Categories
รวมบทความ

ไพรีพินาศ วัดบวร

ประวัติ และที่มาของ ไพรีพินาศ วัดบวร

ไพรีพินาศ วัดบวร

ไพรีพินาศ วัดบวร ถือได้ว่าเป็นพระพุทธรูปศิลาปิดทอง ศิลปะศรีวิชัย ปางประทานพร คล้ายปางมารวิชัย เพียงแต่หงายพระหัตถ์ขวา  ประวัติการสร้างไม่ปรากฏแน่ชัด ทราบแต่เพียงว่า มีผู้นำมาทูลเกล้า ถวายแด่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ตั้งแต่ครั้งทรงพระผนวชและประทับ ณ วัดบวรนิเวศวิหาร พระองค์ทรงเชื่อว่า พระพุทธรูปองค์นี้มีานุภาพกำจัด

ภัย ให้ผู้ที่คิดร้ายพ่ายแพ้ พระบารมีเรื่องมีอยู่ว่า เมื่อพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ขณะดำรงพระอิสริยยศที่ “เจ้าฟ้ามงกุฎ” เสด็จออกผนวชเมื่อเจริญพระชนมายุครบตามเกณฑ์ ทรงผนวชได้เพียง 15 วัน ก็เกิดเหตุการณ์ผลัดแผ่นดิน พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย สมเด็จพระบรมชนกนาถ รัชกาลที่ 2 เสด็จสวรรคต อย่างปัจจุบัน

ตามกฎมณเฑียรบาลแล้ว พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 หรือ เจ้าฟ้ามงกุฎ ในขณะนั้น ควรจะได้รับราชสมบัติ ต่อจากรัชกาลที่ 2 เพราะทรงเป็นพระราชโอรส ที่มีพระราชสมภพจาก พระอัครมเหสีของรัชกาลที่ 2 คือสมเด็จพระศรีสุริเยนทรามาตย์ มีฐานันดรศักดิ์เป็น สมเด็จหน่อพระพุทธเจ้า

จัดว่าเป็นอันดับสูงสุดใน พระบรมวงศานุวงศ์ มีฐานะเป็นรัชทายาท และเวลานั้น ตำแหน่งวังหน้าซึ่งถือเป็น ตำแหน่งรัชทายาทก็ยังว่างอยู่ ภายหลังจากที่กรมพระราชวัง บวรมหาเสนานุรักษ์สิ้นพระชนม์ รัชกาลที่ 2 ก็มิได้ทรงตั้งวังหน้า ขึ้นใหม่ตลอดรัชกาล  แต่ราชสมบัติกลับมิได้ตกแก่เจ้าฟ้ามงกุฎตามที่กฎมณเฑียรบาล กำหนดไว้นั้นเอง

ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธ เลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2 ผู้กำกับดูแลราชการต่างพระเนตร พระกรรณมีอยู่ 3 พระองค์ คือ วังหน้า กรมพระราชวังบวรมหาเสนานุรักษ์ กำกับดูแลราชการ แผ่นดินทั่วไป  เจ้าฟ้ากรมหลวงพิทักษ์มนตรี กำกับกรมวังและมหาดไทย กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ ต่อมาคือพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 

กำกับกรมพระคลังมหาสมบัติ  ครั้นเมื่อวังหน้าสิ้นพระชนม์ กรมหลวงพิทักษ์มนตรีก็เข้ามา กำกับดูแลแทน แต่อยู่ได้เพียง 5 ปี ก็สิ้นพระชนม์อีก จึงเหลือเพียงกรมหมื่น เจษฎาบดินทร์พระองค์เดียว ที่กำกับดูแลราชการทั้งหลายทั้งปวง

ไพรีพินาศ องค์จริง

พระไพรีพินาศ องค์จริงตั้งอยู่ที่ พระมหาเจดีย์สีทอง ด้านหลังพระอุโบสถวัดบวรนิเวศวิหาร ทางวัดจะเปิดให้คน ที่ศรัทธาขึ้นไปกราบไหว้บูชาเฉพาะในวันพิเศษและสำคัญๆ ไม่กี่วันเท่านั้น คือวันสมภพ สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช ตรงกับวันที่ 3 ต.ค. ทุกปี วันฉลองปีใหม่ 31 ธ.ค. และ 1 ม.ค. และวันสงกรานต์ 13 เม.ย. เป็นต้น

ที่ประดิษฐานพระไพรีพินาศ เป็นเก๋งขนาดพอองค์ พระอยู่ในกำแพงชั้นที่ 2 ของพระเจดีย์ประธาน วัดบวรนิเวศวิหาร ปัจจุบันมีลูกกรงเหล็กติดตั้งไว้แน่นหนาเพื่อความปลอดภัย

ช่วงปลายรัชกาลที่ 2 ไพรีพินาศ วัดบวร

ไพรีพินาศ วัดบวร

ในช่วงปลายรัชกาลที่ 2 มีผู้ไปหลอก พระจอมเกล้าฯ ที่ทรงผนวชไม่นาน และไปประทับที่ วัดราชาธิวาสว่า รัชกาลที่ 2 ให้เข้าเฝ้าจึงเสด็จมา กลายเป็นเรื่องหลอกให้เก้อ แต่คนที่หลอกมานิมนต์ ไปอยู่ที่โบสถ์วัดพระแก้ว ให้ประทับที่นั่น ขังไว้ 7 วัน จนกระทั่งรัชกาลที่ 3 เสด็จขึ้นครองราชย์ เป็นพระมหากษัตริย์แล้ว จึงนิมนต์จากวัดพระแก้วกลับไปวัดสมอรายเหมือนเดิม

พระจอมเกล้าฯ ขณะทรงผนวช เป็นพระนักศึกษาภาษาบาลี วันหนึ่งทรงเข้าแปลในพระอุโบสถวัดพระแก้ว โดยพระพุทธโฆษาจารย์ (ฉิม) วัดโมลีโลกฯ ทำการสอบ พระจอมเกล้าฯ ทรงแปลผ่านประโยค 3-4-5 ตลอด วันที่ 3 หม่อมไกรสร ซึ่งเป็นกรมหลวงฯ กำกับกรมธรรมการถามพระพุทธโฆษาจารย์ (ฉิม) ว่า นี่จะปล่อยกันไปถึงไหน พระจอมเกล้าฯ ได้ฟังเกิดน้อยพระทัย หยุดสอบแต่บัดนั้น จึงเป็นอันว่าพระจอมเกล้าฯ สอบไล่ได้ประโยค 5 ต่อมา รัชกาลที่ 3 โปรดฯ ให้ถือพัดประโยค 9 และทรงสถาปนาขึ้นเป็นพระราชาคณะ

รวบรัดตัดความว่า พระจอมเกล้า ประทับวัดสมอ รายระยะหนึ่ง รัชกาลที่ 3 โปรดฯ ให้เสด็จมา ประทับวัดบวรนิเวศน์ ใกล้หม่อมไกรสรเข้าไปอีก จึงถูกรบกวนง่ายขึ้น นอกจากจับพระสุเมธมุนี พระอุปัชฌาย์ พระจอมเกล้า สึกแล้ว ยังเคยให้คนแกล้งหุงข้าวต้มร้อนๆ ใส่บาตรพระธรรมยุตที่ปกติจะต้องอุ้มบาตรให้ได้รับความเดือดร้อน เรื่องนี้สร้างความ ระกำพระทัยแก่พระจอมเกล้าฯ ยิ่งนัก

ณัฐวุฒิ บรรยายว่า ในที่สุดธรรม ชนะอธรรม หม่อมไกรสรถูกกล่าวโทษร้ายแรง เช่น ชำระความไม่ยุติธรรม กดขี่ข่มเหง และทำเลียนแบบในหลวงองค์ก่อน เช่น ไปลอยกระทงกรุงเก่าบ้าง ที่นครเขื่อนขันบ้าง สมคบกับพวกละครไม่บรรทมกับหม่อมห้าม เพราะติดดาราละคร มีพฤติกรรมน่ารังเกียจหลายอย่างทางด้านกามารมณ์ ที่ร้ายแรงคือ

ถูกกล่าวหาว่าเกลี้ยกล่อมเจ้านายขุนนาง ไว้เป็นพวกมาก จะคิดกบฏหรือ นอกจากนั้นถูกกล่าวหาว่านำเงิน วัดพระพุทธบาท ไปหลายสิบช่างใน 1 ปี จะเลี้ยงไว้ไม่ได้ จึงให้สำเร็จโทษ และถอดจากกรมหลวง ให้เรียกชื่อว่า หม่อมไกรสร ลงพระราชอาญา สำเร็จโทษด้วยท่อนจันทน์ที่วัดปทุมคงคา เมื่อวันที่ 10 ธ.ค. 2391 ขณะอายุ 58 ปี ส่วนบ่าว 3 คน นำไปประหารชีวิตที่สำเหร่ในวันเดียวกัน

ไพรี ของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งขณะนั้น ทรงผนวชอยู่ ณ วัดบวรนิเวศน์ก็ได้พินาศลง ด้วยประการฉะนี้ และเรื่องราวระหว่างพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว กับหม่อมไกรสรดังกล่าวมาแล้วนี้ นับเป็นเบื้องหลังและเป็นที่มา ของพระนามของพระพุทธรูป

ที่เรียกว่า พระพุทธไพรีพินาศ เพราะในระยะใกล้ๆ กับเวลาที่หม่อมไกรสรถูกสำเร็จโทษด้วยท่อนจันทน์นี้เอง พระพุทธไพรีพินาศ ก็ได้เสด็จมาสู่พระบารมีพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ดังปรากฏใน สาสน์สมเด็จ ดังได้กล่าวมาแล้ว

ไพรีพินาศ วัดบวร

สรุป ไพรีพินาศวัดบวร

หลักฐานที่ค้นพบนามของ พระพุทธรูปองค์สำคัญนี้ว่า “พระไพรีพินาศ” นั้นเป็นกระดาษ พับสอดไว้ใต้ฐาน มีอักษรเขียนว่า “พระสถูปเจดีย์ศิลาบัลลังก์องค์ จงมีนามว่าพระไพรีพินาศ เทอญ และอีกด้านเขียนว่า เพราะตั้งแต่ทำมาแล้ว คนไพรีก็วุ่นวายยับเยิน ไปโดยลำดับ หลักฐานดังกล่าวได้ค้นพบเมื่อวันจันทร์ที่ 30 พ.ย. 2507 ระหว่างซ่อมแซมพระเจดีย์ 96 ปี วัดบวรนิเวศวิหาร

ขอขอบคุณบทความชีวประวัติเกจิอาจารย์ โดย ufa168

**อ่านบทความการลงทุนเพิ่มเติม >> https://ufabets5.com/contentandnews/