Categories
รวมบทความ

หลวงพ่ออบ อินทวิริโย

ประวัติ หลวงพ่ออบ อินทวิริโย

หลวงพ่ออบ อินทวิริโย

ชาติกําเนิด หลวงพ่ออบ อินทวิริโย

หลวงพ่ออบ อินทวิริโย ท่านนั้น เป็นชาวบ้านหนองช้างปลักตำบลหัวสะพาน อำเภอเมือง จังหวัดเพชรบุรี เกิดปีระกา ตรงกับวันพฤหัสบดี ที่ 9 เดือน ตุลาคม พุทธศักราช 2452 นามบิดา ผึ่งกลีบจงกล นามมารดา เพี้ยน กลีบจงกล มีพี่น้องร่วมกัน 6 คน หลวงพ่ออบ ท่านนั้นเป็นคนหัวปี

อุปสมบท หลวงพ่ออบ อินทวิริโย

 อุโบสถวัดถ้ำแก้ว มีพระอุปฌายย์ คือ หลวงพ่อทิม วัดโคก หลวงพ่อเช้า วัดเวียงคอย เป็น พระกรรมวาจาจารย์ และหลวงพ่ออยู่ วัดถ้ำแก้วเป็นพระนุสาวนาจารย์ เมื่อ อุปสมบทแล้ว หลวงพ่ออบ ก็จำพรรษา อยู่วัดถ้ำแก้ว ศึกษาวิปัสสนาธุระ และพุทธคม กับหลวงพ่ออยู่

ท่านได้พรากเพียนได้ 5 พรรษา จากนั้นจึงเดิน ออกธุดงค์ อยู่ทุกปี ร่ำเรียนวิชากับพระอาจารย์ต่าง ๆ คือ อาจารย์วัดลาดบัวขาว จังหวัดปราจีนบุรี หลวงปู่นาค วัดหัวหิน อาจารย์อยู่ อาจารย์หยอย เจ้าอาวาสวัดถ้ำแก้ว และปู่แสงโยมพระอาจารย์หยอดญ

ซึ่งเป็นฆราวาส ถือศีบกินเพล ซึ่งเรืองวิทยาคม และมีชื่อเสียงดังมากในจังหวัดเพชรบุรี สมัยนั้น วัตถุมงคลที่ท่านทำนั้น มี ตระกรุด ผ้ายันต์ พระกริ่ง เหรียญมี 3 รุ่น และพระเนื้องผงอีก 3 พิมพ์ ปรกใบมะขาม ล็อกเกต เป็นต้น

หลวงพ่ออบ ท่านเป็นพระเกจิ อาจารย์เมืองเพชรบุรี ที่มีวิทยาคมเก่งกล้าด้านคงกระพันชาตรี จากประวัติคำบอกเล่ามีว่า ครั้งหนึ่งมีคนบ้า ถือมีดพร้าเข้ามาฟันท่านในวัด เสียงดัง บึกๆ แต่ไม่ระคายผิวท่านเลยแม้แต่น้อย ซึ่งสอดคล้องกับที่หลวงพ่อแดง

เคยบอกผู้ที่ไปกราบท่านว่า ถ้าจะเอาเหนียว ต้องไปหาท่านอบ วัดถ้ำแก้ว หลวงพ่ออบ วัดถ้ำแก้ว พระเถระที่ประพฤติปฏิบัติ ดี ตามพระธรรมวินัย เป็นที่เลื่อมใสศรัทธาจากพุทธ ศาสนิกชนเป็นจำนวนมาก 

การที่คณะสงฆ์ไทย ได้แยกออกเป็น 2 นิกายนี้ 

มีคนจำนวนมากที่ ไม่เข้าใจว่า เหตุใดต้องตั้งคณะสงฆ์ธรรมยุตขึ้นเป็นนิกายใหม่ บางคนถึงขั้นติเตียน พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ว่าทรงทำสังฆเภท คือทำให้สงฆ์แตกกัน อันเป็นอนันตริยกรรมคือกรรมอันชั่วช้าที่สุดใน ทางพระพุทธศาสนา บางคนมีความคิดที่จะพยายามรวม คณะสงฆ์มหานิกาย

และคณะสงฆ์ ธรรมยุติก นิกายเข้าด้วยกัน แต่ในความเป็นจริงนั้น เมื่อพระบาทสมเด็จพระจอม เกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงตั้งคณะสงฆ์ ธรรมยุตขึ้น โดยยึดพระธรรมวินัยเป็นหลัก ในการประพฤติปฏิบัติ เป็นผลให้มีการปรับปรุงการปฏิบัติตนทาง ด้านพระธรรมวินัย ของคณะสงฆ์ทั่วประเทศ ตลอดถึงปรับปรุงการปกครองคณะสงฆ์

ซึ่งเป็นผล ทำให้พระพุทธศาสนา เจริญมั่นคงสืบมาถึงปัจจุบัน สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณสังวร (เจริญ สุวฑฺฒโน) สมเด็จพระสังฆราชพระองค์ที่ 19 แห่ง กรุงรัตนโกสินทร์ เมื่อครั้ง ทรงดำรง ตำแหน่งเจ้าคณะใหญ่ คณะธรรมยุตด้วย ได้ทรงกล่าวไว้ตอนหนึ่งว่า

การที่ภิกษุสงฆ์แยก ออกเป็นนิกายต่างๆ ไม่ใช่เป็นการแปลก มีในทุกๆ ประเทศที่นับถือ พระพุทธศาสนา และการที่แยกกันออกไปนี้ อาจกล่าวได้ตามประวัติศาสตร์ว่าต้องมีเป็นธรรมดา ถึงพยายามรวมให้เป็นหนึ่งสักเท่าไรก็ไม่สำเร็จ อาจสำเร็จได้ชั่วคราว

แต่ต่อมาไม่นาน ก็กลับแยกกัน ออกไปอีก ในศาสนาอื่นๆ ก็มีแยกเป็นลัทธินิกายต่างๆ เหมือนกัน การอุปถัมภ์พระพุทธศาสนามิ ใช่อยู่ที่การพยายามเพื่อรวมนิกายสงฆ์ แต่อยู่ที่การพยายาม ให้พระสงฆ์ทุกนิกายตั้งอยู่ในพระธรรมวินัย ส่วนการรวมกันนั้น เมื่อดีเสมอ กันหรือเสื่อมเสมอกัน ก็รวมกันเข้าได้เอง

สำหรับความแตกต่างกันของ พระมหานิกายและพระธรรมยุตนั้น นอกจากจะมีที่มาต่างกันดังกล่าวแล้ว ยังมีข้อปฏิบัติ หลายประการที่ต่างกันอย่างมาก เนื่องจากคณะธรรมยุตยึด ถือพระธรรมวินัยเป็นหลักปฏิบัติ จึงเคร่งครัดในด้านพระวินัย เป็นอย่างยิ่ง เช่น การอุปสมบท นาคจะต้องกล่าวคำขออุปสมบทให้ได้ด้วยตนเอง โดยจะต้องถูกต้องตามสำเนียงภาษามคธ ซึ่งออกเสียงค่อนข้างยาก สำหรับผู้ไม่คุ้นเคย

จะไม่มีการบอกให้ นาคพูดตาม หากไม่สามารถกล่าว คำขออุปสมบทด้วยตนเอง จะไม่ได้รับอนุญาต ให้อุปสมบท การสวดมนต์ก็จะสวดด้วยสำเนียงภาษามคธด้วยเช่นกัน นอกจากนี้ พระธรรมยุตจะไม่จับเงิน เนื่องจากปฏิบัติตามพระวินัยซึ่งมีมาในพระปาฏิโมกข์ ข้อที่ห้าม จับเงินจับทอง หากคฤหัสถ์จะถวายปัจจัย (คือเงิน)

จะต้องถวายด้วยใบปวารณาแทน ส่วนปัจจัยให้มอบต่อไวยาวัจกรหรือโยมวัดจัดการแทน การห่มผ้า ของพระธรรมยุต จะเหมือนกันหมดทั้งหมด คือ ห่มแหวก โดยใช้ผ้า สีแก่นขนุน คล้ายสีน้ำตาล และผ้าสังฆาฏิจะเป็นผ้า 2 ชั้น คือเหมือนผ้าจีวร 2 ผืนเย็บติดกัน นั่นเอง

การปฎิบัติดีปฎิบัติชอบ

การปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ตามธรรมวินัย ที่พระพุทธเจ้า ได้สั่งสอนไว้ และต่อมาก็ได้ปรากฏ พระมหานิกาย ผู้ที่มีหลักฐาน และเหตุผลอันควรเชื่อถือได้ว่าเป็นพระอริย เจ้าผู้ทรงมรรคผลจริง ดังนั้น จะเห็นได้ว่าการปฏิบัติตนให้ถูกต้องตามคำสอนของ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า จึงมีความสำคัญเหนือนิกายและสิ่งอื่นใดทั้งสิ้น และเป็นเหตุนำไปสู่ ความพ้นทุกข์ได้อย่างแท้จริง

การตายเป็นเรื่องธรรมชาติ

ธรรมชาติของกรรม ที่เป็นตัวกำหนดทุกสิ่ง ความตายมิใช่ตัวกำหนดคุณธรรม หลวงพ่อ เป็นพระที่อยู่เพื่อ คนอื่นตลอดมา ท่านเป็นหมอยาสำหรับคนไข้ เป็นหมอธรรม2สำหรับ คนถูกผีเข้าเจ้าสิงคุณ ไสยนานา เป็นพ่อแม่ที่นั่งรับฟังความทุกข์ใจของ คนทุกผู้ที่ศรัทธาท่าน เป็นคนอาบน้ำมนต์รดกาย วาจา ใจ ที่ร้อนรุ่ม ให้เย็นลง มีแต่ ให้ กับ ช่วย

มรณภาพ ละสังขาล

(โยมพระอาจารย์หยอย) ซึ่งเป็นฆราวาส ถือศิลกินเพล เรืองวิทยาคมมีชื่อดังมากใน จังหวัดเพชรบุรี ต่อมาหลวง พ่อหยอย เจ้าอาวาสวัดถ้ำแก้ว มรณภาพลงเมื่อ พ.ศ. 2488 หลวงพ่ออบได้รับการแต่งตั้ง เป็นเจ้าอาวาสในปีถัดมา ท่านได้รับภาระหนัก ในการดูแลและรักษา

พัฒนาวัดสืบต่อมา โดยปฏิบัติหน้าที่อย่างดี ที่สุดและได้สร้าง ถาวรวัตถุขึ้นอีกหลายอย่าง อาทิ กำแพงแก้ว สะพานข้าม คลองชลประทานข้ามวัด ฌาปนสถาน หลวงพ่ออบท่านมรณภาพลงเมื่อวันที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2522 ด้วยอุบัติเหตุอัน ไม่อาจคาดการณ์ถึง สิริรวมอายุได้ 71 ปี 49พรรษา

ขอขอบคุณบทความประวัติ เกจิอาจารย์ โดย sagaming66