Categories
รวมบทความ

หลวงปู่เอี่ยมวัดสะพานสูง

หลวงปู่เอี่ยมวัดสะพานสูง

หลวงปู่เอี่ยมวัดสะพานสูง ปฐมนาม อ่านว่า ปะถะมะนามะ หรือ ปถมนาม บ้านเกิดของหลวงปู่เอี่ยมนั้นท่าน อยู่ที่ตำบล บานแหลมใหญ่ ฝั่งใต้ ข้างวัดท้องคุ้ง อำเภอ ปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี เมื่อปี พ.ศ.๒๓๘ อายุท่านได้ ๒๒ ปี ได้อุปสมบท ที่วัดบ่อ ตำบลปากเกร็ด อำเภอปากเกร็ด วัดบ่อนี้อยู่คิดกับตลาดในท่าน้ำปากเกร็ด นั้นเอง

เมื่ออายูท่านได้ 22 ปี หลวงปู่ท่าน ได้ละกิเลส ท่านได้เข้าบวช อุปสมบท ได้ประมาณหนึ่งเดือน ท่านก็ได้ย้าย ไปประจำพรรษา อยู่ที่วัด กัลยาณมิตร ธนบุรีซึ่งในขณะนั้น พระพิมลธรรมพร เป็นเจ้าอาวาส ซึ่งย้ายมาจากวัดราชบูรณะ พระนคร หลวงปู่เอี่ยมท่านได้ศึกษา พระปริยัติธรรม และแปลพระธรรมบทอยู่ที่วัดนี้อยู่ได้ถึง ๗ พรรษาท่านจึงได้ย้ายไปจำพรรษาอยู่ที่วัดประยูรวงศาวาส

วัดสะพานสูง นั้นเดิม​ชื่อ​ว่า วัด​สว่าง​อารมณ์ และสาเหตุ​ที่​เปลี่ยน​ชื่อคราวที่สมเด็จ​พระ​ยาวชิรญาณวโรส วัดบวรนิเวศ​วิหาร​ ได้เสด็จ​ไปตรวจ​คณะ​สงฆ์​ได้เสด็จ​ขึ้น​ที่​ วัด​สว่าง​อารมณ์​ได้ทอดพระเนตร ​เห็น​สะพาน​สูงข้ามคลอง​หน้า​วัด คลอง​พระอุดม​ ชาวบ้านเรียกวัดสะพานสูง กันจนติดปาก​ พระสมเด็จ​พระยา วชิรญาณวโรรส​ ทรง​เห็น​สะพานก็เป็น​นิมิต​ที่​มี​ประจำวัดประมาณ​หนึ่ง​และชาวบ้านก็เรียก ​จนติดปาก​จึงได้ประทานเปลี่ยน​ชื่อ​จากวัดสว่าง​อารมณ์​มาเป็น วัดสะพานสูง​มาจนทุกวันนี้

หลวงปู่​เอี่ยมวัดสะพานสูง​ ปฐม​นาม​ จำพรรษาที่วัดสะพานสูง​ เมื่อถึงช่วงเวลา​ออก​พรรษา​ท่าน ก็มักออก​ธุดงค์ เสมอ​ ออกธุดงค์ แต่ละครั้ง​จะไปครั้ง​ละหลายๆปีไปทุกภาคและ​แถบ ประเทศ​เพื่อนบ้าน​ ออก​ธุดงควัตร​จนกระทั่ง​ชาวบ้านแหลมใหญ่คิดว่าได้มรณภาพ​ในป่าแล้วไม่เห็นกลับวัด​ จึงได้​พากันทำบุญสังฆทาน​แผ่ส่วน​กุศลไปให้ท่าน​

หลวงปู่เอี่ยม​ท่านทราบ​ได้​ด้วย​ญาณ​ของท่านเอง​ หลวงปู่เอี่ยม​ จึงได้กลับมาวัดในสภาพผมยาว​หนวด​เครารุงรัง​ จีวรขาดวิ่น​ จนชาวบ้านจำหลวงปู่ไม่ได้​ บ้างก็ว่าท่านเสียจริต​

หลวงปู่เอี่ยมวัดสะพานสูง

ระหว่าง​ที่​หลวง​ปู่​เอี่ยม​เที่ยว ​ออกธุดง​นั้นท่าน ก็ได้เจอชีปะขาวเป็น​ชาว​เขมร​มีนามชื่อ​ว่า​ จันทร์ จึงฝากตัวและ​เล่าเรียน​วิชาอิทธิ​เวทย์​จบจน ทุกวิชาจนชีปะขาว​ ไม่มีอะไรสอน ขณะนั้นก็ได้​เก็บต้น ว่านไว้เป็นจำนวนมากไว้รักษาโรคและสร้าง​วัตถุ​มงคล​ และยังมีมวลสารที่เก็บขณะที่ท่านกลับมา​ วัตถุ​มงคล​ที่หลวงปู่เอี่ยมได้นำเอามวลสาร ทั้งหลายมาสร้างวัตถุมงคล​ เช่น​ พระควัมปติ

พระปิด​ตา และ ตะกรุด​โทน ​มหามงคลโสรฬโดยท่านจะจารลงบนแผ่นโลหะแล้วพอกด้วยมวลสารที่ท่านเก็บและถักด้วยเชือก​สายสิญจน์​แล้วปลุกเสก​เพื่อแจกจ่าย ให้แก่ลูกศิษย์​ หลังจากที่หลวงปู่ท่าน กลับมาจากป่าท่านเห็นวัดทรุดโทรมจึงได้บูรณะวัดเป็นการใหญ่ และสร้างเสนาสนะ​ เมื่อท่านมาวัดสะพานสูงใหม่ๆ ภายในวัดนี้มีพระจำวันพรรษาอยู่เพียง 2 รูปเท่านั้น

ขณะที่หลวงปูเอี่ยม ท่านได้ย้ายมาอยู่ วัดสะพานสูงได้ 8 เดือน ก่อนวันเข้าพรรษาหลวงพิบูลย์สมบัติ บ้านอยู่ปากคลองบางลำภู พระนคร ได้เดินทางมา นมัสการท่านที่วัดสะพานสูงหลวงปู่เอี่ยมได้ปรารภถึงความลำบาก ด้วยเรื่อง การทำอุโบสถ และสังฆกรรมเนื่องจากโบสถ์เดิมได้ชำรุดทรุดโทรมมาก 

จึงอยากจะสร้าง ให้เป็นถาวรสถานแก่วัด ให้เจริญรุ่งเรือง หลวงพิบูลยสมบัติจึงได้ บอกบุญเพื่อเรี่ยไร หาเงินมาก่อสร้างอุโบสถ และถาวรสถาน  หลวงปู่เอี่ยมท่าน จึงได้เริ่มสร้างพระปิดตา และตะกรุดเป็นครั้งแรก เพื่อเป็นของชำร่วย แก่ผู้ที่บริจาคทรัพย์ และสิ่งของที่ใช้ในการก่อสร้างพระอุโบสถและถาวรสถาน ต่อมาถึง พ.ศ. 2431 ได้มีการสร้างศาลาการเปรียญ หลังจากนั้นอีก

หลวงปู่เอี่ยมวัดสะพานสูง

หลวงปู่เอี่ยมวัดสะพานสูง ท่านได้สร้างพระเจดีย์ฐาน 3 ชั้นขึ้นในปี พ.ศ. 2439 ขณะที่หลวงปู่เอี่ยมท่านได้มาอยู่ที่วัดสะพานสูง ท่านได้ไปธุดงค์ไปทางแถบประเทศเขมร โดยมีลูกวัดติดตามไปด้วย แต่หลวงปู่เอี่ยมจะให้ลูกวัดออกเดินทางล่วงหน้าไปก่อน ๖-๗ ชั่วโมง แล้วค่อยนัดพบที่แห่งใดแห่งหนึ่ง  แล้วท่านได้ไปพบท่านชีปะขาวซึ่งเป็นคนเขมร มีชื่อว่า จันทร์  หลวงปู่เอี่ยมจึงได้เรียนวิชาอิทธิเวทย์

จากท่านอาจารย์ผู้นี้อยู่หลายปี จนกระทั่งชาวบ้านแหลมใหญ่นึกว่าหลวงปู่เอี่ยมออกธุดงค์ ได้ถึงแก่มรณภาพไปแล้ว เนื่องจากท่านไม่ได้กลับมาที่วัดหลายปี   ชาวบ้านจึงได้ทำสังฆทานแผ่ส่วนกุศลไปให้    หลวงปู่เอี่ยมทราบในญาณของท่านเอง และท่านจึงได้เดินทางกลับมายังวัดสะพานสูง การไปธุดงค์ครั้งนี้ หลวงปู่เอี่ยมได้ไปเป็นเวลานาน และอยู่ในป่าจึงปรากฏว่าท่านหลวงปู่เอี่ยม

ท่านไม่ได้ปลงผม  ผมท่านยาวมาก  ยาวจนมาถึงบั้นเอว   ส่วนจีวรก็ขาดรุ่งริ่ง หนวดท่านยาวเฟิ้มพร้อมมีสัตว์ป่าติดตามท่านเช่น เสือ หมี สิงโต กระทิง และงูจงอาง เป็นต้น

หลวงปู่เอี่ยมวัดสะพานสูง

มรณภาพอย่างสงบ หลวง ปู่เอี่ยมท่านนั้น ได้มรณภาพ เมื่อปี พ.ศ. 2439  รวมอายุท่านได้ 80 พรรษา บวชได้ 59 พรรษา ท่านก็มรณ ภาพด้วยโรคชราในสมัยนั้นสมเด็จ กรมพระยาวชิญาณวโรรส ได้เสร็จไปตรวจการคณะสงฆ์ได้เสด็จขึ้นที่ วัดสว่างอารมณ์นี้ ได้ทอดพระเนตร เห็นสะพานสูงข้ามคลองวัด คลองพระอุดม ปัจจุบันนี้ ส่วนใหญ่ชาวบ้านจะเรียกวัดสว่างอารมณ์นี้ว่า วัดสะพานสูง

จึงทำให้วัด นี้มีชื่อเรียกกัน ๒ ชื่อ ฉะนั้น สมเด็จกรม พระยาวชิรญาณวโรรสทรงเห็นว่า สะพานสูงนี้ ก็เป็นนิมิตดี ประจำวัดประการหนึ่ง และอีกอย่างหนึ่งชาวบ้านก็เรียกกัน ติดปากว่าวัดสะพานสูง  จึงได้ประทานเปลี่ยนชื่อจากวัดสว่างอารมณ์ มาเป็น วัดสะพานสูง จนทุกวันนี้

ถ้ามีเหตุสุข ทุกข์ เกิดนั้น ให้ระลึกถึงชื่อของเรา
ในบรรดาเครื่องรางของขลัง  เบญจภาคีเครื่องรางของนักสะสมเครื่องรางของขลัง ได้ให้การยอมรับ และยกย่องให้ “ตะกรุดโทนมหาโสฬสมงคลของหลวงปู่เอี่ยม วัดสะพานสูง ต. คลองพระอุดม อ.ปากเกร็ด จ. นนทบุรี ให้เป็นอันดับหนึ่ง และหายากที่สุดยิ่งกว่างมเข็ม ในมหาสมุทรเสียอีก ไม่มีนักสะสมพระเครื่องคนใดจะไม่รู้จัก  ผู้ใดมีต่างก็หวงแหนเป็นอย่ายิ่ง

ครั้งเมื่อสำเร็จ แล้วด้วยอิทธิเวทพุทธาคม ชื่อเสียงกิตติศัพท์ของตะกรุดโทนมหาวิเศษก็ขยายโดยทั่ว ควบคู่กันไปกับนามของหลวงปู่เอี่ยม  ทำให้ชื่อเสียงมีอย่างสุดหล้าฟ้าเมืองไทยเลยทีเดียว ตะกรุดโทนของหลวงปู่เอี่ยมวัดสะพานสูงมีปาฏิหารย์ ดุจดังเทวดาสร้างมีค่า ควรเมืองหรือค่าพันตำลึงทอง ปลุกเสกองค์เดียวด้วยมวนสารอย่างดี ให้ได้ครบ 10,000 จบเป็นเวลาถึง 3 ปี 3 พรรษา

หลวงปู่เอี่ยม

จะเห็นว่าไม่อิทธิวัตถุของที่ใด ๆ จะมีการตั้งใจปลุกเสกอย่างลึกล้ำเสมอเหมือนพระปิดตาและพระตะกรุดโทนฯ ของท่านเป็นแน่แท้ด้วยตัวของหลวงปู่เอี่ยมเองโดยเฉพาะ มีอานะภาพทุกด้านเรียก ได้ว่าครอบจักวาล  หากท่านผู้ใดมีไว้ครอบครอง หมั่นบูชากราบไหว้ ด้วยความศรัทธาและเชื่อมั่นจะเป็นสิริมงคงแก่ตัวเอง และวงศ์ตระกูล และจะพ้นจากภัยพิบัติต่าง ๆ ชีวิตจักไม่ตกต่ำ เป็นมหามงคลยิ่งใหญ่ มีเมตตามหานิยม

มีเจริญลาภผล จังงัง มีกำบังภัย ปลอดภัยแคล้วคลาด และคงกระพันชาตรี บำบัดและป้องกันโรคภัยและเจ็บไข้  ไร้เสนียดจัญไร  กันโจ  กันไฟพ้นจากศัตรูหมู่สัตว์ร้าย อย่าว่าแต่ปืนผาหน้าไม้ เลยแม้แต่อหิงสาหรือฟ้าผ่าก็ยังกันได้ แจ้งเหตุการณ์ให้ ทราบก่อนล่วงหน้า ดลใจในทางที่ถูกที่ควร ถ้าอยู่ในบ้านเรือนบูชา ก็จะมีแต่ศิริมงคล แต่ที่สำคัญที่จะทำให้ ผู้มีไว้ครอบครองได้สัมฤทธิ์ผล แห่งเดชานุภาพทั้งปวง

แต่ต้องปฏิบัติตนให้ อยู่ในศีลธรรม ตะกรุดโทนมหาโสฬสมงคลของหลวงปู่เอี่ยมจึงเด่นขึ้นสู่ความนิยม สูงยิ่งเป็นอันดับหนึ่งของบรรดาเครื่องรางและตะกรุดมาเนิ่นนานกว่าใคร เป็นวัตถุมงคลที่มีสนนราคาสูงยิ่ง และหายากยิ่งจนมีผู้สืบเสาะอยาก จะเป็นเจ้าของกันทั่วไปกล่าวได้ว่าไม่มีผู้ใดที่มีวัตถุมงคลของท่านติดตัว ประพฤติตนอยู่ในศีลในธรรมอันควรแล้วต้องเสียชีวิตจากคมอาวุธหรือสิ่งมีคมอื่น ๆ แม้แต่รายเดียว กาลเวลาได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว แต่สิ่งที่ไม่มีวันเปลี่ยนแปลงคือ ความเป็นอมตะของหลวงปู่เอี่ยมแห่ง วัดสะพานสูง

Categories
รวมบทความ

หลวงพ่อรวยวัดตะโก

หลวงพ่อรวยวัดตะโก

หลวงพ่อรวยวัดตะโก พระเกจิชื่อดัง แห่งเมืองพระนครศรีอยุธยาพระมงคลสิทธาจารย์ หรือ หลวงพ่อรวย ปาสาทิโก เป็นหนึ่งในบรรดาเกจิพระอาจารย์ที่มีชื่อเสียงโด่งดังและเป็นที่เคารพนับถือ แห่งเมืองกรุงเก่า ที่มีความขลังเป็นอมตะ หลวงพ่อรวย มีความเป็นอยู่สมถะ เรียบง่าย พูดน้อย ถามคำตอบคำ เป็นที่เคารพนับถือของศิษยานุศิษย์ทั่วประเทศ เก่งทางด้านเมตตา มหานิยม โชคลาภ วัตถุมงคลที่โด่งดังคือเลสข้อมือหลวงพ่อรวย ล่ำลือไปทั่วประเทศสร้างกี่ครั้งก็หมดในพริบตา

เป็นที่นิยมของนักสะสมพระเครื่องทั่วประเทศ ท่านเกิดเมื่อเดือน ธันวาคม พ.ศ. 2464 ที่บ้านตะโก หมู่ที่ 2 อำเภอเขาชี จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เป็นบุตรของนายมี และ นางสินลา มีพี่น้องทั้งหมด 8 คน บรรพบุรุษฝ่ายบิดาเป็นคนกรุงศรีสัตชนาลัย อาณาจักรล้านช้าง เมื่ออายุได้ 12 ปี ได้เรียนอยู่ที่วัดตะโกเพราะในสมัยนั้นในละแวก ตำบลหญ้านาง ไม่มีโรงเรียนประถม

จึงต้องเรียนกับพระภิกษุบนศาลาการเปรียญ และพอมีอายุได้ 16 ปี ได้บรรพชาเป็นสามเณร มีพระสมุห์บุญช่วย เจ้าอาวาสวัดตะโก เป็นพระอุปัชฌาย์ สามารถสอบนักธรรมชั้นตรีได้ในขณะที่ครองเพศเป็นสามเณร จนกระทั่งมีอายุได้ 20 ปี จึงได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุเมื่อวันที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2484

โดยมีพระครูสุนทรธรรมนิวิฐ (หลวงพ่อชื้น) เจ้าอาวาสวัดภาชี และเจ้าคณะอำเภอภาชี เป็นพระอุปัชฌาย์ พระปลัดจ้อย เป็นพระกรรมวาจาจารย์ พระสมุห์บุญช่วย เจ้าอาวาสวัดตะโก เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้รับฉายาว่า ปาสาทิโก

หลวงพ่อรวยวัดตะโก

หลวงพ่อรวยวัดตะโก ท่านได้รับการถ่ายทอดวิชามาจาก หลวงพ่อชื่น วัดภาชี (ศิษย์สายตรงของ หลวงพ่อกลั่น วัดพระญาติ และหลวงพ่อแจ่ม วัดวังแดงเหนือ และเป็นหนึ่งในบุคคลที่กล่าวถึงในสมัยอยุธยาเป็นราชธานีในวันที่ (3 เมษายน พ.ศ. 1893 – 7 เมษายน พ.ศ. 2310) และเสียกรุงให้กับพม่า และ กลับมาเป็นราชธานีอีกครั้งหนึ่งในวันที่( 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2310 – 28 ธันวาคม พ.ศ. 2310)

ซึ่งถือว่า พระนครศรีอยุธยา เป็นศูนย์รวมของแม่น้ำ และมีความเชื่อกับสิ่งของโบราณ และสถานที่สิ่งศักดิ์สิทธิ์ ขนาดพระคณาจารย์ชื่อดัง ยังมีอยู่ในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เพราะ พระเกจิอาจารย์ใช้สถานที่ฝึกตำราพิชัยสงคราม สรรพวิชาต่าง ๆ มากมาย ตำรับสายเวทในวัดประดู่ทรงธรรม

หลวงพ่อรวยวัดตะโก

หลวงพ่อรวย เป็นพระเกจิอาจารย์ผู้สืบทอดความรู้มาจากพระคณาจารย์รุ่นก่อน ด้วยนามอันเป็นมงคลสูงและศีลาวัตรปฏิบัติอันงดงาม ควรแก่การศรัทธาและเคราพอย่างยิ่ง ผลบุญบารมีจึงทำให้ท่านเป็นพระเกจิอาจารย์ที่มีชื่อเสียง และเป็นพระเกจิอจารย์ที่เปี่ยมด้วยเมตตาธรรมสูง มีความเป็นอยู่สมถะ ทำให้ลูกศิษย์หลวงพ่อรวยเคารพศรัทธาเป็นอย่างมาก 

หลวงพ่อรวย ปาสาทิโก หรือในสมณศักดิ์ ราชทินนามที่ พระมงคลสิทธาจารย์ เจ้าอาวาสวัดตะโก ต.ดอนหญ้านาง อำเภอภาชี จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เป็นพระเกจิอาจารย์แนวหน้าในยุคนี้ที่งดงามด้วยปฏิปทาศีลวัตรสัจคุณ ดำรงสมณเพศอย่างสมถะ เป็นพระนักปฏิบัติมากกว่าที่จะเป็นพระธรรมกถึก

หลวงพ่อรวยวัดตะโก

ทั้งเป็นพระนักพัฒนาทำความเจริญรุ่งเรืองมาสู่วัดตะโก ท่านได้สืบทอดพุทธาคมมาจากหลวงพ่อชื่น วัดภาชี ผู้เป็นพระอุปัชฌาย์ ซึ่งสืบทอดวิชาพุทธาคม มาจากหลวงพ่อกลั่น วัดพระญาติ ผู้เป็นพระบูรพาจารย์ที่โด่งดังเลื่องลือกิตติศัพท์ในอดีตจนถึงปัจจุบัน ทั้งสืบสายพุทธาคมโดยตรง จากหลวงพ่อแจ่ม วัดวังแดงเหนือที่เชี่ยวชาญวิชาอาคมโดดเด่นในด้านเมตตามหานิยม และคงกระพันชาตรีเป็นหนึ่ง อีกด้วย

การศึกษาเมื่ออายุได้ 12 ปี ได้เข้ารับการศึกษาเบื้องต้น ในโรงเรียนวัดตะโก เพราะเด็กๆ ในสมัยนั้นยังไม่มีโรงเรียนประถมศึกษาของทางราชการในละแวกตำบลดอนหญ้านาง ต้องอาศัยพระสงฆ์เป็นครูสอนบนศาลาการเปรียญของวัด จนมีความรู้อ่านออกเขียนได้ มีความรู้เทียบได้ชั้นประถมปีที่ 4 ก็ออกจากโรงเรียน

เมื่ออายุ 16 ปี ได้บรรพชาเป็นสามเณรที่วัดตะโก โดยมีพระสมุห์บุญช่วย เจ้าอาวาสเป็นพระอุปัชฌาย์ ในที่ครองเพศพรหมจรรย์ ท่านได้ตั้งใจศึกษาเล่าเรียนพระธรรมวินัยในด้านพระคันถธุระ (พระปริยัติธรรม) สามารถสอบได้นักธรรมชั้นตรี

พ่อรวย

อายุครบบวช ราว พ.ศ.2484 ก็อุปสมบท ณ พัทธสีมาวัดตะโก โดยมีพระครูสุนทรธรรมนิวิฐ (หลวงพ่อชื่น) เจ้าอาวาสวัดภาชี เจ้าคณะอำเภอภาชีเป็นพระอุปัชฌาย์ พระปลัดจ้อย เจ้าอาวาสวัดวิมลสุนทร เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และพระสมุห์บุญช่วย เจ้าอาวาสวัดตะโก (ในสมัยนั้น) เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้รับสมณฉายาว่า ปาสาทิโก

ครั้นอุปสมบทแล้ว อยู่จำพรรษาที่วัดตะโกเรื่อยมา ได้ศึกษาด้านคันถธุระพระปริยัติธรรมเพิ่มเติม จนสอบได้นักธรรมชั้นโทใน พ.ศ.2485 และสอบได้นักธรรมชั้นเอกใน พ.ศ.2487

พระมหาธาตุเจดีย์ที่สวยงามประจำวัดตะโก เริ่มการก่อสร้างขึ้น พ.ศ. 2557 โดยในวันที่ 13 พฤษภาคม 2557 นายวิทยา ผิวผ่อง ผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยาเป็นประธาน โดยมีพระครูสุนทรธรรมนิวิฐ (หลวงพ่อรวย ปาสาทิโก) เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ ในพิธีวางแผ่นศิลาฤกษ์เป็นปฐมฤกษ์ในการก่อสร้างพระมหาธาตุเจดีย์

วัดตะโก เป็นวัดที่รู้จักกันอย่างแพร่หลายเนื่องจาก เป็นที่จำพรรษาของหลวงพ่อรวยเกจิอาจารย์ชื่อดัง แห่งเมืองกรุงเก่า วัตถุมงคลหลวงพ่อรวยรู้จักกันอย่างกว้างขวางจากประสบการณ์ ต่างๆมากมายหลายด้าน และยังเป็น พระเกจิที่มีจริยวัตรงดงามปฏิบัติตามพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า

หลวงพ่อรวยวัดตะโก ปาสาทิโก มรณภาพแล้ว เมื่อวันที่ 19 ก.ค. 60 ที่โรงพยาบาลวิชัยยุทธ   พระครูสุนทรธรรมนิวิฐ (หลวงพ่อรวย ปาสาทิโก) ได้มรณภาพลงในปี พ.ศ. 2560 สิริอายุครบ 95 ปี 76 พรรษา ลูกศิษย์ได้เก็บสังขาร ไว้ 100 วัน จากนั้นเมื่อเปิดหีบสังขาร เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2561 พบว่าสังขารหลวง พ่อรวยไม่เน่าเปื่อย จึงได้เก็บรักษาในโลงแก้วเพื่อให้ลูกศิษย์และประชาชนได้เข้ามากราบไหว้ในพระมหาธาตุเจดีย์ปา

พ่อรวย

ประสบการณ์ที่เล่าขานกันนั้นหลวงพ่อรวยมีฌานสมาธิอันแก่กล้าในกรรมฐาน ตั้งใจเล่าเรียนเพื่อเรียนวิชาให้รวดเร็ว จึงมีความเข้มขลังในวิทยาคมมาก ดังปรากฏการณ์มหัศจรรย์ หลายอย่าง ต่อสายตามหาชน เมื่อคราววางศิลาฤกษ์ที่โรงเรียนบ้านตะโก- ดอนหญ้านาง ขณะที่พระสงฆ์สวดชยันโตและหลวงพ่อรวย กำลังเจิมแผ่นศิลาฤกษ์อยู่นั้น กำนันแสวง โชคชัย ได้ชักปืน 9 ม.ม ยิงข้ามสายสิญจน์เพื่อเอาฤกษ์เอาชัย ปรากฏว่า ยิงไม่ออก

มีอีกเรื่องหนึ่ง ที่เล่าโจษขานกันก็คือ มีชาวนาคนหนึ่งชื่อ นางจำนงค์ บังขจร ขณะดำนาอยู่ก็ถูกฟ้าผ่า และก็จมน้ำ ต่อหน้าต่อตาญาติพี่น้อง ทั้งสามีและลูก ต่างก็ช่วยอุ้ม ขึ้นมา ปรากฏว่าเสื้อผ้าไหม้เกรียมจนหมด แต่ในตัวกับไม่พบบาดแผลใด ๆ จึงพากันกลับบ้าน และใช้สุราพ่น รุ่งขึ้น อาการก็ทุเลาลง เริ่มลุกขึ้นได้ พอฟื้นขึ้นมา ก็ทราบว่า นางจำนงค์ ได้ห้อยเหรียญของหลวงพ่อรวย รุ่นแรก ที่สร้างขึ้นเพื่อฉลองสมณศักดิ์พ.ศ. 2513 เพียงเหรียญเดียวเท่านั้น ความมหัศจรรย์เหล่านี้เล่าขานกันต่อมา อย่างไม่รู้จบปัจุบันนี้ก็ยังคงมีคนทยอย กันเข้ามาวัดตะโกแห่งนี้ไม่ขาดสาย

Categories
รวมบทความ

หลวงพ่อพัฒน์ วัดห้วยด้วน

หลวงพ่อพัฒน์วัดห้วยด้วน

หลวงพ่อพัฒน์วัดห้วยด้วน พระเกจิแห่งควมเมตตา ที่ยังมีชีวิตอยู่ หลวงพ่อท่าน เป็นที่ เคารพนับถือกราบไหว้ ศรัทธาของชาวนครสวรรค์ หลวงปู่พัฒน์ ปุญญกาโมวัดห้วยด้วน ท่านเป็นศิษ หลวงพ่อเดิม วัดหนองโพด้วยนะ ท่านเกิดเมื่อ 12 พฤษภาคม พ.ศ.2465

เป็นครอบครัวหลาน หลวงปู่เทศ คือ นายพุฒ ก้อนจันเทศ และนางแก้ว นามสกุลเดิม ฟุ้งสุข อยู่บ้านสระทะเล ต.ย่านมัทรี อ.พยุหะคีรี จ.นครสวรรค์ ได้คลอด บุตรคนหนึ่ง ออกมา และได้ตั้งชื่อ ให้ว่าเด็กชายพัฒน์นั้นเอง

เจ้าอาวาสวัดสระทะเล ต่อจากหลวงปู่เทศ ผู้เป็นลุงได้ทราบข่าว จึงรู้ได้ทันที ว่าหลานชายคนนี้ คือลูกหลาน คนที่หลวงปู่เทศได้สั่งไว้ เพราะเกิดในปีจอ ตามที่หลวงปู่ เทศบอก จึงรีบส่งข่าว ไปยังหลวงพ่ออิน หลวงพ่อเดิม เมื่อพระเกจิ ทั้งสามรูป ได้ทราบข่าวแล้ว ก็ได้ปฏิบัติ ตามคำสั่งเสีย เป็นผู้สอน กรรมฐาน และวิชาอาคม พื้นฐานให้ ส่วนหลวง พ่อเดิมจะเป็นผู้ถ่ายทอด พุทธาคมชั้นสูง รวมถึงวิชา มีดหมอ อันโด่งดัง ให้กับเด็กชายพัฒน์ ด้วยตนเอง

หลวงพ่อพัฒน์วัดห้วยด้วน

เมื่อเด็กชายพัฒน์ เติบโตขึ้นจนอายุได้ 5 ขวบ ขณะนั้น ทางบ้านสระทะเลได้ เกิดภัยแล้งขึ้น ทำให้ครอบครัว ต้องอพยพไปทำนา ที่บ้านหนองเนิน อ.ท่าตะโก ซึ่งชาว บ้านแทบทั้งหมด เป็นไทยทรงดำ ครอบครัว ของท่านทำนา อยู่ที่นั่น ได้เพียง 3 ปี อยู่ๆไม่รู้นายพุฒ บิดาของ เด็กชาย พัฒน์ คิดอย่างไร จึงย้ายมา ทำนา ที่บ้านหนองหลวง

หรือเป็นเพราะชะตา ฟ้าลิขิต ให้เป็นดังคำกล่าว ของหลวง พ่อเทศเนื่องจาก ในเวลานั้น หลวงพ่อเดิม และ หลวงพ่ออิน ได้นำช้าง ทั้งเจ้าคูณและนางบัวบาน มาร่วมกันสร้าง เสนาสนะ ให้วัดหนองหลวง อยู่พอดี เมื่อหลวง พ่อเดิม รู้ว่าเด็กชายพัฒน์ มาอยู่ที่บ้านหนองหลวง จึงขอให้หลวงพ่ออิน หลวงพ่ออิน เป็นศิษย์ ผู้น้องหลวงพ่อเดิม

ซึ่งสนิท กับครอบครัว ของเด็กชายพัฒน์ ไปขอเด็กชายพัฒน์ มาเป็นลูกศิษย์ อยู่ที่วัดหนองหลวง เหตุนี้เอง ที่ทำให้เด็ก ชายพัฒน์ ได้ใกล้ชิดกับหลวงพ่อเดิม วัดหนองโพ โดยหลวง พ่อเดิม มักจะเรียกเด็กชายพัฒน์ไปบีบนวด และสอนคาถาสั้นๆ ให้ท่องจำ เสมอๆจน คุ้นเคยกัน

หลวงพ่อพัฒน์วัดห้วยด้วน

เด็กชายพัฒน์ มีความชื่นชอบ ในทางพระ และท่านก็ตั้งใจ ฝักใฝ่ในกรรมฐาน และ พุทธาคม พอมีเวลาว่าง จากการ ช่วยพ่อแม่ ทำไรทำนา เด็กชายพัฒน์ ก็มัก ชอบไปอยู่กับหลวงลุงหมึก เพื่อเรียน กรรมฐานและวิชาอาคม ทุกครั้งไป ทั้งๆที่เด็กหนุ่มๆ ในวัยนั้นทุกคน มักจะสนใจแต่สาวๆ

แต่เด็กหนุ่มอย่างนาย พัฒน์กลับคิดอยาก จะบวชเป็นพระ ในขณะที่หลวงลุงหมึก ได้ลาสิกขา จากพระมาเป็น อาจารย์ฆราวาส เมื่อบวชแล้วพระพัฒน์ ก็ได้เริ่มเรียน นักธรรมตรี และโท ไปได้สักระยะ โดยระหว่างนั้นหลวงพ่อเดิม ได้ไปสร้าง เสนาสนะและโบสถ์ อยู่ที่ วัดอินทราราม

วัดของ หลวงพ่อแก้ว พระอุปัชฌา ของหลวงพ่อเดิม อยู่ติดกับวัดเขาแก้วโดยมีเพียงถนนกั้น เมื่อหลวงพ่อเดิม รู้ว่านายพัฒน์ บวชเป็นพระพัฒน์แล้ว หลวง พ่อเดิม จึงให้คนมาตามพระพัฒน์ ไปเรียนพุทธาคมกับท่าน เมื่อพระพัฒน์ ไปพบกับหลวงพ่อเดิม ที่วัดอินทราราม หลวงพ่อเดิมก็เริ่มถ่ายทอดวิชชา กรรมฐานและพุทธาคม เกือบสองพรรษา

หลวงพ่อพัฒน์วัดห้วยด้วน

หลวงพ่อพัฒน์วัดห้วยด้วน ท่านเดินธุดงค์ เสาะแสวงหาสถานที่สงบเพื่อฝึกฝนวิชากรรมฐาน ฝึกญาณสมาธิให้แก่กล้า ไปยังที่ ต่างๆนาๆ ทั้งดินเดนอันลี้ลับอัศจรรย์ เช่นเมืองลับแล เมืองตาชูชก และอื่นๆ ขณะที่หลวงพ่อพัฒน์ เดินธุดงค์ไปยังเมืองลับแล ท่านได้ไปพักกับ หลวงพ่อชุบ เจ้าอาวาสวัดพระบรมธาตุทุ่งยั้ง จ.อุตรดิตถ์ และหลวงพ่อชุบ ยังได้ถ่ายทอดวิชา ทางเมตตามหานิยมให้ หลวงพ่อพัฒน์

หลวงพ่อพัฒน์ พูดถึงหลวงพ่อเดิม หลวงพ่อพัฒน์ พระเกจิอาจารย์ชื่อดังวัดห้วยด้วน นครสวรรค์ พูดถึงหลวงพ่อเดิม วัดหนองโพ จ.นครสวรรค์ ที่ท่านศรัทธา นับถือเป็นอาจารย์ และร่ำรวยวิชาอาคม ปัจจุบันท่านอายุ 99 ปี ปีหน้าครบ 100 ปี แต่สุขภาพร่างกาย ของท่านยังแข็งแรง ท่านยึดการออกบิณฑบาต ทุกเช้าเป็นกิจวัตรสงฆ์ แม้สังขาร จะร่วงโรยแล้วก็ตาม ล่าสุดเงินบริจาควัดหลวงพ่อท่าน นําเงินที่ได้มาไปสร้างโรงพยาบาลตั้ง50ล้าน

ท่านได้เมตตาตอบคำถาม พระเทพประสิทธิมนต์ หรือ หลวงพ่อเณร ที่ปรึกษา เจ้าคณะกรุงเทพมหานคร เจ้าอาวาสวัดศรีสุดาราม วรวิหาร กรุงเทพฯ ได้เดินทางมายังวัดห้วยด้วน พร้อมดอกไม้พานครู เข้าพบ “หลวงพ่อพัฒน์ ปุญญากาโม” พระเกจิอาจารย์ชื่อดัง เจ้าอาวาสวัดห้วยด้วน จ.นครสวรรค์ เพื่อเข้ามุทิตาสักการะ

พ่อพัฒน์

พระเทพประสิทธิมนต์ ท่านถามหลวงพ่อพัฒน์ ว่า หลวงพ่อเคยไปกราบหลวงพ่อเดิมมั้ย ท่านตอบว่า”ตอนเป็นเด็กก็ไปกราบ เป็นทหารก็ไปกราบ ตอนเป็นพระก็ไปกราบ ตอนนั้น 5 พรรษาแล้ว” ถามต่ออีกว่า หลวงพ่อเดิมเป็นพระอย่างไร ท่านตอบว่า “ไม่ค่อยพูดหรอก หลวงพ่อเดิมนะ ท่านไม่ค่อยยิ้ม นั่งเฉยๆ

เป็นคำถามและ คำตอบที่สั้นๆแต่ทำให้รู้ว่า หลวงพ่อพัฒน์ มีความคุ้นเคยกับหลวงพ่อเดิม เป็นอย่างดี ไม่แปลกที่ท่านจะได้วิชาและเป็นพระเกจิอาจารย์ที่โด่งดัง อยู่ในปัจจุบันนั้นเองครับ

พ่อพัฒน์

และขอให้ท่านเป็นพระคู่เทศน์ ปุจฉา วิสัชนา คู่กับท่าน เป็นระยะเวลาอีก 3 ปี ขณะที่หลวงพ่อพัฒน์อยู่ที่วัดบรมธาตุทุ่งยังนั้นท่านได้สนใจค้นคว้าค้นหาบ่อน้ำทิพย์เมืองลับแลที่มีกล่าวไว้ในตำราตีมีดของสำนักวัดเขาแก้วในกาลต่อมากำนันตำบลธารทหารขอให้โยมพ่อโยมแม่ของพระอาจารย์พัฒน์ช่วยกันอาราธนาพระอาจารย์พัฒน์หรือหลวงปู่พัฒน์วัดห้วยด้วน

มาอยู่เป็นเจ้าอาวาสวัดธารทหาร เพื่อสร้างพระอุโบสถให้แล้วเสร็จ เมื่อกำนันผลและโยมพ่อโยมแม่ของ หลวงพ่อพัฒน์ตลอดจนถึงชาวบ้านเดินทางมาอารธนาท่านแล้ว หลวงพ่อพัฒน์ก็ตอบตกลงและย้ายมาพัฒนาวัดธารทหาร(ห้วยด้วน) ตั้งแต่ปี พ.ศ.2513

ขณะนี้ หลวงปู่พัฒน์ อายุท่านปัจจุบัน 22 มิ.ย.พ.ศ.2563นับได้ว่าท่านเป็นเทพเจ้าแห่งความเมตตาที่ยังมีชีวิตอยู่ที่จะถึงนี้ อายุท่าน 99ปี 76พรรษา ปัจจุบันนี้สุขภาพร่างกายท่านยังคง แข็งแรงครับ

Categories
รวมบทความ

สมเด็จบางขุนพรหม

สมเด็จบางขุนพรหม

สมเด็จบางขุนพรหม

สมเด็จบางขุนพรหม พรือพระสมเด็จบางขุนพรมหม พ.ศ.2509ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจุบัน ยังคนมีผู้คนเสาะหา มาสะสมไว้บูชาจนทุกวันนี้ นักสะสมวัยรุ่นต่างนิยมเสาะหามาเก็บไว้ เพราะว่า พระสมเด็จบางขุนพรมหม นั้นถือได้ว่ามีมีพุทธคุณสูง แถมเป็นที่ศรัทธา ของผู้คนส่วนราคานั้นไม่ต้องพูดถึงเลย ถ้าสภาพ สวยๆราคาเช่ามาบูชา นั้นเริ่มตั้งแต่หลักแสน ไปจนหลักล้านแล้วแต่ สภาพความสวยของพระสมเด็จ

ด้วยเหตุ ที่มีผงเก่า หรือชิ้นส่วนแตกหัก ของสมเด็จบางขุนพรหม เมื่อคราวเปิดกรุปีพ.ศ. 2500 มีมวลสารสําคัญมีพุทธคุณสูง หากสภาพพระสมเด็จ สวยๆราคานี่แรงมากเลยนะ นั้นจึงทําให้ สมเด็จบางขุนพรมหม เป็นที่ต้องการ ของผู้คนเพื่อเสาะหา มาไว้บุชา นั้นเอง

สมเด็จบางขุนพรหม

พระสมเด็จบางขุนพรมหม การจัดสร้าง

การจัดสร้างสมเด็จบางขุนพรหม พ.ศ.2509 นั้นเริ่มสร้าง มาตั้งแต่เดือนต.ค. พ.ศ.2508 มาแล้ว เสร็จปลายเดือนพ.ย. พ.ศ.2508 ได้ทำพิธีการสร้างตำผง และกดพิมพ์ พระกันภายใน พระอุโบสถ โดยหลวงพ่อชม เป็นผู้กดพิมพ์ เป็นปฐมฤกษ์ จากนั้น คณะกรรมการ และผู้มีจิตศรัทธา ต่างร่วมแรงร่วมใจ ช่วยกันทำจนสําเร็จ

รายนาม พระเกจิอาจารย์ ด้านเนื้อหามวลสารหลัก ของพระขุนพรหม ปี 09 คือ ชิ้นส่วนพระสมเด็จ ที่ชำรุดแตกหัก และดินกรุ ที่ได้จากการเปิดกรุของทางวัด เมื่อปี พ.ศ.2500 ผงพุทธคุณ จากพระคณาจารย์ต่างๆ รวมไปถึง ปูนขาว ปูนเปลือกหอย น้ำมันตังอิ๊ว น้ำผึ้งเกสร ดอกบัวหลวง ดอกพิกุล

ที่นั่งปรกบริกรรม ปลุกเสกประกอบด้วย หลวงปู่นาค วัดระฆังโฆสิตาราม กรุงเทพ หลวงพ่อเงิน วัดดอนยายหอม นครปฐม หลวงพ่อเต๋ คงทอง วัดสามง่าม นครปฐม อาจารย์ทิม วัดช้างให้ ปัตตานี ท่านอาจารย์ อำพล วัดปราสาทบุญญาวาส กรุงเทพฯเป็นต้น

สมเด็จบางขุนพรหม

สมเด็จบางขุนพรมหม พ.ศ.2509

มาส่องดูสภาพ ผิวด้านหน้าองค์นี้ เป็นพระที่ไม่ผ่านการใช้หรือผ่านการสัมผัสมาก่อน ถึงแม้ว่า ไม่ถึงกับสวยกริ๊บ แต่ก็ดูง่ายตำหนิครบถ้วน เป็นพิมพ์เกศทะลุซุ้มพิมพ์เอ คราบแป้ง คลุมผิวด้านหน้า ยังมีให้เห็น มีก้อนผงเก่าของ สมเด็จบางขุนพรหม กระจายทั้งด้านหน้า และด้านหลัง มีสังฆาฏิ มีเนื้อเกิน ที่ซอกรักแร้ซ้าย มีเส้นชายจีวรพาด มาที่เข่าซ้าย

ปลายฐาน ชั้นกลางหยักเหมือน ขาสิงห์ และ ปลายฐานซ้ายองค์พระแหลมคม หันมาดูด้านข้าง และด้านหลัง สภาพความแห้ง และร่องรอยเป็นธรรมชาติ มีรอยปูไต่ ซึ่งเกิดจากปาดด้านหลัง ไปถูกก้อนผงเก่าและครูดไปตามพื้นผิว ที่ยังไม่แห้ง เห็นแล้วสบายใจได้สำหรับองค์นี้ว่าดูง่ายสบายตาและแท้แน่นอน

พระสมเด็จ

เป็นที่ทราบ กันว่าเป็นพระ ที่บรรจุในกรุ ดังนั้นเมื่อผ่านกาลเวลา ยาวนานจึงมักจะเกิดคราบกรุ เมื่อผ่านกาลเวลา ยาวนาน จึงมักจะเกิดคราบกรุ บางองค์ จะมีคราบกรุหนามาก จนองค์พระ ทั้งองค์ บางองค์ก็จะมีคราบกรุน้อยจน กระทั่งเกือบ ไม่ปรากฏคราบกรุเลย

บางองค์ มีคราบกรุจับหนา และเกาะติดกันเป็นสององค์ หรือสามองค์ หรือ กระทั่งมีบางองค์ ยึดติดกัน เป็นก้อนกลม เหมือนลูกตะกร้อ ขนาดใหญ่ คราบกรุเป็นเม็ด หรือ เม็ดทราย และคราบกรุ เป็นคราบดิน ในกรุพระเจดีย์นั้นเอง

พระสมเด็จ

ซึ่งในสมัยโบราณการ สร้างพระเจดีย์ ยังคงใช้ระบบโบราณ คือก่อด้วยอิฐดินเผาโดยรอบ ภายในใช้ไม้เนื้อแข็ง ที่มีความแข็งแกร่ง ค้ำยันกำแพงภายในให้แข็งแรง เพราะฉะนั้น เมื่อสร้างพระเจดีย์ เสร็จเรียบร้อยแล้ว ภายนอก ฉาบปูนทาสี และเปิดช่อง ระบายอากาศ ไว้เป็นช่องเล็กๆเพื่อป้องกัน มิให้ภายใน พระเจดีย์ มีความร้อนจัด

ทำให้อากาศ ขยายตัว ขยายตัวจนดันให้กำแพง พระเจดีย์ เกิดร้าวและแตกได้ พระที่บรรจุลง ส่วนใหญ่จะอยู่ด้านล่างใจกลาง พระบางองค์ ก็จะคงค้างอยู่ตามบริเวณ ไม้ค้ำภาย ในพระเจดีย์ ในเวลากลางวัน พระเจดีย์จะตากแดด ทั้งวันความร้อน แผดเผาและอบ ตกเวลากลางคืนอากาศจะเริ่มเย็นลงและเย็นจัด ในเวลาย่ำรุ่งด้วยความร้อน ที่อบอ้าวและความเย็นจัดนี่เอง เป็นเหตุให้พระสมเด็จฯ เกิดปฏิกิริยาภายในกรุพระเจดีย์

พระเครื่อง

พระสมเด็จวัดบางขุนพรหม ที่มีความลึกดีเรียบร้อย ไม่มีขี้กรุ แต่จะเห็นผิวบางๆ เป็น สีน้ำตาล เข้มฝังอยู่บนผิว ขององค์พระ ย่อมหมาย ถึงองค์พระมีการปอกผิวขี้กรุ ออกให้ดูเรียบร้อย ในสมัยโบราณพระสมเด็จ วัดบางขุนพรหม มักจะมีการโกน หรือขูด ขี้กรุออก เพื่อให้ดูลึกและสวยงาม แต่ในปัจจุบัน นักนิยม พระจะไม่นิยมตบแต่ง พระเท่าที่ควร มักจะปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติ

คราบกรุฟอง เต้าหู้ เป็นคราบกรุ อีกอย่าง ซึ่งมีลักษณะ คล้ายๆ ฟองเต้าหู้มีครบเต็ม ทั้งองค์พระสมเด็จ วัดบางขุนพรหม บางองค์ จะให้ช่างซ่อมพระทำการลอก ผิวกรุฟองเต้าหู้ออกทั้งองค์ เพื่อให้องค์พระ ดูลึกและคมชัดยิ่งขึ้น ก็อีกเช่นกัน วงการนักนิยม พระก็จะถือว่า เป็นพระ ที่ตบแต่งเช่นกัน คราบฟองเต้าหู้นี้ เกิดจากคราบหินปูน ในอากาศตกลงมาห่อหุ้มบนองค์พระและ จับตัวแข็งกรอบ เป็นแผ่นคราบฟองเต้าหู้

สมเด็จบางขุนพรหม

คราบกรุเป็นเม็ด คราบกรุ บางองค์ เป็นเม็ดเล็กๆสภาพคล้ายๆ เหมือนเม็ดทรายเลยนะ แต่บางชนิด ก็เป็น เม็ดโต ซึ่งเกิด จากฟองอากาศ หินปูนที่ตกลง บนผิวพระ และจับตัวกับ หยดน้ำ เมื่อแข็งตัว จะแข็งเป็นเม็ดทราย ถ้าคราบกรุเม็ดทราย ที่สม่ำเสมอ และเป็น เม็ดเล็กๆ จะดูสวยงามมากสภาพของขี้กรุ เป็นเม็ดจะแข็ง และมักจะไม่ปรากฏ มีการขูดตบแต่งใดให้เห็นเลยนั้นเอง

คราบดิน คือจะเป็น คราบดิน ภายในใต้กรุพระเจดีย์ เมื่อผสมกับคราบหินปูนใน อากาศที่ตกลงนั้น ผสมกับดินจับบนพระสมเด็จฯ จะมีลักษณะค่อนข้างแข็ง และมีสีดินจับอยู่ ทั้งองค์ หรือเกือบ ทั้งองค์ ดินที่ผสมกับหินปูน จะมีเอกลักษณ์ พิเศษที่ไม่เหมือนดินทั่วไป อันเป็นเอกลักษณ์ของพระสมเด็จวัดบางขุนพรหมนั้นเอง

บางขุนพรหม
.

เมื่อครั้งท่านเจ้า ประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) สร้างพระสมเด็จวัดบางขุนพรหม และบรรจุกรุพระเจดีย์เสร็จเรียบร้อยแล้วนั้น ประชาชนพลเมืองได้ทราบข่าวและบอกเล่าสืบต่อๆกันมาว่าซึ่งตอนนั้นชาวบ้านเป็นโรคล้มตายเป็นจํานวนมากสมัยก่อนเรียกว่าห่าใหญ่ ระบาดทั่วกรุงเทพฯและปริมณฑล และต่อมาใครที่มีพระสมเด็จ ของท่านให้อาราธนาเอาแช่ลงทำน้ำมนต์ดื่มกินจะสามารถป้องกันและรักษาโรคให้หายได้ไม่น่าเชื่อ หลังจากนั้นผู้คน ก็พา กันหาย จากโรคภัย

Categories
รวมบทความ

พระซุ้มกอกําแพงเพชร

พระซุ้มกอกําแพงเพชร

พระซุ้มกอกําแพงเพชร มีกูไว้ไม่จน จัดว่าอยู่ในชุดเบญจภาคีของพระเครื่องเมืองไทยพระกำแพงซุ้มกอ จัดเป็นพระที่สุดยอด ที่ผู้คนต่างให้ความเคารพนับถือเมืองกำแพงเพชร เป็นพระที่อมตะ ทั้งพุทธศิลป์ และพุทธคุณ ถูกจัดอยู่ในชุดเบญจภาคี ที่สูงสุดของพระเครื่องเมืองไทย พระกำแพงซุ้มกอ หรือพระซุ้มกอกําแพงเพชร เป็นพระที่ทำจากเนื้อดินผสมว่านและเกสรดอกไม้ และทำจากเนื้อชิน ก็มี มีหลายกรุด้วยกัน

ข้อสันนิษฐานคือ..ระหว่างปีพ.ศ ๒๓๘๐–๙๐ พระวชิรญาณรัชกาลที่ 4 เมื่อทรงสถาปนาลัทธิธรรมยุติแล้ว ได้นำคณะพระภิกษุ นักปราชญ์ ราชบัณฑิตผู้มีความรู้ออกธุดงค์ สำรวจวิถี ชีวิตความเป็นอยู่ของราษฎร และสำรวจเมืองโบราณเช่น เมืองศรีเทพ เมืองสุโขทัย เมืองลพบุรี เมืองพิษณุโลก เมืองไชยนาทบุรี เมืองพิจิตร เมืองสุพรรณ

พระมหาโตได้ร่วมคณะ สำรวจด้วย การสำรวจได้ค้นพบบันทึก จารึก คำภีร์ เอกสาร ใบลานจารเงิน จารทองยุคสุโขทัย ค้นพบพระพุทธรูป เนื้อโลหะศิลปยุคสมัยต่างๆ ค้นพบหลักศิลาจารึก หลักที่หนึ่ง ค้นพบพระกรุเนื้อดิน ชิน ผง ค้นพบจารึก วิธีสร้าง พระกรุเนื้อดิน เเละค้นพบคาถาชินบัญชรบริเวณลานทุ่งเศรษฐี เมืองกำเเพงเพชร

พระซุ้มกอกําแพงเพชร

ต่อมาในยุคต้นกรุงรัตนโกสินทร์ ปีพ.ศ ๒๓๙๔ พระวชิรญาณทรงลาผนวช เสด็จขึ้นครองราชย์เป็น พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔. โปรดให้รื้อฟื้นนำเอาพุทธศาสนา ขนบ ธรรมเนียม จารีต ประเพณี คตินิยมความเชื่อ แบบยุคอาณาจักรสุโขทัยมา ใช้ปฏิบัติในรัชกาลของพระองค์ สืบทอดมาจนถึงปัจจุบันปีพ.ศ ๒๓๙๕

สมเด็จพระพนรัต(ฤกษ์)เจ้าอาวาสวัดระฆังฯสิ้นพระชนม์ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ .โปรดเกล้าสถาปนาพระมหาโต จากวัดมหาธาตุฯขึ้น เป็นพระราชา คณะชั้นเทพ ในราชทินนามที่ พระเทพกวี(โต พฺรหมฺรํสี)โปรดเกล้าฯแต่งตั้ง เป็นเจ้าอาวาสวัดระฆังฯแต่บัดนั้น

พระซุ้มกอกําแพงเพชร

พระซุ้มกอกําแพงเพชร เป็นพระเครื่องยอดนิยมอันดับหนึ่งของ เมืองกำแพงเพชร และเป็นหนึ่งในชุดเบญจภาคี อันประกอบด้วย พระสมเด็จฯพระนางพญา “พระรอดพระผงสุพรรณ พระซุ้มกอ พระซุ้มกอกํา แพงเพชร พระซุ้มกอมีอยู่ด้วยกันทั้งหมด 5 พิมพ์ทรง ๑) พิมพ์ใหญ่มีลายกนก ๒) พิมพ์ใหญ่ไม่มีกนก (สีดำอมน้ำตาล) หรือซุ้มกอดำ ๓) พิมพ์กลาง ๔) พิมพ์เล็ก ๕) พิมพ์ขนมเปี๊ยะ

พระซุ้มกอกําแพงเพชร

พระซุ้มกอ พระกำแพงซุ้มกอ นั้นนอกจากเนื้อดิน ยังพบเนื้อชิน และชนิดที่เป็นเนื้อว่านล้วน ๆ ก็มีแต่น้อยมาก
พระซุ้มกอ ที่ขุดค้นพบนั้นจะปรากฏอยู่ตาม บริเวณวัดบรมธาตุ วัดพิกุล วัดฤาษีและตลอดบริเวณลานทุ่งเศรษฐี
พระซุ้มกอ ที่ไม่มีลายกนก ที่มีสีน้ำตาล นั้นจัดเป็นพระที่หาได้ยากมาก เพราะส่วนใหญ่จะมีสีดำ

 พระซุ้มกอกําแพงเพชร เป็นพระพุทธคุณนั้น ไม่ต้องพูดถึง เพราะพระกำแพงซุ้มกอ มีครบเครื่องไม่ว่าเรื่อง เมตตา มหานิยม แคล้วคลาด ตลอดจนเรื่องโชคลาภ จนมีคำพูด ที่พูดติดปาก กันมาแต่โบราณกาลว่า “มีกูแล้วไม่จน” ประกอบกับพระกำแพงซุ้มกอ ถูกจัดอยู่หนึ่งในห้าเบญจภาคี

พระซุ้มกอ

ประวัติความเป็นมาของพระซุ้มกอ

 พระเครื่องซุ้มกอกำแพงเพชร มีตำนานปรากฏชัดเจนจากการพบจารึกบนแผ่นลานเงินในกรุขณะรื้อพระเจดีย์องค์ใหญ่ของวัดพระบรมธาตุ เมืองนครชุม และเมื่อ พ.ศ.2392 สมเด็จพระพุฒาจารย์โต พรหมรังสี แห่งวัดระฆังฯ ซึ่งขึ้นมาเยี่ยมญาติที่เมืองกำแพงเพชร ก็ได้อ่านศิลาจารึกอักษรไทยโบราณ ที่วัดเสด็จ ฝั่งเมืองกำแพงเพชรมีอยู่

ในจารึกได้กล่าวถึงพิธีการสร้างพระ อุปเท่ห์การอาราธนาพระ รวมถึงพุทธานุภาพอย่างมหัศจรรย์ ของพระเครื่องสกุลกำแพงเพชรทั้งหลาย นอกจากนี้ในพระราชนิพนธ์ เรื่องเสด็จประพาสกำแพงเพชร ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ซึ่งเขียนในปี พ.ศ. 2449 ก็ได้กล่าวถึงจารึกบนแผ่นลานทอง อันมีข้อความเกี่ยวกับการขุดพบพระต่างๆ ตามกรุต่างๆ หลักฐานชิ้นสำคัญ อันเกี่ยวกับเมืองกำแพงเพชร 

พระซุ้มกอ

พระซุ้มกอสร้างโดยพระมหาธรรมราชาลิไท เมื่อครั้งดำรงพระยศผู้ครองเมืองชากังราว ในฐานะเมืองหน้าด่านสำคัญของอาณาจักรสุโขทัย ก่อนที่จะได้ทรงรับสถาปนาเป็นกษัตริย์องค์ที่ 5 แห่งราชวงศ์สุโขทัย ดังนั้นอายุการสร้างของพระซุ้มกอจนถึงปัจจุบัน จึงมีประมาณ 700-800 ปี

พระซุ้มกอที่ได้รับความนิยมมีทั้งหมด 4 พิมพ์คือพระซุ้มกอ พิมพ์ใหญ่มีกนกพระซุ้มกอ พิมพ์ใหญ่ไม่มีกนกพระซุ้มกอ พิมพ์กลางพระซุ้มกอ พิมพ์ขนมเปี๊ยะ

พระซุ้มกอ

เนื้อของพระซุ้มกอกําแพงเพชรมีดังนี้

มีเนื้อดินผสมว่านและเกสรดอกไม้ เป็นเนื้อที่ได้รับความนิยมสูงสุดเนื้อว่าน แบ่งเป็นเนื้อว่านล้วน ๆ และเนื้อว่านหน้าทองคำ เนื้อว่านหน้าเงินเนื้อชินเงินเนื้อว่านและเนื้อชินเงิน ปัจจุบันหาพบยากพิมพ์ใหญ่มีลายกนก เป็นพิมพ์ที่พบเห็นแพร่หลาย เป็นพระปางสมาธิ บนฐานบัว มีซุ้มลายกนกรอบองค์พระ เป็นพระดินเผา ผสมว่านและเกสรดอกไม้ ตามผิวจะมีจุดแดง ๆ เรียกว่า แร่ดอกมะขาม

ซึ่งเป็นวัตถุธาตุตะกูลเหล็กไหล จุดดำเรียกรารัก จับกระจายเป็นหย่อม ๆพิมพ์ใหญ่ไมมีลายกนก คือพระซุ้มกอดำ เป็นเนื้อที่หายากมาก ราคาแพง พบที่กรุวัดบรมธาตุ, วัดพิกลุล, และกรุนาตาคำพิมพ์กลาง มีลักษณะใกล้เคียงกับพิมพ์ใหญ่ลายกนก เพียงแต่บางและตื้นกว่า หายากครับพิมพ์ขนมเปี๊ยะ ความจริงก็เป็นพิมพ์ต่าง ๆ นั่นเอง เพียงแต่ไม่ได้ตัดขอบมนออก จึงดูคล้ายขนมเปี๊ยะ นี่คือเนื้อต่างๆของ พระซุ้มกอกําแพงเพชร

พระซุ้มกอ

การค้นพบพระกำแพงซุ้มกอ

 เมื่อ พ.ศ.2392 สมเด็จ พระพุฒาจารย์โต วัดระฆัง ได้ไปเยี่ยมญาติที่เมืองกำแพงเพชร ได้พบศิลาจากรึก ที่วัดเสด็จ จึงทราบว่า มีพระเจดีย์ ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำปิง ฝั่งเมืองนครชุมเก่า ท่านจึงชักชวนเจ้าเมืองออกสํารวจ ก็พบเจดีย์ 3 องค์ อยู่ใกล้ ๆ กัน แต่ชำรุดมาก จึงได้ชักชวนเจ้าเมือง ทำการรื้อพระเจดียเก่าทั้ง 3 องค์ รวมเป็นองค์ เดียวกัน

เมื่อรื้อถอน จึงพบพระเครื่อง ซุ้มกอจำนวนมาก จึงนำเข้ากรุงเทพ ส่วนหนึ่งพร้อมเศษ อิฐหิน และบรรทึกใบลาน แล้วนำมาสร้าง พระสมเด็จ ของท่านจนขึ้นชื่อ ลือกระฉ่อน เพราะสร้างตามสูตร การสร้างพระซุ้มกอ ส่วนการสร้างเจดีย์ ยังไม่ทันแล้วเสร็จ เจ้าเมืองก็ด่วนลาลับ

พระซุ้มกอ

ต่อมาพระยาตะก่า ขุนนางพม่า จึงปฏิสังขรณ์ต่อ จนเสร็จ จึงมีรูปลักษ์เป็นเจดีย์พม่า พระกำแพงซุ้มกอ เป็นพระศิลปะสุโขทัย ยุคต้น สร้างประมาณ พ.ศ.1900 สมัยพญาลิไท ขุดค้นพบ หลายกรุ โดยครั้งแรกพบ ณ วัดพระบรมธาตุ โดย หลวงปู่โต ต่อมา พ.ศ.2490 และ 2501 ก็พบอีก แต่ไม่มาก ปี 2505 และ 2509 พบจากกรุวัดพิกุลทอง วัดฤาษี วัดหนองลังกา และวัดซุ้มกอ

Categories
รวมบทความ

ตลาดพระเครื่องท่าพระจันทร์

บรรยากาศตลาด ขายพระบริเวณ ท่าพระจันทร์

ตลาดพระเครื่องท่าพระจันทร์ นับเป็นแหล่งขายพระ ที่คนทั่วไปรู้จักกันเป็นอย่างดีที่นี่เป็นศูนย์รวมสินค้า พระเครื่องทุกขนาดและสินค้าอื่นๆอีกมากมาย ตลาดท่าพระจันทร์ มีที่ตั้งอยู่บริเวณประตูหลัง ของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ท่าพระจันทร์ ซึ่งเป็นลานกลางแจ้ง ที่เป็นทางผ่านไปยังท่าน้ำท่าพระจันทร์  ซึ่งมีสถานที่สำคัญๆ รายล้อมอยู่มากมาย

ตลาดพระเครื่องท่าพระจันทร์

ตลาดพระเครื่องท่าพระจันทร์ นับว่าเป็นสถานที่ดึงดูด นักท่องเที่ยวมากมาย ให้เข้ามาเดินช้อปปิ้ง ในตลาดท่าพระจันทร์แห่งนี้ เต็มไปด้วยสินค้าหลากหลายอย่าง ครบครันซึ่ง ตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าได้เป็นอย่างดี มีเอกลักษณ์สำคัญที่ใครๆ ต่างกล่าวขานถึงก็คือ ตลาดพระเครื่องขนาดใหญ่ของประเทศไทย ไม่ว่าใครที่ต้องการพระเครื่อง จะต้องเดินทาง มาที่นี่เป็นส่วนใหญ่ ตลาดพระแห่งนี้ มีพระเครื่องขายเยอะมาก มีให้เลือก ทุกขนาด

ตลาดพระเครื่องท่าพระจันทร์

ตลาดพระแห่งนี้ มีเสน่ห์ส่วนตัวบางอย่าง ไม่ว่าใคร ก็ตามหากย้ำกรายมาที่นี่ จะต้องรับรู้ ได้ถึงความรู้สึก หรือกลิ่นของความย้อนยุคหน่อย  เพราะที่นี่ มีสิ่งปลูกสร้าง หลายอย่าง ที่ยังคงศิลปะเก่าๆ ไว้ไม่ว่าจะเป็นตึกแถวริมถนน รวมไปถึงตัว ถนนเองก็เช่นกัน เพราะในย่านนี้ ยังคงอนุรักษ์ ความเก่าแก่แบบเดิม เอาไว้ให้คนรุ่นหลังได้เที่ยวเดินกัน

ตลาดพระเครื่องท่าพระจันทร์
บรรยากาศร้านเช่าพระ

ลักษณะของตลาด ท่าพระจันทร์ เป็นลานกลางแจ้ง ซึ่งเป็นทาง ผ่านไปยังท่าน้ำท่าพระจันทร์ ผู้ค้าในตลาด ท่าพระจันทร์ จะเริ่ม ตั้งของขายกันในช่วงบ่าย และ ขายของไปจนกระทั่ง สองทุ่ม กลุ่มลูกค้าที่นี่มี หลากหลาย ปะปนกัน แต่ส่วนมากจะเป็น นักศึกษา หรือเด็กวัยรุ่น ที่จะเข้ามา

เดินเล่นมากหน่อย นักท่องเที่ยว ก็มีให้เห็น เช่นกันในจำนวนไม่น้อย รวมไปถึงกลุ่มคนที่ชื่นชอบ ในเรื่องของ พระเครื่องที่จะเข้ามา เดินในตลาดท่าพระจันทร์แห่งนี้

พระเครื่องท่าพระจันทร์
บรรยากาศร้านขายพระ_

ตลาดพระท่าพระจันทร์ สินค้า ที่มีขายภายในตลาด ท่าพระจันทร์ มีทั้งสินค้า เสื้อผ้า เครื่องแต่งกาย หลากหลาย และอาหาร การกิน ก็มีให้เลือกเยอะ พระเครื่อง ก็เป็นอีกหนึ่งสินค้า สำคัญที่ไม่พูดถึงคงไม่ได้สำหรับตลาด ท่าพระจันทร์ นอกเหนือจากนี้ ก็ยังมีพวกสินค้าแฮนเมด

จำนวนคนเดิน เรียกได้ว่าคับคั่ง ทุกวันทำการ เป็นอีกหนึ่งทำเล ที่มีทั้งความน่าสนใจ ในแง่ของ การประกอบธุรกิจ และในแง่ของเสน่ห์ ซึ่งมาจากเอกลักษณ์ของ ตลาดท่าพระจันทร์แห่งนี้

ท่าพระจันทร์
พระมีให้เลือกเยอะมาก

ตลาดพระเครื่องในปี 2562 ที่ผ่านมานั้นได้สํารวจกันออกมาแล้ว ว่าตลาดพระเครื่องไทย ยังไปได้อยู่ ด้วยคนทั่วโลก โดยเฉพาะคนไทยเรา ที่นับถือพระพุทธศาสนา ยังคงเช่า พระเครื่องบูชา ส่วนชาวต่างประเทศ ที่เลื่อมใสพระพุทธศาสนา ต่างเดินทาง มาเช่าซื้อพระถึง เมืองไทย เป็นรายได้ที่เข้าประเทศจำนวนมาก ชาวต่างชาติ ที่เป็นลูกค้า รายใหญ่ เช่น จีน มาเลเซีย สิงคโปร์ ฯลฯ ยังนิยมเช่าหาพระ ที่มีราคาหลักร้อย ไปจนถึงหลักแสนบาท หรืออาจมากกว่านี้ ด้วยความศรัทธา ในพุทธคุณ จึงนำกลับไปยังบ้านเมืองของตนเอง เพื่อบูชาสร้างความเป็นสิริมงคลให้กับตัวเอง

ตลาดพระ
บรรยากาศพ่อค้าเริ่มวางแผงพระกันละ

ส่วนตลาดพระในรอบปี ที่ผ่านมานี้ การซื้อขายพระเครื่อง มีดำเนินการอยู่อย่างต่อเนื่อง แต่ก็ยังไม่เหมือน ในช่วงที่เศรษฐกิจดี แต่ยังไม่มีอะไรที่น่าเป็นห่วง ยังคงซื้อ ขายแลกเปลี่ยน กันตามปกติ แต่ว่า อาจไม่คึกคักเหมือนดังแต่ก่อน สำหรับพระเก่า พระกรุ พระชุด เบญจภาคี ก็ยังมีการซื้อขาย กันอยู่ ราคาพระเครื่องนั้น ก็ยังอยู่ในระดับมาตรฐาน ส่วนวัตถุมงคล พระเกจิยอดนิยม อย่างเช่น เหรียญพระคณาจารย์ หลวงพ่อกลั่น วัดพระญาติ, หลวงปู่ทิม วัดละหารไร่ เจ้าคุณนรฯ วัดเทพศิรินทร์ หลวงปู่โต๊ะ วัดประดู่ฉิมพลี ฯลฯ ในตลาดพระเครื่อง ก็ยังมีการ ซื้อขาย หมุนเวียน ตลอดเวลา สนนราคา อาจจะไม่แรง เหมือนสมัย ที่เศรษฐกิจดี ปัจจัยสำคัญขึ้นอยู่ กับความสมบูรณ์ และความสวย ขององค์พระด้วย ถ้าสภาพสวย หน่อย ก็จะราคาดี ถ้าไม่ค่อยสวยราคาก็จะ ลดลงมาตามสภาพความสวย ขององค์พระ

ตลาดพระ
บรรยากาศหน้าร้านให้เช่าพระ

ในส่วนของตลาดพระใหม่นั้น ปีที่ผ่านมา จำนวนสร้างพระ แต่ละองค์ ดูจะลดน้อยลงไป แต่ก็ยังได้รับความสนใจ พอสมควร จากบรรดา นักเล่นพระใหม่ เช่น วัตถุมงคลท้าว เวสสุวัณ ซึ่งเป็นเทพผู้ปกครอง ดูแล พวกยักษ์ ภูตผีปีศาจ ทั้งปวง ซึ่งเป็นวัตถุมงคล ทั้งชาวไทย และ ชาวต่างชาติ นิยมเช่าหา โดยเฉพาะชาวต่างชาติ จีน สิงค์โปร์ ต่างนิยมเช่าบูชา

พระท่าพระจันทร์
บรรยากาศผู้คนเริ่มแวะเวียนกันมา

มีอยู่ช่วงหนึ่งน่าจะเป็นปี พ.ศ. 2562 วงการพระเครื่องบ้านเรา เงียบเหงามาก ไม่ใช่แต่ศูนย์พระเครื่อง เพียงอย่างเดียว แต่รวมไปถึงธุรกิจ อย่างอื่น ต่างได้รับผลกระทบ เป็นเหมือนกันหมด และผมว่าน่าจะเป็นไปในลักษณะนี้อีกยาวพอสมควร
ทุกวันนี้ มีคนให้ความสนใจ เข้าสู่วงการพระเครื่อง เป็นจำนวนมาก ทำให้พระเก่า ที่หายาก แล้วยิ่งหายากเข้าไปด้วยอีก ส่วนใหญ่คนที่มีในครอบครองนั้น

พระท่าพระจันทร์
บรรยากาศคนมาส่องพระ

ส่วนใหญ่จะเก็บไว้ ไม่ยอมปล่อย ส่วนกลุ่มคนที่ สร้างพระใหม่ ก็ขายยาก แต่มีอีกกลุ่มหนึ่ง ที่พอจะมีรายได้จะ เป็นพวก เซอร์พระ หรือใบรับรอง พระแท้ แต่ถ้าเป็นการ ซื้อขายพระ เครื่องวัตถุมงคล ช่วงนี้สถานการณ์เป็นเหมือนกัน ทุกตลาด พระเครื่อง แต่ที่คนอยู่ได้เพราะ มีพระเก่าเก็บ แต่ว่าสนนราคา อาจจะไม่ เหมือนเก่า ราคาคุยกันได้ตามสภาพ

ตลาดพระเครื่องท่าพระจันทร์
ภาพบรรยากาศคนเดินตลาด

แต่พระเครื่อง องค์ไหน ที่มีสภาพ ค่อนข้างสวย ราคาอาจจะไม่ลดลง ก็มี แต่ถ้าพระ ไม่สวยสภาพไม่ได้ ก็ต้องยอม ลดราคาลงมา ต้องยอมขาดทุน การเก็บพระนั้น สัาคัญมาก หากว่าเรา เก็บพระไว้ไม่ดี พอระยะเวลาผ่านไปนานๆ ตามธรรมชาติ แล้วนั้น สภาพพระ ที่เราเก็บไม่ดี จะไม่สวยเหมือนเก่าเราต้อง ทําใจยอมรับ ตรงนี้ให้ได้ แต่หากพระ ที่เราเก็บดีนั้น ต่อให้เวลาผ่านไปนาน เพียงใดธรรมชาติ ของพระ ก็ต้องเปลี่ยนไปตามกาลเวลา อยู่แล้วแต่พระของเรา จะคงสภาพสวย เหมือนใหม่ แน่นอนเพราะพระ ที่เราเก็บดี ไม่เคยผ่านการใช้งานนั้นเอง

Categories
ประวัติพระเกจิ

พระเครื่องเมืองสงขลา

พระเครื่องเมืองสงขลา ความเป็นมาของพระครูภัทรธรรมรัตน์

พระเครื่องเมืองสงขลา ที่ผู้คนต่างนับถือ พ่อท่านพลัด พระครูภัทรธรรมรัตน์ หรือ พ่อท่านพลัด พระผู้ก่อตั้งวัดโคกสูง หมู่1.ตําบลท่าข้าม อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา่ ท่านถือเป็น พระเกจิรุปหนึ่ง ที่มีพลังจิตแกร่งกล้า เหนือธรรมชาติ ท่านอุทิศตน เพื่อพระบวรพุทธศาสนา หลายคนพูด เป็นเสียงเดียวกันว่า พ่อท่านพลัด พระครูภัทรธรรมรัตน์ ท่านบรรลุธรรมสําเร็จเป็นพระอรหันต์

หากท่านเคยสันจร ไปกลับสงขลาด้วย เส้นทางกาญจนวนิช แล้วละก็ ท่านก็ต้องผ่านวัดโคกสูง อย่างแน่นอน ซึ่งที่นี่ มีการจําลองนรก ไว้ให้คนที่เข้าไปชม ได้เตือนสติตัวเอง อยู่เสมอว่าก่อนท่านจะ ตัดสินใจทําอะไรที่ผิดต่อบาป นอกจากการจําลองนรก ที่ทําให้คนรู้จักวัดนี้ ยังมีสุดยอดพระเกจิแห่งเมืองสงขลา พ่อท่านพลัด หรือ พระครูภัทรธรรมรัตน์ เจ้าอาวาสองค์แรก แห่งวัดโคกสูงที่ชาวบ้านให้ความศรัทธาและเคารพนับถือ

พ่อท่านพลัด พระครูภัทรธรรมรัตน์ ท่านเกิด เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน ปี พ.ศ.2454 ตําบล ท่ามะเดื่อ อําเภอ เขาชัยสน จังหวัด พัทลุง ท่านศึกษาวิชาสามัญ จบชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ท่านเกิดในครอบครัวที่ ค่อนข้างยากจนซึ่งขณะนั้นเด็ก ๆ เมื่อท่านอายุ 12 ปี มารดาก็เสียชีวิตไปอีกคน ซึ่งในขณะนั้นครอบครัวของท่าน ลำบากมาก ต้องไปขอยืมเงินจากเจ้าของสวนยาง เพื่อนำไปทำศพให้แม่ และ ชดใช้หนี้โดยการเอา

พระครูภัทรธรรมรัตน์

ตัวท่านเองไปทำงานใช้หนี้ เมื่อทำงานใช้หนี้ได้ปีเศษ มีผู้ใหญ่ท่านหนึ่งรู้สึกสงสารจึงนำเงิน ไปไถ่ตัวท่านออกมา และ ท่านก็ออกมารับจ้าง ทำไร่ทำนาหาเลี้ยงชีพ เมื่ออายุ 17 ปี ท่านถูกกล่าวหาว่า เป็นเสือพลัดเที่ยวออกปล้นชาวบ้าน ครั้งนั้นทำให้ท่านต้องหนี หัวซุกหัวซุนเนื่องจาก ตำรวจตามจับ แต่ในความโชคร้ายก็ยังมีความโชคดี เนื่องจากมีปกป้องท่าน โดยการช่วยรับรองกับทางตำรวจว่าท่านเป็นคนดี ไม่ได้เป็นเสือพลัด อย่างที่ทุกคนกล่าวหา

พ่อท่านพลัด เมื่ออายุได้ 22 ปี ซึ่งเป็นช่วงที่อยู่ในเกณฑ์บวชของชายไทยตามประเพณี ทำให้ท่านคิดที่จะบวชแทนคุณบิดามารดา และ ได้พิจารณาเห็นว่าชีวิตของคนมีแต่ความทุกข์ โดยเฉพาะตัวท่าน ท่านจึงคิดจะหาความสงบ หาแสงสว่างทางธรรม เลยตัดสินใจเข้าสู่ร่มกาสาวพัตร์ ได้อุปสมบท ณ พัทสีมา วัดควนฝาละมี อำเภอปากพยูน จังหวัดพัทลุง

 เมื่อวันที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2476 เวลา 14.05 น. โดยมี พระครูวัตตานุกูล (พ่อท่านจันทร์) วัดควนฝาละมี เป็นพระอุปัชฌาย์ พระสมุห์วัน ปุญฺญสิริ วัดรัตนาราม (พระครูศรัทธานุรักษ์) เป็นพระกรรมวาจาจารย์ พระอธิการชุม ยสโร วัดควนปิยาราม (พระครูวิลาศวรัญญู) เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้ฉายาว่า ภทฺธิโย ก่อนที่ท่านจะบวช ท่านได้กล่าววาจาต่อญาติโยม ที่ไปร่วมอนุโมทนา และ เป็นเจ้าภาพให้กับท่านว่า “ขอให้ทุกท่านตั้งใจให้ดี การทำบุญกุศล กับ ข้าพเจ้าในครั้งนี้ ข้าพเจ้าจะขอบวชตลอดชีวิต

พ่อท่านพลัด หรือ พระครูภัทรธรรมรัตน์ เมื่อท่านบวชแล้วได้จำพรรษา อยู่วัดควนฝาละมี ท่านได้ศึกษาพระธรรมวินัย ต่อมาท่านได้ขอลา พระอุปัชฌาย์อาจารย์เพื่อออกธุดงค์ ท่านได้ออกธุดงค์ เพื่อหาพระอาจารย์ ที่มีชื่อเสียงด้านวิชาอาคม ท่านได้ฝากตัวเป็นศิษย์ พ่อท่านมหาลอย จนฺทสโรและพระสมุห์ชุม วัดแหลมจากปากรอ อำเภอเมืองจังหวัดสงขลา (ปัจจุบันอำเภอสิงหนคร) ได้วิชาหลายอย่างจากพ่อท่านมหาลอย ร่วมทั้งวิชาแพทย์แผนโบราณ 

พระเครื่องเมืองสงขลา

หลังจากนั้นท่านได้ลาพ่อท่านมหาลอย เพื่อได้ศึกษาวิชา ณ สำนักวัดเขาเอาะ (วัดเขาอ้อ) ตำบล มะกอกเหนือ อำเภอ ควนขนุน จังหวัด พัทลุง โดยได้เรียนวิชาแพทย์แผนโบราณ วิชาโหราศาสตร์และไสย์เวทย์วิชาอาคมต่าง ๆ โดยได้ฝากตัวเป็นศิษย์ พระครูสิทธิยาภิรัต (พ่อท่านเอียด) วัดดอนศาลา พระอาจารย์ปาล ปาลธมฺโม วัดเขาอ้อ และ พ่อท่านคง สิริมโต วัดบ้านสวน ท่านยังได้ศึกษา ฝากตัวเป็นศิษย์อาจารย์นำ จันทร์แก้ว ซึ่งเป็น

อาจารย์ฝ่ายฆราวาส เมื่อได้ศึกษาวิชา ตามตำราของเขาอ้อแล้ว พ่อท่านพลัดได้ลาพระอาจารย์ เพื่อออกธุดงค์ ไปอยู่ตามป่าเขา จากเหนือจรดใต้ เพื่อฝึกวิปัสสนากรรมฐาน ทำให้ท่านมี สมาธิจิตเข้มแข็ง ประกอบกับผู้ที่จะออกธุดงค์ ในสมัยก่อนต้องมีวิชาอาคมเก่งกล้าพอ ถึงจะมีชีวิตรอดกลับมาได้ จึงถือได้ว่าท่านมีความเข้มขลัง ในด้านไสยศาสตร์ ไม่เป็นสองรองใคร ต่อมาท่านได้กลับมา จำพรรษาที่ วัดหารเทา 

พระเครื่องเมืองสงขลา พ่อท่านพลัด กับเหตุการณ์ครั้งหนึ่ง มีการปล้นเรือยนต์ ที่วิ่งในทะเลสาบสงขลา ครั้งนั้นพ่อท่านพลัด ได้โดยสารมาด้วย เรือยนต์โดยสาร สมัยนั้นเป็นเรือ 2 ชั้น เมื่อท่านเห็นว่า พวกโจรจะมาปล้นเรือ ท่านก็ได้ให้ชาวบ้านเอาของมีค่ามาใส่ไว้ในจีวรของท่าน พวกโจรได้ยิงอินทเนีย

พระเครื่องเมืองสงขลา

ค่าที่ชาวบ้าน ก็เลยมาค้นที่ พ่อท่านพลัด แต่ก็มองไม่เห็นของมีค่า ที่ตัวพ่อท่าน และ โจรไม่กล้าทำร้าย ใครบนเรือ รีบหนีไปทันที เพราะเกรงกลัวตบะ ของพ่อท่านพลัด ทำให้พ่อท่านพลัด มีชื่อเสียงโด่งดังมาก จากปากต่อปาก ทำให้มีชาวบ้านมาหาท่าน เป็นจำนวนมากในแต่ละวัน

ปี พ.ศ.2495 ในช่วงที่ท่านจำพรรษาที่ วัดสระเกษ นายพ่วง สุวรรณรัตน์ ผู้ว่าราชการจังหวัด สงขลา ได้มาฝากตัวเป็นศิษย์ พ่อท่าน และได้ขอร้องพ่อท่านให้เกลี้ยกล่อม พวกไอเสือทั้งหลายให้มอบตัว โดยสัญญาว่าจะไม่จับตาย จะดำเนินคดีด้วยความยุติธรรม ท่านผู้ว่าพ่วง ได้ขอให้พ่อท่านพลัดทำหนังสือส่งไปให้บรรดาไอเสือเพื่อให้มอบตัว โดยให้มาหาท่านและท่านจะเป็นผู้พาไปมอบตัวเอง ซึ่งขณะนั้นท่านได้ย้ายมาจำพรรษาที่วัดแจ้ง อำเภอเมือง จังหวัดสงขลา

พระเครื่องเมืองสงขลา โดยการชักชวนของ พระวิเชียรโมลี เจ้าอาวาสวัดแจ้ง รองเจ้าคณะจังหวัด สงขลา (สมณศักดิ์ก่อนมรณภาพพระราชวชิรโมลี) เพราะเป็นคนพัทลุงเหมือนกัน บรรดาเสือทั้ง 4 ก็ได้มามอบตัว ก่อนจะถูกจับ พ่อท่านพลัดได้ขอ เครื่องรางที่ท่านทำให้คืน พ.ศ.2500 อ้ายเสือทั้ง 4 ได้พ้นโทษออกจากการจองจำ ได้เดินทางมาหา พ่อท่านพลัด 

เพื่อขอบวช พ่อท่านพลัด ก็เป็นธุระจัดการให้ เสือเลาะ ซึ่งนับถือศาสนาอิสลาม ก็ขอบวชด้วย ได้ฝึกซ้อมคานนาคแล้ว แต่ญาติได้ขอไว้ว่าจะนับถือศาสนาพุทธ ก็ไม่ว่าแต่ขออย่าบวช เพราะญาติพี่น้องจะถูกสังคมจะเข้าสังคมไม่ได้ ท่านจึงไม่บวช ในตอนนั้นชาวบ้าน จะเรียกวัดแจ้งว่า “วัดสามเสือในช่วงที่ท่านจำพรรษาอยู่วัดแจ้ง

กลับไปด้านบน