Categories
รวมบทความ

หลวงตาคำดี ปัญโญภาโส

ประวัติ หลวงตาคำดี ปัญโญภาโส สายธรรมหลวงปู่มั่น วัดป่าสุทธาวาส จ.สกลนคร

หลวงตาคำดี ปัญโญภาโส

ชาติกําเนิดของ ท่าน หลวงตาคำดี ปัญโญภาโส

หลวงตาคำดี ปัญโญภาโส ท่านมีนามเดิมว่า นาย ดี นามสกุล ใบหะสีห์ เกิดเมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2470 ตรงกับวันพฤหัสบดี ขึ้น 10 ค่ำ เดือน 9 ปีเถาะ ณ บ้านหนองหอย หมู่ที่ 4 ตำบลกุสุมาลย์ อำเภอเมือง (ปัจจุบันเป็นอำเภอกุสุมาลย์) จังหวัดสกลนคร บิดาของท่านท่านชื่อ นายถา ใบหะสีห์ มารดาของท่านชื่อ นางคำ ใบหะสีห์ มีพี่น้องร่วมบิดามารดารวมทั้งหมด จำนวน 6 คน คือ

1. นายดา ใบหะสีห์ (ถึงแก่กรรมแล้ว)

2. นางปี พระสุริยะ (ถึงแก่กรรมแล้ว)

3. หลวงตาคำดี ปัญโญภาโส (มรณภาพแล้ว)

4. หลวงพ่อที ทีปาสโย (มรณภาพแล้ว)

5. นางทอนจันทร์ อำมาตย์มนตรี (ถึงแก่กรรมแล้ว)

6. นายดอน ใบหะสีห์ (ถึงแก่กรรมแล้ว)

ชีวิตในวัยเด็ก

เมื่อปี พ.ศ.2477อายุ ๗ ปี บิดามารดาได้ส่งให้ท่านเข้ารับการศึกษาที่โรงเรียนประชาบาลวัดศิริสุภา ตำบลกุสุมาลย์ อำเภอเมือง (ปัจจุบันเป็นอำเภอกุสุมาลย์) จังหวัดสกลนคร สมัยที่เรียนอยู่นั้น หลวงตาคำดี ท่านจะเรียนติดอันดับที่หนึ่งของห้องตลอด ตั้งแต่ชั้นประถมศึกษาที่ 1 – 4 เพราะท่านเป็นคนที่เรียนเก่ง มีความขยันหมั่นเพียร

อีกทั้งยังเป็นคนที่มีอุปนิสัยสุภาพเรียบร้อย จนปี พ.ศ. 2481 ท่านจึงเรียนจบชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ครั้นจบจากการศึกษาแล้ว ท่านได้ช่วยบิดามารดาทำนา ทำสวน ปลูกฝ้าย ปลูกพริก เลี้ยงวัวเลี้ยงควาย ไปตามประสาของชาวชนบท ประกอบอาชีพตามบรรพบุรุษเรื่อยมา

หลวงตาคำดี ปัญโญภาโส

บรรพชา

ชีวิตของท่านไม่เหมือนคนทั่วไป แต่ถึงที่สุดแล้วก็ได้ชื่อว่า เป็นผู้หนึ่งที่มามืดแต่ไปสว่าง มีชีวิตและได้ใช้ชีวิตแบบไม่เสียชาติเกิดอาจจะกล่าวได้ว่าหลวงปู่คำดีพลิกผันชีวิตของท่านด้วยการตั้งคำถาม และลงมือพิสูจน์ให้เห็นจริง ซึ่งจะว่าไปแล้วเป็นกระบวนการวิทยาศาสตร์ล้วนๆ

คำถามนั้นมีว่า “ป่าดงพงไพรนั้นมีดีอะไร จึงทำให้พระพุทธเจ้าต้องหนีออกบวช และพระองค์ก็ทรงค้นคว้าธรรมะจนสำเร็จ บรรลุธรรมเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเราทั้งหลาย

ก่อนที่จะบรรพชาเป็นสามเณรนั้น หลวงตาคำดีท่านเล่าว่า ช่วงระยะเวลาก่อนบรรพชาเป็นสามเณร รู้สึกแปลกใจอยู่บ้างจากการได้ยินคำพูด จากเครือญาติผู้ใหญ่หลายท่าน ซึ่งชอบพูดว่า เด็กชาย ดี คนนี้ จะต้องได้บวชแน่นอน” ได้ยินท่านเหล่านั้น พูดบ่อยครั้ง บางครั้งเขาก็พูดแซวเราว่าจารย์บ้าง อาจารย์บ้าง ซึ่งหมายผู้บวชแล้วหรือกำลังบวชอยู่ ซึ่งบางครั้งเราก็รู้สึกเขิน เราเองในระยะนั้นไม่มีความรู้สึกอยากบวชและไม่คิดว่าจะได้บวช

จึงมีเหตุดลบันดาลให้ได้บวช กล่าวคือเริ่มป่วยมาราธอน ก็คือป่วยระยะยาวนั้นเอง ป่วยไม่หนักแต่ก็ไม่เบา ประกอบอาชีพทำการงานไม่ได้ เดินไปมาได้บ้างนิดๆ หน่อยๆ ผอมแห้งไม่มีกำลัง รักษาอย่างไรก็ไม่หายขาด ป่วยอยู่ร่วมปี ช่วงระยะเวลาที่ป่วยอยู่นี้ โยมมารดาและบิดา ก็พยายามถามอยากจะให้บวช และจะไปบนบวชไว้ให้ก่อน

แรกๆ เราไม่รับคำท่าน เพราะใจจริงยังไม่อยากบวช แต่เห็นท่านถามบ่อยครั้ง เมื่อสบโอกาสสุดท้ายเราก็รับคำท่าน ว่าจะให้บวชก็ได้แต่ไม่เกิน ๗ วัน พอเรารับว่าบวชก็ได้ เท่านั้นแหละ…ดูเหมือนท่านดีใจ จัดแจงหาดอกไม้ธูปเทียน เข้าไปหาสมภารที่วัด

จัดการบนบวชให้ทันที เป็นที่น่าสังเกตและแปลกมากจากวันนั้นมา โรคร้ายที่ทรมานกายและใจมาร่วมปี หายไปเหมือนกับปลิดทิ้ง เมื่อหายจากป่วยไข้ ร่างกายแข็งแรงเป็นปกติ แล้วก็จัดการบวชเป็นสามเณร และตั้งใจว่าจะบวชเพื่อแก้บน เพียง 7 วัน ตามที่โยมบิดาบนบวชให้เท่านั้น

หลวงปู่คำดีออกบวชเป็นสามเณรเมื่อวันที่ 21 ก.ย. ปี พ.ศ. 2488 ซึ่งขณะนั้นเป็นช่วงสงครามยุติใหม่ๆ ใครที่อพยพหนีภัยบ้านแตกสาแหรกขาดก็พากันอพยพคืนบ้านเคยอยู่อู่เคยนอน แต่ตัวท่านเองนั้นบวชเณรเข้าวัดศึกษาพระปริยัติธรรมด้วยความขยันหมั่นเพียรมากเหตุที่ขยันหมั่นเพียรมาก เพราะ จิตใจมันชอบเรื่องธรรมะ

การบรรพชาทำเป็นภายใน คือรู้เฉพาะภายในครอบครัวเท่านั้น โดยไม่ได้บอกให้ญาติมิตรและเพื่อนฝูงรู้เลย เพราะคิดว่าจะบรรพชา เพื่อบูชาพระรัตนตรัย ตามที่บิดาบนเอาไว้สัก 7 วันเท่านั้น แต่ด้วยอนิจจาความไม่เที่ยงแท้แห่งสังขาร จึงดลบันดาลดวงจิต

ให้คิดอยากได้ความรู้ในทางศาสนา เพื่อนำไปใช้เมื่อลาสิกขาเป็นฆราวาส จะได้อวดเพื่อน ๆ ได้ว่า ตนเคยบวชและศึกษาธรรมในทางพระพุทธศาสนามาแล้ว อยู่ไปเรียนไปจนลืมสัญญาที่กำหนดไว้ว่าจะบรรพชาแค่ 7 วัน จนล่วงเลยไปถึงวันปวารณาออกพรรษา

การศึกษาก็ยังไม่เป็นที่พอใจ จนพ.ศ.ใหม่ย่างเข้า คือ พ.ศ. 2489 งานเทศกาลแต่ละบ้านแต่ละท้องถิ่นก็เริ่มมีมากขึ้น ใจหนึ่งก็คิดจะลาสิกขา เพราะเป็นความสนุกของหนุ่มสาวในการเที่ยวงานเช่นนั้นสำหรับชาวชนบท แต่นึกเสียดายเพราะเรียนยังไม่ได้อะไรมากนัก อีกอย่างพระอุปัชฌาย์ก็คล้ายกับรู้ใจ

มีงานที่ไหนก็เอาติดตามไปด้วย ไม่ปล่อยให้เหงาอยู่ที่วัด แต่ก็มีทั้งดีและเสีย ที่ดีก็คือได้รู้เห็นประเพณีแต่ละบ้าน แต่ละท้องถิ่นซึ่งเป็นกำไรของชีวิตส่วนหนึ่ง แต่ที่เสียก็มาก อันเกิดจากการได้ยินได้เห็น เพราะยังไม่รู้จักหลักการปฏิบัติ เพื่อรักษาใจตนเอง

จึงอยู่ด้วยความอดทน ทนอดเข้าไว้เพราะอยากรู้อยากเข้าใจหลักธรรมคำสั่งสอนในทางพระพุทธศาสนา พอทราบว่าเดือนพฤษภาคม (๒๔๘๙) ทางวัดจะเปิดสอนพระปริยัติธรรมเราก็ดีใจ พระภิกษุสามเณรต่างก็สมัครเรียนกัน

หลวงตาคำดี ปัญโญภาโส

อุปสมบท

พอถึงเดือนมีนาคม 2490 เครือญาติทางมารดามีศรัทธาจะสร้างกองบุญด้วยการบวชพระ จึงมาขอนิมนต์ และก็ได้รับบวชเป็นพระให้ ใจจริงยังไม่อยากบวช ทั้งอายุก็ยังไม่ครบ 20 ดี แต่นักปราชญ์ผู้รู้ทั้งหลายว่าบวชได้ คือ พระวินัยอนุญาตให้นับเอาที่อยู่ในครรภ์มารดาได้อีก 6 เดือน ก็เป็นอันว่าครบ 20 ปี บริบูรณ์ จึงได้อุปสมบท เป็นพระฝ่ายมหานิกาย”

ท่านได้รับการอุปสมบทเมื่อวันที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2490 ณ พัทสีมาวัดโพนธาราม ตำบลกุสุมาลย์ อำเภอเมือง (ปัจจุบันเป็นอำเภอกุสุมาลย์) จังหวัดสกลนคร โดยมีเจ้าอธิการโท วรปัญโญ เป็นพระอุปัชฌาย์ครั้นเมื่อบวชแล้ว ท่านก็อยู่ที่ วัดโพนธารามเช่นเดิม เพื่อเล่าเรียนพระปริยัติธรรมต่อ 

มรณภาพ ละสังขาล

เมื่อสิ้นปีพ.ศ.2495 จึงเดินทางออกแสวงหาที่เงียบสงบปฏิบัติธรรมโดยการเดินธุดงค์ไปตามป่าเขาลำเนาไพร เพื่อปลีกวิเวก

ลำดับงานปกครอง พ.ศ.2538 ได้รับแต่งตั้ง ให้เป็นเจ้าอาวาสวัดป่าสุทธาวาส อ.เมือง จ.สกลนคร พร้อมกับได้รับแต่งตั้ง เป็น เจ้าคณะจังหวัดสกลนคร (ธ.) และพ.ศ.2539 ได้รับแต่งตั้ง เป็นพระอุปัชฌาย์

พ.ศ.2548 อาพาธด้วยโรค ความดันโลหิต โรคหัวใจ และโรคเบาหวาน คณะศิษย์ได้ส่งตัว ไปรักษาอาการอาพาธ ที่โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ กรุงเทพฯ เมื่อคณะแพทย์ เห็นว่าอาการดีขึ้นจึงให้กลับ มาพักรักษาตัวที่ร.พ.สกลนครวันที่ 29 พ.ค.2549 อาการทรุดหนักลง และมรณภาพด้วยอาการอันสงบสิริอายุ 79 ปี พรรษา 60

ขอขอบคุณบทความสาระประโยชน์ดีโดย ufa168