Categories
รวมบทความ

หลวงปู่ด่วน วัดบางนอน

ประวัติ หลวงปู่ด่วน วัดบางนอน เกจิดังแห่งเมืองระนอง

หลวงปู่ด่วน วัดบางนอน

หลวงปู่ด่วน วัดบางนอน แห่งวัดวารีบรรพต เป็นวัดที่มีชื่อเสี่ยงแห่งหนึ่งของจังหวัดระนอง ตั้งอยู่บนเนินเขา ล้อมรอบไปด้วยภูเขา วัดแห่งนี้สร้างโดยหลวงพ่อด่วน ถามวโร ท่านเป็นพระธุดงค์ที่มาจากจังหวัดสงขลา ชาวบ้านเลื่อมใสและศรัทธาในตัวท่านจึงได้พากันนิมนต์ท่านให้จำพรรษา ณ ที่แห่ง  หลวงพ่อด่วน ถามวโร อดีตเจ้าอาวาสวัดวารีบรรพต พระสงฆ์ผู้สร้างปาฏิหาริย์ ที่เผาสังขารไม่ไหม้ในวันพระราชทานเพลิงศพ จนเป็นข่าวดังไปทั่วประเทศ

เป็นวัดที่ตั้งอยู่บนเนินเขา ล้อมรอบไปด้วยภูเขา วัดแห่งนี้สร้างโดยหลวงพ่อด่วน ถามวโร ท่านเป็นพระธุดงค์ที่มาจากจังหวัดสงขลา เป็นพระเกจิอาจารย์ด้านวิปัสสนา ชาวบ้านเลื่อมใสและศรัทธาในตัวท่านมากเนื่องมาจากหลวงพ่อด่วนได้นำหลวงพ่อทวดวัดช้างไห้มาปลุกเสก และได้ให้ประชาชนนำไปบูชา มีอภินิหาร เช่น เชื่อว่าอาวุธปืนยิงไม่ออก จึงได้พากันนิมนต์ท่านให้จำพรรษา ณ ที่แห่งนี้

ที่ด้านบนวัดตั้งอยู่บนเนินเขามองเห็นวิวได้โดยรอบ เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธไสยาสน์ที่ใหญ่ที่สุดในภาคใต้ มีความยาวถึง 23 เมตร ในการก่อสร้างพระมีนายช่างของกรมศิลปกรมาควบคุมการก่อสร้าง พระพุทธรูปจึงมีสัดส่วนและรูปทรงที่สวยงามมาก

ที่ด้านล่างของวัดเป็นที่ตั้งของมหาทุติยเจดีย์ศรีบรรพต ซึ่งเป็นเจดีย์ที่มีรูปทรงคล้ายกับทางพม่า เนื่องจากวัดนี้เป็นที่ศรัทธาของชาวพม่าที่อาศัยอยู่ในระนอง จึงมีพระพม่า และช่างฝีมือของพม่ามาช่วยทำการสร้างเจดีย์นี้ ถือว่าเป็นเรื่องแปลกที่วัดไทยมีเจดีย์แบบพม่าที่วิหารด้านล่างเป็นที่ตั้งศพหลวงพ่อด่วน ท่านเสียชีวิตในปี พ.ศ. 2550 ด้วยอายุ 90 พรรษา

หลังจากหลวงพ่อด่วนได้เสียชีวิตแล้วมีพิธีเผาศพ ในงานได้เกิดเรื่องอัศจรรย์ขึ้น ในขณะที่ไฟลุกไหม้เป็นเวลาหลายนาที ไฟกลับไม่ไหม้ศพหลวงพ่อด่วน จนญาติโยมต้องยุติการเผา แล้วนำศพหลวงพ่อมาไว้ในโลงแก้วที่วิหารแห่งนี้ นอกจากศพหลวงพ่อจะเผาไม่ไหม้แล้วร่างกายก็ยังไม่เน่าเสียอีกด้วย

ชาติกําเนิด หลวงปู่ด่วน วัดบาง นอน

หลวงพ่อด่วน ถามวโร หรือพระครูประภัสวิริยะคุณ เป็นชาวบ้านท่าหิน อ.สะทิงพระ จ.สงขลา ถือกำเนิดในตระกูลศรีสุวรรณบิดาชื่อ นายแดง และ มารดาชื่อนางปรางศรีสุวรรณ เกิดเมื่อวันพฤหัสบดี ที่ 30พฤษภาคม พ.ศ. 2460มีพี่น้อง 3 คน ท่านเป็นบุตรชายคนโต เข้าเรียนชั้นประถมที่โรงเรียนวัดท่าหิน จน จบป. 4 จึงออกมาช่วยครอบครัวทำไร่ทำนา ท่านใฝ่ฝันต้องการเป็นตำรวจ เมื่ออายุ ครบ 21 ปี

จึงสมัครเข้าตำรวจ แต่ไม่ผ่านการคัดเลือก จึงตัดสินใจเข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์ อุปสมบทเป็นพระภิกษุ ณ วัดบางแก้วใต้ต.บางแก้ว อ.เขาชัยสน จ.พัทลุง เมื่อวันที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2482 โดยมีพระครูกาเดิม เป็นพระอุปัชฌาย์ ได้ฉายาว่า ถามวโรได้อยู่จำพรรษา ปฏิบัติพระธรรมวินัย ผ่านไปหนึ่งพรรษา เกิดเหตุการณ์ที่เป็นจุดเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่
กล่าวคือ วันหนึ่งได้มีคนธรรพ์ แต่งกายนุ่งผ้ายกแบบโบราณ

ร่างกายสูงใหญ่ ดำทะมึน ผมเผ้าหนวดเครา และขนรกรุงรัง ได้มานิมนต์ท่านให้ไปอยู่ที่ถ้ำบนภูเขาชัยสน ซึ่งห่างจากวัดไปราว 10 กิโลเมตร โดยบอกว่าบนภูเขานั้นอากาศเย็นสบาย ในถ้ำ มีความสงบวิเวกเหมาะแก่การปฏิบัติธรรม เมื่อได้ฟังแล้วท่านก็นึกถึงโอวาทของพระอุปัชฌาย์ที่เน้นย้ำว่า เมื่อบวชเป็นพระแล้ว ต้องหมั่นศึกษา สวด

มนต์ภาวนา ทำสมาธิ ปฏิบัติพระกรรมฐานให้เป็นนิสัย

จึงตัดสินใจรับนิมนต์จากคนธรรพ์ โดยเตรียมอัฏฐบริขารที่จำเป็นเดินทางไปยัง เขาชัยสน ทางขึ้นไปนั้นแสนจะยากลำบาก เพราะภูเขามีความสูงชัน และลดเลี้ยวมาก แต่ด้วยความมุ่งมั่นและอดทนก็สามารถขึ้นบนยอดเขา ได้สำเร็จ ท่านยังเป็นพระนวกะเพิ่งบวชพรรษาเดียวผ่านไปยังกล้าแกร่ง เข้มแข็งขนาดนี้ศรัทธาแก่กล้า

ท่านบำเพ็ญเพียรภาวนาเจริญสมาธิกรรมฐาน ในธรรมบนเขายอดชัยสนเป็นเวลา 2 ปี จึงตัดสินใจออกธุดงค์ไปตามสถานที่ต่าง ๆ โดยลำพัง ค่ำไหนก็ปักกลด.ในที่วิเวกส่วนใหญ่ในป่าช้า ในถ้ำ (รายละเอียดในหนังสือรวมเล่ม)อีกทั่งท่านยังมีส่วนในการร่วมสร้างหลวงปู่ทวด วัดช้างไห้ โดยท่านได้แบ่งพระมาส่วนหนึ่งด้วย

เป็นคำยืนยันของอาจารย์นอง วัดทรายขาว ท่านเดินทางมาอยู่ จ.ระนอง ตั้งแต่ปี พ.ศ 2502 ญาติโยมเริ่มมาช่วยถากถางดายหญ้าแล้วสร้างกุฏิเล็ก ใช้ไม้ 6 เสา ที่เชิงเขาด้านหน้าลาดพื้นปูน หลังคายังใช้จากมุง พอใช้เป็นที่สวดมนต์ ภาวนา จำวัดสมถะ เรียบง่าย ในช่วงปี 2503ท่านก็เริ่มลงมือสร้างถาวรวัตถุภายในวัด เริ่มเป็นรูปร่าง โดยปีพ.ศ. 2504การสร้างพระพุทธไสยาสตร์ก็เริ่มขึ้น

ช่วงที่หลวงปู่ อาพาธ

ย้อนกลับไปปลายปี พ.ศ  2550   ขณะที่หลวงพ่อด่วน ถามวโร  อดีตเจ้าอาวาสวัดบางนอน   อายุ 91 ปี    ท่านเกิดอาพาธและเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลระนอง  ตั้งแต่ปลายเดือนกันยายนปีนั้น  ในช่วงเวลาประมาณ  20 วัน ที่นอนอาพาธอยู่   มีหลายครั้งที่ท่านเหมือนครึ่งหลับครึ่งตื่น เอ่ยปากบอก  “ เราจะสร้างหลวงปู่ทวด องค์ใหญ่นิ 

ผู้เฝ้าดูแลและลูกศิษย์ที่เข้าเยี่ยมหลวงพ่อ คิดว่าท่านคงเพ้อตามประสาผู้มีอายุ  เพราะท่านเคยตั้งใจไว้ว่าจะสร้างหลวงปู่ทวดองค์ใหญ่มานานแล้ว  จนกระทั่งถึงวันที่ 17  ตุลาคม  2550  เวลาประมาณ 9 โมงเช้า   หลังจากท่านฉันเช้าเสร็จ  ท่านลุกขึ้นนั่ง พูดด้วยน้ำเสียง แน่วแน่จริงจังถึงการสร้างหลวงปู่ทวดองค์ใหญ่ย้ำๆซ้ำๆ อีก  แล้วกล่าวต่อว่า กูไม่ค่อยไหวแล้ว  พวกเอ็งต้องช่วยข้าสร้างหลวงปู่นะ  สักพักท่านก็นอน  ลงแล้วก็พูดขึ้นมาลอย ๆ ว่า กูตายก็อย่าเผากูนะ กูร้อน ถ้าไม่เชื่อเอ็งจะได้เห็นกัน “  ทุกคนที่มากราบเยี่ยมท่าน  

สัปเหร่อเริ่มนำถ่านฟืนรองที่ร่างท่าน แล้วจึงราดน้ำมัน   จนทั่วร่างท่านแล้วทับด้วยถ่านฟืนอีกครั้งหนึ่ง  จึงทำการจุดไฟ  จนแสงไฟลุกโชติช่วงขึ้นมาเป็นแสงสว่างวงใหญ่ ท่ามกลางความอาลัยของลูกศิษย์นับพัน  จนผ่านไปได้สักพัก  จู่ๆ ไฟก็ดับวูบลงอย่างปริศนา   สัปเหร่อจึงนำตัวเป่าลมมาช่วยในการติดไฟ และราดน้ำมันเพิ่มจึงจุดไฟอีกครั้ง 

จนไฟลุกไหม้ขึ้นอีก  คราวนี้สูงมากแสงของไฟสร้างความสว่างไปทั่วลานวัด  เปลวไฟเกือบถึงยอดเมรุด้านบน  จนเจ้าหน้าที่ต้องรื้อผ้า  ที่อยู่ด้านบนยอดเมรุออก เมื่อเวลาผ่านไปทุกอย่างอยู่ในความเงียบสงัด  มีเพียงเสียงของไฟที่กำลังเผาร่างท่าน

โดยถ่านฟืนดังเปรี้ยะๆ แตกออกมาเป็นระยะๆ  จากฤทธิ์ของความร้อนที่สุมร่างท่านไว้จู่ๆ ไฟก็ดับวูบลงอีกครั้งหนึ่งแต่กลับมีแต่ควันขาวเหมือนหมอกมาแทนที่ของเปลวไฟ  คราวนี้สัปเหร่อราดน้ำมันก๊าดเพิ่มและเพิ่มตัวเป่าลมเป็น 3 ตัว 

หลวงปู่ด่วน วัดบางนอน

แล้วจึงจุดไฟอีกครั้งครั้งนี้ไฟติดลุกไหม้อย่างรุนแรงและไหม้นานจนเกือบชั่วโมงดูเหมือนทุกอย่างเป็นปกติดีท่ามกลางสายตาศิษย์นับพันคนที่ไม่ย้อท้อ รอส่งดวงวิญญาณของหลวงพ่อ แต่มีส่วนหนึ่ง  ลึก ๆแล้วเหมือนต้องการรอพิสูจน์อะไรบางอย่างนั้นคือคำพูดของหลวงพ่อที่ไม่ให้เผาเพราะคำๆนี้รู้กันทั่วเมือง

มรณภาพอย่างสงบ

เมื่อวันที่ 17 ต.ค.2550 มรณภาพอย่างสงบ ด้วยโรคปอดติดเชื้อและโรคแทรกซ้อน ที่โรงพยาบาลระนองสิริอายุ 90 ปี พรรษา69ท่านก็ไม่อาจหลีกหนีสัจธรรมของชีวิตมนุษย์ได้ท่านได้มรณภาพลงเมื่อวันที่ 17 ตุลาคม  2550 เวลา 16.30 น. ณ โรงพยาบาลระนอง ด้วยโรคปอดติดเชื้อและโรคแทรกซ้อน

ทางคณะกรรมการวัดวารีบรรพตได้นำสังขารของท่านตั้งบำเพ็ญกุศลอยู่ที่วิหารพระนอนจนถึงวันที่  7  พ.ย.  2550 รวมเวลา 22 วัน และจัดงานพระราชทานเพลิงศพในวันที่  8 พ.ย. 2550  ณ เมรุลอยภายในวัด จนถึงเวลา 21.00 น. กำหนดพิธีประชุมเพลิงได้เกิด ปรากฏการณ์อันน่ามหัศจรรย์แก่สายตาศิษย์ยานุศิษย์ และ ผู้ศรัทธาจำนวนนับพัน เมื่อไฟเผาเกือบชั่วโมงแต่ร่างท่านไม่ไหม้ แม้แต่แว่นตายังไม่ละลาย จนเป็นข่าวดังไปทั่วประเทศ

ขอขอบคุณบทความชีวประวัติเกจิอาจารย์ โดย sagaming66

** หาอ่านบทความด้านการลงทุน >> https://ufabets5.com/contentandnews/