Categories
รวมบทความ

หลวงพ่อกัน วัดเขาแก้ว

หลวงพ่อกัน วัดเขาแก้ว

ประวัติ หลวงพ่อกัน วัดเขาแก้ว

พระครูนิสิตคุณากร หลวงพ่อกัน วัดเขาแก้ว อ.พยุหะคีรี จ.นครสวรรค์ ประวัติโดยย่อ

หลวงพ่อกัน วัดเขาแก้ว ท่านเกิดเมื่อปี พ.ศ 2434 อุปสมบทเมื่อปี พ.ศ 2454 โดยมี หลวงพ่อขำ วัดเขาแก้ว เป็นพระอุปัชฌาย์ หลวงพ่อกัน ท่านเป็นศิษย์เอก ยุคแรกๆของ หลวงพ่อเดิม วัดหนองโพ ซึ่งได้รับการถ่ายทอดพุทธาคม ตลอดจนสรรพศาสตร์ต่างๆมาจนอย่างเข้มขลัง

หากกล่าวถึง พระครูนิสิตคุณากร​ หลวงพ่อกันวัดเขาแก้ว ท่านเกิดเมื่อปี พ.ศ 2434 อุปสมบทเมื่อปี พ.ศ 2454 โดยมี หลวงพ่อขำ วัดเขาแก้ว เป็นพระอุปัชฌาย์ หลวงพ่อกันท่านเป็นศิษย์เอกยุคแรกๆของ หลวงพ่อเดิม วัดหนองโพ ซึ่งได้รับการถ่ายทอดพุทธาคม ตลอดจนสรรพศาสตร์ต่างๆมาจนอย่างเข้มขลัง

เดิมทีแล้วตำราการลงอาคมมีดหมอ มีต้นตำรับมาจากวัดเขาแก้ว หลวงพ่อเดิมท่านเดินทางไปศึกษาวิชาการลงอาคมมีดหมอ มาจากหลวงพ่อขำ วัดเขาแก้ว ต่อมาหลวงพ่อกัน ก็ได้เป็นเจ้าอาวาสรุ่นต่อมาและท่านก็เดินทางมาศึกษาวิชาจากหลวงพ่อเดิมอีกที

วัตถุมงคล หลวงพ่อกัน วัดเขาแก้ว

วัตถุมงคลของหลวงพ่อกันมีหลากหลายไม่ว่าจะเป็นพระเหรียญ ล๊อกเกต สิงห์งาแกะ แต่ที่มีชื่อเสียงก็คือมีด หมอที่ท่านปลุกเสกจนเข้มขลังได้ไม่แพ้อาจารย์ท่านเลย ขอฝากคติธรรมหลวงพ่อกันไว้อ่านเล่นๆนะครับ “คิดดีก็แค่นั้น ทำแล้วก็แค่นั้น คิดดีแล้วทำก็ดี คิดไม่ดีแล้วไม่ทำยิ่งดี
มีดหมอของหลวงพ่อ

แหนรัดปลอกมีดลายละเอียด ฝีมือปราณีตเป็นเนื้อเงิน ตอกลายนาคเกี้ยว พระเจ้า 16 พระองค์ ลายน่องสิงห์บ้าง ท่านเรียนวิชาการสร้างมีดหมอมาจากหลวงพ่อเดิม และเป็นศิษย์ อาวุโสรุ่นแรกๆ ของหลวงพ่อเดิม อิทธิคุณมีดหมอและการ ใช้จึงไม่แตกต่าง กันครับ ประสบการณ์จากคนนครสวรรค์ เพื่อนกันไปโดน ยิงมาเขียวๆเป็นจ้ำๆ ไม่เข้าพกมีดหลวงพ่อ กันเล่มเดียวเท่านั้น

หลวงพ่อกัน วัดเขาแก้ว

งานสาธารณูปการ

  • พ.ศ. 2478 เป็นกรรมการ ก่อสร้างและดำเนิน การก่อสร้างอุโบสถวัดเนินมะกอก ตำบลเนินมะกอก อำเภอพยุหะคีรี จังหวัดนครสวรรค์
  • พ.ศ. 2480 เป็นกรรมการ ก่อสร้างและดำเนิน การก่อสร้างอุโบสถวัดเขาแก้ว (ปัจจุบันได้รับการบูรณะซ่อมแซมใหม่เกือบทั้งหลัง)
  • พ.ศ. 2482 เป็นกรรมการ ก่อสร้างและดำเนิน การก่อสร้างอุโบสถวัดหัวงิ้ว ตำบลเนินมะกอก อำเภอพยุหะคีรี จังหวัดนครสวรรค์
  • พ.ศ. 2484 เป็นกรรมการ ก่อสร้างและดำเนิน การก่อสร้างอุโบสถวัดหนองหมูตำบลเนินมะกอก อำเภอพยุหะคีรี จังหวัดนครสวรรค์
  • พ.ศ. 2493 เป็นกรรมการ ก่อสร้างและดำเนิน การก่อสร้างอุโบสถวัดอินทาราม ตำบลพยุหะ อำเภอพยุหะคีรี จังหวัดนครสวรรค์ และ อำเภอเดิมบางนางบวช จังหวัดสุพรรณบุรี
  • พ.ศ. 2494 เป็นกรรมการ ก่อสร้างและดำเนิน การก่อสร้างอุโบสถ อำเภอเดิมบางนางบวช จังหวัดสุพรรณบุรี
  • พ.ศ. 2495 เป็นกรรมการ ก่อสร้างและดำเนิน การก่อสร้างอุโบสถวัดสระทะเล ตำบลย่านมัทรี อำเภอพยุหะคีรี จังหวัดนครสวรรค์
  • พ.ศ. 2498 เป็นกรรมการ ก่อสร้างและดำเนิน การก่อสร้างอุโบสถวัดพระนอน อำเภอเมือง จังหวัดนครสวรรค์
  • พ.ศ. 2500 เป็นกรรมการ ก่อสร้างและดำเนิน การก่อสร้างอุโบสถวัดควนปรุง อำเภอเมือง จังหวัดพัทลุง

ออกศึกษาธรรม

พ.ศ.2018 พระเจ้ารามาธิบดี พระเจ้าธรรมเจดีย์ แห่งเมืองหงสาวดี รามัญประเทศ ทรงพิจารณาเห็น ว่าพระพุทธศาสนา ในรามัญประเทศไม่บริสุทธิ์ เพราะสีมาที่ใช้ อุปสมบท พระภิกษุทั้งหลาย นั้นผูกอย่างไม่ถูกต้อง พระภิกษุผู้ชำนาญพระไตร ปิฎกวินิจฉัย ว่าเป็นสีมาวิบัติ จึงทรงดำริถึงพระภิกษุในลังกาทวีปซึ่งสืบ มาแต่คณะสงฆ์ คณะมหาวิหาร แห่งประเทศลังกา อันเป็นคณะที่บริสุทธิ์ ปฏิบัติถูกต้องตาม พระธรรมวินัย และสืบมาแต่พระมหินทเถระ

หลวงพ่อกัน วัดเขาแก้ว

และทรง เห็นว่าควร ส่งพระภิกษุ ผู้ฉลาดให้ไปนำการ อุปสมบท อันบริสุทธิ์ในลังกาทวีปมา ประดิษฐานในรามัญ ประเทศ จึงทรงส่งพระภิกษุ 44 รูปให้ไปรับการอุปสมบท จากคณะสงฆ์คณะ มหาวิหารแห่งประเทศลังกาขณะนั้นพระเจ้า ภูวเนกพาหุ แห่งชัยวัฒนบุรี อยู่ในเขตเมืองโคลัมโบ ประเทศศรีลังกา ในปัจจุบันทรงต้อนรับคณะ ภิกษุรามัญ

และรับสั่งให้คัดภิกษุ คณะมหาวิหาร 24 รูป ให้อุปสมบท แก่คณะภิกษุรามัญ ในอุทกุกเขปสีมา คือ บนเรือขนานผูก อยู่กลางแม่น้ำ กัลยาณี วัดกัลยาณีราชามหาวิหาร ในปัจจุบัน โดยคณะ ภิกษุรามัญทั้ง หมดต้องสึกก่อน แล้วจึงอุปสมบท ใหม่เพื่อ ให้บริสุทธิ์แท้ เมื่อคณะภิก ษุรามัญได้รับการอุปสมบทใหม่ แล้วก็เดินทางกลับ เมืองหงสาวดี

พระเจ้ารามาธิบดี พระเจ้าธรรมเจดีย์ โปรดให้ถางป่าด้าน ทิศตะวันตกของพระมหาเจดีย์ ชเวมอว์ดอว์ พระธาตุมุเตา เพื่อสร้างอุโบสถ กำหนดเป็นที่ผูกสีมาใหม่ และโปรด ให้คัดภิกษุรามัญ ผู้ไปรับอุปสมบท ใหม่ กลางแม่น้ำกัลยาณี โดยคัดมาเฉพาะ ผู้ที่เป็นผู้บริสุทธิ์ ไม่ประกอบด้วยโทษอันเป็นที่ครหาจริงๆ เป็นผู้ทำพิธีผูกสีมานั้น และพระราชทาน นามอุโบสถนี้ว่า กัลยาณีสีมา

ครั้นสมมติสีมาในปี พ.ศ.2019 แล้ว ก็ทรงให้สืบหา พระภิกษุผู้รับอุปสมบทในคณะสงฆ์ คณะมหาวิหาร แห่งประเทศลังกา ที่มีอายุพรรษา มากพอจะเป็นพระอุปัชฌาย์ได้ คณะสงฆ์ที่เพิ่งบวชใหม่ มาจากประเทศลังกามีพรรษาน้อย จึงเป็นพระอุปัชฌาย์ ไม่ได้ ก็ได้พระเถระองค์ หนึ่งมีพรรษา 26 พรรษา ชื่อว่า สุวณฺณโสภณ เป็นผู้ตั้งมั่น ในธุดงควัตร อยู่ในป่าโดยปกติ จึงทรงตั้งให้เป็น พระกัลยาณี ติสฺสเถระ เพื่อเป็นพระอุปัชฌาย์ให้การอุปสมบทใหม่แก่ภิกษุ รามัญทั้งหลาย และทรงขอให้ภิกษุ

มรณภาพ ละสังขาล

พระครูนิสิตคุณากร เริ่มอาพาธด้วย โรคเบาหวาน และเข้ารับการรักษาอย่างต่อเนื่อง โดยมีคณะศิษยานุศิษย์ พาตัวไปรักษา แต่ด้วยโรคแทรกซ้อน จึงทำให้มรณภาพ ด้วยอาการสงบที่ โรงพยาบาล สวรรค์ประชารักษ์ จังหวัดนครสวรรค์ เมื่อวันที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2513 รวมอายุ 79 ปี พรรษา 57 โดยมีการพระราชทานเพลิงศพ ณ เมรุวัดเขาแก้ว เมื่อวันเสาร์ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2515

ขอขอบคุณบทความประวัติเกจิอาจารย์ดัง โดย ufabet

* อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่นี้ >> https://ufabets5.com/contentandnews/

Categories
รวมบทความ

พระราชมงคลวัชราจารย์

พระราชมงคลวัชราจารย์

พระราชมงคลวัชราจารย์

พระราชมงคลวัชราจารย์ โปรดเกล้าฯตั้งสมณศักดิ์

พระราชมงคลวัชราจารย์ โปรดเกล้าฯตั้งสมณศักดิ์ เป็น พระราชมงคลวัชราจารย์ โดยพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานสัญญาบัตร พัดยศ และผ้าไตรถวายแด่พระราชมงคลวัชราจารย์ (หลวงปู่พัฒน์ ปุญญกาโม) ณ วัดธารทหาร อำเภอหนองบัว จังหวัดนครสวรรค์

พระบรมราชโองการ ประกาศพระราชทาน สัญญาบัตรตั้งสมณศักดิ์ ระบุว่า พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดี ศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว พระบาทสมเด็จ พระปรเมนทรรามาธิบดี ศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ มหิศรภูมิพลราชวรางกูร

กิติสิริสมบูรณ อดุลยเดช สยามินทราธิ เบศรราชวโรดม บรมนาถบพิตร พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรด พระราชทานสัญญาบัตรตั้งสมณศักดิ์

พระราชาคณะ  พระครูนิวิฐปุญญากร (หลวงพ่อพัฒน์ วัดห้วยด้วน) วัดธารทหาร จ.นครสวรรค์ เป็น พระราชมงคลวัชราจารย์ (หลวงพ่อพัฒน์ วัดห้วยด้วน) วัดธารทหาร จ.นครสวรรค์ เป็น พระครูนิวิฐปุญญากร เป็น พระราชมงคลวัชราจารย์ ไพศาลศาสนกิจ มหาคณิสสร บวรสังฆาราม คามวาสี พระราชาคณะชั้นราช สถิต ณ วัดธารทหาร จังหวัดนครสวรรค์ มีฐานานุศักดิ์ตั้งฐานานุกรมได้ 4 รูป คือ พระครูปลัด 1 พระครูสังฆรักษ์ 1 พระครูสมุห์ 1 พระครูใบฎีกา 1

พระราชมงคลวัชราจารย์

วันที่ 28 พฤษภาคม 2564 เวลา 14.00 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ พลเรือเอก พงษ์เทพ หนูเทพ องคมนตรี อันเชิญสัญญาบัตร พัดยศ และผ้าไตรถวายแด่พระราชมงคลวัชราจารย์ หลวงปู่พัฒน์ ปุญญกาโม ณ วัดธารทหาร อำเภอหนองบัว จังหวัดนครสวรรค์

ชีวิตในวัยเยาว์

เมื่อเด็กชายพัฒน์ เติบโตขึ้นจนอายุได้ 5 ขวบ ขณะนั้น ทางบ้านสระทะเลได้ เกิดภัยแล้งขึ้น ทำให้ครอบครัว ต้องอพยพไปทำนา ที่บ้านหนองเนิน อ.ท่าตะโก ซึ่งชาว บ้านแทบทั้งหมด เป็นไทยทรงดำ ครอบครัว ของท่านทำนา อยู่ที่นั่น ได้เพียง 3 ปี อยู่ๆไม่รู้นายพุฒ บิดาของ เด็กชาย พัฒน์ คิดอย่างไร จึงย้ายมา ทำนา ที่บ้านหนองหลวง

หรือเป็นเพราะชะตา ฟ้าลิขิต ให้เป็นดังคำกล่าว ของหลวง พ่อเทศเนื่องจาก ในเวลานั้น หลวงพ่อเดิม และ หลวงพ่ออิน ได้นำช้าง ทั้งเจ้าคูณและนางบัวบาน มาร่วมกันสร้าง เสนาสนะ ให้วัดหนองหลวง อยู่พอดี เมื่อหลวง พ่อเดิม รู้ว่าเด็กชายพัฒน์ มาอยู่ที่บ้านหนองหลวง จึงขอให้หลวงพ่ออิน หลวงพ่ออิน เป็นศิษย์ ผู้น้องหลวงพ่อเดิม

ซึ่งสนิท กับครอบครัว ของเด็กชายพัฒน์ ไปขอเด็กชายพัฒน์ มาเป็นลูกศิษย์ อยู่ที่วัดหนองหลวง เหตุนี้เอง ที่ทำให้เด็ก ชายพัฒน์ ได้ใกล้ชิดกับหลวงพ่อเดิม วัดหนองโพ โดยหลวง พ่อเดิม มักจะเรียกเด็กชายพัฒน์ไปบีบนวด และสอนคาถาสั้นๆ ให้ท่องจำ เสมอๆจน คุ้นเคยกัน

เด็กชายพัฒน์ มีความชื่นชอบ ในทางพระ และท่านก็ตั้งใจ ฝักใฝ่ในกรรมฐาน และ พุทธาคม พอมีเวลาว่าง จากการ ช่วยพ่อแม่ ทำไรทำนา เด็กชายพัฒน์ ก็มัก ชอบไปอยู่กับหลวงลุงหมึก เพื่อเรียน กรรมฐานและวิชาอาคม ทุกครั้งไป ทั้งๆที่เด็กหนุ่มๆ ในวัยนั้นทุกคน มักจะสนใจแต่สาวๆ

แต่เด็กหนุ่มอย่างนาย พัฒน์กลับคิดอยาก จะบวชเป็นพระ ในขณะที่หลวงลุงหมึก ได้ลาสิกขา จากพระมาเป็น อาจารย์ฆราวาส เมื่อบวชแล้วพระพัฒน์ ก็ได้เริ่มเรียน นักธรรมตรี และโท ไปได้สักระยะ โดยระหว่างนั้นหลวงพ่อเดิม ได้ไปสร้าง เสนาสนะและโบสถ์ อยู่ที่ วัดอินทราราม

วัดของ หลวงพ่อแก้ว พระอุปัชฌา ของหลวงพ่อเดิม อยู่ติดกับวัดเขาแก้วโดยมีเพียงถนนกั้น เมื่อหลวงพ่อเดิม รู้ว่านายพัฒน์ บวชเป็นพระพัฒน์แล้ว หลวง พ่อเดิม จึงให้คนมา ตามพระพัฒน์ ไปเรียนพุทธาคมกับท่าน เมื่อพระพัฒน์ ไปพบกับหลวงพ่อเดิม ที่วัดอินทราราม หลวงพ่อเดิมก็เริ่มถ่ายทอดวิชชา กรรมฐานและพุทธาคม เกือบสองพรรษา

พระราชมงคลวัชราจารย์

ปัจจุบัน

ปัจจุบันอายุ หลวงพ่ออายุ100 ปี เกิดเมื่อวันที่ 12 พ.ค. 2465 ที่บ้านสระทะเล ต.ย่านมัทรี อ.พยุหะคีรี จ.นครสวรรค์ บุตรนายพุฒ และนางแก้ว ก้อนจันเทศ อุปสมบทเมื่อปี พ.ศ.2489 ณ วัดสระทะเล โดยมีพระธรรมไตรโลกาจารย์ หลวงพ่อยอด วัดเขาแก้ว เป็นพระอุปัชฌาย์ หลวงพ่อกัน วัดเขาแก้ว เป็นพระกรรม วาจาจารย์ พระอธิการชั๊ว วัดสระทะเล เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้รับฉายาว่า “ปุญฺญกาโม”

หลังบวชท่านเริ่ม เรียนนักธรรมตรี และโทไปได้สักระยะ ระหว่างนั้นหลวงพ่อเดิม วัดหนองโพ ได้ไปสร้างเสนาสนะ และโบสถ์อยู่ที่วัดอินทราราม วัดของหลวงพ่อแก้ว พระอุปัชฌาย์ ของหลวงพ่อเดิม หลวงพ่อพัฒน์ ได้ไปเรียนกรรมฐานและพุทธาคมกับท่าน

โดยหลวงพ่อเดิม ให้ไปจำวัด อยู่กับหลวงพ่อ กันที่วัดเขาแก้วซึ่ง อยู่ติดกัน เพราะขณะนั้น วัดอินทรารามกำลัง ซ่อมสร้างเสนาสนะอยู่จึงไม่สะดวกในการพัก ท่านจึงต้องเดินไปเช้า เย็นกลับระหว่างวัดทั้งสอง เรียนวิชาอยู่เกือบสองพรรษาจึงจบ

จากนั้นได้ออกธุดงค์ ไปเรียนวิชาทาง เมตตามหานิยมกับ หลวงพ่อชุบ วัดพระบรมธาตุทุ่งยั้ง จ.อุตรดิตถ์ และรับตำแหน่งเจ้าอาวาสรวมเป็นเวลา 6 ปีรวมเป็น 6 ปี จึงกลับมาจำพรรษาที่วัดสระทะเล ขณะนั้นโยมพ่อโยมแม่ย้ายมาซื้อที่ดินทำนาอยู่แถวบ้านห้วยด้วน ธารทหาร

เมื่อกำนันตำบลธารทหารทราบ เรื่องจึงพาโยมทั้งสอง มาอาราธนาท่านให้มาช่วยพัฒนาวัด หลวงพ่อพัฒน์ก็ตอบตกลงและย้ายมาอยู่วัดธารทหาร(ห้วยด้วน) ตั้งแต่ปี พ.ศ.2513 เป็นต้นมาโดยไม่ย้ายไปอยู่วัดอื่นเลย

ขอขอบคุณบทความสาระน่ารู้โดย sagaming66

Categories
รวมบทความ

หลวงพ่อไสว ฐิตวัณโณ

ประวัติ หลวงพ่อไสว ฐิตวัณโณ

หลวงพ่อไสว ฐิตวัณโณ

ชาติกําเนิด หลวงพ่อไสว ฐิตวัณโณ

หลวงพ่อไสว ฐิตวัณโณ ท่านเกิดเมื่อวันที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2464 ตรงกับพุธ แรม 6 ค่ำ เดือนยี่ ปีระกา ตรงกับรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว บิดาชื่อ นายเสือ มารดา นางอิ่ม นามสกุล “พุทธศร” โดยโยมบิดาเป็นผู้ใหญ่บ้านจอมขมังเวทย์

เป็นคนใจดี แต่สนใจเรื่องวิชาอาคมต่างๆ เวลาดื่มเหล้าชอบเคี้ยวแก้วเล่นประจำ แสดงให้ชาวบ้านเห็นว่าวิชาคง กระพันชาตรีของโบราณเป็นของแท้มีจริง แถมยังมีพุทธาคมดับพิษไฟได้ถึงขนาดพ่นไฟ อมไฟเล่นให้ชาวบ้านเห็นเสมอๆ

และเป็นการจุดประกายขึ้นภายในจิตใจของ ด.ช.ไสว พุทธศร ให้ชอบและเชื่อในเรื่องของอำนาจเวทมนตร์ คาถาอาคมขมัง และพุทธานุภาพของพุทธมนต์ต่างๆ ตั้งแต่ยังอยู่ในวัยเยาว์ ต่อมาบิดาเสียชีวิตแล้ว ท่านก็ได้ร่อนเร่พเนจร ไปอยู่ที่ต่างๆ หลายแห่งกระทั่งผลบุญนำมาเป็นเด็กวัดยายส้มหรือวัดปรีดารามในปัจจุบัน ได้ศึกษาเล่าเรียนจนจบชั้นประถมศึกษา ที่โรงเรียนวัดปรีดารามเมื่อ พ.ศ. 2481 จึงบรรพชา

เป็นสามเณรที่วัดปรีดาราม โดยหลวงปู่ใจ วัดเชิงเลน เป็นพระอุปัชฌาย์ สามเณรไสว พุทธศร ได้ศึกษาพระธรรมวินัยอยู่ที่วัดปรีดารามเป็นเวลา 4 ปี ครั้นที่วันที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2484 เวลา 14.11 น.จึงได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุ ณ พัทธสีมา วัดปรีดาราม โดยหลวงพ่อใย วัดบางช้างใต้ เป็นอุปัชฌาย์ พระอธิการเจิม วิสุทธิญาโณ เจ้าอาวาสวัดยายส้ม

(วัดปรีดาราม) เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และพระอาจารย์เปลื้อง ยติมณี วัดจินดาราม เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้รับฉายาว่า “ฐิตวณฺโณ” จำพรรษาอยู่ที่วัดปรีดาราม ศึกษาเล่าเรียนพระปริยัติธรรมสอบ ได้นักธรรมชั้นเอก พร้อมทั้งศึกษาด้านวิปัสสนากรรมฐาน

และร่ำเรียนอย่างอุกฤษฏ์ด้านวิทยาคม ไสวเวทย์ วิชาอาถรรพณ์ เร้นลับ พุทธคมต่างๆ มีความรู้ลึกซึ่งเป็นพหูสูตมาตั้งต้น และนำมาช่วยญาติโยมเห็นผมเป็นที่ประจักษ์

บรรพชาและอุปสมบท

หลวงพ่อไสว โดยหลวงปู่ใจ วัดเชิงเลน เป็นพระอุปัชฌาย์ บรรพชาเป็นสามเณรที่วัดปรีดาราม หลังจากศึกษาเล่าเรียนพระธรรมวินัยเป็นเวลา 4 ปี ได้อุปสมบท วันที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2484  จึงบรรพชาเป็นสามเณรที่วัดปรีดาราม โดยหลวงปู่ใจ วัดเชิงเลน เป็นพระอุปัชฌาย์ สามเณรไสว พุทธศร ได้ศึกษาพระธรรมวินัยอยู่ที่วัดปรีดารามเป็นเวลา 4 ปี

หลังจากนั้น อุปสมบทเป็นพระภิกษุ ณ พัทธสีมา วัดปรีดาราม โดยหลวงพ่อใย วัดบางช้างใต้ เป็นอุปัชฌาย์ พระอาจารย์เปลื้อง ยติมณี วัดจินดาราม เป็นพระอนุสาวนาจารย์ และพระอธิการเจิม วิสุทธิญาโณ เจ้าอาวาสวัดยายส้ม (วัดปรีดาราม) เป็นพระกรรมวาจาจารย์

ได้รับฉายาว่า “ฐิตวณฺโณ” นอกจากจะศึกษาพระธรรมวินัยแล้ว ด้านพุทธคมต่างๆ วิชาอาถรรพณ์ เร้นลับ วิทยาคม ไสวเวทย์ ท่านศึกษาจนรู้ซึ้งเป็นพหูสูตมาตั้งแต่ต้น ได้นำมาใช้ช่วยเหลือญาติโยมเป็นที่ประจักษ์ โดยบูรพาจารย์ที่ถ่ายทอดวิทยาคม  ได้แก่           

หลวงปู่พูน เกสโร อดีตเจ้าอาวาสวัดใหม่ปิ่นเกลียว รับการถ่ายทอดวิชา ยันต์คงกระพันชาตรี การลงอักขระเลขวิชามหาอุด วิชาเมตตามหานิยม และอาถรรพ์เวทย์

หลวงพ่อขาว วัดสวนส้ม อ.บ้านแพ้ว จ.สมุทรสาคร ได้ถ่ายทอดวิชา “ปิดทองเข้าหน้าผาก” ต้นตำรับที่ไม่เหมือนไครและได้รับการกล่าวถึงในทุกวันนี้อาจารย์ปิ่น รอดคลองตัน สมุทรสาคร เก่งในเรื่อง ปลัดขิก การปลุกเสก ปลัดขิก ของหลวงพ่อไสว จึงมีความอัศจรรย์เลื่องลือจนถึงทุกวันนี้

ศึกษาความรู้ ต่างๆรวมถึง ศึกษาวิทยาคม

หลวงปู่พูน เกสโร อดีตเจ้าอาวาสวัดใหม่ปิ่นเกลียว เป็นยอดพระเกจิฯ ร่นเดียวกับหลวงพ่อแช่ม วัดตาก้อง นครปฐม หลวงพ่อวงษ์ วัดทุ่งผัดกูด และสหธรรมิกรุ่นพี่ของ หลวงพ่อเงิน วัดดอนยายหอม ซึ่งหลวงพ่อเงินท่านนับถือหลวงปู่พูน ในฐานะเป็นพระเกจิฯ รุ่นอาวุโสและเคยนิมนต์ให้มาปลุกเสกวัตถุมงคลรุ่นแรกๆ ของท่านหลวงปู่พูนท่านเป็นเจ้าตำรับวิชาคงกระพันชาตรี ขนาดใช้ฝ่ามือผ่าไม้รวกได้

วัตถุมงคลหลวงปู่พูน เซียนพระรุ่นเก่าๆรู้จักกันดี เช่นพระสังกัจจายน์ เนื้อผงใบลาน นางกวัก เนื้อผงดินเผา ปลัดขิก เหรียญรุ่น 1 พ.ศ. 2490 ผ้ายันต์-ผ้าประเจียด-ตะกรุดโทนปัจจุบันโด่งดังแต่หายากมาก หลวงพ่อไสว ได้รับการถ่ายทอดวิชา การลงอักขระเลขยันต์คงกระพันชาตรี วิชามหาอุด วิชาเมตตามหานิยม และอาถรรพ์เวทย์หลายด้านครบถ้วนจากหลวงปู่พูน ชนิดที่เรียกว่าครอบจักรวาลทีเดียว

ที่หลวงพ่อไสวโด่งดังมากคือ ตะกรุดโทน ตำรับหลวงปู่พูน หลวงปู่พูน มรณภาพ เมื่อ พ.ศ. 2511 ปัจจุบันมีรูปเหมือนขนาดเท่าองศ์จริงประดิษฐานอยู่ที่ ณ วัดใหม่ปิ่นเกลียว เป็นที่เคารพนับถือของคนนครปฐมมาก ทุกครั้งที่ทางวัดมีงานสำคัญ จะนิมนต์หลวงพ่อไสว ไปร่วมงานในฐานนะศิษย์เอกหลวงปู่พูน วัดใหม่ปิ่นเกลียว อันเป็นที่ อมตะในตำรับผ้ายันต์-ตะกรุดโทน

หลวงพ่อไสว ฐิตวัณโณ

อาจารย์ยัง เพชรบุรี เป็นครูสักยันต์ชื่อดังระดับประเทศ เคยบวชเรียนและศึกษาพุทธาคมจากหลวงปู่พูน วัดใหม่ปิ่นเกลียว อาจารย์ยัง ท่านเก่งทางวิชาหาสะเดาะ สะเดาะลูกกุญแจหรือกลอนประตูดุจ ขุนแผน กลับชาติมาเกิด หลวงพ่อเงิน วัดยายส้ม นำหลวงพ่อไสว ไปเรียนวิชาบางประการ อันเป็นเอตทัคคะของอาจารย์ยัง

จึงหนีรอดจากปวงภัยไปได้ด้วยปาฏิหาริย์ผ้ายันต์นั้น นอกจากนี้ป้องกันภูตผีปีศาจ ด๗รผู้ร้ายไม่อาจทำอันตรายได้ นิยมติดผ้ายันต์นี้ไว้เหนือประตูบ้าน มีความศักดิ์สิทธิ์ยิ่งนัก มีผู้นักพบประสบการณ์มากมาย

เสือย้อยชูรอด เป็นเสือร้ายจำใจในอดีต เป็นคนหมู่บ้านถนนขาด แถวเกาะวังไทร นครปฐม ตอนหลังกลับใจเป็นคนดีเป็นจอมขมังเวทย์ฤทธิ์เวทย์ขมังขลังนักเป็นที่เลื่องลือหลวงพ่อไสว ได้ขอเรียนวิชา “ยันต์หน้าพระ” หรือนะหน้าคนจากเสือย้อย ซึ่งได้รับการประสิทธิ์ประสาทให้ด้วยความเต็มใจชนิดครอบครูยกตำรับตำราให้เลย

หลวงพ่อไสวฝึกฝนสูตรสนธิแม่นยำ และประทับใจในยันต์หน้าพระมาก หลวงพ่อไสวจึงใช้ยันต์เป็นสัญลักษณ์ ประจำตัวท่าน โดนใช้ยันต์นี้ประทับอยู่ด้านหลังเหรียญของท่าน แทบทุกรุ่น ได้รับปรากฏอิทธานุภาพเป็นที่รำลือเช่นกัน ตำรับยันต์หน้าพระเสือย้อยได้มอบแก่ พระอาจารย์สำราญวัดเขาตะเครา และพระราชสุธรรมเมธีหลวงพ่อ เทพ

เจ้าอาวาสวัดพระปฐมเจดีย์ราชวิหาร อีกด้วย หลวงพ่อไสวจะเขียวยันต์นี้เจิมบ้าน เจิมรถ ลงกระหม่อมให้ลูกศิษย์ โดยบริกรรมภาวานาเรียกสูตรเรื่อยไปตากตำรับ ห้ามยกดินสอ กระทั่งเขียวเสร็จนั้นเอง

มรรภาพ ละสังขาล

หลวงพ่อไสว ฐิตวณฺโณ ถึงแก่มรณภาพเมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2543 (ขึ้น 15 ค่ำเดือน 12) สิริอายุได้ 79 ปี 10 เดือน ปัจจุบันสรีระร่างของหลวงพ่อประดิษฐานอยู่ ณ วัดปรีดาราม ให้ประชาชนศิษยานุศิษย์ ได้กราบไหว้บูชามาจวบถึงปัจุบันนี้

ขอขอบคุณประวัติเกจิ โดย ufa168

Categories
รวมบทความ

หลวงพ่อตัด ปวโร

หลวงพ่อตัด ปวโร

ประวัติ หลวงพ่อตัด ปวโร

หลวงพ่อตัด ปวโร หรือ พระพุทธวิริยากร เป็นเจ้าอาวาส วัดชายนา หมู่ที่ 2 บ้านใน ต.หนองจอก อ.ท่ายาง จ.เพชรบุรี หลวงพ่อตัด วัดชายนา อ.ท่ายาง จ.เพชรบุรี อายุ 78 ปี พรรษา 58 ท่านโด่งดังมานานไม่ว่าจะเป็น ตะกรุดหลวงพ่อตัด หรือปลัดขิกหลวงพ่อตัด ท่านเป็นพระ ที่ชอบเรียนวิชาอาคมมาก สนใจตั้งแต่ยังหนุ่ม ท่านบอกว่า สมัยก่อน ปี 2496

เอาหมด เอาทุกอย่างที่ไหนเขาว่าดีไปหมด ในกระจิวนี้ไปขอเรียนมาหมดพูดง่ายๆว่าตำราเก่าๆในจังหวัดเพชรบุรี นี้ท่านเรียนมาหมด หลวงพ่อตัด ท่านเป็นพระเกจิอาจารย์ ที่มีชื่อเสียงโด่งดัง โดยเฉพาะวัตถุมงคล ตะกรุดเนื้อตะกั่ว ที่มากด้วยพุทธคุณ และประสบการณ์ หลวงพ่อตัด ปวโร เป็นพระเกจิอาจารย์ชื่อดัง ของจังหวัดเพชรบุรี

มีประชาชนให้ ความเคารพนับถือมาก แต่ด้วยความที่ท่านไม่เคยอวดตัว ไม่ยอมให้สัมภาษณ์ หรือนำเสนอ เรื่องราวประวัติ ของท่านหรือวัตถุมงคลไปลง หนังสือหรือรายการโทรทัศน์ใดๆ ทั้งสิ้น ทำให้ไม่สามารถสืบค้นประวัติในช่วงวัยเยาว์ได้อย่างละเอียด ทราบแต่เพียงว่าตาม ประวัติหลวงพ่อตัด ท่านบวชมาตั้งแต่เป็นสามเณร จนกระทั่ง

อุปสมบท หลวงพ่อตัด ปวโร

ท่านบวชมาตั้งแต่เป็นสามเณร จนกระทั่งอุปสมบทหลังอุปสมบทได้ฝึกปฏิบัติธรรม และได้ศึกษาเล่าเรียนวิชาอาคม กล่าวได้ว่าตำราเก่าๆ ในจังหวัดเพชรบุรี ท่านศึกษาผ่านตาทั้งสิ้น เช่น เรียนวิชาการทำตะกรุด จากหลวงพ่อทอง วัดเขากระจิว และเรียนตำราของหลวงพ่อกริช ที่ตกทอดมาซึ่งเป็นพระยุคเก่าเป็นอาจารย์สายหลวงพ่อกุน

วัดพระนอน เรียนทำปลัดขิก ซึ่งเป็นเครื่องรางของขลังชนิดหนึ่ง จากหลวงพ่อชุ่ม วัดกุฏิบางเค็ม ซึ่งมีเคล็ดลับว่า “ให้ใช้ไม้ผูกคอตาย ทำถึงจะดี” และท่านยังได้เดินทางไปต่อวิชากับหลวงพ่อทองศุข วัดโตนดหลวง รวมทั้งอีกหลายอาจารย์ ท่านเป็นพระที่ใฝ่หาความรู้วิชาอาคมต่างๆ อย่างจริงจัง

หลวงพ่อตัด เป็นคนพูดตรงๆ เหมือนคนไทยสมัยก่อน ผู้ที่เคยเข้าไปหาหลวงพ่อครั้งแรกจะตกใจ เนื่องจากหลวงพ่อเป็นคนพูดตรง ทำให้มองภาพลักษณ์ท่านเป็นคนดุ แต่ใจดี พูดคำไหนคำนั้น ไม่ชอบคนเซ้าซี้วกวน อยากได้อะไรบอกท่านไปตรงๆ ได้ คือได้ ไม่ได้ คือ ไม่ได้

หลวงพ่อตัด ท่านไม่ใช่พระพูดหวานหู แต่ค่อนข้างโผงผาง ออกจะเหมือนเล่นตัว แต่ถ้าคุ้นเคยจะทราบดีว่าท่านใจดี คุยได้ทุกเรื่อง แต่อย่าคุยเรื่องของที่ท่านทำว่าวิเศษอย่างไร ดีอย่างไร ท่านไม่ตอบ หลวงพ่อตัด ท่านมักจะพูดแต่ว่า มาทำไม กูไม่ได้ศักดิ์สิทธิ์อะไร พระบ้านนอก ไม่มีอะไร

ครั้งหนึ่ง มีลูกศิษย์จากกรุงเทพฯ เดินทางไปหาท่าน เข้าไปกราบ ท่านถามว่า “มาจากไหน” ลูกศิษย์ บอกว่า “มาจากกรุงเทพฯ จะมากราบท่าน” หลวงพ่อตัดท่านตอบไปว่า ที่กรุงเทพไม่มีพระหรือวะ ถึงมาถึงนี่ กราบทำไม กูไม่ได้ศักดิ์สิทธิ์อะไร บางครั้งก็มีลูกศิษย์ให้ท่านช่วยรดน้ำมนต์ให้ “หลวงพ่อช่วยรดน้ำมนต์ให้หน่อย หลวงพ่อตัด บอกทันทีว่า รดทำไม พื้นเปียกหมด” แต่สุดท้าย ท่านก็รดน้ำมนต์ให้

ดังมีแม่ค้าจำนวนมากมาหาหลวงพ่อตัด เพื่อขอ วัตถุมงคลหลวงพ่อตัด วัดชายนาไปเก็บไว้เพื่อให้ค้าขายดี หลวงพ่อตัด กลับบอกว่า กูไม่มี ถ้าต้องการขายดี ก็ต้องขายให้ราคาถูก ท่านจะพูดในทำนองนี้แต่อย่างไรก็ตาม ถึงแม้จะโดนหลวงพ่อดุ แต่คนเหล่านั้น ล้วนต้องกลับมาหาหลวงพ่ออีก เพราะหลวงพ่อใจดี ถึงบางครั้งจะพูดจาดุด่าบ้าง แต่ก็เป็นการพูดตักเตือนตามความเป็นจริง

เรียนวิชาการทำ ตะกรุด

ท่านเรียนวิชาการทำ “ตะกรุด” จาก ล.พ.ทอง อยู่ที่วัดเขากระจิวและ เรียนตำราของ ล.พ.กริชที่ตกทอดมาซึ่งเป็นพระยุคเก่าเป็นอาจารย์สาย ล.พ.กุน วัดพระนอน เรียนทำ ปลัด จาก ล.พ. ชุ่ม วัดกุฏิบางเค็ม ซึ่งมีเคล็ดลับว่าให้ใช้ “ไม้ผูกคอตาย ทำถึงจะดี” และ ท่านยังได้เดินทางไปต่อวิชากับ ล.พ.ทองศุข วัดโตนดหลวง รวมทั้งอีกหลายอาจารย์

ท่านเป็นพระที่ใฝ่หาความรู้วิชา อาคมต่างๆ อย่างจริงจัง วัตถุมงคลของท่านนั้นทำเพื่อแจกและให้แก่ผู้ร่วม ทำบุญบูรณะวัดอย่างแท้จริง หลวงพ่อไม่อวดตน ไม่ให้สัมภาษณ์หรือนำเรื่องของท่านและวัตถุมงคลไปลงหนังสือ หรือรายการโทรทัศน์ใด ๆ ทั้งสิ้น วัตถุมงคลของท่านจึงมีชื่อเสียงจากประสบการณ์ปากต่อปาก ไม่มีสื่อภายนอกมาเป็นตัวช่วย ปฏิปทาที่ประทับใจผมมากก็คือ หลวงพ่อท่านแจกฟรี

ในช่วงที่ตะกรุดของท่านยัง ไม่ดังมากมายขนาดนี้ ใครไปวัดชายนากราบท่าน ท่านแจกทั้งนั้น ถ้าท่านไม่อยู่ก็จะ มีลูกศิษย์ท่านคอยนั่งแจกทั้งวัน ในส่วนวัตถุมงคลที่อยู่ในตู้ให้ทำบุญนั้น หลวงพ่อจะสร้างวัตถุมงคล เพื่อนำปัจจัยที่ได้มาซ่อมแซมบูรณะโบสถ์ ซึ่งมีพระกริ่ง พระผง รูปเหมือนและเหรียญ มีประชาชนไปบูชาทำบุญกับท่านไม่ได้ขาด แต่พอปัจจัยที่ได้ในการบูรณะโบสถ์พอเพียงแล้ว

หลวงพ่อท่านจะสั่งปิดตู้งดบูชา ผมเคยไปกราบ ท่านตั้งใจว่าจะไปบูชาวัตถุมงคลของท่านที่ออกให้บูชาซ่อมโบสถ์ ปรากฏว่าไม่มีตู้วัตถุมงคล ถามลูกศิษย์ที่วัด บอกว่า หลวงพ่อสั่งให้เลิก ได้เงินพอซ่อมโบสถ์แล้ว ไม่ต้องหาเงินแล้ว ถ้าอยากได้เข้าไปกราบแล้วบอกท่าน ท่านจะแจกให้เอง ผมจึงเข้าไปกราบหลวงพ่อแล้วถามว่า ทำไมไม่มีวัตถุมงคลให้บูชา หลวงพ่อท่านบอกว่า พอแล้วซ่อมโบสถ์ได้แล้ว

อยากได้อะไรก็มาเอาไป แล้วท่านก็หยิบเหรียญ มาแจกพร้อมพระขุนแผนเนื้อดินเผาอีก 2 กำมือ มานับตอน จะกลับได้มาตั้ง 14 องค์เลยทีเดียว หลวงพ่อท่านเมตตามากครับ ไม่ได้ทำ ของเผื่อพุทธพาณิชย์ แต่ทุกวันนี้ ถ้าใครไปกราบท่านคงยากหน่อยเพราะคนไปกันเยอะ ท่านไม่ชอบคนวุ่นวายมากมาย แล้วก็คงแจกไม่ไหวแล้วละครับ อีกทั้งทางวัดกำลังสร้างหอฉันหลังใหม่ด้วย

หลวงพ่อตัด ปวโร

จึงมีวัตถุมงคลให้เปลี่ยนอีกครั้ง เพื่อนำเงินมาสร้างหอฉัน ส่วนตะกรุดก็แจกไม่ไหวแล้วครับ ท่านให้ช่วยค่าตะกั่วดอกละ 100 บาท ช่วงไหนตะกั่วขาดตลาดหลวงพ่อจะให้เปลี่ยนได้แค่ คนละ 1 ดอกเท่านั้น แต่ถ้ามีตะกั่วก็แล้วแต่จะเปลี่ยนกันครับ มากน้อยได้ทั้งนั้น แต่ภาพที่เคยเห็นหลวงพ่อตัด นั่งแจกตะกรุดคงหาดูได้ยากแล้วละครับ เพราะคนไปกันมากมาย ทุกวัน

มรณภาพ ละสังขาล

แม้ด้วยวัยใกล้ 80 ปีแล้ว แต่หลวงพ่อตัด มีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง แต่ทว่าในช่วงเช้าวันที่ 3 พฤษภาคม 2552 หลวงพ่อได้ออกเดินตรวจความเรียบร้อยรอบวัดเหมือนปกติ กระทั่งช่วงเวลาประมาณ 07.00 น. พระในวัดได้ยินหลวงพ่อบอกว่าแน่นหน้าอก จุกแน่นตั้ง

แต่ช่วงท้องไปจนถึงหน้าอก หายใจไม่ออกเฉียบพลันวงการพระเครื่องวัตถุมงคลและพุทธศาสนิกชนเมืองเพชรบุรี ได้ถึงวาระกาลสูญเสียพระเกจิอาจารย์ชื่อดังอีกรูป ด้วย “หลวงพ่อตัด ปวโรแห่งวัดชายนา จ.เพชรบุรี มรณภาพลง ในวัย 78 ปี พรรษา 58 เมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม 2552

หลังจากเกิดอาการแน่นหน้าอก หายใจไม่ออกอย่างกะทันหัน พระลูกวัดและคณะศิษย์ รีบนำเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลท่ายาง แต่ไม่ทันการณ์ หลวงพ่อตัดได้มรณภาพลงระหว่างทางนั้นเองครับ

ขอขอบคุณบทความสาระประโยชน์ด้านศาสนาโดย ufabet

เครดิต : https://ufabets5.com/

Categories
รวมบทความ

หลวงปู่หยอด ชินวังโส

ประวัติ หลวงปู่หยอด ชินวังโส วัดแก้วเจริญ ศิษย์เอก หลวงปู่ใจ

ชาติกําเนิด หลวงปู่หยอด ชินวังโส

หลวงปู่หยอด ชินวังโส หรือ พระครูสุนทรธรรมกิจ เป็นที่รู้จักกันอีกชื่อหนึ่ง ท่านเป็นอดีตเจ้าอาวาสวัดแก้วเจริญ อำเภอ อัมพวา จังหวัด สมุทรสงคราม ท่านที่ได้รับความเลื่อมใสและศรัทธาจากชาวบ้านอำเภออัมพวา และชาวบ้านจังหวัดสมุทรสงคราม

รวมไปถึงพื้นที่จังหวัดใกล้เคียงเดิมหลวงปู่หยอดมีชื่อว่า นายสุนทร ชุติมาศ เกิดเมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2454 ตรงกับวันอังคาร แรม 4 ค่ำ เดือน 6 ปีกุน บ้านเกิดของท่านอยู่ตรงข้ามศาลเจ้าพ่อ โรงโขนบริเวณตลาดบางน้อย ตำบล ตาหลวง อำเภอ ดำเนินสะดวก จังหวัด ราชบุรี
บิดาของท่านชื่อ นายมุ่ย มารดาของท่าน ชื่อ นางเหมือน นามสกุล แซ่อึ้ง ครอบครัวของท่านทำอาชีพค้าขาย ท่านมีพี่น้องทั้งหมดรวม 8 คนนั้นเอง

อุปสมบท

เมื่ออายุครบอุปสมบท ได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุ โดยมีพระครูสุทธิสาร หลวงปู่ใจ เจ้าอาวาสวัดเสด็จเป็นพระอุปัชฌาย์ พระครูเปลี่ยน สุวณฺณโชโต เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และพระครูอุดมสุตกิจ เจ้าอาวาสวัดปราโมทย์ เป็นพระอนุสาวนจารย์ เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ.2474 ได้รับฉายาว่า ชินวํโส หมายถึง ผู้สืบวงศ์แห่งพระพุทธเจ้า

ขณะเป็นพระภิกษุได้ศึกษาพระธรรมพระวินัยและดูแลปรนนิบัติ พระครูเปลี่ยน สุวณฺณโชโต ซึ่งอาพาธด้วยโรควัณโรค โดยดูแลอย่างใกล้ชิด ด้วยกตัญญูกตเวทิตาคุณ และวิริยะอุตสาหะ ตลอดนานนับช่วง 10 พรรษา จวบจนพระครูเปลี่ยนถึงแก่มรณภาพเมื่อวันที่ 16 สิ่งหาคม พ.ศ.2484

ในวันที่ 17 สิงหาคม พ.ศ.2484 ท่านเจ้าคุณ พระราชมงคลวุฒาจารย์ หลวงปู่ใจ เจ้าคณะอำเภออัมพวา ได้แต่งตั้งพระภิกษุสุนทร ชินวํโส ให้รักษาการแทนเจ้าอาวาสวัดแก้วเจริญ และรักษาการแทนเจ้าคณะตำบลเหมืองใหม่ สืบแทนพระครูเปลี่ยน สุวณฺณโชโต นับแต่บัดนั้นเป็นต้นมา

หลวงปู่หยอด ชินวังโส

หลังจากอุปสมบท

หลังอุปสมบทได้ศึกษาพระธรรมวินัยจนสอบได้นักธรรมชั้นเอกพ.ศ.2534 จบปริญญาตรี คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย สาขาการจัดการเชิงพุทธ วัดหลวงพ่อสดธรรมกายารามต.แพงพวย อ.ดำเนินสะดวก จ.ราชบุรี พ.ศ.2556 และจบปริญญาโท คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

สาขาการจัดการเชิงพุทธ วัดหลวงพ่อสดธรรมกายาราม ต.แพงพวย อ.ดำเนินสะดวก จ.ราชบุรี นอกจากหลวงปู่หยอดแล้ว พระอาจารย์คำนวณยังได้รับการถ่ายทอดสรรพวิชาต่างๆ จากครูบาอาจารย์ดังอีกหลายท่านคือ พระครูวินัยวัชรกิจ หลวงปู่อุ้น สุขกาโม วัดตาลกง อ.ท่ายาง จ.เพชรบุรี, พระครูสิริโพธิรักษ์ หลวงพ่อยวง อาภสฺสโร

วัดโพธิ์ศรี จ.ราชบุรี, พระครูปทีปธรรมสถิต (หลวงปู่ชอบ ปทีโป) วัดเขารังเสือ จ.ราชบุรี, พระพุทธวิริยากร (หลวงพ่อตัด ปวโร) วัดชายนาจ.เพชรบุรี, พระครูพิศาลจริยาภิรม (หลวงพ่อมหาสุรศักดิ์) วัดประดู่พระอารามหลวง จ.สมุทรสงคราม,พ ระครูสังฆ์รักษ์สุชล ถาวรธมฺโม

หลวงพ่อเจ้ย วัดคลองขนอน จ.ราชบุรี, คุณตาชม พ่อบุญธรรมหลวงพ่อยวง วัดโพธิ์ศรี มีอายุ 100 กว่าปี คุณพ่อเฒ่าทองยิ่ง ยอดสำรวย ศิษย์รุ่นเดียวกับขุนพันธรักษ์ราชเดช ซึ่งเป็นศิษย์ของหลวงปู่นาค วัดดินดอน จ.นครศรีธรรมราช) รวมทั้งศึกษาจากตำราเก่าของอดีตเสือเก่าตกทอดกันมารุ่นต่อรุ่น และตำราหลวงพ่อรุ่ง วัดท่ากระบือ จ.สมุทรสาคร ลูกศิษย์หลวงพ่อรุ่งนำมาถวาย

หลวงปู่หยอด ชินวังโส ได้รับพระราชทานเลื่อนสมศักดิ์

หลวงปู่หยอด ชินวังโส

หลวงปู่หยอด ท่านเป็นผู้มีวิริยอุตสาหะ สนใจใฝ่ศึกษาหาความรู้อย่างมาก จนได้รับวิทยฐานะดังนี้ ความรู้สามัญ สอบไล่ได้ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 (สมัครสอบ) จากโรงเรียนประจำจังหวัด สมุทรสงคราม พ.ศ. 2478 สอบได้นักธรรมชั้นตรี-โท-เอก ตามลำดับ
พ.ศ.2484 ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดแก้วเจริญ เจ้าคณะตำบลเหมืองใหม่-วัดประดู่ กรรมการสงฆ์องค์การเผยแผ่ ประจำอำเภออัมพวา พ.ศ.2488 เจ้าสำนักปริยัติธรรมวัดแก้วเจริญ ดำเนินการเปิดสอนภาษาบาลี
พ.ศ.2493 ได้รับพระราชทานเลื่อนสมศักดิ์เป็นพระครูสัญญาบัตรชั้นตรี ในราชทินนามที่ พระครูสุนทรธรรมกิจ
พ.ศ.2499 เป็นพระอุปัชฌายาจารย์
พ.ศ.2507 ได้รับพระราชทานเลื่อนสมศักดิ์ เป็นพระครูสัญญาบัตรชั้นโท ในราชทินนามเดิม
พ.ศ.2511 ได้รับพระราชทานเลื่อนสมศักดิ์ เป็นพระครูสัญญาบัตรชั้นเอก ในราชทินนามเดิม

ผลงานด้านการศึกษา เป็นเจ้าสำนักนักเรียนธรรมชั้นตรี-โท-เอก และเป็นกรรมการสงฆ์องค์การเผยแผ่ อำเภออัมพวา

 งานด้านเผยแพร่


 เป็นพระอุปัชฌาย์ในการบรรพชา และอุปสมบทแก่ผู้มีจิตเลื่อมใสเข้าศึกษาหลักธรรมในพระพุทธศาสนาเป็นผู้ปกครองสงฆ์สำนักวัดแก้วเจริญ ในการอบรมสั่งสอนสามเณร และภิกษุ ทั้งเก่าและใหม่ในเรื่องจริยาวัตร กิจวัตร และศาสนพิธีจัดเทศนา อบรม สั่งสอนคฤหัสถ์ให้เกิดศรัทธา

เลื่อมใสในพระพุทธศาสนา ตั้งอยู่ในสัมมาปฏิบัติ ประพฤติตนเป็นพลเมืองดี เป็นผู้ปกครองเยาวชน ที่ผู้ปกครองนำมาฝากเป็นศิษย์ให้มีความเข้าใจในหลักธรรม ศาสนพิธี และอุปการะให้เข้าเรียนทั้งระดับประถมศึกษา และระดับมัธยมศึกษา  

งานสาธารณูปการ


นับแต่ได้รับแต่งตั้งให้เป็นเจ้า อาวาสวัดแก้วเจริญ  ท่านได้เป็นผู้นำบรรพชิตและคฤหัสถ์ ดำเนินการก่อสร้าง และปฏิสังขรณ์ บำรุงรักษาวัด และจัดการศาสนสมบัติของวัดให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อยและเจริญรุ่งเรืองมาโดยลำดับ สืบทอดเจตนารมณ์เจ้าอาวาสในอดีต คือ พระอธิการต่าย พระอธิการแย้ม พระอธิการฟัก พระอธิการคง และพระครูเปลี่ยน สุวณฺณโชโต ตั้งแต่ พ.ศ.2484

จนถึงปัจจุบัน ดังต่อไปนี้พ.ศ.2484 ก่อสร้างศาลาท่าน้ำบริเวณหน้าโรงเรียนวัดแก้วเจริญ เฟื้อบำรุง 1 หลัง พร้อมโป๊ะลอยน้ำ 1 โป๊ะพ.ศ.2485 สร้างกุฏิสงฆ์โดยใช้เรือนทรงไทยโบราณ จำนวน 4 หลังพ.ศ.2490 ย้ายหอสวดมนต์บริเวณหน้าวัด ย้ายกุฏิพร้อมเปลี่ยนเสาใหม่ 3 หลัง และซ่อมหลังคาอุโบสถหลังเก่าที่ชำรุดพ.ศ.2493

ก่อสร้างอาคารปริยัติธรรม 2 ชั้น เพื่อใช้เป็นที่เรียนของ พระภิกษุสงฆ์พ.ศ.2504 รื้อถอนกุฏิเก่าที่ชำรุดจัดสร้างใหม่เป็นแนวเดียวกัน แบบทรงไทยสองหลังแฝด จำนวน 5 คู่ ชุด ปัจจุบันรื้อถอนก่อสร้าง เป็นอาคารไม้นั้นเองครับ

มรณภาพ ละสังขาล

เป็นผู้นำบรรพชิตและคฤหัสถ์ ดำเนินการก่อสร้างปฏิสังขรณ์ บำรุงวัดและศาสนสมบัติของวัดให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย และเจริญรุ่งเรืองตามลำดับ สืบทอดตามเจตนารมณ์ของเจ้าอาวาสในอดีต

วัตถุมงคลที่ได้รับความนิยมสูง คือไหมเบญจรงค์ 5 สี ที่ได้รับการถ่ายทอดวิชาจากหลวงปู่ใจ วัดเสด็จ เชื่อว่ามีอานุภาพทางเมตตาและแคล้วคลาดจากภยันตราย หลวงพ่อหยอดท่าน มรณภาพเมื่อวันที่ 12 มี.ค.2541 สิริอายุ 86 ปี พรรษา 66

ขอขอบคุณบทความชีวประวัติเกจิอาจารย์ โดย ufabet

Categories
รวมบทความ

หลวงปู่โฮม ญาณธัมโม

ประวัติ หลวงปู่โฮม ญาณธัมโม

หลวงปู่โฮม ญาณธัมโม

ชาติกําเนิด หลวงปู่โฮม ญาณธัมโม

วัดสุทธิมงคล ตำบลกระจายอำเภอป่าติ้ว จังหวัดยโสธร หลวงปู่โฮม ญาณธัมโม นามเดิม นายโฮม ทุ่มโมงเกิดวันที่ 6 สิงหาคม พ.ศ.2469 ปีขาลตำบลกระจาย อำเภอป่าติ้ว จังหวัดยโสธรจบการศึกษาชั้นประถมศึกษาปีที่ 4บิดา นายเผือก ทุ่มโมงมารดา นางบับทุ่มโมงมีบุตรธิดา 7 คน เป็นหญิง 5 คน ชาย 2 คน

ก่อนจะบวชพระ

ก่อนที่หลวงปู่ท่านนั้นจะ บวชเป็นพระ หลวงปู่เคยฝึกสมาธิมาก่อนเป็นเวลา 19 ปี การฝึกนั่งสมาธิครั้งแรก เป็นวันเพ็ญเดือนหก ซึ่งมีพระอาจารย์จากวัดถ้ำคูหาสวรรค์ จังหวัดลพบุรี มาเทศน์อบรม และสอนการนั่งสมาธิให้ญาติโยม พอท่านอาจารย์เทศน์จบ

หลวงปู่โฮม ญาณธัมโม

ท่านก็บอกให้ญาติโยมลองฝึกนั่งสมาธิ  หลวงปู่เป็นอีกคนหนึ่งที่เริ่มนั่งสมาธิในวันนั้น และ เป็นครั้งแรกในชีวิตที่เริ่มนั่งสมาธิ พอเริ่มนั่งจิตก็รวมลงอย่างรวดเร็ว และสามารถเดินไปดูถ้ำคูหาสวรรค์ ที่อยู่จังหวัดลพบุรีได้

ทั้งๆที่ตลอดชีวิตที่ผ่านมา หลวงปู่ไม่เคยไปที่นั่นเลยสักครั้ง หลวงปู่เดินดูจนทั่วแล้วก็กลับมา สักพักอาจารย์ก็ถามโยมที่นั่งสมาธิว่าเป็นอย่างไร คำตอบของทุกๆคนก็คือ บอกว่าจิตไม่สงบ

วุ่นวาย ปวดแข้งปวดขาบ้าง แต่พออาจารย์หันมาถามหลวงปู่โฮม หลวงปู่บอกอาจารย์ว่า เดี๋ยวก่อนอาจารย์ วัดถ้ำคูหาเป็นอย่างนี้ใช่ไหมแล้วเล่าให้อาจารย์ฟัง พอเล่าจบ อาจารย์ถามว่าไปตอนไหน ตอบท่านเมื่อกี

อาจารย์ถามต่อไปว่า ฝึกนั่งสมาธิมานานยังตอบว่า เพิ่งฝึกเมื่อกี้นี้ ทำ ให้อาจารย์และญาติโยมงงงวยไปตามๆ กัน ก็นับว่าเป็นสิ่งที่อัศจรรย์มากและคงเป็นเพราะบารมีเก่าที่ได้สร้างสมมานาน

หลายชาติ จิตถึงรวมได้รวดเร็วขนาดนี้ หลวงปู่ได้พูดคุยกับอาจารย์ๆ บอกว่า ถ้า อยากเห็นธรรมรู้ธรรม ห้ามอ่านหนังสือธรรมะ ห้ามฟังเทศน์ ห้ามฟังเทปธรรมะ เพราะจะเป็นสัญญา ก็ฝึกก็จะยาก

ในการเห็นธรรมรู้ธรรม ก็จะยากยิ่งขึ้น ก็ เชื่ออาจารย์ หลวงปู่เริ่มฝึกสมาธิมาเรื่อยๆ ไม่ขาด การรู้ธรรมเห็นธรรม ก็เป็นมาเรื่อยๆ  ครั้งหนึ่งก่อนนั่สมาธิมีความคิดขึ้นมาว่า อยากจะเห็นพระพุทธเจ้า อยากไปเฝ้าพระพุทธเจ้า จึงนั่งสมาธิ พอนั่งปรับจิตรวมลงแล้ว

เลยขึ้นไปเฝ้าพระพุทธเจ้า พอถึงประตูใหญ่มีเทพรักษาอยู่ภายนอก ท่านถามว่า มาทำไมจึงตอบท่านว่า จะมาเฝ้าพระราชบิดา เทพถามว่า พระราชบิดาเป็นใคร

ตอบท่านว่า พระพุทธเจ้า เทพบอกว่ายังเฝ้าไม่ได้ให้ไปชำระจิตก่อนอีก 4 วัน ค่อยมาเข้าเฝ้า ก็เลยกลับลงมา ต่อมาก็นั่งสมาธิ ทุกๆ วัน จนถึงวันที่สี่ จึงได้ขึ้นไปเฝ้าพระพุทธเจ้า พอขึ้นไปเทพก็พูดว่า มาแล้วหรือ ตอบท่านว่า มาแล้ว ก็ เข้าไปข้างในมองดูเห็นพระพุทธเจ้า

นั่งเป็นประธาน รอบๆ มีแต่พระอรหันต์ จิตบอกเองว่า นี่คือ พระอรหันต์ นั่งหัตถบาทรอบๆ พระองค์อยู่ กะดูประมาณพันกว่ารูป

เลยเข้าไปนั่งข้างหลังห่างจากพระอรหันต์ประมาณ 1 ศอก และ ห่างจากพระพุทธเจ้า 1 เส้น มองไปที่พระองค์มีแสงเปล่งออกมา จะหาแสงใดๆ ในโลกมาเปรียบไม่ได้ ความเย็นตา เย็นใจ

หาอะไรมาเปรียบเทียบในโลกนี้ไม่มีเลย เช่นกันกับแสงสว่าง นั่งสักพักก็เลยลุกขึ้นเดินดูรอบๆ บริเวณนั้น ณ.ที่แห่งนี้ไม่มีสัมผัสอากาศ ไม่มีแสง ไม่มีสี ไม่มีฝุ่นละออง ไม่มีเสียง ไม่มีลม ไม่มีร้อน ไม่มีหนาว

มีแต่ความเย็นสบาย เดินรอบๆ แล้วก็กลับลงมานั่งสมาธิ ต่อทุกๆ วัน   คืนหนึ่งฝันไปว่า เห็นหลวงปู่จุล วัดถ้ำคูหาสวรรค์มาหามือถือดอกบัวมาด้วย 3 ดอก พร้อมพูดว่าบักหล่าเอาอันนี้ไว้จะได้มีแสงสว่างเกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา เลยรับและกำเอาไว้ พอดีตื่นขึ้นมามือยังกำแน่นอยู่ แต่ในมือไม่มีดอกบัว จึงมานึกดูคำว่า แสงสว่าง ก็คือปัญญาในทางธรรมนั่นเอง

หลวงปู่โฮม ญาณธัมโม

ปฎิบัตินั่งสมาธิ

พอ หลวงปู่ท่าน ปฎิบัติมาจนถึงปีที่ 9 เดือน 9 แรม 9 ค่ำ พอนั่งสมาธิ เกิดเห็นธรรมขึ้นมา รู้เกี่ยวกับการเกิดของคน สัตว์ ไม่ว่าสัตว์บก สัตว์น้ำเข้าใจโลก บนบก ในน้ำ ในอากาศ เข้าใจอย่างละเอียดว่า มีอะไรบ้างในพื้นโลกที่เป็นส่วนบนบก ในน้ำ ในอากาศก็เช่นเดียวกัน ยังรู้ลึกลงไป อีกว่า ในร่างกาย บัญญัติ 64 อาการ 32 รวมเป็น 96

ต่อมาก็ปฎิบัตินั่งสมาธิเรื่อยๆ ทุกๆวัน ไม่ท้อถอย จนถึง อายุ 55 ปี ก็เลยพูดกับย่าว่า อายุ   60 ปี กะบาท ผม จะปลงสังขาร ย่าบอกว่า อย่าเพิ่งไปเลย ให้อยู่กับลูกหลานก่อน หลวง ปู่เล่าว่า ชาติก่อน เมียตายเมื่อหลวงปู่อายุ 55 ปี ก็เลยออกบวชเป็นตาผ้าขาวได้ 5 ปี พออายุ 60 ปี ก็เลยตาย หลังจากตายแล้วก็ไปเกิดบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์

เพราะอานิสงส์ของการรักษาศีล 5 ศีล พระอุโบสถ (ศีลพระอุโบสถรักษาในวันพระ ส่วนศีล 8 รักษาได้ทั่วไป) พอสิ้นบุญเลยกลับมาเกิดเป็นมนุษย์อีกครั้ง อยู่ต่อมาพออายุ 60 ปี ก็เริ่มป่วย ปวดตามข้อมือ ปวดตามกระดูก

มรณภาพ ละสังขาล

วันพฤหัสบดีที่ 24 ตุลาคา 2556 ที่ผ่านมา เมื่อเวลา 10 นาฬิกา หลวงปู่เป็นลูกชายของหลวงปู่โฮมเอง รถนี้ก็เป็นรถใหม่ ออกมาได้ 3 เดือนเอง แต่วันเดินทางขากลับจากโรงพยาบาลยโสธร หลวงปู่โฮม ท่านเรียกให้ครูบาซิ่ว ไปนั่งกับเณรข้างหลังแทน หลวงปู่จะนั่งหน้า ท่านกล่าวต่อไปอีกว่า หลวงปู่โฮม บอกว่า “

เจ้ากรรมนายเวรเขามาทวงเราแล้ว” ภายหลังจากเกิดอุบัติเหตุ องค์ท่านได้ถูกส่งตัวไปโรงพยาบาลยโสธรทันที จากนั้นจึงถูกย้ายท่าน เพื่อไปรับการผ่าตัดที่อุบลราชธานี หลวงปู่โฮม ญาณธัมโม ละสังขารลงตรงกับวันพุธที่ 6 พฤศจิกายน 2556 เวลาประมาณ 4 นาฬิกา ด้วยภาวะปอดติดเชื้อรุนแรง และติดเชื้อเข้ากระแสโลหิต ณ โรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ จ.อุบลราชธานี สิริอายุ 87 ปี 2 เดือน 21 วัน พรรษา 20

ขอขอบคุณบทความเกจิดีๆ โดย sagaming66

Categories
รวมบทความ

หลวงปู่กูด รักขิตสีโล

ประวัติ หลวงปู่กูด รักขิตสีโล

หลวงปู่กูด รักขิตสีโล

ชาติกําเนิด หลวงปู่กูด รักขิตสีโล

หลวงปู่กูด รักขิตสีโล นามเดิม นายกูด ค่ำโพธิ์ ท่านเกิดเมื่อวันพุธ ที่ 8 เดือนพฤษภาคม พ.ศ.2459 ขึ้น 5 ค่ำ เดือน 6 ปีมะโรง ณ บ้านหนองหิน ตำบลหนองหิน อำเภอยโสธร จังหวัด อุบลราชธานี ณ ปัจจุบันเป็น อ.เมือง จ.ยโสธร บิดาชื่อนายชาย ค่ำโพธิ์ มารดาชื่อ นางดี ค่ำโพธิ์ มีพี่น้องร่วมท้อง 7 คนด้วยกัน

สมัยเมื่อท่านวัยเด็ก

สมัยเมื่อวัยเด็ก การศึกษาของท่าน สมัยก่อนนั้น ไม่มีห้องเรียน ท่านต้องเรียนกันตามร่มไม้ ท่านได้เล่าเรียน จนจบชั้นประถม ศึกษาปีที่ 4 ต่อมาบิดา มารดาของท่าน ได้เสียชีวิตลง หลวงปู่เจิ่น จึงรับภาระหน้า ที่เลี้ยงดูน้องๆ ทุกคน น้องๆ ทุกคนจึงมีความ เคารพหลวงปู่เจิ่น เปรียบเสมือนเป็นพ่อแม่ ของตนเอง หลวงปู่เจิ่นบอกว่าน้องๆ ของท่านว่านอน สอนง่ายกันทุกคน หลวงปู่กูดสมัย เป็นฆราวาส ท่านนั้นมีอาชีพทำนา ทําไร่

เมื่อท่านนำวัวควาย ไปกินหญ้าเสร็จแล้ว ท่านมักจะหลบ ไปนั่งภาวนาที่ใต้ต้นหว้าที่ทุ่งนาของ ท่านเป็นประจำทุกๆ วัน ที่นาของหลวงปู่ ได้อยู่ติดกับเพื่อนบ้านท่านหนึ่ง ซึ่งมีอายุต่างกันถึง 10 ปี แต่มีอัธยาศัยที่ตรงกันคือ ชอบสนทนาธรรมะกันนั้นเอง

และมีความคิดอยาก ที่จะอุปสมบท ด้วยกันทั้งคู่ ท่านทั้งสองได้คบค้าสมาคมเป็น เพื่อนสนิท มิตรสหาย กันมาก จนได้เข้ามาอุปสมบทเป็นพระกัมมัฏฐานที่ ปฏิบัติดี ปฏิบัติ ชอบด้วยกันทั้ง 2 รูป เพื่อนของหลวงปู่กูด ที่กล่าวถึง วัดป่าศิลาพร จ.ยโสธร หรือที่รู้จักกัน ในนามหลวงปู่บุญมี วัดป่านาคูณ จ.อุดรธานี

หลวงปู่กูด รักขิตสีโล

อุปสมบท

นับตั้งแต่หลวงปู่กูด ท่านนั้นได้ อุปสมบท ท่านสังเกตว่าทางเดินจงกรมของท่านจะมี กิ้งกือ ตะขาบ งูเพา งูมีพิษ และสัตว์ ที่มีพิษทุกชนิด เมื่อมาเห็นทางเดินจงกรม จะไม่ข้าม ทางจงกรม ของท่านเลย และจะหันหลังกลับทันที ท่านได้เฝ้าสังเกต อยู่เงียบๆ และแผ่เมตตา

ให้กับสัตว์เหล่านี้เป็นพิเศษ เพราะแม้จะเป็นศัตว์เดรัจฉาน ก็ยังรู้ความไม่ย่ำยีตัดทางเดินจงกรมของพระผู้ปฏิบัติ เพื่อความพ้นทุกข์ รวมทั้งเทพ นาคด้วย ก็จะไม่เดินข้าม ทางจงกรม นี้เลย

หลวงปู่กูด ท่านเป็นพระที่มี เทพเทวดา รักเคารพมาก ในเวลากลางคืนจะปรากฏเหตุการณ์ มหัศจรรย์ คือ มีแสงสว่างเจิดจร้า อยู่รอบๆ แสงสว่างนี้สว่างไสวและงดงามมาก มีแต่รอบๆ กุฏิหลวงปู่กูดเท่านั้น ที่แห่งอื่นนั้นไม่มี เห็นเป็นแต่ความมืด เท่านั้นที่ปกคลุมอยู่ ในแต่ละคืน พระเณรไม่เป็นอันปฏิบัติอันใด ทั้งสิ้น จะมาคอยดูแต่ แสงสว่าง

ที่รอบกุฏิหลวงปู่อยู่ เท่านั้น เมื่อหลวงปู่กูดทราบ จึงได้บอกเทพทั้งหลายว่า ให้หยุดการกระทำอันจะเป็นอันตราย แก่พระเณร เพราะการที่ท่านมาพบในลักษณะนี้ ผู้อื่นพบเห็น ก็จะหลงใหลเคลิบเคลิ้ม ไม่เป็นอันทำอะไร ดังนั้น ในคืนถัดมาแสงสว่างจึงไม่มี การที่มีเทพ พรหม มากราบหลวงปู่กูด ก็เพื่อมานิมนต์ขอให้หลวงปู่กูด ปรารถนาพุทธภูมิ ต่อไป เพื่อให้เขาทั้งหลายมีที่พึ่งทางใจสืบไป

เทวดา พญานาค มาขอฟังธรรม


หลวงปู่กูด รักขิตสีโล ท่านได้ขึ้นไปภาวนา อยู่ที่ถ้ำภูยางอู่ ในถ้ำนี้เองเวลากลางคืนได้มีเทพ และนาคมากมายมา ขอสมาทานศีล 5 และขอฟังธรรมจากหลวงปู่กูดด้วย ลักษณะของเทพที่มา มีลักษณะกิริยามารยาทเรียบร้อย หน้าตางดงามมาก นุ่งขาวทั้งชายหญิง เทวดาทรงผมธรรมดา เทพธิดา ปล่อยผมยาว เป็นเด็กก็มี

ส่วนผู้เป็นหัวหน้านั้นเป็นเทพบุตร หลวงปู่กูดท่านนั่ง สมาธิอยู่ลานหินกว้าง เหล่าเทพมาถึง แล้วก็นั่งรอเป็นทิวแถว เป็นระเบียบ เรียบร้อยดีมาก ไม่มีเสียงดังให้ได้ยินเลย หลวงปู่กูด ท่านให้รับศีลและให้ตั้ง อยู่ในพระไตรสรณคมน์แล้ว ท่านไม่ได้เทศน์ สั่งสอนอะไรเลย จึงนั่งสมาธิเงียบๆ อยู่ พวกเทพเห็นดังนั้น ก็นั่งสมาธิกับหลวงปู่กูด ด้วยประมาณ 1 ชั่วโมง จึงกราบลงแล้ว ลากลับไป

เมื่อเทพเหล่านั้น กลับไปแล้ว พวกนาคก็มาหาท่านอีก หัวหน้าก็เป็นชายอีกเช่นเดียวกัน เขาอาราธนาศีล เก่งเหมือน กันหมดทุกคน ไม่ว่าเทพหรือนาค หลวงปู่กูด ก็อัศจรรย์ใจ ยิ่งนักว่า ทำไมเขา ถึงอาราธนาศีลเก่งนัก เหล่าเทพนาคเขาบอกว่าเคยเป็น ลูกศิษย์หลวงปู่มั่น มาก่อน หลวงปู่มั่นท่านสอนให้อยู่ใน ไตรสรณคมน์ มาก่อน จึงอาราธนาศีลเป็น

หลวงปู่กูด รักขิตสีโล

ลักษณะของนาค ที่มานั้น มาเป็นระเบียบเรียบร้อย เหมือนกัน ต่างกันก็ตรงเครื่องนุ่งห่ม โดยสีผ้าของนาค นี้มีสีผ้าคล้ายใยบัว แต่ไม่คล้ำนัก ผมไม่ดกบางๆ แต่งตัวเรียบร้อย เหมือนกับแขกอินเดีย โพกหัวด้วยผ้าบางๆ สีคล้ายสีชมพู แต่อ่อนมาก

มรณภาพ ละสังขาล

โลกนี้ดุจ หม้อกระทะ ใหญ่ที่ค้างไว้ตลอด กาลช้านานแล้ว ใครเกิดมาก็มาตกอยู่ในกระทะใหญ่นี้โดยไม่รู้สึกตัว ยิ่งตกยิ่งมัวยิ่งเมา โดยไม่รู้ตัว ดีชั่วไม่คำนึงถึงอันตรายทั้งสิ้น สมัยใดหรือยุคใด ก็ตามย่อมเจริญแต่ความมึนเมา เอาตัวรอดจากตาข่าย ไม่ค่อยได้ ตกอยู่ใน

หลุมเพลิงอย่างไร ก็ชอบอย่างนั้น ตกอยู่ในโอกแอ่งแก่งกันดาร เท่าไหร่ก็ไม่รู้จักอิ่ม ไม่รู้จักเต็มไม่รู้จักคลาย โลกทั้งหลาย ก็เป็นอย่าง นี้มาแต่อดีตชาติ และอนาคตก็จะเป็นอยู่อย่างนี้ โอวาทธรรมคำสอน หลวงปู่กูด รักขิตสีโล

หลวงปู่กูด ละสังขาร ลงเมื่อ วันพระแรม 8 ค่ำ เดือน 9 ปี ขาล เมื่อเวลา 10.45 น. นั้นตรงกับวันพฤหัสบดีที่ 2 กันยายน พ.ศ.2553 ณ วัดป่าศิลาอาสน์ ต.หนองหิน อ.เมือง จ.ยโสธร สิริอายุ 94 ปี 3 เดือน

ขอขอบคุณบทความดีๆ โดย ufa168

Categories
รวมบทความ

หลวงพ่อเอีย กิตติโก

ประวัติ หลวงพ่อเอีย กิตติโ

หลวงพ่อเอีย กิตติโก

ชาติกําเนิด หลวงพ่อเอีย กิตติโ

พระครูสังวรกิตติคุณ หรือ หลวงพ่อเอีย กิตติโก วัดบ้านด่าน ต.เกาะลอย อ.ประจันตคาม จ.ปราจีนบุรีเกิดเมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2448 ที่บ้านด่าน หมู่ 5 ต.เกาะลอย อ.ประจันตคาม จ.ปราจีนบุรี บิดา-มารดา ชื่อนายเธียว และนางมา ขยันคิด บิดา-มารดาเสียชีวิตตั้ง แต่ท่านยังเยาว์ เป็นคนฝักใฝ่ในการศึกษา เรียนหนังสือจบชั้นมัธยมต้น ที่โรงเรียนประจำจังหวัดฉะเชิงเทรา

บรรพชา อุปสมบท

หลวงพ่อได้บรรพชาเป็นสามเณร เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2465 ตอนนั้นอายุได้เพียง 17 ปี เพราะจิตใจเลื่อมใส ศรัทธาในพระศาสนา ศึกษาปริยัติธรรมเป็น ที่เข้าใจดีแล้ว จึงได้ธุดงควัตร ไปศึกษากฤตยาคมศิลปศาสตร์ จากหลวงปู่ศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่า จ.ชัยนาท และได้ถวายตัวเป็นศิษย์ปรนนิบัติ รับใช้ และศึกษาวิชาสยเวทย์ อยู่กับหลวงปู่ศุข พอเข้าพรรษาก็กลับมา จำพรรษา ที่วัดบ้านด่าน

หลวงพ่อเอีย เล่าว่า ท่านได้ศึกษาพุทธาคม กับหลวงปู่ศุของค์เดียว ในระยะที่ท่านเล่าเรียน ไสยเวทย์ กฤตยาคม กับหลวงปู่ศุขอยู่นั้น ท่านเห็นกรมหลวงชุมพรเขตต์ อุดมศักดิ์ เสด้จไปๆมาๆหาหลวงปู่อยู่เสมอเป็นประจำ พร้อมกับพ.ต.อ.พระกล้ากลางสมรก็ได้ไปศึกษา ไสยเวท อยู่กับหลวงปู่ศุข

หลวงปู่ศุข วัดปากคลอง มะขามเฒ่าจ.ชัยนาท ท่านสำเร็จวิชา ธาตุทั้ง 4 ดิน น้ำ ลม ไฟ ท่านสามารถ ผูกหุ่นให้เฝ้าวัดได้ สะเดาะกุญแจ ล่องหนหายตัวได้ ระเบิดน้ำได้ ซึ่งครั้งหนึ่ง ท่านเคย ระเบิดน้ำไปทำตะกรุดให้กับกรม หลวงชุมพร เขตต์อุดมศักดิ์ ท่านสามารถทำ ได้สารพัดอย่าง เมื่อหลวงพ่อเอียอายุได้ 20 ปี 

จึงอุปสมบท เป็นพระภิกษุ ในพระพุทธศาสนา เมื่อวัน ที่18 พฤษภาคม 2468 ณ.พัทธสีมาวัดสัมพันธ์ ต.สัมพันธ์  อ.ศรีมหาโพธิ ปราจีนบุรี พระครูสังวรกิจ เป็นพระอุปฌาย์ พระอธิการอ้วน วัดชัยมงคล เป็นพระกรรมวาจาจารย์ พระอธิการเคน เจ้าอาวาสวัดบ้านด่าน เป็นอนุสาวนาจารย์

 นอกจากท่านจะเล่าเรียนกฤตยาคมกับหลวงปู่ศุขแล้ว หลวงพ่อเอียยังเล่าว่าท่านได้พบอาจารย์อีกองค์หนึ่งซึ่งเชี่ยวชาญในด้าน ไสยเวทเหมือนกันชื่อ โกลั่นฟ้า เป็นการพบกันโดยบังเอิญ เป็นพระธุดงค์มาจากประเทศลาว ได้ธุดงค์รอนแรมมาปักกลด บริเวณวัดบ้านด่าน หลวงพ่อได้นิมนต์ให้จำพรรษาอยู่ที่วัด อยู่ได้ 6 เดือนกว่า

หลวงพ่อเอีย กิตติโก

ท่าก็กลับไปขณะที่ จำพรรษาอยู่ที่วัด ท่านได้ศึกษาวิชาไสยเวทย์จากพระอาจารย์ ดกลั่นฟ้ามากมาย เมื่อครบกำหนด ท่านกลับขณะที่หลวงพ่อกำลังครองจีวรอยู่ เพื่อที่จะออกไปส่ง ปรากฏว่า พระอาจารย์โกลั่นฟ้าหายไปแล้ว หลวงพ่อรีบติดตามเท่าไรก็ไมทัน นับว่าพระอาจารย์โกลั่นฟ้าองค์นี้สำเร็จวิชา ย่นระยะทาง ได้อย่างแน่นอน

ศึกษาพระธรรมวินัย

หลวงพ่อท่านนั้น ได้เล่าเรียน ศึกษา พระธรรมวินัย ปฏิบัติเคร่งครัด และฝึกสมถกรรมฐาน สืบเนื่องมาจน อายุครบบวช จึงอุปสมบทเมื่อวันที่ 18 พ.ค.2468 ที่วัดสัมพันธ์ ต.สัมพันธ์ อ.ศรีมหาโพธิ จ.ปราจีนบุรี มี พระครูสังวรกิจ เป็นพระอุปัชฌาย์, พระอธิการอ้วน วัดชัยมงคล เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และพระอธิการเคน วัดบ้านด่าน เป็นพระอนุสาว นาจารย์

เป็นพระผู้มีพรสวรรค์ อันปราดเปรื่องมุ่งมั่นใน การศึกษาหาความรู้อยู่เสมอ แม้ว่าสำนักศึกษาในสมัยนั้นจะหาไม่ได้ง่ายๆ ต้องบุกบั่นเดินทางไปไกลๆ และหาความสะดวกมิได้เลย แต่ท่านก็ไม่ได้ย่อท้อ

ครั้นได้ศึกษาพระปริยัติธรรม จนเป็นที่เข้าใจดีแล้ว ก็เดินธุดงค์ไปยังสำนักหลวงปู่ศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่า เพื่อศึกษาวิทยาการต่างๆ ทั้งกฤตยาคม และแพทย์แผนโบราณ จนได้ประกาศนียบัตร

เนื่องจากได้เล็งเห็น ว่าจะช่วยเหลือ ชาวบ้านได้ ดังนั้น ใครก็ตามที่ประสบความทุกข์ร้อน ไม่ว่าทางกาย อันได้แก่โรคาพยาธิ หรือทางใจ หรือเดือดร้อนอื่นๆ หากหลวงพ่อ ช่วยได้ท่าน ก็จะช่วยเหลือโดยไม่รั้งรอ ผู้ที่ไปหาท่านจึงได้รับแต่ ความอบอุ่นทั้งกายและใจ ความพร้อมมูลด้วยพรหมวิหาร 4 ของหลวงพ่อ อันได้แก่ เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา ซึ่งสร้างเกียรติประวัติของท่านให้เป็นที่เลื่องลือ

ต่อมาได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำ แหน่งเจ้าอาวาส เมื่อปี พ.ศ.2482 โดยเสียสละเวลาช่วยเหลือชาวบ้านทางด้านการรักษาโรคภัยไข้เจ็บและคุณไสยต่างๆ มีชาวบ้านมาจากทั่วทุกสารทิศมุ่งหน้ามาวัด จนวัดมีสภาพเหมือนโรงพยาบาลย่อมๆ

บางคนที่อาการหนัก จะมาพักอาศัยอยู่ที่วัดนานเป็นเดือน แต่ด้วยเมตตาธรรม จึงให้การดูแลรักษาอย่างเท่าเทียมกัน

ในปัจจุบันพระสงฆ์ธรรมยุต นับว่ามีจำนวนน้อยกว่า พระสงฆ์มหานิกายมาก โดยในจำนวนพระธรรมยุต ที่มีอยู่ทั้งหมดนั้น ในภาคอีสานนับว่าเป็นภาคที่คณะสงฆ์ธรรมยุตแพร่หลายมากที่สุด อันสืบมาเนื่องมาจากภายหลังจากที่พระอาจารย์ดี พนฺธุโล และพระอาจารย์ม้าว เทวธมฺมี

ได้ตั้งคณะธรรมยุตที่จังหวัดอุบลราชธานีแล้ว กระทั่งเป็นผลให้เกิดวัดธรรมยุตขึ้นอีกหลายวัดในจังหวัดนั้น เช่น วัดศรีทอง วัดเลียบ วัดใต้ วัดบูรพา เป็นต้น และต่อมาก็ได้แพร่หลายไปในจังหวัดอื่น เช่น วัดสร่างโศก จังหวัดยโสธร วัดมหาชัย จังหวัดหนองบัวลำภู วัดโพธิสมภรณ์

จังหวัดอุดรธานี วัดศรีเทพประดิษฐาราม จังหวัดนครพนม วัดศรีจันทร์ จังหวัดขอนแก่น วัดสุทธจินดา จังหวัดนครราชสีมา เป็นต้น ประกอบกับในระยะ พ.ศ. 2435-2492 มีพระธรรมยุต 2 รูปที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบตามพระธรรมวินัย อยู่ตามป่าเขาเป็นปกติ มุ่งแสวงหาความพ้นทุกข์แต่เพียงฝ่ายเดียว มิได้ยุ่งเกี่ยวด้วยการปกครองหมู่คณะ

คือ พระอาจารย์เสาร์ กนฺตสีโล และพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต ชื่อเสียงเกียรติคุณของท่านขจรไปไกล เป็นเหตุให้มีผู้เลื่อมใส มาอุปสมบทเป็นพระธรรมยุตและถวายตัวเป็นศิษย์ เพื่อศึกษากับท่านทั้งสองเป็นจำนวนมาก และบรรดาศิษย์ของทั้งสองท่าน เช่น พระอาจารย์ฝั้น

หลวงพ่อเอีย กิตติโก

มรณภาพ ละสังขาล

คำสั่งสุดท้าย ได้สั่ง แก่ศิษย์ทั้งหลายว่า “ขอให้ศิษย์ทุกคนจงทำความดีด้วยกาย วาจา และใจ ใครกระทำแล้วย่อม ประเสริฐ กว่าคนทั้งหลาย และท่านเคยสอนว่า ความสามัคคีคือ กำลังสำคัญทั้งทางโลก และทางธรรม ท่านว่าคนเรานี้ จะอยู่ในสถานที่ใดๆ ก็ตาม จงทำความเจริญขึ้น ให้แก่สถานที่นั้นด้วยความซื่อสัตย์สุจริต สิ่งทั้งหลายย่อมปรากฏ สังขารเป็นสิ่งไม่เที่ยงแท้ หลวงพ่อท่านนั้น มรณภาพ เมื่อวันที่ 17 ก.ค.2521สิริอายุ 73 ปี พรรษา 52

ขอขอบคุณบทความชีวประวัติเกจิอาจารย์ดังโดย ufabet

Categories
รวมบทความ

หลวงปู่สารณ์ สุจิตโต

ประวัติ หลวงปู่สารณ์ สุจิตโต

หลวงปู่สารณ์ สุจิตโต

ชาติกําเนิด หลวงปู่สารณ์ สุจิตโต

หลวงปู่สารณ์ สุจิตโต ท่านนั้น เกิดเมื่อวันศุกร์ พุทธศักราช 2424 ที่บ้านสังข์ อ.มหาชนะชัย จ.อุบลราชธานี (ปัจจุบัน อ.ค้อวัง จ.ยโสธร) ช่วงวัยเด็กได้อาศัยเรียนกับพระภิกษุ ที่วัดบ้านสังข์

ชิวิตวัยหนุ่ม และอุปสมบท


ก่อนที่จะสู่เพศบรรพชิต หลวงปู่สารณ์ สุจิตโต ขณะอายุได้ประมาณ 25 ปี ท่านได้แต่งงานมาแล้วกับนางออน คนบ้านติ้ว (ต.กุดน้ำใส อ.ค้อวัง จ.ยโสธร)
มีบุตรธิดาด้วยกัน 2 คน เป็นหญิง 1 ชาย 1 ท่านได้เลี้ยงดูครอบครัวท่านเป็นอย่างดี หลวงปู่สารณ์ สุจิตโต ท่านเป็นนายฮ้อย พ่อค้าวัวควาย มีฐานะพออยู่พอกินในหมู่บ้านติ้ว เวลาที่ท่าน ไปหาปลากับพ่อตา โดยหลวงปู่สารณ์ สุจิตโต  เป็นผู้พายเรือและพ่อตาเป็นผู้ทอดแห

แล้วปลาที่หามาได้ ท่านหลวงปู่ก็มัก จะปล่อยลงน้ำไป เอาแต่ตัวที่มันตายกับมาบ้าน ท่านทำบ่อยครั้งจึง ทำให้พ่อตาไม่พอใจ โดยท่านให้เหตุผลว่าสงสารปลาตัวที่มันดิ้นหรือ กระโดดแรงๆ ด้วยที่ท่านเป็นผู้มีจิตเมตตาต่อสัตว์โลก เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว

หลวงปู่ท่านเป็นศิษย์ รุ่นใหญ่ ของพ่อแม่ ครูอาจารย์มั่น ภูริทัตโต แม่ทัพธรรมแห่งภาคอีสาณ เมื่อผมไปสืบค้น ประวัติในหนังสือบูรพาจารย์ ที่มูลนิธิพระอาจารย์มั่นพิมพ์ออกมา ก็พบชื่อหลวงปู่สาร ชาวอุบลราชธานี ว่าเป็นศิษย์ยุคต้นที่มาเยี่ยมเยียนหลวงปู่มั่นด้วย

หลวงปู่สารณ์เป็น เถระผู้ใหญ่ เป็นอาจารย์ ของหลวงปู่พรหม จิรปุญโญ วัดป่าประสิทธิธรรม ผู้ที่หลวงปู่มั่น กล่าวว่าสำเร็จเร็วกว่าหมู่ โดยเป็นผู้ชักชวนผู้ใหญ่พรหมในขณะนั้นให้ออก บวชอีกทั้งหลวงปู่ยังเป็นผู้เริ่มสร้างวัดดอยแม่ปั๋ง ก่อนหลวงพ่อหนู และหลวงปู่แหวน จะไปพำนักอยู่

เมื่อกับมาจำพรรษาที่บ้านสังข์อิทธิปาฏิหารย์และเรื่องเล่ามากมายได้เป็นที่กล่าวขวัญของชาวบ้าน

พ่อใหญ่แพทย์ได้เล่า ให้ผมฟังว่า หลวงปู่เคยเล่าเรื่อง ตอนธุดงค์ให้ฟังว่า ครั้งที่ภาวนาอยู่ภูเก้าตาดโดน ได้มีงูใหญ่มา กินตัวท่านเข้าไปถึงครึ่งตัว (ไม่แน่ใจว่านิมิตหรือเหตุการณ์จริง) ความที่หลวงปู่มีอาคมแก่กล้า ท่านก็ได้ใช้สารพัดคาถาพระเวทย์ ไล่งูนั้นเสีย

แต่อย่างไรงูก็ไปหยุดการ กลืนกินองค์ท่าน สุดท้ายสิ่งที่ทำให้ ท่านรอดมาได้นั้นคือ พ่อจ๋า แม่จ๋า นั่นคือคุณพระบิดา คุณพระมารดา ที่หาคณานับไม่ได้ ท่านจึงอบรมสั่งสอนศิษย์เรื่องนี้เสมอ

ศิลปกรรมล้ำค่าในเขตสังฆาวาส


ศิลปกรรมในเขต สังฆาวาสส่วน ใหญ่สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 3 และรัชกาลที่ 4เพื่อเป็นพระตำหนัก ที่ประทับ ของพระมหากษัตริย์ขณะทรงผนวชในวัดนี้ พระตำหนักต่างๆ ที่อยู่ในคณะพระตำหนัก ประกอบด้วย พระตำหนักปั้นหยาพระตำหนักจันทร์ พระตำหนักเพ็ชร พระตำหนักทรงพรต พระตำหนักเดิม (พระตำหนักใหญ่)พระตำหนักซ้าย พระตำหนักล่าง พระตำหนักบัญจบเบญจมา และหอสหจร

ความเป็นมาของ พระตำหนักต่างๆ เริ่มจาก พระตำหนักปั้นหยา
พระบาทสมเด็จ พระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 ทรงสร้างพระราชทาน
พระภิกษุเจ้าฟ้ามงกุฏฯ เมื่อทรงอาราธนา ให้เสด็จมาประทับ ที่วัดแห่งนี้
และประทับอยู่ที่พระตำหนักปั้นหยา ตลอดระยะเวลาแห่งการผนวช
โดยทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้รื้อมาจากสวน ขวาในพระบรมมหาราชวัง ซึ่งสร้างขึ้นในสมัยพระบาท สมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2

ต่อมา พระตำหนักนี้ได้เป็นที่ประทับของพระมหากษัตริย์และเจ้านายทุกพระองค์ที่ทรงผนวชและเสด็จประทับ อยู่ที่วัดแห่งนี้รูปทรงของพระตำหนักเป็นตึก 3 ชั้น สถาปัตยกรรมแบบยุโรปก่ออิฐถือปูน หน้าจั่วประดับด้วยกระเบื้องเคลือบภายในแบ่งเป็นห้องพระ ห้องพระบรรทม

หลวงปู่สารณ์ สุจิตโต

และห้องทรงพระอักษรอีกทั้งยังมี คำจารึกที่แผ่นศิลาในพระตำหนักปั้นหยาชั้นล่างพระตำหนักปั้นหยาตั้งอยู่ทาง ซ้ายมือของคณะพระตำหนักต่างๆ
เป็นเขตหวงห้ามสำหรับสตรี คือห้ามมิให้สตรีเพศขึ้นพระตำหนักนี้ถัดจากพระตำหนักปั้นหยาคือ พระตำหนักจันทร์เป็นพระตำหนักที่พระบาสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4

ทรงสร้างด้วยทรัพย์ ส่วนพระองค์ของ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าจันทราสรัทธาวาส กรมขุนพิจิตเจษฐฃฏาจันทร์ถวายเป็นที่ประทับของ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระวชิรญาณวโรรสในบริเวณพระตำหนักจันทร์ด้านทิศตะวันออก

ติดกับรั้วเหล็กมีศาลาเล็กๆมีพาไล 2 ด้าน ฝาล่องถุนก่ออิฐถือปูน โถงเป็นเครื่องไม้ หลังคามุงกระเบื้องศาลาหลังนี้เดิมเป็นพลับพลาที่ประทับของสมเด็จพระศรีสุริเยนทราบรมราชินีในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งทรงสร้างไว้ในสวนพระราชวังเดิมแล้วทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ย้ายมาปลูกไว้ เมื่อปี พ.ศ. 2452

ปาฏิหาริย์และความอัศจรรย์บางอย่าง ของ หลวงปู่สารณ์ สุจิตโต

หลวงปู่สารณ์ สุจิตโตท่านเป็นศานุศิษย์ของพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต มีความเล่าขานต่อกันมาในอดีตท่านได้แสดงปาฏิหาริย์ และสร้างความอัศจรรย์ให้ปรากฎหลายอย่าง เช่น หากมีบุคคลจะไปวัดเพื่อพบท่านหลวงปู่สารณ์ ด้วยเรื่องอะไรท่านมักจะรู้ล่วงหน้า แม้เราคุยกันเรื่องอะไรท่านจะทราบ และ ถามกลับไป ทําให้ผู้พบเห็นงงในความสามารถ และสร้างความศรัทธามากขึ้

มีครั้งหนึ่งขณะที่หลวงปู่สารณ์ สุจิตโต นั่งสมาธิปฏิบัติ ธรรมกัมมัฏฐานอยู่ในช่วงดึกสงัดในป่าทึบ พระรูปอื่น ที่นั่งอยู่ใกล้ ได้เห็นงูเหลือมใหญ่ เลื้อยมาพันรอบตัวท่านหลวงปู่ จนมองเกือบ จะไม่เห็นองค์ท่านนานพอควร ท่านหลวงปู่สารณ์ ก็มิได้ตื่นตกใจกลัวแต่อย่างไร มีแต่แผ่เมตตาแก่สัตว์เหล่านั้น ในที่สุดงูร้าย ก็มิได้ทำอันตรายแก่หลวงปู่เป็นที่อัศจรรย์ยิ่ง

บ่อยครั้งที่ชาวบ้านนิมนต์ท่านไปนั่งตรง ที่ชาวบ้านเชื่อว่ามีสิ่งเร้นลับหรือภูติผีต่างๆ เพื่อที่จะได้ทำมาหาเลี้ยงชีพได้สะดวก บางครั้งท่านก็ให้โชคลาภ สําหรับผู้มีบุญ เช่น บางคนฟังเทศนาท่าน แล้วนําไปแปลเป็นเลข แล้วแทงหวยถูก ข้างล่างข้างบนหลายราย

ความเลื่อมใส ศรัทธา ของชาวบ้าน มีต่อท่าน หลวงปู่สารณ์ มากมาย เช่น โยมพรหมและโยมแพง โยมพรหมซึ่งต่อมาก็คือ หลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ สามีภรรยาคู่หนึ่งที่บ้านดงเย็น จังหวัด อุดรธานี ไม่มีบุตรด้วยกันเลื่อมใสศรัทธาแรงกล้า และ ด้วยบุญญาบารมี ของหลวงปู่สารณ์ บุคคลทั้ง 2 ออกบวชติดตาม โดยบริจาคทาน โค 100 ตัว กระบือ 100 ตัว ข้าวพร้อมยุ้งฉาง 4 ฉาง ติดตามปฏิบัติธรรม กับหลวงปู่สาร์ โดยมิได้ติดยึดอยู่กับความมั่งมีแต่ ประการใด เป็นที่สรรเสริญอย่างยิ่ง

หลวงปู่สารณ์ สุจิตโต

ละสังขาล

อีกเรื่องราว ของหลวงปู่คือ หวย สิ่งที่ทุกคนถวิลหา หลวงปู่ไม่เคยสนับสนุน ครั้งหนึ่งญาติ โยมแต่งดอก ไม้ธูปเทียนไปขอหวย ท่านก็สั่งสอนอยู่เป็นเวลานาน และบอกว่า อาตมาขอ “ห้ามสา” ชาวบ้านฟังก้หมดหวัง แต่ที่ไหนได้ งวดนั้นออกตรงๆ ครับ “ห้าสาม ห้ามสา”ของท่านนั้นเองหวยอีกงวด คนก็มาขอ ท่านก็ว่าให้ไปดูที่ เสากุ้น

คือเสาผุๆพังๆ นอกกุฏิ ญาติโยมก็ขัดก็หากันเต็มที่ ผลที่ได้ ไม่เจอเลขครับ แต่หวยงวดนั้น ออกที่เสากุ้นจริงๆ ศูนย์เก้าครับ นับว่าบุญมีแต่กรรมบังจริงๆก่อนหลวงปู่ มรณภาพท่าน ก็ล่วงรู้วันมรณภาพ จนได้เป้นเหตุให้สร้างเจดีย์ที่ผมเห็นนั่นเอง ได้บรรจุวัตถุศักดิ์สิทธิ์ ลงไปด้วย และท่านก็ให้สร้างต่อให้เสร็จหลวงจาก ท่านมรณภาพไป เพราะท่าน ได้สร้างไว้ครึ่งหนึ่งให้ญาติโยมสานบุญต่อไป

ขอขอบคุณบทความชีวประวัติเกจิชื่อดัง โดย ufabet

เครดิต : https://ufabets5.com/

Categories
รวมบทความ

หลวงพ่อผิว สีลวิสุทโธ

ประวัติ หลวงพ่อผิว สีลวิสุทโธ

หลวงพ่อผิว สีลวิสุทโธ

หลวงพ่อผิว สีลวิสุทโธ ถือกําเนิด

หลวงพ่อผิว สีลวิสุทโธ หรือ พระครูสีลวิสุทธาจารย์” หรือ หลวงพ่อผิว สิลวิสุทโธ ท่านถือกำเนิดเมื่อ วันพฤหัสบดี ที่ 19 เดือนพฤษภาคม ปีมะโรง พ.ศ.2435 ที่บ้านท่างาม อ.เมือง จ.ปราจีนบุรี ในวัยเยาว์ท่านช่วยบิดามารดาทำนา อาศัยศึกษาเรียนรู้อยู่กับพระที่วัดเลียบ

อุปสมบท หลวงพ่อผิว สีลวิสุทโธ

เมื่ออายุ 21 ปี เข้าอุปสมบทที่วัดเลียบ เมื่อเดือน มิ.ย.2456 มีพระครูปราจีนมุนี (หลวงพ่อทอง) เจ้าคณะจังหวัดปราจีนบุรีวัดหลวงปรีชากุล เป็นพระอุปัชฌาย์ หลวงพ่อหร่ำ วัดเลียบ เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้รับฉายา “สีลวิสุทโธ”

อยู่จำพรรษาและเล่าเรียนพระธรรมวินัยเป็นเวลา 10 พรรษา จึงย้ายมาอยู่วัดสง่างาม ซึ่งอยู่ห่างออกมาทางทิศตะวันออกของวัดเลียบ คนละฝั่งแม่น้ำประมาณ 3 กิโลเมตร โดยได้ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสตั้งแต่ปี พ.ศ.2466 จนกระทั่งมรณภาพในปี พ.ศ. 2528 รวมระยะเวลา 62 ปี

“วัดสง่างาม” เป็นวัดเก่าแก่อายุมากกว่า 100 ปี ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2456 ตั้งอยู่เลขที่ 1 หมู่ที่ 2 บ้านบางบริบูรณ์ ต.บางบริบูรณ์ อ.เมือง จ.ปราจีนบุรี สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย ที่ดินที่ตั้งวัดมีเนื้อที่ 36 ไร่ 3 งาน 78 ตารางวา มีเจ้าอาวาสเท่าที่ทราบนามคือ หลวงพ่อฮวบ, หลวงพ่อกลีบ, หลวงพ่อเพิ่ม, หลวงพ่อลิ, หลวงพ่อไผ่, หลวงพ่อพู่, หลวงพ่อผิว และพระครูสิริพัฒนโสภณ รูปปัจจุบัน

หลวงพ่อผิว วัดสง่างาม ท่านมีตำแหน่ง หน้าที่ และสมณศักดิ์ เริ่มจากปี พ.ศ.2466 เป็นพระกรรมวาจาจารย์ ปี พ.ศ.2475 เป็นเจ้าคณะหมวด (เจ้าคณะตำบล) ต.บางบริบูรณ์ อำเภอเมือง จังหวัดปราจีนบุรี ปี พ.ศ.2482 เป็นพระอุปัชฌาย์ ปี พ.ศ.2493 ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็น พระครูสัญญาบัตรชั้นตรี มีราชทินนามว่า “พระครูสีลวิสุทธาจารย์” ปี พ.ศ.2506 เลื่อนเป็นเจ้าคณะตำบลชั้นโท ในนามเดิม ปี พ.ศ.2513 เลื่อนเป็นเทียบผู้ช่วยเจ้าอาวาสพระอารามหลวงชั้นเอก

หลวงพ่อผิว ท่านเป็นพระที่ไม่ชอบอยู่นิ่ง ตั้งแต่เริ่มปกครองวัดก็ได้บูรณปฏิสังขรณ์ และพัฒนาสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อพระศาสนาและพุทธศาสนิกชนอย่างไม่หยุดยั้ง โดยเฉพาะด้านการศึกษาท่านได้ก่อตั้งโรงเรียนพระปริยัติธรรมขึ้นเป็นครั้งแรกของวัด และปรากฏว่าในสมัยนั้นมีพระหลายรูปที่สอบได้นักธรรมตรี โท และเอก ซึ่งลูกศิษย์ของท่านที่เข้ามาเรียนในกรุงเทพฯ ได้เป็นเปรียญหลายรูป

คุณวิเศษอย่างหนึ่งของหลวงพ่อผิว ที่เล่าขานกันนั่นก็คือ ความเป็นพระผู้มีเมตตาธรรมสูง โดยได้ใช้วิชาความรู้ด้านการแพทย์โบราณช่วยเหลือสงเคราะห์ อนุเคราะห์แก่ผู้เจ็บป่วย เช่น แขนหัก ขาหัก กระดูกหัก จนหายได้อย่างน่าอัศจรรย์ แม้แต่นายแพทย์สมัยใหม่ยังต้องมาให้ท่านช่วยต่อกระดูกก็มี รวมไปถึงสัตว์ต่างๆ อาทิ ช้าง ม้า วัว ควาย ที่ขาหักท่านก็ช่วยรักษามา นับไม่ถ้วน

นอกจากนี้ ท่านยังเป็นหนึ่งในบรรดาพระเกจิอาจารย์ดังที่มักได้รับอาราธนาไปในพิธีพุทธาภิเษกพระเครื่องหลายต่อหลายรุ่น ซึ่งครั้งที่เป็นเกียรติประวัติก็คือ ได้รับฎีกาเข้าไปร่วมพิธีพุทธาภิเษกเหรียญพระแก้วมรกต ภปร.ในพระบรมมหาราชวัง ในงานฉลองวัดพระศรีรัตนศาสดาราม เมื่อปีพ.ศ.2525

หลวงพ่อผิว สีลวิสุทโธ

วัดสง่างาม

“วัดสง่างาม” เป็นวัดเก่าแก่อายุกว่า 100 ปี ก่อตั้งขึ้นเมื่อปีพ.ศ.2456 ตั้งอยู่เลขที่ 1 บ้าน บางบริบูรณ์ หมู่ 2 ต.บางบริบูรณ์ อ.เมือง จ.ปราจีนบุรี สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย ที่ดิน ที่ตั้งวัดมีเนื้อที่ 36 ไร่ 3 งาน 78 ตารางวา มีเจ้าอาวาสเท่าที่ทราบนามคือ หลวงพ่อฮวบ, หลวงพ่อกลีบ, หลวงพ่อเพิ่ม, หลวงพ่อลิ, หลวงพ่อไผ่, หลวงพ่อพู่, หลวงพ่อผิว และพระครูสิริพัฒนโสภณ รูปปัจจุบัน

สมภาร ปกครองวัด


“หลวงพ่อผิว” เป็นสมภารรูปที่ 7 ปกครองวัดอยู่ในช่วงปีพ.ศ.2466-2528 ชาติภูมิเป็นชาวบ้านท่างาม อ.เมือง จ.ปราจีนบุรี เกิดเมื่อปีมะโรง ตรงกับวันพฤหัสบดีที่ 19 พ.ค.2435 เยาว์วัยช่วยพ่อแม่ทำนา อาศัยศึกษาเรียนรู้อยู่กับพระที่วัดเลียบ ซึ่งอยู่ใกล้บ้าน จนอ่านออกเขียนได้ทั้งหนังสือไทยและขอม พออายุ 21 ปีก็เข้าอุปสมบทที่วัดเลียบ เมื่อเดือนมิ.ย.2456 มีพระครูปราจีนมุนี (หลวงพ่อทอง) เจ้าคณะจังหวัดปราจีนบุรี วัดหลวงปรีชากุล เป็นพระอุปัชฌาย์ หลวงพ่อหร่ำ วัดเลียบ เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้รับฉายา “สีลวิสุทโธ”

อยู่จำพรรษาและเล่าเรียนพระธรรมวินัยเป็นเวลา 10 พรรษาจึงย้ายมาอยู่วัดสง่างาม ซึ่งอยู่ห่างออกมาทางทิศตะวันออกของวัดเลียบคนละฝั่งแม่น้ำประมาณ 3 กิโลเมตร โดยได้ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสตั้งแต่ปีพ.ศ.2466 จนกระทั่งมรณภาพในปีพ.ศ. 2528 รวมระยะเวลา 62 ปี

หลวงพ่อผิว วัดสง่างาม จ.ปราจีนบุรี ท่านมีตำ แหน่ง-หน้าที่ และสมณศักดิ์ เริ่มจากปี พ.ศ.2466 เป็นพระ กรรมวาจาจารย์ปีพ.ศ.2475 เป็นเจ้าคณะหมวด เจ้าคณะตำบล บางบริบูรณ์ อำเภอเมือง จังหวัดปราจีนบุรี ปีพ.ศ.2482 เป็น พระอุปัชฌาย์ ปีพ.ศ.2493 ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็น พระครูสัญญาบัตรชั้นตรี มีราชทินนามว่า “พระครูสีลวิสุทธา จารย์” ปีพ.ศ.2506 เลื่อนเป็น เจ้าคณะตำบลชั้นโท ในนามเดิม ปีพ.ศ.2513 เลื่อนเป็นเทียบผู้ช่วยเจ้าอาวาสพระอารามหลวงชั้นเอก

หลวงพ่อผิว เป็นพระที่ไม่ชอบอยู่นิ่ง ตั้งแต่เริ่มปกครองวัดก็ได้บูรณปฏิสังขรณ์ และพัฒนาสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อพระศาสนาและพุทธศาสนิกชนอย่างไม่หยุดยั้ง โดยเฉพาะด้านการศึกษาท่านได้ก่อตั้งโรงเรียนพระปริยัติธรรมขึ้นเป็นครั้งแรก ของวัดและปรากฏว่าในสมัยนั้นมีพระหลายรูปที่สอบได้นักธรรมตรี โท และเอก ซึ่งลูกศิษย์ของท่านที่เข้ามาเรียนในกรุงเทพฯ ได้เป็นเปรียญหลายรูป

หลวงพ่อผิว สีลวิสุทโธ

มรณภาพ ละสังขาล

ในบั้นปลายชีวิต ท่านเริ่มป่วยด้วยโรคเบาหวาน และโรคแทรกอีกหลายโรค โดยเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลเปาโล กรุงเทพฯ และโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร เป็นครั้งคราว จนกระทั่งวาระสุดท้ายท่านได้กลับมามรณภาพ ที่วัดสง่างาม เมื่อวันที่ 16 ก.พ. 2528 เวลา 08.45 น. สิริอายุ 93 พรรษา 72 และได้รับพระราชทานเพลิงศพเมื่อวันที่ 16 มี.ค. 2529 มีพระปราจีนมุนี เจ้าคณะจังหวัดปราจีนบุรี เป็นประธานนับว่าเป็นงานที่ยิ่งใหญ่มาก เพราะมีศิษยานุศิษย์และผู้เคารพศรัทธามากัน อย่างมืดฟ้ามัวดิน

ขอขอบคุณบทความชีวประวัติ โดย ufa168