้นำมาฝากไว้กับ

หลวงปู่ขวด ณ วัดบ้านแค เพื่อเรียนหนังสือ ในสมัยนั้นบ้านเมืองยังเป็นป่าเป็นดง จะหาโรงเรียน เรียนก็ยาก เพราะห่างไกลความเจริญ หลวงปู่ขวด ได้ไต่ถามถึงวัน เดือน ปีเกิดของเด็กชายกวย ตลอดจนลักษณะผิวพรรณ การ เดินและการพูดจา

เด็กชายกวยมีวันเดือนปีเกิดของมหาบุรุษ แสดงว่าวันข้างหน้าจะได้ดีเป็นเจ้าคนนายคน ลักษณะสีผิว สีผิวขาว เหลืองแบบคนมีปัญญา สีผิวต่างจากบิดามารดา ริมฝีปากเล็กแสดงว่าเป็นคนพูดน้อย

ประกายตากล้าแข็งเด็ดเดี่ยว แสดงว่าเป็น คนเด็ดเดี่ยวเด็ดขาด แต่เจ้าอารมณ์ การเดินแคล่วคล่องปราด เปรียว

เด็กชายกวย เมื่อโตขึ้นมา โยมบิดาได้ส่งมาเรียนหนังสือกับหลวงปู่ขวด วัดบ้านแค หลังจากหลวงปู่ขวดก็มรณภาพ บิดามารดาจึงได้นำเด็กชายกวยมาเรียนหนังสือขอมต่อกับอาจารย์ดำ

วัดหัวเด่น ซึ่งใกล้ ๆ กับวัดบ้านแค หลังจากนั้นก็มาช่วยทางบ้านประกอบอาชีพ ทำไร่ไถนาตามประสาอาชีพของทางครอบครัว

ต่อมาเมื่อครบอายุบวช จึงเข้าอุปสมบท โดยมีพระอุปัชฌาย์ คือ พระชัยนาทมุนี มีหลวงพ่อปา วัดโบสถ์ เป็นพระกรรมวาจาจารย์ เเละพระอาจารย์หริ่งเป็นอนุสาวนาจารย์

เมื่อวันที่ ๕ เดือนกรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๖๗ เวลา ๑๕ นาฬิกา๑๗ นาที อายุ ๒๐ ปี ณ วัดโบสถ์ ต.โพธิ์งาม อ.สรรคบุรี จ.ชัยนาท มีฉายาว่า ชุตินฺธโร แปลว่า

โลกนี้มีแต่ความวุ่นวายของโลก หนักไปด้วยกิเลส ตัณหาคือ โลภ โกรธ หลง ทั่งสิ้น ถ้าท่านผู้ใดตัดกิเลส ตัณหาได้ก็จะถึงซึ่งฝั่งพระนิพพาน

หลวงพ่อกวย

ระหว่างที่นายกวยทำไร่ไถนานี้ นาย กวยคิดถึงแต่หลวงปู่ขวด คิดถึงแต่วัด การทำไร่ทำนาหาไปใช้ไปไม่มีแก่นสาร หาประโยชน์อะไรไม่ได้ ช่วงนี้ตามคำบอกเล่าของผู้เฒ่าผู้แก่

บอกว่านายกวยไม่ได้ประพฤติเป็นคนเกเร เหมือนกับคนเมืองสรรคบุรีสมัยนั้น จากคำบอกเล่าของหลวงพ่อกวยเอง เมื่อถามถึงชีวิตในวัยหนุ่ม

ท่านเล่าว่าท่านเป็นคนซน คือซุกซน ชอบยิงกระสุน (รูปร่างคล้ายธนู แต่ใช้ลูกดินยิง) คือบ้านไหนตอนกลางคืนไม่ยอมปิดประตูหน้าต่างให้ดี ท่านจะแกล้งเอาคันกระสุนยิง เพื่อเตือนให้เจ้าของบ้านปิดประตูหน้าต่างให้ดี

หลวงพ่อกวยในวัยหนุ่มนั้น ท่านได้พูดกับบิดามารดาว่า ถ้าตัวเองได้บวชเมื่อไรจะบวชไม่สึก ซึ่งท่านเคยเล่าให้คุณย่าฉวย เทียนจัน คนหัวเด่น ผู้เป็นพี่ของคุณยายฉาย

ซึ่งเป็นผู้ที่ดูแลท่านก่อนมรณภาพ อายุย่าฉวยมากกว่าหลวงพ่อ ๓-๔ ปี ท่านได้เล่าถึงมูลเหตุของการบวชไม่สึกว่า ตอนสมัยท่านหนุ่ม ๆ ท่านมีคนรักอยู่เหมือนกัน ท่านเคยขึ้นหาคนรักของท่านในตอนกลางคืน โดยปีนหน้าต่างเข้าไปหา

ท่านไม่ได้พูดไว้ว่าขึ้นหาบ่อยหรือไม่ และไม่ได้บอกว่าคนรักของท่านชื่ออะไร คืนวันหนึ่งเดือนหงาย พระจันทร์เต็มดวง ท่านนัดกับคนรักของท่านว่าจะไปหา แต่เมื่อท่านไปแล้ว

ปรากฏไม่กล้าเข้าไปหา เพราะแสงจันทร์สว่างมากกลัวว่าที่พ่อตาจะเห็น ท่านได้คอยจนกระทั่งเดือนตก คือดึกมากแล้ว ท่านได้ปีนขึ้นไปหาคนรักของท่าน ปรากฏว่าคนรักของท่าน คอยท่านจนหลับไป

ท่านได้เข้าไปดูคนรักของท่านนอนหลับอยู่ ผมผ้ายุ่งเหยิงนอนอ้าปากน้ำลายไหล ผ้าผ่อนเปิดคล้ายคนตาย คล้ายซากศพ หาความงามไม่ได้เลย ท่านได้ถอยหลังออกมาแล้วปีนหน้าต่างกลับ

และท่านไม่ได้ไปหาคนรักของท่านอีกเลย และไม่มีคนรักอีก ความตอนนี้คล้ายคลึงกับ เรื่องของพระยสะในพุทธกาล แสดงว่าหลวงพ่อไม่ยินดีในกามคุณตั้งแต่ก่อนบวช

เมื่ออุปสมบทแล้วก็มาจำพรรษาอยู่ที่วัดบ้านแค ตอนนั้นหลวงปู่มา เป็นเจ้าอาวาสอยู่ พระกวย ชุตินฺธโร

จึงหัดเทศน์เวสสันดรชาดก กันฑ์กุมาร, ทานกัณฑ์ ท่านชอบเทศน์แหล่หญิงหม้ายซึ่งกล่าวถึงพระนางมัทรี ตอนที่องค์พระเวสสันดร ถูกเนรเทศออกนอกเมือง

ไปบวชอยู่ในป่า หลักฐานในเรื่องนี้คือใบลานเทศน์ต่างๆที่หลวงพ่อเก็บรักษาไว้ เเละบางอันท่านได้ประทับตราสิงห์ชูคอเอาไว้ บางอัน หลวงพ่อเขียนไว้ว่า พระกวยสร้างถวาย

หรือพระกวยสร้างส่วนตัวหลังจากนั้นหลวงพ่อได้ไปเรียนวิชาแพทย์โบราณกับหมอเขียน เพื่อเรียนวิชารักษาโรคระบาด หรือโรคห่าเเละ โรคไข้ทรพิษ

หลวงพ่อกวย

เรียนวิชากับหลวงพ่อศรี วัดพระปรางค์ต่อมาในวันที่ ๑๙ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๗๒ ท่านได้มาอยู่ที่วัดวังขรณ์ ต.โพธิ์ชนไก่ ๒ พรรษา ในพรรษาต่อมาได้เรียนธรรมโท แต่พอสอบไล่ เป็นไข้ไม่สบายเลยไม่ได้สอบ จึงมาคิดได้ว่าปริยัติธรรมก็เรียนมาพอสมควร

จึงอยากจะเรียนวิปัสสนากรรมฐานและอาคมตลอดจนวิธีทำเครื่องรางของขลัง จึงได้เดินทางไปเรียนวิชากับหลวงพ่อศรี วิริยะโสภิตแห่งวัดพระปรางค์ จ.สิงห์บุรี

หลวงพ่อท่านได้เรียนวิชาทำแหวนนิ้ว ซึ่งแหวนนิ้วของหลวงพ่อศรี วัดพระปรางค์ ใต้ท้องวงจะตอกตัวขอมอ่านว่าอิติ ของหลวงพ่อกวยก็เช่นกันและท่านยังได้ได้เรียนวิชาอีกหลายอย่าง

กับหลวงพ่อศรีนี้หลวงพ่อกวยได้ ยันต์เเรกที่หลวงพ่อสำเร็จเเละท่านมั่นใจในยันต์นี้มาก นั่นคือ ยันต์มงกุฎพระเจ้า

หลวงพ่อกวย

ซึ่งหลวงพ่อมักใช้ปลุกเสกพระเเละเครื่องรางต่างๆ ท่านมั่นใจในยันต์นี้มากเเละได้ใช้ยันต์นี้ลงในหลังเหรียญรุ่นเเเรกของท่าน โดยบรรจุยันต์นี้ครบสูตรเเละท่านยังได้ทำเป็นตรายาง

เพื่อประทับผ้ายันต์เเละรูปถ่ายบางรุ่น คือมีความหมายทางคุ้มครองเเละช่วยเสริมดวง จนกลายมาเป็นชื่อยันต์เสริมดวงที่เรียกกันนั่นเองนอกจากนี้

ตามที่ได้ข้อมูลว่า ยันต์เเละคาถานะโมตาบอด หลวงพ่อก็ได้มาจากหลวงพ่อศรี ยันต์นี้ นอกจากใช้จารเครื่องรางเเล้ว ท่านยังใช้บรรจุที่หลังเหรียญรุ่นสองของท่าน หลังจากเล่าเรียนกับหลวงพ่อศรี

ท่านก็มาจำพรรษาอยู่วัดหนองตาแก้ว ต.โคกช้าง อ.เดิมบางนางบวช จ.สุพรรณบุรี ที่วัดตาแก้วนี้ หลวงพ่อได้ปลูกต้นสมอไว้ ต้น ปัจจุบันยังอยู่หลวงตาสมาน เคยไปอยู่วัดหนองตาแก้ว ได้นำไก่แจ้เอาไปนอนบนต้นสมอ

ก่อนหน้านี้ ในปี พ.ศ.2521 หลวงพ่อกวย ได้เข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลพญาไท หมอได้วินิจฉัยโรคว่าเป็นโรคขาดอาหารมาเป็นเวลา 30 ปี แพทย์ได้ให้สารอาหารประเภทโปรตีนกับหลวงพ่อ เป็นเวลาถึง 1 เดือน ก็ยังไม่เพียงพอกับความต้องการของร่างกาย

อยู่โรงพยาบาลได้ไม่นาน ท่านก็กลับวัด เมื่อกลับวัดหลวงพ่อก็ยังได้ฉันอาหารเพียงวันละ 1 ครั้ง เช่นเดิม อีกทั้งยังคงคร่ำเคร่งในการสร้างและปลุกเสกวัตถุมงคล 

หลวงพ่อกวย มรณภาพด้วยอาการสงบเมื่อวันที่12เมษายน2522สิริอายุ 74 พรรษา 54ปัจจุบันวัดโฆสิตารามเเละบรรดาศิษย์หลวงพ่อกวย ได้ยึดถือเอาวันที่ 12เมษายนของทุกปีเป็นวันทำบุญประจำปีเพื่ออุทิศ

Categories
รวมบทความ

หลวงพ่อเปิ่น

หลวงพ่อเปิ่น

หลวงพ่อเปิ่น เกจิดังแห่งเมืองนครปฐม ท่านมีนามเดิมว่า  นายเปิ่น ภูระหงษ์ ท่านเกิดเมื่อวันที่ 12สิงหาคม ณ หมู่บ้านหมู่ที่ 4 ตำบลบางแก้วฟ้า อำเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม

ในวัยเด็กนั้น หลวงพ่อเปิ่น ท่านได้เรียนรู้ศึกษา เกี่ยวกับวิชาอาคมและไสยศาสตร์ เพื่อใช้ในการป้องกันตัว โดยในตอนนั้น หลวงพ่อท่านก็มีความสนใจในเรื่อง ไสยศาสตร์มาตั้งนานแล้ว ในตอนนั้นบ้านของท่านอยู่ใกล้กับวัดบางพระ หลวงพ่อเปิ่นท่า นจึงอยากจะศึกษาวิชาอาคมอย่างเต็มที่ ท่านก็เลยเดินทางมาศึกษาวิชาอาคม

ที่วัดบางพระเป็นประจำ หลวงพ่อท่าน ก็เดินทางตามหาคุณครูอาจารย์

ผู้ที่จะสอน เรื่องวิชาอาคมให้ และตัวท่านก็นำคาถาเวทมนตร์มาท่องเป็นประจำ ต่อมาท่านได้มาฝากตัวเป็นศิษย์ กับหลวงพ่อแดง วัดทุ่งคอก

ชีวิต ปฐมวัยของหลวงพ่อเปิ่น นับเนื่องแล้วเป็นสิ่งที่น่าศึกษา อย่างที่สุดที่เป็น เช่นนี้เพราะว่าในสมัยนั้น แถบถิ่นลุ่มแม่น้ำนครชัยศรี อุดมมากไปด้วยวิชาอาคม อาจเนื่องด้วยที่นั่น

ไกล ปืนเที่ยงในตอนนั้นการเรียนรู้วิชา เอาไว้เพื่อป้องกันตัวจึงถือเป็นหนึ่งใน ลูกผู้ชายทุกคนจักพึงมีหลวงพ่อเปิ่น สนใจในเรื่องของไสยศาสตร์ มาตั้งแต่สมัยเด็ก อาศัยว่าครอบครัว ของท่านอยู่ใกล้กับวัด บางพระ ซึ่งในสมัย นั้นมีพระคุณเจ้าที่จำพรรษา อยู่ที่วัดบางพระมีความเก่งกาจมีความเชี่ยวชาญใน สายไสยศาสตร์ หลายองค์ เด็กชายเปิ่น จึงเข้าออกเพื่อความอยากรู้อยากใฝ่หา ในวิชาอยู่กับวัดบางพระ เป็นประจำ

หลวงพ่อเปิ่น

ใน ช่วงนี้เองบิดาซึ่งเห็นแววของเด็กชาย เปิ่นมาตั้งแต่เล็กๆ ว่ามีจิตใจอันเด็ดเดี่ยวและมีสัจจะเป็นยอด จึงได้ถ่ายทอดความรู้ รวมทั้งวิทยาการ คาถาอาคมที่บิดาพอ มีอยู่ให้กับเด็กชายเปิ่น ถือเป็นรากฐานเบื้องต้นตั้งแต่บัดนั้น ครั้นต่อมาครอบครัวย้าย ไปตั้งรกรากทำมาหากินที่จังหวัดสุพรรณบุรี บ้านทุ่งคอก อำเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี ที่นี่เองที่เด็กชายเปิ่นได้ฉายความเป็นนักเลงจริง เป็นคนจริงให้เห็น เพราะการอยู่ในดงนักเลงที่เป็นคนจริง จะต้องเป็นคนจริงไปด้วยโดยปริยาย

 หลวงพ่อเปิ่น ชีวิตปฐมวัยขององค์ท่านหลวงพ่อเปิ่นนั้น นับได้ว่าเป็นเรื่องที่น่าศึกษาอย่างเป็นที่สุด ที่เป็นเช่นนี้เพราะว่าในสมัย นั้นแถบถิ่นลุมน้ำนครชัยศรีอุดมไปด้วยวิชาอาคม อาจเนื่องด้วยไกลปืนเที่ยง ในตอนนั้นการเรียนรู้วิชาอาคม เอาไว้เพื่อป้องกันตัว จึงถือเป็นสิ่งหนึ่งที่ ผู้ชายทุกคนจักพึงมี หลวงพ่อเปิ่น องค์ท่านสนใจในเรื่องไสยศาสตร์

มาตั้งแต่สมัยเด็ก อาศัยว่าครอบครัว ของท่านอยู่ใกล้กับวัด บางพระ ซึ่งในสมัยนั้นมี องค์พระคุณเจ้าที่จำพรรษา รวมทั้งพี่ชายหลวงพ่อด้วย ณ วัดบางพระ เก่งกาจในสายไสยศาสตร์ มากหลายองค์ เด็กชายเปิ่นจึงเข้าออกเพราะความอยากรู้ อยากใฝ่หาในวิชาอยู่กับ วัดบางพระเป็นประจำ

ครั้นต่อมาครอบครัวท่านนั้น ย้ายไปตั้งรกรากทำมาหากินที่จังหวัดสุพรรณบุรี บ้านทุ่งคอก อำเภอสองพี่น้อง ที่สุพรรณบุรีนี่เอง ที่เด็กชายเปิ่นได้ฉายแววเป็นนักเลงจริง เป็นคนจริงให้เห็น เพราะการอยู่ในดงนักเลงที่เป็นคนจริง จะต้องเป็นคนจริงไปด้วยโดยปริยาย

เมื่อถึงจุดนี้ผู้ชายไทยใจนักเลงทุกคนจึงต้อง หาอาจารย์ศึกษาทางด้านไสยเวทย์ เพื่อเอาไว้ป้องกันตัว เองบ้าง เป็นการเสริมสร้างบารมีให้แก่ตนเอง เด็กชายเปิ่นจึงต้องขวนขวายหาครูบาอาจารย์ ผู้เรืองเวทวิชาอาคม ศึกษาหาวิชามา ไว้ป้องกันตัวเองได้เวทมนตร์ คาถาเอามาท่องจำ เป็นอย่างนี้อยู่ตลอด

หลวงพ่อเปิ่น

หลวงพ่อเปิ่น ศึกษาวิชากับหลวงพ่อแดง วัดทุ่งคอกอยู่จนถึงเวลาที่ครอบครัวย้ายถิ่นฐานกลับสู่บางแก้วฟ้า จังหวัดนครปฐม อีกครั้ง ซึ่งตรงกับอายุครบเกณฑ์ทหารพอดี ในสมัยนั้นการเกณฑ์ทหารแบ่งเป็น 2 อย่าง คือ ทหารประจำการ กับ ทหารโยธา

สมัยนี้นี่เองที่นายเปิ่น ได้รับการถ่ายทอด วิชาสักยันต์ อันเกรียงไกร โดยได้รับการถ่ายทอด วิชาจากหลวง พ่อหิ่ม อินฺทโชโต เจ้าอาวาสวัดบางพระ แน่นอนที่สุดนี่เป็น ช่วงเวลา ที่สำคัญที่สุดในชีวิตขององค์หลวงพ่อเปิ่น ฐิตคุโณ เพราะวิชาที่ ได้รับการถ่ายทอดมาล้วน เป็นวิชาที่สุดยอดทั้งสิ้น หากมองย้อนกันกลับไป พระอธิการหิ่ม อินฺทโชโต

เจ้าอาวาสวัดบางพระ ในเวลานั้น หากเทียบกันในเรื่องไสยเวทย์คาถา จัดได้ว่าเป็นหนึ่งเป็นจิตจริงอันแน่วแน่ เพียงแต่องค์ท่านไม่ออกสู่สนามลองพระเวทย์สักเท่าใด อีกทั้งเรื่องยาสมุนไพรรักษาโรคก็นับว่าเป็นหนึ่งเหมือนกัน  

หลวงพ่อเปิ่นท่านโด่งดัง ในละแวกนครชัยศรีมานานปีแล้ว แต่สิ่งที่ทำให้ชื่อเสียงของท่าน ดังแบบพลุแตก ก็ด้วยข่าวที่ว่ามีชายหนุ่มคนหนึ่ง จำชื่อไม่ได้ เพราะไม่ใช่ญาติ ถูกฆ่าตายอย่างเหี้ยมโหด โดยถูกไม้ไผ่เสียบเข้าประตูหลังเมื่อคนร้าย ถูกจับได้และรับสารภาพ ว่าได้เคยลอบฆ่าชายหนุ่มคนนี้มาหลายครั้งแล้ว

แต่แคล้วคลาดไปซะทุกที แม้จะลอบยิงด้วยปืน เจ้ากรรมกระสุนก็ด้านซะหมด จนเกิดความสงสัยในสมองเป็นอย่างมาก หมอนี่เลยสืบหาความจริงได้ความว่าคู่อริคนนี้ มีของดีอยู่ที่รอยสัก ที่ผ่านการครอบครูและเสกมาแล้วโดย หลวงพ่อเปิ่น วัดบางพระนั่นเอง ถึงได้มีความอยู่ยงคงกระพันและแคล้วคลาดเสมอ

จึงได้ทำการค้นคว้าก็ทราบว่าคน ที่มีรอยสักนั้นจะทำร้ายได้เฉพาะทาง ปตล.เท่านั้น จึงได้แอบซุ่มเอาไม้ไผ่ เสียบเข้าทางนั้น จนชายหนุ่มคนนี้ถึงแก่ความตาย ไปในที่สุด ปัจุบันนั้นสถานที่ บริเวณวัดบางพระก็เนืองแน่น ไปด้วยผู้คนจากทั่วทุกสารทิศ หลั่งไหลมากราบท่านหลวงพ่อเปิ่น ไม่เว้นแต่ละวัน วัตถุมงคลของหลวงพ่อ ถูกบูชาหมดจากวัดภายในพริบตา แม้จะมีการสร้างออกมาใหม่ รุ่นแล้วรุ่นเล่าก็ยังไม่เพียงพอต่อความต้องการของสานุศิษย์จำนวนมหาศาล จำนวนเงินมากมายหลายสิบหลายร้อยล้านบาท

หลวงพ่อเปิ่น

ที่ได้มาจากแรงศรัทธา ของศิษย์ หลวงพ่อเปิ่น หลั่งไหลเข้าวัดบางพระเป็นระยะๆ ไม่ขาดสาย ซึ่งเงินจำนวนมหาศาล นี้หลวงพ่อเปิ่น ได้นำไปสร้างโบสถ์ วิหาร กุฏิ ศาลา กำแพง และเสนาสนะต่างๆ ภายในวัดอำเภอลาดหญ้า จังหวัดกาญจนบุรี ทำให้มีความ เจริญรุ่งเรืองมาก

ในช่วงดังกล่าวท่านเกิด ป่วยกระทันหัน จำเป็นต้องเข้ามารักษาตัวในเมืองท่านจึงได้กลับมารักษาตัว ที่วัดบางพระ ตำบลบางแก้วฟ้า อำเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม ตั้งใจไว้ว่าเมื่อหายป่วยดี แล้วก็จะกลับไปพัฒนาส่วนอื่น ที่จะต้องทำอีกต่อไป เมื่อหายป่วยดีแล้ว ก็ตั้งใจจะกราบลาพระอาจารย์เพื่อเดิน ทางกลับไปประจวบเหมาะ

กับที่ชาวบ้านวัดโคกเขมา มาขอพระจากพระอาจารย์เปลี่ยน ฐิตธัมโมไปเป็นเจ้าอาวาสเพื่อพัฒนาวัด คณะสงฆ์ในตำบล แหลมบัว ออกประกาศและแต่งตั้งให้ในที่สุดหลวงพ่อเปิ่น ท่านก็กลับมาพัฒนา วัดบางพระ ตามสมเจตนาของชาวบ้านบางพระ นั่นคือการจบ

ชีวิตการธุดงค์ ของหลวงพ่อเปิ่น ในวันที่ 2ธันวาคม พุทธศักราช 2523 ให้พระฎีกาเปิ่น วัดบางพระ จังหวัดนครปฐม เป็นพระครูฐาปนกิจสุนทร ช่วงนี้นี้เองที่วัด บางพระ มีการออกพระเครื่อง และวัตถุมงคลของหลวงพ่อเปิ่น เพื่อทดแทนในน้ำใจ

แห่งศรัทธาที่ศิษยานุศิษย์ และชาวบ้านได้ร่วมกัน ในการพัฒนาวัดบางพระนั่นเองในวันที่ ๕ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๓๗ หลวงพ่อเปิ่นท่านได้รัพระราทานเ ลื่อนสมณะศักดิ์ จากพระครูฐาปนกิจสุนทร เป็นพระราชาคณะชั้นสามัญ เป็น “พระอุดมประชานาถ ด้วยการพัฒนาวัดและชุมชนมาโดยตลอดในวันที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2545 เวลา 11.55โรงพยาบาลศิริราช หลวงพ่อเปิ่นได้ละสังขารด้วยอายุ79 ปี 54 พรรษา ยังความอาลัย

เศร้าโศกเสียใจ แต่ได้แสดงให้เห็นถึง มรณัสสติแก่ศิษยานุศิษย์ คุณงามความดีที่หลวงพ่อเปิ่น ท่านได้กระทำ ไว้ในพระพุทธศาสนา มากมายจะยังคงเป็นตำนานแห่ง แผ่นดินสยามในทุกๆเรื่อง

นับตั้งแต่อดีตจนถึงปัจุบัน หลวงพ่อเปิ่นแห่งวัดบางพระ เกจิชื่อดังเมืองนครปฐมหลวงพ่อท่าน นั้นยังคง เป็นที่เคารพกราบไหว้ ศรัทธาของชาวบ้านทั่วฟ้าเมืองไทย แห่กันมา กราบไหว้ท่านที่วัดบาง พระเมืองนครปฐมนั้นเองเรื่องสักยันปัจุบัน ก็ยังมีคนแห่ไปสักยันกัน อย่างเนืองแน่นเรื่อยมา