Categories
รวมบทความ

หลวงพ่อสิงห์ ขันตยาคโม

ประวัติ หลวงพ่อสิงห์ ขันตยาคโม เกจิดัง แห่งเมือง อำนาจเจริญ

หลวงพ่อสิงห์ ขันตยาคโม

ณ วันที่18 สิงหาคม อาจาริยบูชาคุณ รำลึก 53 ปี วันคล้ายวันมรณภาพของ หลวงพ่อสิงห์ ขันตยาคโม พระอริยเจ้าผู้เป็น พี่ชายใหญ่ ของพระธุดงคกรรมฐานศิษย์ท่าน พระอาจารย์มั่น จงบำเพ็ญศีล สมาธิ ปัญญาให้เป็นอธิศีล อธิสมาธิ อธิปัญญา คำกล่าวปรารภของพระอาจารย์สิงห์ หรือ หลวงปู่สิงห์ ขันตยาคโม” แห่งวัดป่าสาลวัน อ.เมือง จ.นครราชสีมาพระวิปัสสนาจารย์สายอีสาน ที่ได้รับความเลื่อมใส ศรัทธาจากสาธุชน เป็นอย่างมาก

ชาติกำเนิดหลวงพ่อสิงห์ ขันตยาคโม

หลวงพ่อสิงห์ มีนามเดิมว่า สิงห์ บุญโท เกิดเมื่อวันที่ 27 มกราคม 2432
ที่บ้านหนองขอน ต.หัวทะเล อ.อำนาจเจริญ จ.อุบลราชธานี
โยมบิดา ชื่อ นายอ้วน บุญโท มีตำแหน่งเพีย อัครวงศ์ อันเป็นตำแหน่งข้าราชการหัวเมืองลาวกาว-ลาวพวนมีหน้าที่จัดการ ศึกษาและการพระศาสนา โยมมารดา ชื่อ นางหล้า บุญโทพ.ศ.2446 ได้บรรพชาที่วัดบ้านหนองขอน ต.หัวทะเล อ.อำนาจเจริญ จ.อุบลราชธานี

อุปสมบท หลวงพ่อสิงห์ ขันตยาคโม

เมื่ออายุครบบวชได้เข้าพิธีอุปสมบท ณ พัทธสีมาวัดสุทัศน์ อ.เมือง จ.อุบลราชธานี เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2452 โดยมีสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ อ้วน ติสโส เมื่อดำรงสมณศักดิ์ เป็นพระศาสนดิลก เจ้าคณะมณฑลอีสาน เป็น พระอุปัชฌาย์พระสิงห์

ได้เข้าถวายตัวเป็นศิษย์หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต และได้ฝึกอบรมสมาธิภาวนากัมมัฏฐานอยู่กับ หลวงปู่มั่น จนมีกำลังอันแก่กล้าแล้ว เนื่องจากท่านเป็นศิษย์ที่ได้รับความไว้วางใจจาก หลวงปู่มั่น อย่างมาก หรือที่ญาติโยมศิษยานุศิษย์ และผู้ที่เคารพศรัทธา นิยม เรียกนามว่า พระอาจารย์สิงห์ หรือ หลวงปู่สิงห์

ได้รับการศึกษาเบื้องต้น ระดับใดไม่มีหลักฐานระบุไว้ชัดเจน บรรพชาเป็นสามเณร เมื่อ พ.ศ. 2446 ขณะอายุได้ 15 ปี ที่วัดบ้านหนองขอน ตำบล หัวตะพาน มีพระอาจารย์ป้อง วัดบ้านหนองของ เป็นพระอุปัชฌาย์ และได้บรรพชาซ้ำเป็น สามเณรฝ่ายธรรมยุต วันที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2449 ที่วัดสุทัศนาราม เมืองอุบลราชธานี

โดยมีพระสมุห์โฉม เป็นพระอุปัชฌาย์ ได้จําพรรษาที่ วัดสุทัศนาราม จนกระทั่งวันที่ 30 พฤศจิกายน 2452 ได้อุปสมบท เป็นพระภิกษุ ฝ่ายธรรมยุต ขณะดำรง สมณศัดิ์ ที่พระราชมุนี เป็นพระ อุปัชฌายขณะเป็นพระมหาเสน ชิตเสโน เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และพระปลัดทัศน์เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้ศึกษาพระปริยัติ ธรรมจนสอบได้นักธรรมชั้นตรี พ.ศ. 2458 พร้อมทั้งเป็นครูสอนพระปริยัติธรรม ที่สำนักเรียนวัดสุทัศนารามอีกด้วย

ออกศึกษาวิชาความรู้กับพระอาจาร์ต่างๆ

หลังจาก ท่านอาจารย์มั่น ท่านได้จำพรรษาที่ กรุงเทพ ในปีนั้นแล้ว ท่านก็มีดำริว่า ท่านควรจะได้แนะนำ สั่งสอนธรรมปฏิบัติ ที่ท่านได้รู้ ได้เห็นมา ซึ่งเป็นธรรมที่ยากที่จะรู้ได้ ซึ่งท่านได้อุตส่าห์ พยายาม บำเพ็ญมาเป็นเวลานับสิบๆ ปี ควรจะได้ แนะนำบรรดา ผู้ที่ควรแก่การปฏิบัติ ให้ได้รู้และจะได้แนะนำกันต่อ ๆไป

ดังนั้นเมื่อออกพรรษา แล้วท่านจึงได้ลาท่าน เจ้าคุณอุบาลี กลับไปจังหวัดอุบล ฯ จำพรรษาที่วัดบูรพา ในปี พ.ศ. 2458 นั้น ปีนั้นท่านมีพรรษาได้ 25 พรรษา ขณะที่ท่าน จำพรรษาอยู่นั้น ท่านก็พิจารณาว่า ใครหนอจะเป็นผู้ควรแก่ การสั่งสอน

พระราชธรรมเจติยาจารย์ หลวงพ่อวิริยังค์ สิรินฺธโร ได้บันทึกเรื่องราวหลวงปู่สิงห์ไว้ในหนังสือประวัติ ท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺตเถร ดังนี้ในขณะนั้นท่านอาจารย์สิงห์ ขนฺตยาคโม เป็นครูสอนนักเรียน อยู่เหมือนกับครูอื่น ๆ เป็นครูที่สอนวิชาสามัญ แก่นักเรียน เป็นเวลาหลายปีมาแล้ว ท่านอาจารย์สิงห์ ท่านได้ยินกิตติศัพท์ว่า ท่านอาจารย์มั่น เป็นพระนักปฏิบัติ ที่เคร่งครัดมาก ก็ใคร่ที่จะได้ศึกษา ธรรมปฏิบัติ

หลวงพ่อสิงห์ ขันตยาคโม

ในวันหนึ่งหลังจาก เลิกสอนนักเรียนแล้ว ท่านก็ได้ไปนมัสการ ท่านอาจารย์มั่นฯ ที่วัดบูรพา ขณะนั้นเป็นเวลา 1 ทุ่มแล้ว เมื่อเข้าไปเห็นท่านอาจารย์มั่นฯ กำลังเดินจงกรมอยู่ ท่านก็รออยู่ครู่ใหญ่ จนท่านอาจารย์เลิกจากการเดินจงกรม เหลือบไปเห็น ท่านอาจารย์สิงห์

ซึ่งนั่งอยู่ที่ โคนต้นมะม่วง ท่านจึงได้เรียกและพากัน ขึ้นไปบนกุฏิ หลังจากท่านอาจารย์สิงห์กราบแล้ว ท่านอาจารย์มั่น ก็ได้พูดขึ้นว่าเราได้รอเธอมานานแล้ว ที่อยากจะพบ และต้องการชักชวน ให้ปฏิบัติธรรมด้วยกันเมื่อได้ยินเช่นนั้น ท่านอาจารย์สิงห์ ถึงกับตกตะลึง

เพราะท่านได้ ทราบจิตใจของ ท่านอาจารย์สิงห์ มาก่อน เนื่องจากท่านอาจารย์ได้ตั้งใจมาหลาย เวลาแล้ว ที่จะขอมาพบกับท่าน เพื่อฝากตัวเป็นศิษย์ปฏิบัติธรรมด้วย พอท่านอาจารย์สิงห์ฯ ได้ฟังเช่นนั้นก็รีบตอบท่านไว้ว่าการบวชเป็น พระภิกษุสงฆ์นั้น

จักต้อง ปฏิบัติกัมมัฏฐาน คือ พิจารณา ปัญจกกัมมัฏฐาน เป็นเบื้องแรก เพราะเป็นหน ทางพ้นทุกข์ ได้อย่างแท้จริง พระบรมศาสดา สัมมาสัมพุทธเจ้าก็ทรงตรัสรู้ธรรม ด้วยการปฏิบัติ อริยสัจธรรม 4 ประการ คือ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรคบูรพาจารย์

มรณภาพ ละสังขาล

กายนี้คือ ก้อนทุกข์กาย นี้เป็นที่หมายให้พ้นเสีย จากทุกข์ฝึกสติ ปัญญาให้ดีแล้ว มา พิจารณากาย นี้ให้แจ้ง ก็จะพ้นทุกข์ได้ กำหนดจำเพาะจิตผู้รู้ เพ่งพินิจพิจารณา ให้เห็นพื้นแผ่นดิน กว้างใหญ่เท่าไร เป็นที่อาศัยของสัตว์ ทั้งโลกก็ยังต้องฉิบหาย ด้วยน้ำ ด้วยลม ด้วยไฟ ยกวิปัสสนาละลายแผ่นดินนี้เสียให้เห็น เป็นสภาวธรรม เพียงสักว่าเกิดขึ้นแล้วก็ดับไป  เมื่อวันที่ 8 กันยายน 2504 เวลา 10.20 น ณ วัดป่าสาลวัน รวมอายุได้ 73 ปีนั้นเองครับ

ขอขอบคุณบทความชีวประวัติเกจิ โดย สโบเบ็ต888

**สามารถหาอ่านบทความเจ๋งๆได้ที่ >> https://ufabets5.com/contentandnews/