Categories
รวมบทความ

หลวงปู่บุดดา ถาวโร

ประวัติ หลวงปู่บุดดา ถาวโร เกจิที่เปี่ยมไปด้วยเมตตา

หลวงปู่บุดดา ถาวโร

ชาติกําเนิดของ หลวงปู่บุดดา ถาวโร

หลวงปู่บุดดา ถาวโร ท่านนั้นเกิดเมื่อวันเสาร์ขึ้น 10 ค่ํา เดือนยี่ ปีมะเมีย ซึ่งตรงกับวันที่ 5 มกราคม พ.ศ.2437 ที่ตําบลภูคา อําเภอโคกสําโรง จังหวัดลพบุรีบิดาชื่อ นายน้อย มงคลทอง มารดาชื่อ นางยิ่ง มงคลทอง วันเสาร์ขึ้น 10 ค่ำ เดือนยี่ ปีมะเมีย บิดาชื่อนายน้อย มารดาชื่อ นางอ่ำ มงคลทอง

มีพี่น้องรวมกัน 7 คน ภูมิลำเนา : เกิดที่บ้านหนองเกวียนหัก ต.พุคา อ.บ้านหมี่ จ.ลพบุรี การศึกษา : สมัยเด็กไม่มีโอกาส ได้เรียนหนังสือ เพราะบริเวณใกล้บ้านไม่มีโรงเรียน จนเติบใหญ่จึงเป็นที่พึ่งพา ช่วยบิดามารดาทำนาเลี้ยงชีพ

ในสมัยเป็นเด็กเล็กๆ นั้นท่านสามารถระลึกชาติได้ อันเป็นทุนเดิมที่ท่านเคยสั่งสมไว้นั่นเองในสมัยเป็นฆราวาส หลวงปู่บุดดา ถาวโร ได้เคยรับใช้ชาติด้วยการเป็นทหาร ในปีพ.ศ.2458

อุปสมบท

ถูกเกณฑ์ทหาร เมื่ออายุได้ 20 ปี พ.ศ.2458 (ตรงกับรัชกาลที่ 6)ในกองทัพที่ 3 ศูนย์ราชการ ทหารปืนใหญ่ อ.โคกกระเทียม จ.ลพบุรี หลักฐานการเกณฑ์ทหารรับราชการอยู่ 2 ปี หลังพ้นราชการทหาร ช่วยครอบครัวทำงานบ้านเรื่อยมา อุปสมบท :

พ้นราชการเกณฑ์ ทหารช่วย บิดามารดาทำนาอยู่อีก 4 ปี จึงขอลาอุปสมบท เมื่อวันที่ 15 เมษายน พ.ศ.2465 ที่วัดเนินยาว ต.โพนทอง อ.บ้านหมี่ จ.ลพบุรี มีพระครูขันสุนทร (ม.ร.ว.เอี่ยม อิศรางกูร ณ อยุธยา) เป็นพระอุปัชฌาย์ “พระครูเรื่อง” เป็นพระกรรมวาจาจารย์ เจ้าอธิการไหล เป็นอนุสาวนาจารย์ ได้รับฉายาว่า ถาวโร

แสวงหา โมกขธรรม จำพรรษาอยู่กับ พะอุปชฌาย์ 1 พรรษา จึงออกจาริกแสวงหาวิเวก บำเพ็ญสมณธรรม ธุดงค์ทั่วเมืองไทย เป็นเวลากว่า 40 ปี จนถึงวันที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2523 หลวงปู่บุดดาจึงได้ย้ายมาพำนักประจำอยู่ที่ วัดกลางชูศรีเจริญสุข ต.พักทัน อ.บางระจัน จ.สิงห์บุรี โดยได้รับนิมนต์จาก หลวงปู่เย็น

หลวงปู่บุดดากล่าวเสมอว่า ถือพระอุปัชฌาย์และพระสงฆ์ 25 รูป เป็นครูบาอาจารย์ อุปัชฌาย์ทุกองค์ สอนปัญจกัมมัฏฐานให้แล้วในวันอุปสมบท คือ เกศา โลมา นะขา ทันตา ตโจ หรือผม ขน เล็บ ฟัน หนัง โดยพิจารณาเรียงไปตามลำดับแล้วย้อนกลับจนเห็นชัดเจน

หลวงปู่บุดดา ถาวโร

พรรษาแรก ความมุ่งมั่นอดทนของพระใหม่

เมื่อหลวงปู่อุปสมบทแล้ว ท่านจำพรรษาอยู่ ณ วัดเนินขาว จังหวัดลพบุรี ปฏิบัติอุปัชฌาย์ตามแบบแผนของ ภิกษุสมัยนั้น ไม่มีการศึกษาเล่าเรียนทั้งทางปริยัติหรือปฏิบัติ คงทำวัตรท่องหนังสือสวดมนต์ และปาฏิโมกข์ แต่ท่านอ้างเสมอว่าอุปัชฌาย์ ทุกองค์ท่านสอน

ปัญจกรรมฐานให้ แล้วในวันอุปสมบท นั่นก็คือ อุปัชฌาย์ท่านสอนให้ว่า เกศา – ผม โลมา – ขน นักขา – เล็บ ทันตา – ฟัน และ ตโจ – หนัง และทวนกลับ ว่าให้พิจารณาสิ่งเหล่านี้ในร่างกาย ของตนและคนอื่น ล้วนเป็นสิ่งที่ไม่เที่ยงแท้แน่นอน เป็นบ่อเกิด ของทุกข์ทั้งกายและจิตใจ เป็นของหาที่ยึด ถือเป็นตัวตนไม่ได้มานานแล้วทุกคน

และในพรรษาที่หลวงปู่บวชนั้น ได้มีการสร้างศาลา มุงสังกะสีขึ้น ซึ่งในการมุงหลังคาคราวนั้น มีเรื่องเล่าความมหัศจรรย์ ทางอำนาจจิตของหลวงปู่ตั้งแต่สมัยบวชเดือนแรกทีเดียว เพราะในการมุงหลังคาและตามปกติในฤดูร้อน แดดก็ร้อนจัดในตอน บ่ายอยู่แล้ว 

และเมื่อเครื่องมุงเป็นสังกะสีด้วย ก็ยิ่งทวีความร้อน มากยิ่งขึ้น พอตกตอนบ่ายทั้งพระและชาวบ้านต่างทนความร้อน ไม่ไหว ต้องลงมาพักกันหมด คงเหลือแต่หลวงปู่ ซึ่งเป็นพระบวชใหม่ ยังไม่ครบเดือน มุงหลังคาอยู่ข้างบนองค์เดียวจนสำเร็จ

เมื่อรับกฐินแล้วแต่พรรษาแรก หลวงปู่ท่านออกจาริกแสวงหาสถานที่วิเวกเจริญสมรธรรมตามอัธยาศัยองค์เดียว โดยไม่มีกลดมีมุ้ง แบบอุทิศชีวิตและเลือดเนื้อเป็นทาน แก่ยุง อยู่นาน จนเลือดแดงฉานติดจีวรและบินไปไม่ไหว

ออกเดินทางธุดงค์

เมื่อกลับจากธุดงค์ พอใกล้เข้าพรรษา ท่านเข้ามาจำพรรษาที่วัดผดุงธรรม จังหวัดลพบุรี พอออกพรรษา ท่านก็ธุดงค์ไปองค์เดียวอีกหลวงปู่ท่านเดินธุดงค์ไปหนองคาย โดยออกจากจังหวัดลพบุรี ไปทางจังหวัดเพชรบูรณ์ ผจญเข้ากับวัวป่าฝูงหนึ่ง มันคงแปลกใจว่า เอ๊ะ อะไรนะ

เป็นอันตรายกับพวกเขาหรือเปล่า หัวหน้าฝูงนั้นเข้ามาดม ๆ ดู แล้วก็ร้องมอ ๆ คล้ายกับจะบอกพรรคพวกว่า ไม่เป็นไรหรอก ไม่มีอันตราย เข้ามาได้แล้ว ตัวอื่นก็เข้ามาดมจนครบทุกตัวแล้วก็เลยไป

คุณธรรมของท่านนั้น แม้แต่เดรัจฉานก็ส่งภาษาใจให้ผู้รู้เรื่องกันได้ หลวงปู่พูดเสมอว่า ภาษาธรรมนั้น ก็คือภาษาใจ อยู่ที่ไหนก็รู้กันได้ มนุษยธรรม เทวธรรม พรหมธรรม โลกุตรธรรมพบซากศพตนเองในอดีต

คราวนี้ท่านได้สอบดูนิมิตสมัยเด็ก ๆ ของท่านว่ามีถิ่นกำเนิดอยู่นอกนครเวียงจันทร์ไม่ไกลนัก ซึ่งเมื่อถึง แก่กรรมแล้ว เขาก็นำเอาศพในอดีตชาติของท่านไปฝังไว้ และไม่ได้เผา ในนิมิตนั้น

ท่านเห็นกะโหลก ศีรษะขาวโพลน โผล่ดินขึ้นมาตรงตอพุดซา ท่านจึงไปสอบดูตามนิมิต และได้พบกะโหลกศีรษะมนุษย์ ในภูมิประเทศคล้ายคลึงกัน แต่กะโหลกที่พบจริงไม่ขาวเท่าในนิมิต และตอพุดซาไม่มีแล้วท่านจึงได้เผากระดูกนั้นด้วยตนเอง

ขณะที่ไปสอบดูตามนิมิตก็ใกล้เข้าพรรษาแล้ว ท่านได้จำพรรษา ณ วัดบ้านทุ่ง อำเภอท่าบ่อ จังหวัดหนองคาย และในขณะที่ข้ามไปเวียงจันทร์ ได้เข้าชมพิพิธภัณฑ์และวัดพระแก้วที่เวียงจันทร์ ท่านระลึกถึงอดีตชาติเมื่อเห็นตู้พระไตรปิฎกและจารด้วยตนเอง

แต่สมัยเป็นสามเณรต่อมาเป็นภิกษุและเป็นสมภารเจ้าวัดในที่สุด ได้จารพระไตรปิฎก บรรจุไว้จนเต็ม 3 ตู้ ท่านว่าได้เป็นสมภารเจ้าวัดในฝั่งลาว 3 สมัย ตายตั้งแต่ยังไม่พ้นวัยกลางคน ที่ท่านไปพบตู้ที่สร้างไว้นั้นไม่มีพระไตรปิฎกแล้ว

มรณภาพละสังขาล

หลวงปู่ท่านไม่เคยสอนให้ชาวบ้านงมงายในวัตถุมงคลหรือเครื่องรางของขลัง แต่ท่านมีวิธีอบรมใจตัวเองได้อย่างแยบคาย แม้ในยามเผชิญอยู่กับภยันตรายเฉพาะหน้า ท่านก็จะยกสิ่งที่เผชิญอยู่นั้นเป็นอุบายในการอบรมจิตใจตนเสมอ

เวลากว่า 40 ปี ที่ใช้ชีวิตอยู่ในป่าเขา อบรมจิตใจของท่านจนสามารถแยกแยะ กำหนด และตัดสังโยชน์ได้อย่างเป็นขั้นตอน

ช่วงบั้นปลายชีวิต หลวงปู่บุดดาอาพาธหนัก คณะศิษย์นิมนต์พระเกจิอาจารย์ชื่อดัง ประกอบพิธีนั่งกัมมัฏฐานช่วยต่ออายุให้หายจากอาการอาพาธ แต่ท่านมิอาจฝืนสังขารมรณภาพอย่างสงบ เมื่อวันพุธที่ 12 ม.ค.2537 สิริอายุ 100 ปี พรรษา 72

ขอขอบคุณบทความชีวประวัติเกจิอาจารย์ผู้เปี่ยมเมตตา โดย ufabet.com