Categories
ประวัติพระเกจิ รวมบทความ

หลวงปู่เผือก

หลวงปุ่เผือก

หลวงปู่เผือก

เป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลาย ไม่แต่เฉพาะในท้อง ถิ่นจังหวัดสมูทรปราการเท่านั้น ยังรวมไปถึงส่วนกลาง ทั่วประเทศ ดังจะเห็นได้จากพิธีพุทธาภิเศกครั้งสำคัญๆจะมีท่านร่วม อยู่ด้วยเสมอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งพิธีของวัดราชบพิธ และวัดสุทัศน์ หลวงปู่เผือก เกิดที่บ้านคลองสำโรง ต.บางพลี อ.บางพลี สมุทรปราการ

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ ๑๒ สิงหาคม ๒๔๑๒ ตรงกับวันขึ้น ๕ ค่ำ เดือน ๙ ปีมะเส็ง บิดาชื่อ ทองสุข มารดาชื่อ ไข่ นามสกุล ขุมสุขทอง มีพี่น้องทั้งหมด ๘ คน ท่านเองนั้นเป็น บุตรคนที่ ๕ ด้วยพื้นฐานของทางบ้านเป็นครอบครัวเกษตรกรรม ประกอบอาชีพทำไร่ทำนา

หลวงปู่เผือก ชีวิตในวัยเยาว์ของท่านจึงมีชิวิตความเป็นอยู่เหมือนเด็กท้องไร่ท้องนาทั่วไป โดยช่วยเหลืองาน บ้านเล็กๆน้อยๆ ตามประสาเด็ก ท่านอายุได้ประมาณ ๑๓ ปี บิดาได้นำไปฝาก ท่านอาจารย์อิ่ม อินทสโร เจ้าอาวาสวัดข้างหนองกิ่งไม้ วัดกิ่งแก้ว เพื่อเรียนหนังสือ

การเล่าเรียนสมัยก่อน วัดเป็นสถานที่สำคัญ ให้ความรู้และอบรม บ่มนิสัยโดยพระภิกษุจะทำหน้าที่ดังกล่าว จนอายุ ๑๕ ปี มีความรู้พอจะอ่านออกเขียนได้ จึงกลับมาช่วยงานบ้าน อายุได้ ๑๘ ปี ถูกเกณฑ์ทหารเข้าเป็นทหารเรือ กองประจำการ รับราชการทหารเรือ อยู่ ๒ ปี

ครบกำหนดปลดประจำการ ได้กลับมาช่วยงานบ้านดังเดิม ปี ๒๔๓๓ อายุ ๒๑ ปีบริบรูณ์ได้เข้าพิธีอุปสมบท ตามประเพณี ณ พัทสีมา วัดกิ่งแก้ว โดยมีหลวงปู่ทอง วัดราชโยธา เป็นพระอุปัชฌา พระอาจารย์อิ่ม อินทสโร วัดกิ่งแก้ว เป็นพระกรรมวาจา

ได้ฉายาว่า ปัญญาธโร หลังการอุปสมบทแล้วได้จำพรรษาอยู่วัดกิ่งแก้ว อยู่กับพระอาจารย์อิ่ม ท่านเอาใจใส่ในการศึกษาพระธรรมวินัย ตลอดจนบาลี และอักขระขอม

ด้วยความอุตสาหะของท่านทำให้ท่านเป็นผู้ที่มีความรู้แตกฉานในเวลาอันรวดเร็ว เป็นที่รักใคร่ของครูอาจารย์ผูสอนต่อมาท่านก็เริ่มฝึกฝนการวิปัสนากัมมัฏฐาน และรุดหน้าไปด้วยดีจนเป็ที่พอใจ

วางใจของท่านอาจารย์อิ่ม มอบหมายงานต่างๆ ภายในวัดให้ท่านดูแลแทน ปี ๒๔๔๒โรงเรียนพระปริยัติธรรม เพื่อให้เป็นสถานที่ศึกษาเล่าเรียนของกุลบุตร กุลธิดาในย่านนั้น สมณสักดิ์ ปี ๒๔๔๒ อายุ ๓๑ ปี

พรรษา 9 ได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสวัดกิ่งแก้ว ปี 2443 อายุ 32 พรรษา 10 แต่งตั้งเป็นเจ้าคณะตำบลราชาเทวะ ปี 2456 อายุ 35 พรรษา

หลวงปู่เผือก

๑๓ แต่งตั้งเป็นพระ สมุห์ ในฐานานุกรพระครูสุนทรสมุทรจ้อย วัดกลางวรวิหาร เจ้าคณะจังหวัดสมุทรปราการ และในปีนี้เอง ท่านได้รับแต่งตั้งเป็นพระอุปัชฌาย์ ปี 2480อายุ 70ปี พรรษา 49 ได้รับพระราชทาน

สมณศักดิ์เป็น พระครูกรุณาวิหารี ปี 2487 อายุ 77 พรรษา 56 แต่งตั้งเป็นกรรมการสงฆ์ องค์การสาธารณูปการ ในอำเภอบางพลี สมุทรปราการ

วัดกิ่งแก้ว นามเดิมคือวัดข้างหนองกิ่งไม้ หรือวัดกิ่งไผ่ ไม่ทราบแน่ชัด เพราะชาวบ้านเขาเรียกกันทั้ง สองชื่อตั้งอยู่ที่ต.ราชาเทวะอ.บางพลีจ.สมุทรปราการ ติดกับคลองชวดลากข้าว และอยู่ในที่ราบลุ่มติดกับห้วยหนอง คลองบึง ที่นาและสวน ส่วนที่ตรงนั้นจะเป็นหนองน้ำใหญ่

ทำให้ที่ตรงบริเวณนั้นที่มีกิ่งไม้ที่หัก และพวกผักตบชวา หญ้า และฟางข้าวไหลตามน้ำมา จึงทำให้มา รวมกันอยู่ตรงหนองน้ำแห่งนั้น เป็นจำนวนมาก และส่วนใหญ่จะเป็นพวกกิ่งไม้ กิ่งไผ่ จึงเป็นที่มาของวัดข้างหนองกิ่งไม้ หรือวัดกิ่งไผ่ ส่วนการเดินทางมาวัด สมัยนั้นต้อง เดินทางโดยเรือเพียงอย่างเดียวเท่านั้น

วัดกิ่งแก้วสร้างขึ้นเมื่อ ปีพ.ศ. 2428 ในสมัย รัชกาลที่5 โดย หม่อมแก้ว ซึ่งเป็นชาวกรุงเทพ ได้มาเห็นวัดขาดการดูแล เอาใจใส่ ท่านจึงได้เข้ามาทำนุบำรุง บูรณะพัฒนาวัด ให้เจริญรุ่งเรืองขึ้น และได้ขนานนามเสียใหม่ว่า “วัดกิ่งแก้ว” และต่อมาได้มีผู้ใจบุญบริจาก เนื้อที่ให้อีกจึงทำให้วัดกิ่งแก้วมีเนื้อที่กว้างมากขึ้นอีก และปัจจุบันการคมนาคม เดินทางสะดวกรวดเร็วโดยรถยนต์ เข้าถึงวัดได้เลย

หลวงปู่เผือก เริ่มทำการบูรณปฏิสังขรณ์วัดกิ่งแก้วและสร้างถาวรวัตถุต่างๆ เพิ่มเติม อาทิ พระอุโบสถ พระพุทธชินราชจำลอง พระวิหาร ศาลาการเปรียญ ฯลฯ โดยได้รับความร่วมแรงร่วมใจของชาวบ้านที่มีความศรัทธาจนวัดกิ่งแก้วสมบูรณ

และมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักของสาธุชนทั่วไป นอกจากนี้ หลวงพ่อเผือกท่านได้สร้างโรงเรียน พระปริยัติธรรม เพื่อเป็นที่ศึกษาของพระภิกษุสามเณร โดยหลวงพ่อเผือกเป็นผู้สั่งสอนเอง และยังว่าจ้างครูบาอาจารย์ที่มีความรู้จากกรุงเทพฯ มาสอน รวมทั้งมุ่งเน้นการ ปฏิบัติทาง วิปัสสนากรรมฐานแก่พระภิกษุ อุบาสก และอุบาสิกา อีกด้วย

ufabet.com

ปี พ.ศ. 2446 ได้รับแต่งตั้ง เป็นพระอุปัชฌายะ ในปี พ.ศ. 2480 ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์ เป็น “พระครูกรุณาวิหารี” พอปี พ.ศ. 2487 ก็ได้รับแต่งตั้งเป็นกรรมการสงฆ์ ในอำเภอ บางพลี ต่อมาในปีพ.ศ. 2496 หลวงปู่เผือกท่านก็เริ่มอาพาธ จนถึงวันที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2501 ก็มรณภาพลง ด้วยอาการสงบ สิริอายุได้ 89 ปี พรรษาที่ 69 เป็นที่โศกเศร้าเสียใจของชาวบางพลีเป็นอย่างมาก

   ในสมัยที่หลวงปู่เผือก ท่านยังมีชีวิตอยู่นั้น ท่านได้สร้างวัตถุมงคลไว้ให้แก่ศิษย์หลายอย่าง เช่น พระเนื้อผง พระเนื้อ ผงผสมว่าน พระสมเด็จ พระนางพญา พระปิดตา ส่วนเหรียญท่านก็สร้างเหรียญฝาบาตร และพระพุทธชินราช พระรูปเหมือน รูปถ่าย ตระกรุด แหวน ลูกอม ผ้ายันต์ ฯลฯ

ในวัตถุมงคล ของหลวงปู่เผือกนั้น ที่รู้จักกันแพร่หลายกันมากๆ ก็คือ พระผงรุ่นขุดสระ ซึ่งมีทั้งพิมพ์ใหญ่ และพิมพ์เล็ก มูลเหตุในการสร้างก็คือ พื้นที่ของวัดส่วนใหญ่เป็นที่ลุ่ม และหลวงปู่เผือกท่านก็ดำริจะสร้างโบสถ์จึงได้ขอแรงชาวบ้านในละแวกนั้นให้มาช่วยกันขุดดินนำไปถมในที่ลุ่มและปรับพื้นที่ที่จะสร้างโบสถ์

พื้นที่ที่ถูกขุดดินไปเป็นบ่อ เป็นสระใหญ่ สำหรับเก็บกักน้ำ ไว้ใช้ในฤดูแล้ง และเพื่อเป็นอนุสรณ์ สินน้ำใจที่บรรดาศิษย์ และชาวบ้าน ได้มาช่วยกันขุดและขนดินปรับพื้น ที่ให้ทางวัด หลวงปู่ท่านจึงได้สร้างพระเนื้อผงขึ้นมาจำนวนหนึ่ง แจกเป็นของที่ระลึก ชาวบ้าน จึงเรียกพระรุ่นนี้ว่า พระรุ่นขุดสระ และเรียกกัน มาจนทุกวันนี้

Categories
ประวัติพระเกจิ รวมบทความ

หลวงพ่อทบ

หลวงพ่อทบ

ประวัติของ หลวงพ่อทบ

หลวงพ่อทบพระครูวิชิต พัชราจารย์ หรือ หลวงพ่อทบ ธัมมปัญโญเทพเจ้าแห่ง ความเมตตา เกิดเมื่อวันที่ 3 มีนาคม พ.ศ.2424 ที่บ้านยางหัวลม ปัจจุบัน คือ ต.วังชมภู ต.นายม อ.เมือง จ.เพชรบูรณ์บิดาชื่อนายเผือกมารดาชื่อนางอินทร์ เมื่ออายุ 16 ปีได้บรรพชา

เป็นสามเณรที่วัดช้าง เผือกบ้านยางหัวลม โดยมี พระอาจารย์สี เป็นพระอุปัชฌาย์

ศึกษาร่ำเรียนหนัง สือขอมและ ไสยเวทวิทยาคมกับพระอาจารย์สีจนแตกฉาน พออายุครบ 21 ปี จึงอุปสมบทเป็นพระภิกษุที่วัดเกาะแก้ว ต.นายม อ.เมือง จ.เพชรบูรณ์ โดยมี พระครูเมือง เป็นพระอุปัชฌาย์, พระอาจารย์ปาน เป็นพระกรรม วาจาจารย์ และ พระอาจารย์สี เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้รับฉายา ธัมมปัญโญ

หลวงพ่อทบเทพเจ้าแห่งความเมตตา ท่านเกิดเมื่อปี พ.ศ.2424 ณ บ้านหัวลม ตำบลนายม เพชรบูรณ์ โยมบิดาชื่อเผือก โยมมารดาชื่ออินทร์ หลวงพ่อทบ ท่านบวชเณรตั้งแต่ พ.ศ.2440 ที่วัดช้างเผือก และอุปสมบท เมื่อปี พ.ศ.2445 ที่วัดเกาะแก้ว บ้านนายม เพชรบูรณ์ โดยมีพระครูเมือง เป็นพระอุปัชฌาย์ พระอาจารย์ปานเป็น พระกรรมวาจาจารย์

พระอาจารย์สีเป็น พระอนุสาวนาจารย์ อุปนิสัยของหลวงพ่อทบ วัดชนแดนท่านเป็นพระที่มีเมตตา สุขุมเยือกเย็น พออายุได้ 10 ขวบ คุณพ่อเผือกก็ได้นำไปฝาก ไว้ที่วัดช้างเผือก เพื่อให้เรียนหนังสือไทย หนังสือขอม พร้อมกับคณิตศาสตร์ ซึ่งเด็กชายทบนั้น ก็ไม่ทำให้คุณพ่อเผือกเสียชื่อ ทั้งเขียน

ทั้งอ่านได้คล่องแคล่ว กว่าเด็กรุ่นราวคราวเดียวกัน จนได้รับคำชมเชยจาก หลวงตากี ซึ่งเป็นครูสอน เด็กชาวบ้าน ในขณะนั้นว่า เป็นเด็กฉลาดว่านอนสอนง่าย เติบใหญ่ไปภายหน้า จะได้ดีกว่าคนอื่นๆ  อุปนิสัย ของหลวงพ่อทบ ท่านเป็นคนมีเมตตา เยือกเย็น สุขุม ปรานีต่อสัตว์ทั้งปวง

ดังจะเห็นได้จากเรื่องนี้ ก่อนที่หลวงพ่อทบ จะออกบวชนั้น แถวนายมเมื่อประมาณ หนึ่งร้อยปีที่ผ่านมายัง เรียกว่าเป็นป่าดงดิบ มีแต่ป่าไม้ สัตว์ป่าชนิดต่างๆ ชุกชุมมาก  ในสมัยนั้นชาวนา ชนบทต้องดำรงชีวิต ด้วยอาหารจากป่าเป็นส่วนใหญ่ไม่ว่าจะเป็นหน่อไม้

หัวเผือก หัวมัน ผลไม้ชนิดต่างๆ ป่าไม้ไม่ถูกทำลาย มนุษย์ก็ยังมีไม่มากเหมือนปัจจุบัน ทุกอย่าง อุดมสมบูรณ์ไปหมด ถ้าหากว่าออกไปหาอาหารเพียงชั่วครู่ก็จะได้อาหาร ติดมือมา ทำกับข้าวทันที คนในสมัยก่อนโน้นฝากปากฝากท้อง ไว้กับธรรมชาติ คือป่าเขาลำเนาไพร

หลวงพ่อทบ

ซึ่งผิดกับคนในสมัยนี้อย่างลิบลับ ที่ฝากปากฝากท้องไว้กับร้านอาหาร ดูมันง่ายและสะดวกดี  ภายในครอบครัวของหลวงพ่อทบ ก็เช่นกัน นายทบ  ม่วงดี อายุขณะนั้นได้ 16 ปี ก็บังเกิดความเบื่อหน่าย ชีวิตในการครองเรือนที่เห็นว่าไม่มี สาะแก่นสารอันใด หวังเอาพระนิพพานเป็นที่พึ่ง

หลวงพ่อทบ จึงขออนุญาต จากคุณพ่อเผือก และคุณแม่อินทร์ ซึ่งท่านทั้งสองก็มองเห็นความตั้งใจอันดี ของลูกชายจึงออกปากอนุญาต และได้นำนายทบ ม่วงดี ลูกชายไปบรรพชาที่ วัดช้างเผือก โดยมี พระอาจารย์สี เจ้าอาวาสวัดช้างเผือกในขณะนั้น เป็นผู้บรรพชาให้  

เมื่อ เมื่อได้บรรพชา เป็นสามเณรแล้ว ก็ได้ศึกษาหาความรู้ต่างๆ ในสำนักของพระอาจารย์สี ไม่ว่าจะเป็น พระธรรม พระวินัย สวดมนต์เจ็ดตำนาน สิบสองตำนาน ตลอดจนหัดเทศน์ เรียกได้ว่าท่านไม่ปล่อยเวลาให้ผ่านไปโดยไร้ประโยชน์อย่างแท้จริงจนถึงปี พ.ศ.2445

สามเณรทบ มีอายุครบ 21 ปี ทางคุณพ่อเผือ และคุณแม่อินทร์ ก็ได้นำสามเณรทบไปทำการอุปสมบทที่ วัดศิลาโมง บ้านนายม ตำบลนายม อำเภอเมือง จังหวัดเพชรบูรณ์ โดยมี ท่านพระครูเมือง เป็นพระอุปัชณาย์  พระอาจารย์ปาน

เป็นพระกรรมวาจาจารย์ พระอาจารย์สีท่านนั้น เป็นพระอนุสาวนาจารย์  ได้รับฉายาว่า ธัมมปัญโญภิกขุหลังจากอุปสมบทแล้ว ท่านก็ได้กลับไปจำพรรษาที่วัดช้างเผือก 2 พรรษา ในระหว่างนี้หลวงพ่อทบก็ได้ใช้เวลาทั้งหมดศึกษาวิปัสสนา

เมื่อครั้งหนึ่ง ท่านได้เดินธุดง ค์ผ่านไปพบกองกระดูกอยู่กับกองผ้าเหลืองเปื่อยๆ ผุๆ พร้อมกับกลด และบาตรที่สิ้นสภาพ หลวงพ่อทบจึงรู้ในขณะนั้นว่าพระธุงดงค์รูปที่มานอนมรณภาพ อยู่ตรงหน้านี้ต้อง อาบัติในธุดงค์วัตร มีวัตรอันไม่บริสุทธิ์

จึงต้องเอาชีวิตมาทิ้งไว้อย่างน่าอนาถ ท่านจึงได้รวบรวมผ้าเหลือง กระดูก กลด และบาตรเข้าด้วยกัน แล้วนำไปฝังอย่างเรียบร้อย พร้อมกับสวดมาติกาบังสุกุลให้เป็นที่เรียบร้อย จึงตกลงใจปักกลดค้างคืนอยู่ ที่ตรงนั้น  พอตกดึกในคืนนั้นเอง ขณะที่ท่านกำลังทำสมาธิภาวนา  พลันก็มีสิ่งแปลกปลอมเดินเข้ามาใกล้กลด

กลิ่นสาบสางคละคลุ้งโชยเข้าจมูก แทบจะสำลัก  หลวงพ่อทบยังคงนั่งสมาธิภาวนาอย่างแน่วแน่ ไม่ยอมขยับเขยื้อน เจ้าเสือพานกลอนขนาดใหญ่เห็นท่าน ไม่เกรงกลัวมัน มันจึงแยกเขี้ยวขู่คำรามอย่างดุร้ายหมายจะกัดกินท่านเป็นอาหาร ท่านจึงรวบรวมจิตแผ่เมตตาออกไปให้กับเสือ พร้อมปากก็พูดว่า

หลวงพ่อทบ

เอ็งหากินของเอ็ง ข้าก็ออกธุดงค์เพื่ออยู่ในทางธรรม เอ็งอาศัยสัตว์น้อยใหญ่ต่อชีวิต ข้าก็อาศัยภัตตาหารดำรงชีวิต เอ็งมาข้าก็ดีใจ ไม่มีอะไรก็นอนเสียเถิดหลังจากกล่าวจบแล้วหลวงพ่อทบก็น้อมชีวิตเป็นพุทธบูชา โดยอธิษฐานว่า

หากเสือกับท่านมิได้เคยผูกพยาบาท อาฆาตจองเวรต่อกันในชาติปางก่อน ก็ขอให้เสือหลีกทางให้ ถ้าเคยผูกเวรกันมา ก็ขอให้เอาท่านไปกินเพื่อชดใช้กรรม  เป็น ที่อัศจรรย์ปรากฏว่า เสือตัวนั้นหยุดคำราม และทำตามคำสั่งของท่านอย่างว่าง่าย เหมือนพูดกับนักเรียน

มันลดความดุร้ายลง และค่อยๆ ล้มตัวลงนอนข้างๆ กลดของท่าน ส่วนท่านก็ได้เจริญสมาธิภาวนาจนรุ่งเช้า พอท่านลืมตาขึ้นมาดูอีกครั้ง ก็พบว่าเสือสมิงได้หายไปจากที่มันล้มตัวนอนเมื่อคืนนี้ คงเหลือแต่รอยเท้าของมันที่ทิ้งร่องรอยเอาไว้  

หลังจากนั้นท่านก็ได้เดินธุดงค์ต่อไป จนกระทั่งได้พบกับพระธุดงค์อีกรูปหนึ่ง จึงได้ชักชวนกันเดินธุดงค์ ไปจนทะลุถึงเขตชายแดนพม่า  ณที่นั้นเอง หลวงพ่อทบและพระธุดงค์รูปนั้นก็ได้แสดงอภินิหารซึ่งกันและกัน และได้แลกเปลี่ยนวิทยาคม

จนเป็นที่พอใจแล้วต่างก็แยกย้ายกันไปคนละทิศละทาง  หลวงพ่อทบได้เดินธุดงค์ต่อไปจนถึงประเทศลาว ท่านได้เคยรู้จักคุ้นเคยกับพระเณรที่เวียงจันทร์หลายรูปด้วยกัน เมื่ออยู่ที่นครเวียงจันทร์ ท่านได้ช่วยเหลือพระเณรที่นั่นก่อสร้างสิ่งต่างๆ จนสำเร็จหลายแห่ง

จนเป็นที่ชื่นชอบอัธยาศัยของ พระเณรในเวียงจันทร์มาก ถึงกับนิมนต์ให้ท่านประจำวัด อยู่ด้วยกันตลอดไป แต่ท่านได้ปฏิเสธไป เพราะท่านยังมีภาระที่จะต้องทำอีกมาก  เมื่อหลวงพ่อได้ปฏิเสธ ในการอยู่เวียงจันทร์แล้ว

ช่วงเวลาก่อน มรณภาพ

ท่านออกธุดงค์ไปในสถานที่ต่างๆ มากมายหลังจากนั้นท่านก็มาจำพรรษาอยู่ที่วัดศิลาโมง วัดเสาธงทองเจริญธรรม วัดเกาะแก้ว วัดสว่างอรุณ วัดพระพุทธบาทเขาน้อย และวัดช้างเผือก เป็นต้น และทุกวัดที่หลวงพ่อทบท่านจำพรรษาอยู่ท่านจะบูรณปฏิสังขรณ์ จนวัดมีความเจริญรุ่งเรืองทุกวัด

หลวงพ่อทบ

หลวงพ่อทบ ท่านมรณภาพในวันที่ 14 มีนาคม พ.ศ.2519 ปัจจุบันสังขารของหลวงพ่อทบนั้นไม่เน่าไม่เปื่อยเป็น ที่ฮือฮาของคนเพชรบูรณ์ยิ่งนัก ยังเก็บรักษาไว้ในโลงแก้วภายในวัด ตามเจตนาของ ท่าน ตั้งแต่อดีตจวบถึงปัจุบัน มีประชาชนมามนัสการ เป็นประจำมิได้ขาดสายเลยแห่กันมาทั่วศ้าเมืองไทยมากราบท่านซึ่งร่างกายท่านไม่เน่าไม่เปื่อย ใส่อยู่ในโลงแก้วคาถาบูชาหลวงพ่อท่องก่อนออกจากบ้าน นะติตันโต นโมตันติ นะคือพ่อ โมคือแม่ มาอยู่หัว นี่คือประวัติคร่าวๆของเกจิแห่งเมืองเพชรบูรณ์เทพเจ้าแห่งความเมตตาหลวงพ่อทบ

ขอขอบคุณบทความประวัติเกจิชื่อดังดีๆจาก ufabet.com

Categories
ประวัติพระเกจิ

พระเครื่องเมืองสงขลา

พระเครื่องเมืองสงขลา ความเป็นมาของพระครูภัทรธรรมรัตน์

พระเครื่องเมืองสงขลา ที่ผู้คนต่างนับถือ พ่อท่านพลัด พระครูภัทรธรรมรัตน์ หรือ พ่อท่านพลัด พระผู้ก่อตั้งวัดโคกสูง หมู่1.ตําบลท่าข้าม อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา่ ท่านถือเป็น พระเกจิรุปหนึ่ง ที่มีพลังจิตแกร่งกล้า เหนือธรรมชาติ ท่านอุทิศตน เพื่อพระบวรพุทธศาสนา หลายคนพูด เป็นเสียงเดียวกันว่า พ่อท่านพลัด พระครูภัทรธรรมรัตน์ ท่านบรรลุธรรมสําเร็จเป็นพระอรหันต์

หากท่านเคยสันจร ไปกลับสงขลาด้วย เส้นทางกาญจนวนิช แล้วละก็ ท่านก็ต้องผ่านวัดโคกสูง อย่างแน่นอน ซึ่งที่นี่ มีการจําลองนรก ไว้ให้คนที่เข้าไปชม ได้เตือนสติตัวเอง อยู่เสมอว่าก่อนท่านจะ ตัดสินใจทําอะไรที่ผิดต่อบาป นอกจากการจําลองนรก ที่ทําให้คนรู้จักวัดนี้ ยังมีสุดยอดพระเกจิแห่งเมืองสงขลา พ่อท่านพลัด หรือ พระครูภัทรธรรมรัตน์ เจ้าอาวาสองค์แรก แห่งวัดโคกสูงที่ชาวบ้านให้ความศรัทธาและเคารพนับถือ

พ่อท่านพลัด พระครูภัทรธรรมรัตน์ ท่านเกิด เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน ปี พ.ศ.2454 ตําบล ท่ามะเดื่อ อําเภอ เขาชัยสน จังหวัด พัทลุง ท่านศึกษาวิชาสามัญ จบชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ท่านเกิดในครอบครัวที่ ค่อนข้างยากจนซึ่งขณะนั้นเด็ก ๆ เมื่อท่านอายุ 12 ปี มารดาก็เสียชีวิตไปอีกคน ซึ่งในขณะนั้นครอบครัวของท่าน ลำบากมาก ต้องไปขอยืมเงินจากเจ้าของสวนยาง เพื่อนำไปทำศพให้แม่ และ ชดใช้หนี้โดยการเอา

พระครูภัทรธรรมรัตน์

ตัวท่านเองไปทำงานใช้หนี้ เมื่อทำงานใช้หนี้ได้ปีเศษ มีผู้ใหญ่ท่านหนึ่งรู้สึกสงสารจึงนำเงิน ไปไถ่ตัวท่านออกมา และ ท่านก็ออกมารับจ้าง ทำไร่ทำนาหาเลี้ยงชีพ เมื่ออายุ 17 ปี ท่านถูกกล่าวหาว่า เป็นเสือพลัดเที่ยวออกปล้นชาวบ้าน ครั้งนั้นทำให้ท่านต้องหนี หัวซุกหัวซุนเนื่องจาก ตำรวจตามจับ แต่ในความโชคร้ายก็ยังมีความโชคดี เนื่องจากมีปกป้องท่าน โดยการช่วยรับรองกับทางตำรวจว่าท่านเป็นคนดี ไม่ได้เป็นเสือพลัด อย่างที่ทุกคนกล่าวหา

พ่อท่านพลัด เมื่ออายุได้ 22 ปี ซึ่งเป็นช่วงที่อยู่ในเกณฑ์บวชของชายไทยตามประเพณี ทำให้ท่านคิดที่จะบวชแทนคุณบิดามารดา และ ได้พิจารณาเห็นว่าชีวิตของคนมีแต่ความทุกข์ โดยเฉพาะตัวท่าน ท่านจึงคิดจะหาความสงบ หาแสงสว่างทางธรรม เลยตัดสินใจเข้าสู่ร่มกาสาวพัตร์ ได้อุปสมบท ณ พัทสีมา วัดควนฝาละมี อำเภอปากพยูน จังหวัดพัทลุง

 เมื่อวันที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2476 เวลา 14.05 น. โดยมี พระครูวัตตานุกูล (พ่อท่านจันทร์) วัดควนฝาละมี เป็นพระอุปัชฌาย์ พระสมุห์วัน ปุญฺญสิริ วัดรัตนาราม (พระครูศรัทธานุรักษ์) เป็นพระกรรมวาจาจารย์ พระอธิการชุม ยสโร วัดควนปิยาราม (พระครูวิลาศวรัญญู) เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้ฉายาว่า ภทฺธิโย ก่อนที่ท่านจะบวช ท่านได้กล่าววาจาต่อญาติโยม ที่ไปร่วมอนุโมทนา และ เป็นเจ้าภาพให้กับท่านว่า “ขอให้ทุกท่านตั้งใจให้ดี การทำบุญกุศล กับ ข้าพเจ้าในครั้งนี้ ข้าพเจ้าจะขอบวชตลอดชีวิต

พ่อท่านพลัด หรือ พระครูภัทรธรรมรัตน์ เมื่อท่านบวชแล้วได้จำพรรษา อยู่วัดควนฝาละมี ท่านได้ศึกษาพระธรรมวินัย ต่อมาท่านได้ขอลา พระอุปัชฌาย์อาจารย์เพื่อออกธุดงค์ ท่านได้ออกธุดงค์ เพื่อหาพระอาจารย์ ที่มีชื่อเสียงด้านวิชาอาคม ท่านได้ฝากตัวเป็นศิษย์ พ่อท่านมหาลอย จนฺทสโรและพระสมุห์ชุม วัดแหลมจากปากรอ อำเภอเมืองจังหวัดสงขลา (ปัจจุบันอำเภอสิงหนคร) ได้วิชาหลายอย่างจากพ่อท่านมหาลอย ร่วมทั้งวิชาแพทย์แผนโบราณ 

พระเครื่องเมืองสงขลา

หลังจากนั้นท่านได้ลาพ่อท่านมหาลอย เพื่อได้ศึกษาวิชา ณ สำนักวัดเขาเอาะ (วัดเขาอ้อ) ตำบล มะกอกเหนือ อำเภอ ควนขนุน จังหวัด พัทลุง โดยได้เรียนวิชาแพทย์แผนโบราณ วิชาโหราศาสตร์และไสย์เวทย์วิชาอาคมต่าง ๆ โดยได้ฝากตัวเป็นศิษย์ พระครูสิทธิยาภิรัต (พ่อท่านเอียด) วัดดอนศาลา พระอาจารย์ปาล ปาลธมฺโม วัดเขาอ้อ และ พ่อท่านคง สิริมโต วัดบ้านสวน ท่านยังได้ศึกษา ฝากตัวเป็นศิษย์อาจารย์นำ จันทร์แก้ว ซึ่งเป็น

อาจารย์ฝ่ายฆราวาส เมื่อได้ศึกษาวิชา ตามตำราของเขาอ้อแล้ว พ่อท่านพลัดได้ลาพระอาจารย์ เพื่อออกธุดงค์ ไปอยู่ตามป่าเขา จากเหนือจรดใต้ เพื่อฝึกวิปัสสนากรรมฐาน ทำให้ท่านมี สมาธิจิตเข้มแข็ง ประกอบกับผู้ที่จะออกธุดงค์ ในสมัยก่อนต้องมีวิชาอาคมเก่งกล้าพอ ถึงจะมีชีวิตรอดกลับมาได้ จึงถือได้ว่าท่านมีความเข้มขลัง ในด้านไสยศาสตร์ ไม่เป็นสองรองใคร ต่อมาท่านได้กลับมา จำพรรษาที่ วัดหารเทา 

พระเครื่องเมืองสงขลา พ่อท่านพลัด กับเหตุการณ์ครั้งหนึ่ง มีการปล้นเรือยนต์ ที่วิ่งในทะเลสาบสงขลา ครั้งนั้นพ่อท่านพลัด ได้โดยสารมาด้วย เรือยนต์โดยสาร สมัยนั้นเป็นเรือ 2 ชั้น เมื่อท่านเห็นว่า พวกโจรจะมาปล้นเรือ ท่านก็ได้ให้ชาวบ้านเอาของมีค่ามาใส่ไว้ในจีวรของท่าน พวกโจรได้ยิงอินทเนีย

พระเครื่องเมืองสงขลา

ค่าที่ชาวบ้าน ก็เลยมาค้นที่ พ่อท่านพลัด แต่ก็มองไม่เห็นของมีค่า ที่ตัวพ่อท่าน และ โจรไม่กล้าทำร้าย ใครบนเรือ รีบหนีไปทันที เพราะเกรงกลัวตบะ ของพ่อท่านพลัด ทำให้พ่อท่านพลัด มีชื่อเสียงโด่งดังมาก จากปากต่อปาก ทำให้มีชาวบ้านมาหาท่าน เป็นจำนวนมากในแต่ละวัน

ปี พ.ศ.2495 ในช่วงที่ท่านจำพรรษาที่ วัดสระเกษ นายพ่วง สุวรรณรัตน์ ผู้ว่าราชการจังหวัด สงขลา ได้มาฝากตัวเป็นศิษย์ พ่อท่าน และได้ขอร้องพ่อท่านให้เกลี้ยกล่อม พวกไอเสือทั้งหลายให้มอบตัว โดยสัญญาว่าจะไม่จับตาย จะดำเนินคดีด้วยความยุติธรรม ท่านผู้ว่าพ่วง ได้ขอให้พ่อท่านพลัดทำหนังสือส่งไปให้บรรดาไอเสือเพื่อให้มอบตัว โดยให้มาหาท่านและท่านจะเป็นผู้พาไปมอบตัวเอง ซึ่งขณะนั้นท่านได้ย้ายมาจำพรรษาที่วัดแจ้ง อำเภอเมือง จังหวัดสงขลา

พระเครื่องเมืองสงขลา โดยการชักชวนของ พระวิเชียรโมลี เจ้าอาวาสวัดแจ้ง รองเจ้าคณะจังหวัด สงขลา (สมณศักดิ์ก่อนมรณภาพพระราชวชิรโมลี) เพราะเป็นคนพัทลุงเหมือนกัน บรรดาเสือทั้ง 4 ก็ได้มามอบตัว ก่อนจะถูกจับ พ่อท่านพลัดได้ขอ เครื่องรางที่ท่านทำให้คืน พ.ศ.2500 อ้ายเสือทั้ง 4 ได้พ้นโทษออกจากการจองจำ ได้เดินทางมาหา พ่อท่านพลัด 

เพื่อขอบวช พ่อท่านพลัด ก็เป็นธุระจัดการให้ เสือเลาะ ซึ่งนับถือศาสนาอิสลาม ก็ขอบวชด้วย ได้ฝึกซ้อมคานนาคแล้ว แต่ญาติได้ขอไว้ว่าจะนับถือศาสนาพุทธ ก็ไม่ว่าแต่ขออย่าบวช เพราะญาติพี่น้องจะถูกสังคมจะเข้าสังคมไม่ได้ ท่านจึงไม่บวช ในตอนนั้นชาวบ้าน จะเรียกวัดแจ้งว่า “วัดสามเสือในช่วงที่ท่านจำพรรษาอยู่วัดแจ้ง

กลับไปด้านบน