Categories
รวมบทความ

หลวงปู่สาม อกิญจโน

ประวัติ หลวงปู่สาม อกิญจโน วัดป่าไตรวิเวก อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์

หลวงปู่สาม อกิญจโน

ชาติกําเนิด หลวงปู่สาม อกิญจโน

หลวงปู่สาม อกิญจโน ท่านมีนามเดิมว่า สาม เกษแก้วสี ท่านเกิดเมื่อวันอาทิตย์ที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2442 ตรงกับ วันอาทิตย์ เดือนสิบ ปีชวด ที่บ้านนาสาม ตำบลนาบัว อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์ บิดาคือ นายปวม และมารดาคือนางกึง เกษแก้วสี ท่านเป็นบุตรคนที่ 2 ของพี่น้องร่วมบิดามารดา 11 คน

หลวงปู่สาม อกิญจโนวัดป่าไตรวิเวก อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์
ท่านเป็นพระอริยสงฆ์ผู้เจริญด้วยธุดงควัตรสัมมาปฏิบัติ กตัญญกตเวที ต่อพระบูรพาจารย์เป็นที่ตั้ง เมื่อท่านพระอาจารย์มั่น มรณะภาพ ท่านนอนเฝ้ารักษาศพของท่านอาจารย์มั่นตลอด 3 เดือนจนถึงพิธีประชุมเพลิง
เบื้องต้นก่อนจะเข้ามาวงศ์กรรมฐาน

ท่านได้รับคำแนะนำจากหลวงปู่ดูลย์ อตุโล ให้เข้าหาท่่านพระอาจารย์มั่น ท่านเป็นผู้ไม่ติดสถานที่ ท่่องเที่ยวภาวนาไปตามป่าเขา ไปเลื่อยๆ ทั่วทุกภาคของประเทศไทย ท่านจำพรรษาได้มากแห่ง แทบจะไม่ซ้ำกัน เป็นหนึ่งในกองทัพธรรมยุคแรกที่ธุดงค์เผยแพร่ธรรมจนได้รับคำชมจาก พระอาจารย์มั่นว่า เป็นผู้เจริญด้วยธุดงควัตร จำพรรษาได้มากแห่งและเป็นผู้เคร่งครัดในธุดงควัตร

ชีวิตในวัยเด็ก

เรื่องราวชีวิตในวัยเด็กของท่านนั้น ท่านเล่าว่า เมื่ออยู่ในวัยเด็กนั้น ได้รับความทุกข์ยากลำบากมาก เนื่องจาก พี่ชายคนโตได้ถึงแก่กรรม และในบ้านไม่มีผู้หญิง มีแต่ผู้ชาย และท่านเปรียบเสมือนเป็นลูกชายคนโต ดังนั้น นอกจากท่านจะต้องทำงานนอกบ้าน เช่นเลี้ยงวัว เลี้ยงควาย และทำไร่ไถนาแล้ว ยังต้องทำงานในบ้านอีกด้วย

เช่น ตำข้าว หุงต้มอาหาร และเลี้ยงดูน้องๆ อีกหลายคน คือทำงานเหมือนผู้หญิงทุกอย่าง จนอายุย่างเข้าสู่วัยหนุ่มแล้ว ก็ยากที่จะมีโอกาสได้เที่ยวเตร่เหมือนผู้อื่นเขา ประกอบกับท่านมีอัธยาศัยชอบสงบตั้งแต่เด็ก ไม่เคยเกะกะระรานหาเรื่องกับใครเลย รู้จักการทำบุญ บริจาคทาน ฟังเทศน์ฟังธรรมตั้งแต่อายุได้ 14 ปี จึงเป็นที่รักใคร่เอ็นดู ของบิดามารดา และผู้แก่ผู้เฒ่าเป็นอย่างยิ่ง

อุปสมบท

ครั้นเมื่อถึงพ.ศ. 2462 ท่านมีอายุได้ 19 ปี จิตใจของท่านโน้มเอียงไปทางเนกขัมมะ มีความรู้สึกอยากบวชเพื่อทดแทนบุญคุณพ่อแม่ จึงได้ขออนุญาตพ่อและแม่ พ่อแม่ของท่านอนุญาตไม่ทัดทานประการใด ท่านได้บรรพชาเป็นสามเณรที่วัดนาสาม ซึ่งเป็นวัดในสังกัดมหานิกาย อันเป็นวัดใกล้บ้านเกิดของท่านเมื่อบวชเณรได้ 2 ปี อายุครบ 21 ปี

หลวงปู่สาม อกิญจโน

พ.ศ. 2464 ท่านได้เข้าอุปสมบทเป็นพระภิกษุ โดยมี พระครูวิมลสีลพรต (ทอง) เจ้าคณะจังหวัดสุรินทร์ เป็นพระอุปัชฌาย์ หลวงพ่อเอี่ยม เป็นพระกรรมวาจา และพระอาจารย์สามเป็น พระอนุสาวนาจารย์ เข้าใจว่าท่านได้เข้าพิธีอุปสมบท ที่วัดจุมพลสุทธาวาส

และกลับมาพำนัก ที่วัดนาสาม น่าสังเกตว่า ท่านได้บวชกับพระอุปัชฌาย์องค์เดียวกันกับพระอุปัชฌาย์ของหลวงปู่ดูลย์ อตุโล ซึ่งต่อมาเป็นพระอาจารย์องค์แรกของหลวงปู่สาม

ท่านจำพรรษาอยู่ที่วัดนาสามได้ 3 พรรษา ในปี พ.ศ. 2466 ก็คิดอยากจะไปเรียนปริยัติธรรมที่กรุงเทพฯ กับเขาบ้าง จึงได้เดินทางเข้ากรุงเทพฯ

ในช่วงที่ท่านเดินทางออกจากวัดนาสามเดินทางเข้ากรุงเทพนั้น ก็เป็นเวลาเดียวกับที่หลวงปู่ดูลย์ อตุโล พระภิกษุชาวสุรินทร์ ผู้ซึ่งได้จาริกไปยังวัดสุทัศนาราม จังหวัดอุบลราชธานี เมื่อปี พ.ศ. 2459

ขณะที่มีอายุพรรษาได้ 6 ปี เพื่อศึกษาด้านพระปริยัติ จนสอบได้เป็นนักธรรมชั้นตรี นวกภูมินับเป็นรุ่นแรกของจังหวัดอุบลราชธานี ขณะเดียวกัน ก็ได้เรียนบาลีไวยากรณ์ที่เรียกว่า “มูลกัจจายน์” จนสามารถแปลพระธรรมบทได้จากนั้น เมื่อได้รู้จักกับหลวงปู่สิงห์ ขนฺตยาคโม และได้กราบนมัสการฝากตัวเป็นศิษย์กัมมัฏฐานของ พระอาจารย์ใหญ่มั่น ภูริทตฺโต

หลวงปู่ดูลย์ก็แปรเปลี่ยนจากการศึกษาด้านพระปริยัติ หันเข้ามาทางด้านการปฏิบัติ จากนั้นมา หลวงปู่ดูลย์จึงได้ออกจาริกธุดงค์ไปตามป่าเขาลำเนาไพร รวมเป็นเวลา 7 ปี จนกระทั่งถึงปี พ.ศ. 2466  หลวงปู่จึงได้กลับไปยังจังหวัดสุรินทร์ บ้านเกิดของท่าน เพื่อสงเคราะห์ญาติ

เผยแผ่แนวทางกัมมัฏฐานในภาคใต้

วันหนึ่ง หลวงปู่สามได้รับจดหมายจากหลวงปู่เทสก์ เทสรังสี ส่งจากมาจากจังหวัดภูเก็ต ให้ไปช่วยเผยแผ่แนวทางกัมมัฏฐานให้พระภิกษุ-สามเณร ในภาคใต้

หลวงปู่สาม ท่านจึงเป็นกำลังใน กองทัพธรรม ที่สำคัญองค์หนึ่ง กล่าวคือ ท่านเดินทางร่วมไปปูพื้นฐาน ทางธรรมกับ หลวงปู่เทสก์ และคณาจารย์อีกหลายสิบองค์ทางภาคใต้ การเผยแผ่ในครั้งนั้น แม้จะมีอุปสรรคอย่างมากมาย แต่ด้วยกำลังใจอันแน่วแน่มั่นคง ของพระธุดงค์กรรมฐาน จึงสามารถฟันฝ่าอุปสรรคนั้นๆ ได้สำเร็จผล อย่างงดงาม เป็นที่ยอมรับในหมู่ชนชาวภาคใต้ เป็นอันมาก

คติธรรมที่หลวงปู่เทสก์ปรารภ แก่คณะผู้ออกเผยแผ่ธรรมยึดมั่นในจิตใจ คือ “เปียกได้…ไหม้เสีย” หลวงปู่สาม ได้นำมาสอนอบรมบรรดาศิษย์ในกาลต่อมา เป็นกำลังใจแก่ผู้ปฏิบัติธรรม ควรน้อมเข้ามาพิจารณาคำนี้ให้จงหนัก หลวงปู่สามท่านเป็นพระภิกษุสงฆ์ ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติ ชอบนำธรรมะออกเผยแผ่สู่ ประชาชนด้วย เมตตาธรรม

หลวงปู่สาม เผยแผ่ธรรมที่ภาคใต้ เป็นเวลา 5 ปี จึงเดินทางกลับจังหวัดสุรินทร์

ก่อนย้อนกลับไปที่จังหวัดภูเก็ต และที่ภาคตะวันออก รวมระยะเวลา 20 ปี ในการแสวงบุญธุดงค์ทำให้หลวงปู่สาม บังเกิดความเพียร ลดละกิเลส คือ ความอยาก ความรัก และความชัง หากปล่อยวางได้จนหมดสิ้นแล้ว

ภายหลังได้ทราบข่าวว่า หลวงปู่สิงห์ ขันตยาคโม ได้มรณภาพลง ณ วัดป่าสาลวัน จ.นครราชสีมา จึงไปช่วยงานบุญพระราชทานเพลิงศพก่อนเดินทางไปธุดงค์ที่จังหวัดพิษณุโลก พ.ศ.2510 ได้มีญาติโยมนิมนต์หลวงปู่สาม ไปพำนักจำพรรษาที่บ้านขนาดปริ่ง

ต.เชื้อเพลิง อ.ปราสาท จ.สุรินทร์ แต่ได้มีหน่วยงานราชการ ชี้แจงว่า บริเวณสำนักสงฆ์เป็นพื้นที่ป่าทำเลเลี้ยงสัตว์พ.ศ.2512 หลวงปู่สาม ได้ย้ายไปอยู่ในป่าละเมาะ บ้านตระงอน กิโลเมตรที่ 11 ถนนสุรินทร์-ปราสาท ต.นาบัว ไม่วายโดนร้องอีก

แต่ถึงจะเป็น ผู้บริสุทธิ์แล้ว ก็ยังถูกลอบทำร้าย จากมนุษย์ใจบาป ในเรื่องนี้ท่านกล่าวว่า “ลูกเอ๋ย..มันเป็นกรรมนะ ต้องใช้กรรมเวร ยุติธรรมดีแล้ว แม้พระพุทธเจ้า ของเราลูกเห็นไหม พระองค์ยังต้องประสบในเรื่องเช่นนี้นะ ฉะนั้น จงปล่อยไปตามกรรม ที่ทำไว้แต่หนหลัง ปัจจุบันทำจิตใจของตนเองให้บริสุทธิ์ก็พอแล้ว ทำอย่างไรหนอ จึงจะพ้นทุกข์นี้ไปได้เท่านั้น

หลวงปู่สาม อกิญจโน

มรณภาพ ละสังขาล

หลวงปู่สาม อกิญฺจโน ท่านเป็น พระนักปฏิบัติที่เคร่งครัด ในพระธรรมวินัย บ่อยครั้งเกิดอาการอาพาธ ต้องเข้า-ออกรักษาตัว อยู่ที่โรงพยาบาล จนกระทั่งวันที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2534 หลวงปู่สามได้ มรณภาพลงอย่างสงบ สิริอายุรวม 91 พรรษา 71 ท่ามกลางความเศร้าสลด ของคณะศิษยานุศิษย์และพุทธศาสนิกชนทั่วไป เป็นยิ่งนัก

ขอขอบคุณบทความประวัติเกจิอาจารย์ดีๆ โดย sagaming66