Categories
รวมบทความ

หลวงพ่อผินะ

ประวัติวัดไทยงาม หลวงพ่อผินะ วัดพระสนมลาว

หลวงพ่อผินะ

หลวงพ่อผินะ วัดไทยงามหรือวัดพระสนมลาว ตั้งอยู่หมู่ที่ ๒ ต าบลโคกแย้ อ าเภอหนองแค จังหวัดสระบุรีสร้างขึ้นประมาณปี พ.ศ. 2029 นับถึงปัจจุบัน ปี พ.ศ ๒๕๖๐ รวมก่อตั้งมาแล้วรวม 53๑ ปีวัดไทยงามได้เปลี่ยนจากชื่อวัดพระสนมลาววรวิหาร มาเป็น วัดไทยงาม เมื่อปี พ.ศ. 2489 และได้รับพระราชทานวิสุงคารสีมาครั้ง
หลังสุดนี้ เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2520 เขตวิสุงคารสีมา กว้าง 20เมตร ยาว 35 เมตร

หลวงพ่อผินะ

เป็นอาคารคอนกรีตเสริมเหล็ก อุโบสถ์หลังนี้สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ในสมัยนั้นพระองค์ท่านเป็นสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ สยามมกุฎราชกุมาร ได้ทรงวางศิลาฤกษ์ พระอุโบสถ์หลังนี้ และได้รับการบอกเล่าจากผู้เฒ่าผู้แก่ เล่าสืบต่อกันมาว่า เดิมคนลาวที่อพยพมาอยู่สระบุรีครั้งนั้น

มีผู้ที่เคยเป็นเจ้าเมืองสระบุรี เช่น พระยาสุราราชวงศ์ เจ้าเมืองสระบุรีสมัยรัชกาลที่ 3 เป็นชาวลาวพุงด าที่อพยพมาอยู่ถิ่นนี้ ตั้งแต่รัชสมัยพระเจ้ากรุงธนบุรี พระสยามลาวบดี ปลัดเจ้าเมืองสระบุรีสมัยรัชกาลที่ 4 ก็เป็นชาวลาวเช่นกัน ที่ต าบลโคกแย้ อ าเภอหนองแค มีวัดอยู่สองวัด คือ วัดพระสนมลาว (วัดไทยงาม) และวัดสนมไทย (วัดเขาพนมยงค์)

วัดสนมไทยเป็นที่อยู่ของคนไทยอยุธยา ส่วนวัดพระสนมลาวเป็นถิ่นที่อยู่ของกลุ่มชนที่อพยพมาจากนครเวียงจันทน์ได้มาอยู่บ้านโป่งแร้ง บ้านหนองผักชี และบ้านสนมลาวชาวบ้านเล่าสืบกันมาว่าครั้งหนึ่ง พระมหากษัตริย์แห่งกรุงสยามเสด็จเยี่ยมชาวบ้านกลุ่มนี้ ได้มีชาวบ้านผู้หนึ่งทูลถวายบุตรสาวของตนเพื่อเป็นบาทบริจาริกา

พระองค์ก็ทรงรับไว้ ต่อมาได้รับการสถาปนาเป็นพระสนมเอก วันหนึ่งพระสนมเอกผู้นี้ได้กลับมาเยี่ยมบ้านเดิมของตน พบว่าญาติพี่น้องยึดมั่นในพระพุทธศาสนาอย่างมั่นคง แต่ไม่มีวัดที่จะประกอบศาสนพิธี เมื่อเดินทางกลับพระนครแล้วจึงกราบบังคมทูลให้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ

ช่วยสร้างวัดให้ พระมหากษัตริย์พระองค์นั้นจึงโปรดฯ ให้ช่างหลวงมาสร้างวัดให้และโปรดฯให้สร้างพระเจดีย์ไว้ด้วย (ปัจจุบันยังมีหลักฐานเหลืออยู่) ที่เชิงเขาโป่งแร้ง และพระราชทานนามวัดว่า วัดพระสนมลาว แต่ชาวบ้านนิยมเรียกสั้น ๆ ว่าวัดสนมลาวได้เปลี่ยนนามวัดใหม่ว่า วัดไทยงามนั้นเอง

ประวัติ หลวงพ่อผินะ

หลวงพ่อผินะ

หลวงพ่อผินะ ปิยธโร ท่านเกิดเมื่อวันที่ 1มีนาคม2456 ณ บ้านหัวลำโพง อ.ทัพทัน จ.อุทัยธานี ในช่วงวัยเด็กท่านมีโรคประจำตัวที่รักษาไม่หาย หลังจากการร้องให้ทุกครั้ง ท่านมักจะชักจนหน้าเขียว และมารดาได้พาไปหาหมอรักษาโรค หลวงพ่อสิน ได้บอกถึงรางว่า ชื่อ ทวายนั้นเป็นความหมายที่เป็นกาลกิณี

จึงได้เปลี่ยนชื่อมาเป็น ผินะ แปลว่า หันหน้า, หันหลัง, เปลี่ยนทิศทาง, ไม่แยแส, หรือเลิกคบกัน นับแต่นั้นอาการดังกล่าวได้ทุเลาลง จากนั้นหลังจากโยมบิดาได้เสียชีวิตลง ท่านจึงได้บรรพชาเป็นสามเณร และเมื่ออายุครบบวชท่านจึงได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุเมื่อปี พ.ศ.2481 ณ วัดหนองเต่า

โดยมีพระครูอุดมคุณาภรณ์ เจ้าคณะอำเภอทัพทัน เป็นพระอุปัชฌาย์ และพระมหาอำนวย เป็นพระกรรมวาจาจารย์ ในระหว่างเป็นพระภิกษุ ท่านได้ขออนุญาตเจ้าอาวาสออกธุดงค์ไปจำพรรษาที่ วัดเกาะเทพ หลังจากอุปสมบทแล้วเพียง 20 วัน ท่านจึงขอสึกออกมา เพราะยังกลัวศพอยู่ อยู่มาได้เพียง 11 วัน โยมมารดาก็ถึงแก่กรรมลงอีก

ต่อมาก็เจาะจงมาที่พระภิกษุผินะ จูงศพให้ได้ เพราะเป็นโรคฝีในท้อง สับปเหร่อก็ผ่าท้องให้ดู ท่านก็ฉันอาหารไม่ได้ถึง 3 – 4 วัน และมีอาการนอนไม่ค่อยหลับ จึงขอเจ้าอาวาสไปพักที่อื่นสัก 5 วัน แล้วจะกลบมาลาสิกขาบท  

หลวงพ่อคำก็ได้สอบถามท่านและพระภิกษุอีก 1 รูป เป็นคนกลัวผี ก็สั่งสอนว่า สังขารของคนื่อนนั้นมันก็เหมือนกับของเรา จะรังเกียจไปทำไม ต่อมาท่านได้อยู่กับหลวงพ่อคำที่วัดเกาะเทพเทโพ อยู่ในหนึ่งเดือนเต็ม ๆ ก็เลิกกลัวผี เกิดมานะว่าท่านจะบวชตลอดชีวิต ต่อมาท่านึงได้เดินทางแสวงธรรมหาพระคณาจารย์เพื่อเรียนศึกษาวิปัสสนา

ชาติกําเนิด

หลวงพ่อผินะ ปิยธโร มีนามเดิมว่า ทวาย หาญสาริกิจ เกิดเมื่อวันที่ 1 มีนาคม พ.ศ.2456 บ้านหัวลำโพง อ.ทัพทัน จ.อุทัยธานี วัยเด็กหลวงพ่อมีโรคประจำตัวรักษาไม่หาย หลังการร้องไห้ทุกครั้ง จะต้องมีอาการชักจนหน้าเขียว โยมมารดาพาไปหาหมอรักษาโรคแต่อาการไม่ดีขึ้น ครั้นพอหมดหนทางจึงได้พาบุตรชายไปหาหลวงพ่อสิน เจ้าอาวาสวัดหนองเตา ต.โนนขี้เหล็ก อ.เมือง จ.อุทัยธานี

หลวงพ่อสินระบุว่า ชื่อทวาย เป็นกาลกิณี ได้เปลี่ยนชื่อใหม่เป็นผินะ มาจากคำว่าผิน แปลว่า หันหน้า, หันหลัง, เปลี่ยนทิศทาง, ไม่แยแส, หรือเลิกคบกัน นับแต่นั้นอาการดังกล่าวได้ทุเลาลง พ.ศ.2481 โยมบิดาได้ล้มป่วยและเสียชีวิต จึงได้บรรพชาเป็นสามเณรเพื่ออุทิศส่วนกุศล พออายุครบบวชจึงได้เข้าพิธีอุปสมบทเป็นพระภิกษุ ณ วัดหนองเต่า โดยมีพระครูอุดมคุณาภรณ์ เจ้าคณะอำเภอทัพทัน

บวชเรียน

หลวงพ่อผินะ

เป็นพระอุปัชฌาย์ และพระมหาอำนวย เป็นพระกรรม วาจาจารย์ ในระหว่างเป็นพระภิกษุ พระผินะได้ขออนุญาต เจ้าอาวาสออกไปจำพรรษาที่วัดเกาะเทโพ อ.มโนรมย์ จ.ชัยนาท ได้ศึกษาพระธรรมจากหลวงตาคำ ให้รู้ถึงสังขารร่างกายมนุษย์และสัตว์ ล้วนมีเกิด แก่ เจ็บ ตายร่างกายเน่าเปื่อย

พ.ศ.2481 ท่านสอบได้นักธรรมตรี และออกธุดงค์ ฝึกปฏิบัติกัมมัฏฐาน ณ วัดถ้ำตะโกพุทธโสภา อ.ท่าวุ้ง จ.ลพบุรี ก่อนจะเดินธุดงค์ไปในหลายจังหวัด ในภาคเหนือ ภาคใต้ ประเทศพม่า ลาว เขมร อินเดีย พ.ศ.2485 พระผินะได้ศึกษาและปฏิบัติธรรมกับหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต วัดป่าสุทธาวาส จ.สกลนคร

มรณภาพ

ร่างหลวงพ่อผินะ ปิยธโร นั่งหมดลมหายใจในท่านั่งขัดสมาธิอย่างสงบ เหตุที่ไม่ปกติเพราะท่านมรณภาพ เมื่อเวลาประมาณ 05.14 นาฬิกา แต่เวลาล่วงเลยกว่า 12 ชั่วโมงแล้วร่างกาย เนื้อตัวท่านยังอ่อนนิ่ม ไม่คล้ายดังคนที่หมดลมหายใจแต่อย่างใด ก่อนหน้านี้หลวงพ่อผินะได้ทำหนังสือเขียนสั่งไว้ มีใจความว่า “เมื่อฉันละสังขาร ขอให้ปฏิบัติตามนี้ คือ ห้ามฉีดยาศพโดยเด็ดขาด

ให้เก็บศพไว้ในสภาพนั่งขัดสมาธิ ให้บรรจุศพไว้ในที่เตรียมไว้ ณ สุสานผินะ ไม่ต้องมีการสวดศพ ไม่ต้องบอกคนมาก ห้ามเผาศพโดยเด็ดขาด” สั่ง ณ วันที่ 4 ตุลาคม พ.ศ.2545 ลงชื่อ พระผินะ ปิยธโร พระอาจารย์ใหญ่ประธานคณะปฏิบัติธรรม วัดสนมลาววิหาร

พระพิศาลมงคลวัตร เจ้าคณะจังหวัด สระบุรี (ธรรมยุต) ในขณะนั้น กล่าวว่า ได้ทำการบรรจุศพในวันที่ 16 ตุลาคม พ.ศ.2545 และทำตามที่ท่านสั่งไว้ โดยสั่งช่างทำโลงแก้วบรรจุศพในท่านั่งขัดสมาธิ และนำไปตั้งไว้ที่สุสานผินะ ที่ท่านสั่งให้สร้างไว้แล้ว

ขอขอบคุณบทความประวัติเกจิ อาจารย์ชื่อดัง โดย ufabet.com

Categories
รวมบทความ

หลวงพ่อเสริม

วัดปทุมวนาราม หลวงพ่อเสริม

วัดปทุมวนาราม

หลวงพ่อเสริม วัดปทุมคงคา เป็นพระอารามหลวงชั้นโท ชนิดราชวรวิหาร เดิมชื่อวัด “สำเพ็ง” ตามชื่อถนนที่วัดตั้งอยู่ คือถนนสำเพ็ง ต่อมาในรัชกาลที่ 1 พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก พระราชทานนามใหม่ว่า “วัดปทุมคงคา” ปัจจุบันตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา ฝั่งพระนคร ถนนทรงวาด วัดปทุมคงคา เป็นวัดโบราณ มีมาตั้งแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยา มีอาณาเขตและอุปจารวัดกว้างขวาง ครั้งพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก

แรกสร้างกรุงรัตนโกสินทร์  โดยทรงเห็นว่า เมืองธนบุรี ซึ่งอยู่ในฝั่งตะวันตกนั้น คับแคบ ป้องกันศัตรูได้ยาก อีกทั้งพระราชนิเวศน์มณเฑียรสถานนั้นก็ขยายไม่ได้ เพราะตั้งอยู่ในเขตวัดแจ้ง วัดอรุณราชวราราม และวัดท้ายตลาด วัดโมลีโลกยาราม

ส่วนในฝั่งตะวันออกนั้น ฝั่งพระนคร เป็นชัยภูมิดีกว่า โดยเป็นที่แหลม มีลำแม่น้ำเป็นขอบเขต กว่าครึ่ง ถ้าตั้งพระนคร ข้างฝั่งตะวันออก  แม้นข้าศึกยกมาติดชานพระนคร ก็พอจะสู้ป้องกัน ได้ง่ายกว่าฝั่งตะวันตก เสียแต่ว่าเป็นที่ลุ่มอยู่บ้าง

วัดปทุมคงคา

พระวิหาร แห่งนี้เป็นที่ ประดิษฐานพระเสริม และพระแสน ซึ่งเป็นพระพุทธรูปเก่าแก่ แบบศิลปะล้านช้างเวียงจันทน์  พระเสริม นั้นเป็นพระพุทธรูปพี่น้องกับ “พระสุก” และ “พระใส” ซึ่งในสมัยรัชกาลที่ 3 กองทัพสยามเดินทางไปตีเมืองเวียงจันทน์เพื่อปราบกบฏเจ้าอนุวงศ์ เมื่อกองทัพจะเดินทางกลับบ้านเมือง ก็ได้อัญเชิญพระพุทธรูปมาจากเมืองเวียงจันทน์มาด้วยหลายองค์ด้วยกัน รวมทั้ง พระสุก พระใส และพระเสริม

แต่ในขณะที่เคลื่อนย้ายพระพุทธรูปมาทางลำน้ำงึมออกแม่น้ำโขง ก็ได้เกิดพายุฝนตกหนัก จนทำให้พระสุกหล่นจากแท่นประดิษฐานจมลงใต้แม่น้ำ บริเวณนั้นต่อมาจึงเรียกกันว่าเวินพระสุก หรือเวินสุก ส่วนพระเสริมและพระใสก็ได้อัญเชิญข้ามมายังฝั่งไทยได้อย่างปลอดภัย แต่เมื่อจะอัญเชิญต่อมายังกรุงเทพฯ

หลวงพ่อเสริม

ก็ปรากฏว่าเกวียนที่ประดิษฐานพระใสนั้นเกิดหักลงอยู่ตรงหน้าวัดโพธิ์ชัย เมืองหนองคาย ทำอย่างไรก็ไปต่อไม่ได้ จึงต้องอัญเชิญพระใสให้ประดิษฐานไว้ที่วัดโพธิ์ชัย เป็นพระคู่บ้านคู่เมืองหนองคายมาแต่บัดนั้น ส่วนพระเสริมนั้นอัญเชิญต่อมาได้จนถึงกรุงเทพฯ และมาประดิษฐานไว้ที่วัดปทุมวนารามอย่างที่เห็นในปัจจุบัน

ส่วน พระแสน พระพุทธรูปอีกองค์หนึ่งซึ่งประดิษฐานอยู่ในอุโบสถเดียวกันกับพระเสริม เดิมประดิษฐานอยู่ในถ้ำที่เมืองมหาไชย แขวงล้านช้าง แต่ได้อัญเชิญมายังกรุงเทพฯ เมื่อรัชกาลที่ 4 มีพระราชประสงค์จะอัญเชิญพระพุทธรูปโบราณจากล้านช้างมาประดิษฐานไว้ในพระอารามที่ทรงสร้างขึ้นใหม่หลายแห่ง

ประวัติหลวงพ่อเสริม

หลวงพ่อเสริม

พระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมือง อาจารย์วรนันทน์ ชัชวาลทิพากร เขียนไว้ว่า ในกรุงเทพมหานครของเรานี้มีสิ่งดีๆมากมายอยู่ใกล้ตัวจนนึกไม่ถึง เพียงเดินจากศูนย์การค้าฯสี่แยกราชประสงค์ มายังวัดปทุมวนาราม ใช้เวลาไม่เกินห้านาทีก็จะมีโอกาสกราบพระพุทธรูปสำคัญ

ตามประวัติพระเสริม หน้าตัก 2 ศอก 1 นิ้ว   วัสดุสำริด   พระใส   สร้างขึ้นพร้อมกับพระสุก รวมกันสามองค์ เป็นพระพุทธรูปประจำพระองค์ของสามพระราชธิดากษัตริย์ล้านช้าง ต่อมาก็ประดิษฐานไว้ในเวียงจันทน์ เมืองหลวงของล้านช้าง ราวกลางสมัยอยุธยา

จนถึงสมัยกรุงธนบุรี ทัพไทยยกไปตีเวียงจันทน์ ชาวล้านช้างก็นำพระพุทธรูปสามองค์นี้ไปซ่อน ศึกสงบแล้วก็นำกลับมาไว้ที่วัดโพนชัย เวียงจันทน์ ครั้นในสมัยรัชกาลที่ 1 สมเด็จพระบวรราชเจ้า มหาศักดิพลเสพ ทรงนำทัพไปตีเวียงจันทน์อีกครั้ง    โปรดให้เชิญพระเสริม พระใส พระสุก ลงแพข้ามแม่น้ำโขง

หลวงพ่อเสริม

ระหว่างทางพระสุกพลัดตกจมลงไปในน้ำ ในบริเวณที่เรียกกันต่อมาว่า เวินพระสุก

คงเหลือพระเสริมและพระใสมาถึงเมืองหนองคาย โปรดให้ประดิษฐานพระเสริมไว้ที่วัดโพธิ์ชัย และพระใสไว้ที่หอก่อง (วัดประดิษฐ์ธรรมคุณ)

พระเสริม พระใส ถูกอัญเชิญ มาไว้ในกรุงเทพฯ ในสมัยรัชกาลที่ 4 พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้า เจ้าอยู่หัว โปรดให้อัญเชิญพระเสริมไปประดิษฐานไว้เป็น พระประธานใน พระอุโบสถวัดบวรสุทธาวาส ในพระบวรราชวัง แต่เมื่อทอดพระเนตรแล้ว โปรดในพระพุทธลักษณะ จึงโปรดให้อัญเชิญพระเสริม ไปประดิษฐาน ไว้บนพระแท่นเศวตฉัตรในท้องพระโรง เพื่อจะถวายสักการะโดยสะดวก

ถือเป็นพระพุทธรูป 3 พี่น้องแห่งกรุงศรีสัตนา คนหุต หล่อขึ้นจากทองสีสุก (โลหะสำริดที่มีทองคำเป็นส่วนผสมหลัก) เมื่อราวปี พ.ศ.2109 โดยพระเจ้าไชยเชษฐาธิราช กษัตริย์ล้านช้าง พร้อมด้วยพระธิดา 3 พระองค์ ทรงพระนามว่า พระธิดาเสริม พระธิดาสุก และพระธิดาใส โปรดให้ช่างลาวล้านช้างหล่อพระพุทธรูปประจำพระองค์ เพื่อความเป็นสิริมงคลมีขนาดลดหลั่นกันตามลำดับ

ในพิธีการหล่อพระพุทธรูปทั้ง 3 องค์ พระภิกษุและฆราวาสช่วยกันสูบเตาหลอมทองอยู่ตลอดถึง 7 วัน แต่ทองยังไม่ละลาย พอถึงวันที่ 8 มีเพียงพระภิกษุสูงอายุรูป หนึ่งกับสามเณร รูปหนึ่งสูบเตาอยู่ ปรากฏมีชีปะขาวคนหนึ่งมาอาสาสูบเตา แทนพระและเณร

วัดหลวงพ่อเสริม

แต่วันนั้น ญาติโยมต่าง เห็นบรรดาชี ปะขาวสูบเตา อยู่เป็นจำนวนมาก เมื่อพระภิกษุและสาม เณรฉันเพลเสร็จแล้วก็จะไปสูบเตาต่อ ปรากฏว่าได้มีผู้เททองลงเบ้าทั้ง 3 จนเรียบร้อยแล้ว แต่ไม่เห็นชีปะขาวอยู่แม้แต่คนเดียว การหล่อพระพุทธรูปทั้ง 3 องค์ สำเร็จลงด้วยดีอย่างน่าอัศจรรย์

พระธิดาเสริม สุก และใส ต่างถวายนาม ของตน เป็นนามของพระพุทธรูป ได้แก่ พระเสริมเป็นพระพุทธรูป ประจำพระธิดาองค์พี่ พระสุกเป็นพระพุทธรูปประจำพระธิดาองค์กลาง และพระใสเป็นพระพุทธ รูปประจำพระธิดาองค์สุดท้อง

สมเด็จกรมพระยา ดำรง ราชานุภาพ ทรงลงความ เห็นเกี่ยวกับพระพุทธรูปทั้ง 3 องค์นี้ว่า พระเสริม พระสุก พระใส เป็นพระพุทธรูปลาวล้านช้างที่งดงามยิ่งกว่าพระพุทธ รูปองค์อื่นๆ และทรงสัน นิษฐานเรื่องการสร้างเป็น 2 ประการ คือ อาจจะเป็น พระพุทธรูป ที่สร้างจากเมือง หนึ่งเมืองใดทางตะวันออกของ อาณาจักร ล้านช้างและต่อ มาตกอยู่ในเขตล้านช้าง หรืออาจสร้างขึ้นในเขตล้านช้าง โดยฝีมือช่างลาวพุงขาวในยุคนั้น

ในรัช สมัยพระบาทสมเด็จ พระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 ครั้งเจ้าอนุวงศ์ เจ้าผู้ครองอาณาจักรล้านช้างก่อกบฏ พระองค์ทรงโปรดให้สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาศักดิพล เสพเป็นแม่ทัพยกทัพ ไปปราบ และได้ตั้งค่ายทหารที่เมืองพานพร้าว

ต่อมาเมื่อพระบาทสมเด็จ พระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จสวรรคต จึงโปรดให้อัญเชิญพระเสริมมาประดิษฐาน คู่กับพระแสน เพราะเคยเป็นพระพุทธรูปที่เคยอยู่ด้วยกันมาก่อนตามตำนาน พระเสริม พระสายน์ และพระแสน ซึ่งเคยเป็นพระพุทธรูปโบราณ

จากกรุงศรีสัตนาคนหุต จึงประดิษฐาน อยู่ด้วยกัน ณ วัดปทุมวนารามแห่งนี้ เชื่อหรือไม่ว่า มีพระแสนอีกองค์หนึ่งเป็นพระประธานอุโบสถวัดหงส์รัตนาราม ริมคลองบางหลวง บางกอกใหญ่ เป็นพระยุคสมัยเดียวกันกับพระพุทธรูปวัด ปทุมวนาราม นี่คือตำนาน หลวงพ่อพระใส หรือพระสายน์ วัดปทุมวนาราม

กรมหลวงเพชรบุรี ราชสิรินธร ที่อัญเชิญมาประดิษฐานไว้ ณ พระสถูปเจดีย์แห่งราช สกุลมหิดล วัดปทุมวนาราม ราชวรวิหารดังนั้น พระสถูปเจดีย์แห่งราชสกุลมหิดล วัดปทุมวนาราม ราชวรวิหาร จึงมีครบทุกพระองค์ที่ล่วงลับไปแล้วแห่งราชสกุลมหิดล

ซึ่งสืบสาย ตรงจากสมเด็จ พระศรีสวริน ทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า ด้วยพระองค์ท่าน ทรงมีความ ผูกพัน กับวัดปทุมวนาราม ราชวรวิหาร เป็นอย่างมาก โดยพระองค์ทรง สร้างพระสถูป เจดีย์แห่งนี้มีลักษณะเป็นพระสถูปเจดีย์ ครึ่งองค์

ขอขอบคุณบทความประวัติเกจิ อาจารย์ชื่อดัง โดย ufabet.com

Credit : https://ufabets5.com/

Categories
รวมบทความ

หลวงปู่แสง

เปิดประวัติ หลวงปู่แสง เกจิผู้หยั่งรู้อายุ 107 ปี

หลวงปู่แสง

พระครูอุดมรังษี หลวงปู่แสง จนฺทวํโส ท่านเป็นพระป่ากรรมฐานศิษย์สายหลวงปู่มั่น,หลวงปู่เสา  และหลวงปู่สิง เป็นสหธรรมิกกับ วัดธาตุมหาชัย

พระเกจิอาจารย์ชื่อดัง แห่งวัดธาตุมหาชัย อ.ปลาปาก จ.นครพนม โดยเมื่อครั้งหลวงปู่คำพันธ์ ยังมีชีวิตอยู่นั้นท่านทั้งสองจะไปมาหาสู่กันตลอด

หลวงปู่แสง จนฺทวํโส เกิดเมื่อ วันที่ 10 มีนาคม พ.ศ.2454 (ในสมัยรัชกาลที่ 6) ณ บ้านโพนตูม อำเภอนาแก ต.ก้านเหลือง จ.นครพนม พื้นเพท่านเป็นชาวเมืองนครพนมโดยกำเนิด

บวชเรียน

ในวัยเยาว์ใช้ชีวิต ตามประสาเด็กชนบททั่วไป จนกระทั่งอายุ ๑๙ ปีได้บวชเณรหน้าไฟอุทิศกุศลให้คุณตา ที่วัดศรีสำราญ ต.ก้านเหลือง จ.นครพนม โดยมี พระอินทร์ เป็นพระอุปัชฌาย์

หลวงปู่แสง

หลังจากบวชส่งศพ คุณตาสู่จิตกาธารแล้ว ท่านอยากจะสึก แต่เจ้าอาวาสไม่ยอมสึกให้ ท่านจึงธุดงค์ ไปทางจ.ขอนแก่น บ้านไผ่ จ.ร้อยเอ็ด จนถึงอำเภอเขมราฐ จ.อุบลราชธานี ใช้เวลา ๗ เดือน พร้อมอุปสมบทเป็นพระภิกษุ โดยมี พระครูบริหาร เกษมรัฐ วัดบ้านแก้ง อำเภอเขมราฐ จ.อุบลราชธานี เป็นพระอุปัชฌาย์ ได้รับฉายาว่า “จนฺทวํโส” แปลว่า “วงษ์แห่งพระจันทร์”

หลวงปู่แสง ได้ใช้เวลาเล่าเรียน นักธรรมตรี โท เอก จนสำเร็จ เป็นพระภิกษุผู้ปฏิบัติชอบตามพระธรรมวินัย เอาใจใส่การศึกษาปฏิบัติธรรม มีความรู้ความ เห็นลึกซึ้ง มีปฏิภาณเทศนา แจ่มแจ้ง โวหารไพเราะจับใจ ทั้งยังได้เล่าเรียน อักขระเลขยันต์

วิทยาคมจนมี ความเชี่ยวชาญ เชื่อว่าท่านสำเร็จ ฌาณสมาบัติขั้นสูง เพียงท่านจับมือใครคนนั้น ท่านจะรู้หมดทุกเรื่องในตัวคนนั้น และท่านจะบอกเรื่องดี ๆ ให้คน ๆ นั้นได้พบกับความเจริญรุ่งเรือง

ด้านคาถาอาคม อักขระเลขยันต์ หลวงปู่แสงมีความเชี่ยวชาญยิ่งนัก กล่าวว่าเป็นผู้มากวิชา รูปหนึ่งใน เมืองไทย สมญานามที่กล่าวขานยกย่องท่านเป็น “เทพเจ้าบันดาลทรัพย์” ใครที่มากราบไหว้ขอพร มักได้ตามความปรารถนาเสมอ

แม้อายุล่วง เลยมากว่า 109 ปี (พ.ศ.2563) แต่สายตาท่านยังดี หากจะอ่านหนังสือสวดมนต์หรือหนังสือธรรมะจะใส่แว่น หูได้ยิน 1 ข้าง ชอบพูดคุยสนทนาสนุกสนานติดตลก ไม่ถือเนื้อถือตัว ไม่เคยเจ็บป่วย เคยเข้าโรงพยาบาลแค่ 1 ครั้ง ด้วยสาเหตุท้องผูก

หลวงปู่แสง

ไม่เคยนอนกางมุ้ง แต่ยุงไม่กัด เป็นคนที่ไม่รู้ร้อนรู้หนาว อากาศหนาวเหน็บ เพียงใด จะใส่แค่สบง ห่มด้วยจีวร ปล่อยวางไม่ยึดติดกับวัตถุใด ๆ และ ไม่แสวงหา ความสุขสบาย โดยเฉพาะกุฏิหลังใหม่ที่ลูกศิษย์สร้างถวาย ๗ แสนกว่าบาท แต่ท่านไม่ไปอยู่ เพรา ะอึดอัดและ หายใจไม่ออก

หลวงปู่แสงปัจจุบัน อายุ 107 ปี พรรษา 88 พื้นเพเป็นชาว เมืองนครพนมโดยกำเนิด เกิดในสมัย รัชกาลที่ 6 เมื่อวันที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2454 ที่บ้านโพนตูม อำเภอนาแก ต.ก้านเหลือง จ.นครพนม วัยเยาว์ใช้ชีวิตตามประสาเด็กชนบททั่วไป จนกระทั่งอายุ 19 ปีได้บวชเณรหน้าไฟอุทิศกุศลให้คุณตาที่วัดศรีสำราญ ต.ก้านเหลือง จ.นครพนม

หลวงปู่แสงครับ

โดยมี พระอินทร์ เป็นพระอุปัชฌาย์ หลังจากบวชส่งศพคุณตาสู่จิตกาธารแล้ว ท่านอยากจะสึก แต่เจ้าอาวาสไม่ยอมสึกให้ ท่านจึงธุดงค์ไปทางจ.ขอนแก่น บ้านไผ่ จ.ร้อยเอ็ด จนถึงอำเภอเขมราฐ จ.อุบลราชธานี ใช้เวลา 7 เดือน พร้อมอุปสมบทเป็นพระ ภิกษุ โดยมีพระครูบริหารเกษมรัฐ วัดบ้านแก้ง อำเภอเขมราฐ จ.อุบลราชธานี เป็นพระอุปัชฌาย์ ได้รับฉายาว่า”จนฺทวํโส”

หลวงปู่แสง ได้ใช้เวลาเล่าเรียน นักธรรมตรี โท เอก จนสำเร็จ ป็นพระภิกษุผู้ปฏิบัติชอบตาม พระธรรมวินัย เอาใจใส่การศึกษาปฏิบัติธรรม มีความรู้ความเห็นลึกซึ้ง มีปฏิภาณเทศนาแจ่มแจ้ง โวหารไพเราะจับใจ เชื่อว่าท่านสำเร็จฌาณ สมาบัติขั้นสูง เพียงท่านจับมือใครคนนั้น ท่านจะรู้หมดทุกเรื่องในตัวคนนั้น และท่านจะบอก เรื่องดีๆให้คนๆนั้นได้พบกับความเจริญรุ่งเรือง

ด้านคาถาอาคม อักขระ เลขยันต์ หลวงปู่แสงมีความ เชี่ยวชาญยิ่งนัก กล่าวว่าเป็นผู้มากวิชารูปหนึ่ง ในเมืองไทย สมญานามที่กล่าวขานยกย่องท่านเป็น “เทพเจ้าบันดาลทรัพย์” ใครที่มากราบไหว้ขอพร มักได้ตามความปรารถนาเสมอ

วัตถุมงคล

หลวงปู่แสง

หลวงปู่แสงกล่าวจานว่า พุทธคุณดี ครบเครื่อง ทั้งเรื่องเมตตามหานิยม แคล้วคลาด โชคลาภ ซึ่งล่าสุดที่กำลัง มาแรงคือ รุ่น “มหาสมปรารถนา” ที่ท่านอนุญาต ให้คณะศิษย์ จัดสร้างเพื่อนำราย ได้สร้างฝ้าศาลา การเปรียญ วัดโพธิ์ชัย รูปแบบเป็นพระปิดตา รุ่นแรก

พระขุนแผน แสงสะท้าน รุ่นแรก และเหรียญเสมา โดยหลวงปู่แสงท่านปั๊มพระขุนแผนเอง กับมือตามตำราโบราณ และรุ่นนี้ทำพิธี ปลุกเสกมวลสารก่อนนำมาจัดสร้าง โดยกำหนดพิธีพุทธาภิเษกเมื่อวันจันทร์ที่ 3 ก.ย. 2561 เวลา 09.09 น. ณ วัดโพธิ์ชัย

พระภิกษุ ผู้ปฏิบัติชอบตาม พระธรรมวินัย เอาใจใส่การศึกษาปฏิบัติธรรม มีความรู้ความ เห็นลึกซึ้ง มีปฎิภาณเทศนาแจ่มแจ้ง โวหารไพเราะจับใจ หลวงปู่แสงสำเร็จ ฌาณสมาบัติขั้นสูง เพียงท่านจับ มือใครคนนั้น ท่านจะรู้หมดทุกเรื่องใน ตัวคนนั้น และท่านจะบอก เรื่องดีๆให้แก่คุณเจริญรุ่งเรือง ท่านอยู่ในยุคราชการที่ 6 หลวงปู่แสงน่า จะเป็นพระมหาเถระ ที่มีอายุ88พรรษามากที่สุดอีก1รูป

ด้วยการบำเพ็ญประโยชน์ ต่อพระศาสนา ต่อมาท่านได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็น พระครูอุดมรังษี อดีตเจ้าคณะตำบล ก้านเหลือง ตอนนี้หลวงปู่แสง จนฺทวํโส ตอนนี้ยังมีชีวิตอยู่ ปัจจุบัน พระครูอุดมรังษี (หลวงปู่แสง จนฺทวํโส) ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดโพธิ์ชัย ต.ก้านเหลือง อ.นาแก จ.นครพนม มีอายุ 109 ปี พรรษา 90 พ.ศ.2563

ขอขอบคุณบทความประวัติเกจิ โดย ufabet.com

Credit : https://ufabets5.com/

Categories
รวมบทความ

หลวงพ่อยอด

หลวงพ่อยอด สวัสดีครับ ท่านผู้อ่านที่รักทุกท่าน

หลวงพ่อยอด วันนี้เรามาคุยกันถึง พระรูปเหมือน หรือบางท่านก็เรียกว่า พระรูปหล่อ กันดูบ้างนะครับ สาเหตุที่มักเรียกกันว่าพระรูปหล่อก็เนื่องจากว่า เป็นพระเครื่องลอยองค์ ที่สร้างเป็นรูปเหมือนพระเกจิอาจารย์ ซึ่งในสมัยก่อนนั้น มักจะสร้างด้วยกรรมวิธีการหล่อโลหะผสม ประเภท ทองเหลือง เสียเป็นส่วนใหญ่

ต่อมาภายหลังก็เริ่มใช้กรรมวิธีการปั๊มบ้าง เช่น พระรูปเหมือนหลวงพ่อเดิม เป็นต้น แต่ก็ยังมักเรียกกันว่าพระรูปหล่อหลวงพ่อเดิมอีกเช่นเคย พระรูปเหมือน หลวงพ่อยอดวัดหนอง ปลาหมอ ส่วนในวันนี้ผมจะพูดถึงพระรูปเหมือน ของสระบุรี

ซึ่งเป็นพระเก่า และความนิยม ติดอัน ดับพระรูปเหมือน ชุดเบญจภาคีเลยทีเดียวครับ บางท่านอาจ จะไม่ทราบว่าจังหวัดสระบุรี นั้นก็มีพระเกจิ อาจารย์ที่เก่งๆ ในสมัยก่อน อยู่หลายองค์ พระเกจิอาจารย์ ที่กล่าวถึงนี้คือ หลวงพ่อยอด วัดหนอง ปลาหมอ ครับ

ประวัติหลวงพ่อยอด

หลวงพ่อยอด

หลวงพ่อยอด หรือ พระครูประสุดสังฆกิจ อดีตเจ้าอาวาส วัดหนองปลาหมอ นับเป็น พระเกจิ ที่มีชื่อเสียง อันดับหนึ่งของ จ.สระบุรี พระรูปเหมือนของท่านถึงแม้จะสร้างไม่ ทันตอนที่ท่านยังมีชีวิตอยู่ก็ตาม แต่ก็ยังเป็นที่นิยมและยกย่องให้เป็นหนึ่งใน เบญจภาคีพระรูปเหมือน ยอดนิยมของเมืองไทย และมีสนน ราคาสูงครับ หลวงพ่อยอด ท่านเป็นชาว นครราชสีมา เกิด เมื่อปีพ.ศ.2400 พออายุครบบวชท่านจึง ได้อุปสมบท โดยมีพระอาจารย์อินทร วัดมะรุม เป็นพระอุปัชฌาย์

พระอาจารย์ปล้อง วัดมะรุม เป็นพระกรรม วาจาจารย์ พระอาจารย์รอด วัดมะค่า เป็นพระอนุสาว นาจารย์ ได้รับฉายาว่า “อินทโชติ” ได้ศึกษาคันถธุระและวิปัสสนาธุระจากพร ะอุปัชฌาย์จนแตกฉาน จึงได้เดินทางมาศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมที่วัดชนะ สงคราม หลวงพ่อยอดท่านได้ศึกษาวิทยาการต่างๆ อยู่ที่วัดชนะสงคราม หลายพรรษา ต่อ มาท่านก็ได้รู้จักกับพระอาจารย์ที่มีชื่อเสียงโด่งดัง แห่งเมืองพระนคร ศรีอยุธยา คือหลวงพ่อกลั่น วัดพระญาติ

หนึ่งในเบญจพระรูปหล่อ

หลวงพ่อยอด

พระชุดเบญจภาคี ในวงการพระเครื่อง จัดได้ว่า เป็นชุดรวมสุดยอดพระเครื่องที่นิยมที่สุดของ วงการพระ ซึ่งรวม พระสำคัญที่สุด ของแต่ละยุคแต่ละสมัยของ ไทยไว้ คือ พระสมเด็จวัดระฆัง

แห่งยุครัตนโกสินทร์, พระนางพญา พิษณุโลก แห่งยุคอยุธยา, พระผงสุพรรณ แห่งยุคอู่ทอง, พระกำแพงซุ้มกอ แห่งยุคสุโขทัย และพระรอดลำพูน แห่งยุคทวาราวดี ซึ่งความนิยมพระนี้ชุดจัด ป็นที่สุดของเมืองไทย ในชุดองค์แชมป์น่า จะมีราคารวม มากกว่าหนึ่งร้อยล้านบาท

นอกจากจะมีการจัดพระชุด เบญจภาคีดัง กล่าวแล้ว ในวงการพระยังมีการจัดชุดเบญจภาคี ประเภทพระอื่นๆ อีกด้วย เช่น ชุดเหรียญ ชุดพระชินยอดขุนพล ชุดพระกริ่ง ชุดพระรูปหล่อ คณาจารย์

ขอนำเสนอ หนึ่งในห้าสุดยอด พระรูปเหมือนคณาจารย์ เมืองไทย อันประกอบด้วย รูปหล่อหลวงพ่อเงิน วัดบางคลาน และรูปหล่อ หลวงพ่อเดิม วัดหนองโพ แห่งภาคเหนือ, รูปหล่อหลวงพ่อสุข วัดโพธิ์ทราย ทองแห่งภาคอีสาน, รูปหล่อหลวง พ่อทวด วัดช้างให้ แห่งภาคใต้ และรูปหล่อหลวงพ่อยอด วัดหนองปลาหมอ ต.หนองปลาหมอ อ.หนองแค จ.สระบุรี

หลวงพ่อ

วัดหนองปลาหมอ เดิมชื่อว่า วัดหนองปลาเข็ง ต่อมาในพ.ศ.2483สมัย จอมพล ป.พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรี รัฐบาลมีนโยบายรัฐนิยม จึงเปลี่ยนชื่อมาเป็น “วัดหนองปลาหมอ” ดังปรากฏในปัจจุบัน และได้รับพระราชทานวิสุงคาม สีมาใหม่ เมื่อวันที่ 4กุมภาพันธ์ 2519

รูปหล่อรุ่นแรก วัดหนองปลา หมอ จัดเป็นรูปหล่อ ที่ได้รับความนิยมสูงมากในปัจจุบัน และนับวันยิ่งหายากประสบการณ์โดดเด่นด้านมหาอุตม์ สร้างเมื่อ พ.ศ.2487 โดย พระครูวิบูลย์คณานุสรณ์ (เฉื่อย) วัดสหมิตร ซึ่งเป็นศิษย์ที่ใกล้ชิดท่าน รูปหนึ่ง และยังดำรงตำแหน่ง เจ้าคณะแขวง หนองแค รูปต่อมา

โดยได้รับดำริจัดสร้างรูป เหมือนขนาด เท่าองค์จริงของหลวง พ่อยอดขึ้นด้วยเนื้อโลหะ เพื่อเป็นที่สักการบูชา ของศิษยานุศิษย์ กาลนี้ได้จัดสร้างรูปหล่อขนาดเล็ก ขึ้นจำนวน 500 องค์ ด้วยเนื้อโลหะ ประเภททองเหลือง ใต้ฐานกว้านเจาะ บรรจุอัฐิ แล้วอุดทับด้วย โลหะประเภททองแดงทุกองค์ โดยครั้งนั้น ได้เปิดให้สั่งจอง ทำบุญองค์ละ 20 บาท

อดีต เจ้าอาวาส วัดหนองปลาหมอ ที่ปรากฏเกียรติคุณชื่อ เสียงโด่งดังเป็นที่รู้จักแพร่หลายมาแต่ครั้งอดีต คือ ท่านพระครูประสุตสังฆกิจ หรือ หลวงพ่อยอด อินฺทโชติ

หลวงพ่อยอดอินฺทโชติ ท่านเป็นพระคณาจารย์ ผู้ทรงคุณรูปหนึ่ง ครั้งอดีตของจังหวัดสระบุรี เหรียญเสมา รุ่นแรก และรูปหล่อโบราณรุ่นแรก นับเป็นมงคลวัตถุหาได้ยาก และสนนราคา สูงในปัจจุบัน โดยเฉพาะรูปหล่อโบราณ รุ่นแรก 

วัตถุมงคลในยุคแรกๆ ของท่าน ส่วนใหญ่เป็นเครื่องรางของขลังประเภทตะกรุด หากเป็นตะกรุดเงิน มีทั้งขนาดน้ำหนัก ๑ บาท และ ๑ สลึง และหากเป็น ตะกรุดสาม กษัตริย์เนื้อทอง นาก เงิน จะมีน้ำหนักดอกละ ๑ บาท ซึ่งนับเป็นวัตถุมงคล ที่หาได้ยากในปัจจุบัน

เหรียญรุ่นแรก สร้างเมื่อประมาณ พ.ศ.๒๔๗๐ กว่าๆ โดยเจ้าอาวาสวัดหนองบอน ขออนุญาตจัดสร้าง เพื่อหาทุนสร้างอุโบสถ

มรณภาพ

และหลวงพ่อฉาย วัดพนัญเชิง ท่านจึงได้เดินทางมาที่พระนคร ศรีอยุธยา โดยจำพรรษาอยู่กับหลวงพ่อกลั่นระยะหนึ่ง จากนั้นก็ออกเดินทางมาทางอำเภอ อุทัย อำเภอหนองแค ผ่านหมู่ บ้านหนองปลาหมอ และขณะนั้นที่วัดหนองปลาหมอ เดิมเป็นเพียงสำนักสงฆ์ที่ร้างอยู่ ท่านจึงดำเนินการ สร้างขึ้น เป็นวัด ในปี พ.ศ. 2432 จนเจริญรุ่ง เรืองมาจนทุกวันนี้

หลวงพ่อยอดท่าน ได้รับการแต่งตั้ เป็นพระอธิการหมวด และเป็นพระอุปัชฌาย์ จนถึงพระครูเจ้าคณะ แขวงที่ พระครูประสุดสังฆกิจ เมื่อปี พ.ศ.2460 ท่านปกครองวัดหนอง ปลาหมอนานถึง 54 ปี จึงมรณภาพลงในปี พ.ศ.2486 สิริอายุได้ 86 ปี พรรษาที่ 63

ขอขอบคุณบทความประวัติ เกจิ อาจารย์ชื่อดัง โดย ufabet.com

Categories
รวมบทความ

หลวงพ่อฉุย

หลวงพ่อฉุย วัดคงคาราม

วัดคงคาราม

ประวัติวัดคงคาราม

หลวงพ่อฉุย วัดคงคาราม ต.คลองตาคต อ.โพธาราม ราชบุรี อยู่ห่างจากจังหวัด 22 กิโลเมตรที่นี่มีชื่อเสียงเรื่อง   จิตรกรรมฝาผนังวัดคงคารามอายุไม่ต่ำกว่า 250 ปี  สวยปราณีตฝีมือช่างชั้นสูง  หาชมได้ยากในปัจจุบัน  เหล่าบรรดาผู้ศึกษาในจิตรกรรม จะต้องมาศึกษา คัดลอก ต้นฉบับที่นี่เป็นอันดับแรกๆ วัดคงคาราม เป็นวัดมอญ สร้างขึ้นโดยพระยามอญ  

ซึ่งอพยพเข้ามา ตามลำน้ำ แม่กลองมา ตั้งถิ่นฐานอยู่เหนือเขตอำเภอโพธาราม  ในสมัยปลายกรุงศรีอยุธยา ต่อกับกรุงธนบุรีและต้นรัตนโกสินทร์  และอีกหนึ่งงานสถาปัตยกรรม กุฏิเรือนไทย 9 ห้องสร้างในสมัยธนบุรี ปัจจุบันจัดให้เป็น พิพิธภัณฑ์พื้นบ้าน รวบรวมวัตถุเก่าแก่ซึ่งเกี่ยวข้องกับท้อง ถิ่นไว้ให้คนรุ่น หลังได้ศึกษา

จิตรกรรมฝา ผนังวัดคงคาราม ภาพจิตรกรรมฝาผนัง อายุไม่ตำกว่า 250 ปี เป็นภาพพุทธ ประวัติตอนมารผจญ ภาพสวรรค์ชั้นต่างๆ ภาพอดีตของพระพุทธเจ้า ที่ประทับบนบัลลังก์ ภาพพระพุทธประวัติและพระพุทธชาติชาดก ภาพจิตรกรรมฝาผนังฝีมือละเอียดอ่อน เหมือนถ่ายทอดจาก ต้นแบบที่มี ชีวิตจริงเขียนขึ้นในสมัยรัตนโกสิน

ตอนต้นนอกจากพระอุโบสถ ยังมีหมู่กุฏิสงฆ์ ขนาด 9 ห้องและ 7 ห้อง มีการสลัก บานหน้าต่างงดงาม มาก วัดคงคารามเป็นวัดเก่าแก่ที่มีมาแต่โบราณ สร้างมาตั้งแต่สมัยใดไม่ปรากฏหลักฐานที่แน่ชัด แต่ที่ทราบเป็นเพียงการบอกเล่าต่อ กันมาว่าอาจจะสร้างมาตั้ง แต่สมัยอยุธยาตอนปลายหรือกรุงธนบุร หรือรัตนโกสินตอนต้น

วัดคงคาราม

วัดคงคารามสันนิษฐานว่าสร้างในสมัยกรุงศรีอยุธยาต่อกรุงธนบุรี โดยชาวมอญรามัญที่เปลี่ยนถิ่นอาศัยมา ตามลำน้ำแม่กลองได้ร่วมกันบูรณะปฏิสังขรณ์วัดคงคารามซึ่งมี มาก่อนแล้วนั้นขึ้นเป็นวัดกลาง เพื่อใช้เป็นศูนย์รวมในการร่วมทำสังฆกรรมของสงฆ์แบบรามัญนิกาย โดยมีชื่อเรียกเป็นภาษามอญว่า เกี้ยโต้ วัดคงคาราม

วัดคงคาราม เป็นวัดที่มีมาแต่ โบราณจะสร้างในครั้งใดไม่ปรากฏหลักฐานแน่ชัด จากการเล่าสืบต่อมาของ ชาวบ้านซึ่งมีเชื้อสายมอญพอ จะจับเค้าได้ว่า ในสมัยปลายกรุงศรีอยุธยา ต่อกับกรุงธนบุรีและต้นรัตนโกสินทร์ มีพวกมอญได้อพยพเข้ามา ตามลำน้ำแม่กลองมา ตั้งถิ่นฐานอยู่เหนือเขตอำเภอโพธาราม ในสมัยนั้นยังไม่ได้เป็นอำเภอ

ขึ้นไปจดใต้อำเภอบ้านโป่ง และได้สร้างวัดนี้ขึ้นหรือวัดนี้อาจจะ สร้างมาก่อนที่พวกมอญ จะอพยพเข้ามา และหลังจากเข้ามาตั้งถิ่นฐานอยู่ก็ได้ทำนุบำรุงเป็น วัดมอญสืบต่อมาแรกเริ่มแต่เดิมทีวัดนี้ชื่อ  วัดกลาง ภาษามอญ เรียกว่า เภียโต้ มีความหมายอยู่สองนัยด้วยกัน คือ 
หมายถึงศูนย์กลางของ ชุมชนและเภียโต้

เป็นชื่อวัดในสมัยที่มอญ ยังเป็นประเทศ ต่อมาในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดพระราชทานผ้ากฐินหลวงที่วัดนี้หลายปี และได้พระราชทานนามใหม่เป็น “วัดคงคาราม” ในสมัยหลังได้มีพระรามัญจากนครหลวง

ที่มีความรู้ความสามารถและ มีคุณวุฒิ มาเป็นสมภาร ฝ่ายคณะสงฆ์จึงแต่งตั้งให้เป็นเจ้าคณะใหญ่ ได้ปกครองวัดตาม ฝั่งแม่น้ำแม่กลองทั้งสองฝั่ง วัดนี้จึงได้เป็นวัดเจ้าคณะใหญ่ ฝ่ายรามัญนิกาย แขวงเมืองราชบุรี และเจ้าคณะได้รับการแต่งตั้งสมณศักดิ์เป็นพระครูรามัญธิบดีถึง  6 รูปด้วยกัน  ปัจจุบันมี พระอธิการสันติ สนฺติกโร เป็นเจ้าอาวาส

เจริญรุ่งเรืองในช่วง สมัยรัชกาลที่ 4 ได้รับการอุปถัมภ์โดยเจ้าจอมมารดากลิ่น และทูลเกล้าฯ ถวายให้เป็น พระอารามหลวง ซึ่งได้รับพระราชทานนามวัดใหม่ว่า วัดคงคาราม โบราณสถานที่สำคัญภายในวัดคงคารามคือ พระอุโบสถ ซึ่งมีเจดีย์ทรงรามัญ 7 องค์ รายรอบ เป็นตัวแทนของพระยามอญทั้ง 7 ภายในมีจิตรกรรมฝาผนังอันทรงคุณค่าทางศิลปะ

วัดคงคาราม

เป็นฝีมือช่าง สกุลกรุงเทพฯ ช่วงปลายสมัยรัชกาลที่ 3 นอกจากนั้นยังมีเรือนไทยที่มีค่าและมีความสวยงาม ปัจจุบันเรือนไทยกุฏิ 9 ห้อง ได้ถูกจัดตั้งให้เป็นพิพิธภัณฑ์พื้นบ้าน วัดคงคาราม รวบรวมศิลปะของมีค่าของชาวมอญมาตั้งแต่โบราณ

 ประวัติ หลวงพ่อฉุย

หลวงพ่อฉุย

พระสุวรรณมุนี นรสีห์ธรรมทายาท สังฆปาโมกข์ ที่สุดแห่งอริยสงฆ์องค์หนึ่งที่ได้อุบัติขึ้นแล้วที่เมืองเพชรบุรี
ประวัติ”หลวงพ่อฉุย” อดีตเจ้าอาวาสวัดคงคาราม จ.เพชรบุรี พระเกจิอาจารย์ผู้มี ชื่อเสียงและเป็นที่ เคารพศรัทธาของพุทธศาสนิกชน มีลูกศิษย์ ลูกหา ทั่วเมืองเพชร เเละจังหวัดใกล้เคียง. เนื่องด้วยท่านเป็นอาจารย์ฝ่ายวิปัสสนาธุระ

เป็นผู้พัฒนาวัดคงคาราม และสร้างความเจริญรุ่งเรือง มาจนเป็นที่รู้จักและมีชื่อเสียงมาจนถึงปัจจุบัน และวัตถุมงคลที่ท่านสร้างเป็นที่นิยมและแสวงหาทั้งสิ้น โดยเฉพาะ “เหรียญปั๊มรูปเหมือนหลวงพ่อฉุย ปี2465” ได้รับการยอมรับว่า มีความงดงาม โดดเด่นและเป็นที่นิยม สะสมอย่างมาก เเละอยู่ชุดเบญจภาคีเหรียญพระเครื่องเมืองไทยตลอดมา

กล่าวกันว่าพุทธคุณของเหรียญทรง คุณอันศักดิ์สิทธิ์ยิ่งนั้นเนื่องจาก”คุณพ่อฉุย “ได้อภิญญาจาก การปฎิบัติ วิปัสสนา ที่ท่านได้เป็นผู้เชี่ยวชาญ บุคคลที่ประสบอิทธิปาฎิหาริย์นั้น มักจะหนักทางมีเมตตาคุณ คือ จะมีพระภิกษุไปคุ้มครอง รักษาในยามที่เข้าที่คับขันเสมอ. เนื่องจาก”คุณพ่อฉุย” ได้ตั้งปณิธานไว้แต่ต้น ที่ขอมุ่งเอา”พุทธภูมิ”เป็นที่ตั้ง ความบริสุทธิ์ที่บังเกิดขึ้นในจิตจึงเต็มไปด้วยเมตตาคุณเป็นที่สุด

หลวงพ่อฉุย

หลวงพ่อฉุย สุขภิกฺขุ เกิดในสมัยรัชกาลที่ 4 วันเสาร์ ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 12 ปีมะเมีย ตรงกับวันที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ.2401ตำบล.ต้นมะม่วง แขวงคลองกระแชง จ.เพชรบุรี จนอายุครบบวช จึงอุปสมบท ณ วัดคงคาราม ได้รับฉายา “สุขภิกขุ” ท่านได้มุ่งศึกษา ทั้งด้านคันถธุระและวิปัสสนาธุระ โดยเฉพาะด้าน วิปัสสนาธุระ ได้ฝากตัว เป็นศิษย์พระอาจารย์ครุฑ วัดมหาธาตุ ต่อมา”คุณพ่อฉุย”ท่านได้มุ่งทางพุทธภูมิ

เป็นจุดหมายปลายทาง ท่านได้กระทำอย่างตั้งใจเต็มที่ เต็มไปด้วยความอุตสาหะวิริยะพากเพียร อย่างเเรงกล้า ตลอดเวลาติดต่อกัน7พรรษาไม่ว่างเว้น แต่ในด้านวิปัสสนา ธุระของท่าน ได้บรรลุถึงความสำเร็จสมดังที่มุ่งหมายตามที่ท่านตั้งใจ. หลวงพ่อฉุยได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เรื่อยมาจนเป็นพระครูสัญญาบัตร ที่พระครูสุวรรณมุนี

ดำรงตำแหน่งรองเจ้า คณะจังหวัด และได้เป็นเจ้าอาวาสองค์ที่ 4 แห่งวัดคงคาราม สมณศักดิ์สุดท้าย เป็นพระราชา คณะชั้นโท มีราชทินนามที่พระสุวรรณมุนี นรสีห์ธรรมทายาท สังฆปาโมกข์ และได้เลื่อนเป็นเจ้าคณะจังหวัด ท่านทำการบูรณปฏิสังขรณ์และสร้างความเจริญแก่วัดคงคาราม

มรณภาพ

แต่ในด้านวิปัสสนาธุระ ของท่าน ได้บรรลุถึงความสำเร็จสมดังที่มุ่งหมายตามที่ท่านตั้งใจ. หลวงพ่อฉุยได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เรื่อยมาจนเป็นพระครูสัญญาบัตรที่ พระครูสุวรรณมุนี ดำรงตำแหน่งรองเจ้าคณะจังหวัด และได้เป็นเจ้าอาวาสองค์ที่ 4 แห่งวัดคงคาราม

หลวงพ่อฉุย

สมณศักดิ์สุดท้าย เป็นพระราชา คณะชั้นโท มีราชทินนามที่พระสุวรรณมุนี นรสีห์ธรรมทายาท สังฆปาโมกข์ และได้เลื่อนเป็นเจ้าคณะจังหวัด ท่านทำการบูรณปฏิสังขรณ์และสร้างความ เจริญแก่วัดคงคารามหลวงพ่อฉุย ท่านมรณภาพเมื่อปี พ.ศ. 2466 สิริรวมอายุ 65 ปี

สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงนิพนธ์เป็นคำนำไว้ในหนังสือที่เเจกในงานพระราชทานเพลิงศพ “คุณพ่อฉุย” ว่า

ข้าพเจ้ามีความยินดี ที่จะรับเป็นธุระ รู้สึกว่าได้มีส่วนช่วยงานศพพระสุวรรณมุนี ซึ่งเป็นผู้ที่ข้าพเจ้าคุ้น เคยชอบพอมาช้านาน ตั้งแต่ท่านเป็นพระครูอยู่ในรัชกาลก่อน เป็นอาจารย์วิปัสสนา

มีศิษย์หามากกว่าใครๆทั้งเมืองเพชรบุรี และเป็นผู้มีอัชฌาศัยเรียบร้อยมั่นคงในพระธรรมวินัย แม้สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ประธานสกลม หาสงฆ์ก็ทรง ยกย่องวัตรปฎิบัติของท่าน เเละ โปรดมาแต่ครั้งนั้น

ขอขอบคุณบทความประวัติเกจิอาจารย์ โดย ufabet.com

Credit : https://ufabets5.com/

Categories
รวมบทความ

หลวงพ่อหวล

วัดพุทไธยสวรรค์

ประวัติวัดพุทไธศวรรย์ หลวงพ่อหวล

หลวงพ่อหวล วัดพุทไธศวรรย์ ตั้งอยู่ในเขตตำบลสำเภาล่ม อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา นอกเกาะเมืองพระนครศรีอยุธยาทางด้านทิศใต้ ปัจจุบันมีอาณาเขตเนื้อที่ ๔๖ ไร่ ๒ งาน ๔๖ ตารางวา

มีอาณาเขตติดต่อดังนี้
ทิศเหนือ ติดต่อกับแม่น้ำเจ้าพระยา
ทิศใต้ ติดต่อกับที่ของวัดตำหนัก (ร้าง)
ทิศตะวันออก ติดต่อกับโรงเรียนพุทไธศวรรย์
ทิศตะวันตก ติดต่อกับบ้านเรือนราษฎร

ในสมัยกรุงศรีอยุธยาวัดพุทไธศวรรย์ เป็นวัดสำคัญแห่งหนึ่งมีฐานะเป็นพระอารามหลวง (พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา, ๒๕๐๐, หน้า ๒๑๕) ซึงสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๑ (พระเจ้าอู่ทอง) โปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นหลังจากเสด็จขึ้นครองราชย์สมบัติแล้ว ๓ ปี โดยเลือกภูมิสถานบริเวณที่เรียกกันว่า ตำบลเวียงเหล็ก เรื่องราวของการสร้างวัดนี้ปรากฎอยู่ในพระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาว่า

พระตำหนักเวียงเหล็ก ที่กล่าวไว้ในพงศาวดารนี้ คือ บริเวณที่ประทับเดิมของสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๑ (พระเจ้าอู่ทอง) ก่อนที่จะยกข้ามแม่น้ำไปสร้างพระราชวังที่ ตำบลหนองโสน หรือที่เรียกว่า “บึงพระราม” ในปัจจุบันและสถาปนากรุงศรีอยุธยาขึ้นเป็นราชธานีใน พ.ศ. ๑๘๙๓

วัดพุทไธยสวรรค์

ส่วนเรื่องราวเกี่ยวกับประวัติความเป็นมา ของสมเด็จพระเจ้าอู่ทอง ผู้สถาปนากรุงศรีอยุธยานั้นในปัจจุบันยังคงเป็นประเด็นสำคัญทางด้าน ประวัติศาสตร์ ซึ่งยังหาข้อสรุปที่ยุติยังไม่ได้ นักโบราณคดีและนักประวัติศาสตร์ได้ศึกษาเรื่องราวความเป็นมาของสมเด็จ พระเจ้าอู่ทอง และสรุปได้ ๓ ทฤษฎี คือ

ทฤษฎีที่ ๑ เชื่อกันว่าพระเจ้าอู่ทอง เป็นชามาดา (ลูกเขย) เจ้าเมืองสุพรรณบุรี เป็นเชื่อสายของเข้าชายไชยศิริ แห่งเมืองเชียงราย ซึ่งอพยพถอยร่นกันมาจากเมืองเหนือ ผ่านดินแดนต่างๆ จนกระทั่งมาตั้งถิ่นฐานทำกินที่เมืองอู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี ต่อมาได้หนีโรคห่า มาตั้งนครหลวงใหม่ที่เมืองอโยธยาในปี พ.ศ. ๑๘๙๐ นักปราชญ์รุ่นต่อมาจึงเรียกกษัตริย์ที่สืบเชื้อสายต่อกันมาว่า วงศ์เชียงราย

ทฤษฎีที่ ๒ เป็นเจ้าเมืองเพชรบุรี ซึ่งสืบเชื้อสายมาจากชาวจีนโพ้นทะเลที่อพยพเข้ามายังเมืองปัตตานี แล้วอพยพเดินทัพเข้ามาทางเมืองนครศรีธรรมราช และเพชรบุรีจนกระทั้งตั้งพระนครศรีอยุธยาเป็นราชธานี ทฤษฎีนี้ไม่ได้ให้กำเนิดชาติวงศ์ไว้ชัด แต่ก็ได้สรุปเป็นแนวทางว่าพระเข้ากรุงจีน ได้เมตตาอนุญาตให้เข้าไปค้าขายในประเทศจีนได้เป็นกรณีพิเศษ

หลวงพ่อหวล

ทฤษฎีที่ ๓ เป็นเจ้าชายเมืองลพบุรี (อาจเชื่อสายขอม?) เจ้าของทฤษฎีนี้ได้แก่ สมเด็จกรมพระยาดำ รงราชานุภาพ ซึ่งทรงพระราชทานกระแสพระราชดำริแก่พระยาอนุมานราชธน อธิบดีกรมศิลปากร แต่ไม่ทันได้ให้เหตุผลชัดเจนท่านได้ทิวงคตเสียก่อน

พระยาโบราณราชธานินทร์ จึงกำหนดอายุของเมืองอยุธยาว่าในสมัยต้น เป็นทราวดี และนายมานิต วัลลิโภดม อดีตภัณฑารักษ์พิเศษ กรมศิลปากร ได้ศึกษา    ขยายความ ปรากฎรายละเอียดเพิ่มเติมในบทความเรื่องละโล้ อโยธยา ตามพรลิงค์ ว่าเป็นกษัตริย์เมืองละโว้ อโยธยา

หลวงพ่อหวล ในรัชกาลสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ วัดพุทไธศวรรย์ ได้ถูกใช้เป็นสถานที่ตั้งทัพของพม่า ในคราวที่ยกทัพมาล้อมกรุงฯ เพื่อทำการรบกับกรุงศรีอยุธยา เนื่องจากวัดพุทไธศวรรย์ เป็นวัดที่ตั้งอยู่นอกกำแพงเมืองกรุงศรีอยุธยา กล่าวคือ

เมื่อครั้งที่พระเจ้าบุเรงนอง แห่งกรุงหงสาวดี ทรงส่งพระราชสาส์น มาขอม้าและช้างเผือก จากสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ แต่ถูกปฏิเสธ พระเจ้าบุเรงนองจึงยกทัพเข้ามา และกวาดต้อน เอากำลังทางหัวเมืองของไทยมาสมทบ ด้วย เมื่อยกทัพมาถึงกรุงศรี อยุธยา ดังข้อความว่า

หลวงพ่อหวล

“ในวันพุธ เดือนยี่ แรม ๑๐ ค่ำ ศักราช ๙๑๑ ปีระกา เอกศก (พ.ศ. ๒๐๘๒) จึงโปรดให้พระมหาอุปราช เป็นกองหน้าตั้งค่าย ณ ตำบลเพนียด ทัพพระเจ้าแปรเป็นปีกซ้าย ตั้งค่าย ณ ตำบลทุ่งโพธาราม เป็นกองหน้าตั้งค่าย ณ ตำบลเพนียด ทัพพระเจ้าแปรเป็น ปีกซ้าย ตั้งค่าย ณ ตำบลทุ่งโพธาราม ทัพพระเจ้าอังวะเป็นปีกขวา ตั้งค่าย ณ

ตำบลพุทไธศวรรย์ ทัพพระยาตองอู ทัพพระยาจิตตอง ทัพพระยาละเคิ่ง เกียกกาย ตั้งค่ายวัดท่าการ้องลงไปถึงวัดไชยวัฒนาราม ทัพพระยาสิน, ทัพพระยาสะเรียง กองหน้าทัพหลวง ตั้งค่าย ณ ตำบลลุ่มพลี ทัพหลวงตั้งค่าย ณ ตำบลวัดโพธิ์เผือก ทุ่งขนอนปากคู ทัพสมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราช ตั้งค่าย ณ ตำบลมะขามหย่อง (หลังคำยหลวง)”

ประวัติโดยย่อ

หลวงพ่อหวล

วัดพุทไธศวรรย์ ตั้งอยู่ริมแม่น้ำเจ้า พระยา ต.สำเภาล่ม อ.พระนครศรีอยุธยา จ.พระนครศรีอยุธยา เป็นวัดเก่าแก่และมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์เป็นพระเกจิ อาจารย์เจ้าตำรับวัตถุมงคล เหล็กไหลที่มีชื่อเสียงโด่งดัง ศึกษาวิทยาคม จากพระเกจิอาจารย์ชื่อดังหลายรูปท่านมีนามเดิม หวล การเกตุ เกิดเมื่อวันพฤหัสบดี ที่ 29 ส.ค.2472 พื้นเพเดิมอยู่

ต.สามง่าม อ.โพธิ์ทอง จ.อ่างทองเข้าสู่ร่มกา สาวพัสตร์ บรรพชาที่วัดกษัตราธิราชวรวิหารต่อมาย้ายมาอยู่ที่วัดพุทไธศวรรย์ และเข้ารับการอุปสมบท ที่วัดพุทไธ ศวรรย์ เมื่อวันที่ 12 มี.ค.2494 มีพระราชธานินทร์ (หลวงพ่อเจิม) เป็นพระอุปัชฌาย์ พระกุศลธรรมธาดา เป็นพระกรรมวาจาจารย์ พระสมุห์ยอด เป็นพระอนุ สาวนาจารย์ ได้รับฉายาว่า ภูริภัทโท

ใช้ชีวิตอยู่ในสมณเพศด้วย ความมุ่งมั่น และด้วยการปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบตลอดมา จึงได้รับการแต่งตั้งให้รักษา การเจ้าอาวาสในปี 2497 แทนพระครูสาธุกิจ โกศลที่ มรณภาพ ต่อมาดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาส เมื่อวันที่ 31 ธ.ค.2498เป็นผู้นำ ในการบูรณะซ่อม แซมโบราณสถาน โบราณวัตถุภายในวัดให้มีสภาพสวยงามมั่นคงแข็งแรง อุโบสถ วิหาร

หลวงพ่อหวล

พระพุทธรูปภายใน พระระเบียงรอบองค์ พระปรางค์ พระพุทธรูปภายในวิหารต่างๆ นอกจากนี้ ยังพัฒนาปรับปรุงพื้นที่ว่างภายในวัดให้เป็นระเบียบสวยงาม เช่น จัดทำสวนดอกไม้ประดับ และปลูกสวนป่าตามโครงการในพระราชดำริของ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 เป็นต้น

มรณภาพ

ด้านการสร้างพระเครื่อง-วัตถุมงคลนั้น เป็นศิษย์สืบทอดพระเวทวิทยาคมสายวัดประดู่ทรงธรรม จากหลวงพ่อเทียม วัดกษัตราธิราช มีวิชาเล่นแร่ แปรธาตุ ถึงขนาด ลูกศิษย์ลูกหาร่ำ ลือกันว่า หลวงพ่อหวล ตัดเหล็กไหลหลอมเหล็ก ไหลได้

หลวงพ่อ

ท่านสร้างวัตถุมงคลประเภท เหรียญรุ่นแรก มีประสบการณ์โด่งดังแพร่สะพัดไปทั่วตั้ง แต่ปี พ.ศ.2515 ส่วนเงินทุกบาททุกสตางค์ที่ได้รับบริจาคจากผู้มีจิตศรัทธา จะนำไปพัฒนา วัดและส่งเสริมด้านการศึกษาทั้งสิ้น

กล่าวได้ว่าพิธีพุทธาภิเษกวัตถุมง คลรุ่นดังแทบทุกรุ่นต้องมีชื่อเข้าร่วมพิธีด้วยแทบทุกงานด้วยสังขารเป็นสิ่ง ไม่เที่ยง เมื่อเวลา 11.00 น. วันศุกร์ที่ 11 ธ.ค.2563 มรณภาพ อย่างสงบ ที่โรงพยาบาลธรรมศาสตร์ สิริอายุ 91 ปี พรรษา 70

ขอขอบคุณบทความประวัติเกจิอาจารย์ชื่อดัง ufabet.com

Categories
รวมบทความ

หลวงปู่หา

ลูกศิษย์ หลวงปู่หา ร่วมถวายเงินสร้าง รพ. 20 ล้านบาท

หลวงปู่หา

หลวงปู่หา คณะลูกศิษย์หลวงปู่หาสุภโร หรือหลวงปู่ไดโนเสาร์ และญาติธรรมผู้มีจิตเป็นกุศล ร่วมทำบุญถวายเงินกว่า 20 ล้านบาทเพื่อสร้างอาคารหลวงปู่หหาสุภโร ตึกอุบัติเหตุฉุกเฉินโรงพยาบาลสหัสขันธ์

วันที่ 16 มิ.ย. 62 ที่บริเวณโรงพยาบาลสหัสขันธ์ พระญาณวิศาลเถรหลวงปู่หาสุภโร หรือหลวงปู่ไดโนเสาร์ พระเทพสารเมธี รักษาการเจ้าคณะภาค 8 (ธ) เจ้าคณะจังหวัดกาฬสินธุ์ หลวงปู่อ้ม สุขกาโม หลวงพ่ออนันต์ นิมุมโล ประธานฝ่ายสงฆ์ประกอบพิธีวางศิลาฤกษ์ในการก่อสร้างอาคารหลวงปู่หาสุภโร ตึกอุบัติเหตุฉุกเฉิน

และอาคารอาพาธภิกษุสงฆ์ โรงพยาบาลสหัสขันธ์ โดยมีพระเกจิชื่อดังของประเทศไทย ญาติธรรมจากทั่วสารทิศกว่า 3,000 คน ร่วมพิธี มีนายแพทย์ประวิตร ศรีบุญรัตน์ นายแพทย์สาธารณสุข จ.กาฬสินธุ์ ว่าที่ร้อยโทอุทิศ คงรอด นายอำเภอสหัสขันธ์ เป็นประธานฝ่ายฆราวาส

นายแพทย์คมกฤษ วิเศษ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลสหัสขันธ์ กล่าวว่า รพ.สหัสขันธ์ เป็นโรงพยาบาลขนาดเล็ก ขนาด 30 เตียง ดูและประชากรในพื้นที่อ.สหัสขันธ์ 8 ตำบล 85 หมู่บ้าน จำนวนประชากรประมาณ 42,000 คน และนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาเที่ยวที่อ.สหัสขันธ์ ที่มีจำนวนมากกว่า 100,000 คนต่อปี โดยมีการรักษาผู้ป่วยนอกเฉลี่ยวันละ 200 คนต่อวัน แต่ด้วยเป็นโรงพยาบาลขนาดเล็กพื้น

ที่มีจำกัดแต่มีผู้ป่วยจำนวนมาก หลวงปู่หาสุภโร ได้ดำริสร้างอาคารผู้ป่วยเพิ่มเพื่อยกมาตรฐานการรักษาให้กับประชาชนในพื้นที่อ.สหัสขันธ์โดยมีคณะลูกศิษย์ของหลวงปู่หา สุภโร ทั้งในประเภทและต่างประเทศเป็นผู้มีจิตศรัทธาร่วมสร้างถวาย นอกจากนี้ได้รับเมตตาจากคณะสงฆ์พระเถระผู้ใหญ่ในอ.สหัสขันธ์ และใน จ.กาฬสินธุ์ ให้การสนับสนุน ในการก่อสร้างอาคารหลวงปู่หาสุภโร ตึกอุบัติเหตุฉุกเฉิน และอาคารอาพาธพระภิกษุสงฆ์ ที่จะสามารถพัฒนามาตรฐานโรงพยาบาลให้ดียิ่งขึ้น

วัดปู่หา

ผอ.รพ.สหัสขันธ์ กล่าวอีกว่า สำหรับ งบประมาณในการก่อสร้างอาคารหลวงปู่หาสุภโร ตึกอุบัติเหตุฉุกเฉิน รพ.สหัสขันธ์ ใช้งบประมาณในการก่อสร้างประมาณ 20 ล้านบาท ในเบื้องต้น ที่ได้รับการสนับสนุนจากคณะลูกศิษย์หลวงปู่หาสุภโร มอบทุนดำเนินการก่อสร้างโดยไม่ใช้งบประมาณจากทางราชการ นอกจากนี้ชาวอ.สหัสขันธ์ยังร่วมทำต้นผ้าป่าจาก 85 หมู่บ้าน ที่นำโย อปท. อบต. กำนัน

และผู้ใหญ่บ้าน หัวหน้าส่วนราชการในอ.สหัสขันธ์ รพ.ชุมชน สำนักงานสาธารณสุขอำเภอ รพ.สต. ในจ.กาฬสินธุ์ และพ่อค้า คหบดี ประชาชนชาวอ.สหัสขันธ์ และพลัง อสม. มาร่วมถวายหลวงปู่หาสุภโร เพื่อสมทบทุนในการก่อสร้าง อาคารหลวงปู่หาสุภโร รพ.สหัสขันธ์ ซี่งประชาชนทุกภาคส่วนได้เข้ามามีส่วนร่วมอย่างพร้อมเพรียง และเมื่อก่อสร้างเสร็จสิ้นแล้วจะสามารถดูแลรักษาสุขภาพของประชาชนได้จำนวนมากขึ้นและมีประสิทธิภาพตามมาตรฐานERคุณภาพ

ประวัติ หลวงปู่หา

หลวงปู่หา

หลวงปู่หา สุภโร มีนามเดิมว่า หา เกิดเมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2468 ที่บ้านนาเชือก ต.นาเชือก อ.ยางตลาด กาฬสินธุ์ บิดามารดาชื่อ สอ-บัวลา ภูบุตตะ มีพี่น้องรวมกัน 7 คน ครอบครัวดั้งเดิมอพยพมาจาก จ.อุบลราชธานี มีฝูงวัวมากกว่า 60 ตัว มีที่นากว่า 60 ไร่ มารดาเลี้ยงหม่อนเป็นจำนวนมาก จึงถือว่าเป็นครอบครัวที่มีฐานะมั่นคงที่สุดในแถบนั้น

หลวงปู่สำเร็จการศึกษาชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 จากโรงเรียนวัดบ้านนาเชือกเหนือ ต่อมาในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ท่านก็ได้รับการคัดเลือกให้เป็นทหารอาสาเพื่อไปร่วมรบในสงครามโลกครั้งที่ 2 แต่สงครามโลกก็ได้ยุติลงก่อนในปี 2488 จึงไม่ได้ไปออกรบจริง

หลวงปู่ชอบการต่อยมวยมากตามงานวัดต่าง ๆ แต่บิดาไม่ชอบ ต่อมาเมื่ออายุได้ 21 ปี ในปี 2489 ท่านได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุสงฆ์ฝ่ายมหานิกาย ที่สิมน้ำ ณ วัดสว่างนิวรณ์นาแก ต.นาเชือก อ.ยางตลาด กาฬสินธุ์ โดยมีหลวงปู่ลือ เป็นพระอุปัชฌาย์

หลังจากบวชเป็นพระสงฆ์ ฝ่ายมหานิกายแล้ว ต่อมาในปี 2490 พระครูประสิทธิ์สมณญาณ จันโทปโม เจ้าอาวาสวัดสุวรรณชัยศรี ซึ่งเคยอุปัฏฐากหลวงปู่มั่น ภูริทตโต สมัยท่านจำพรรษาอยู่ที่ จ.เชียงใหม่ ซึ่งเป็นพระอาจารย์ของท่าน

หลวงปู่หา

ได้ไปอบรมการเป็นพระอุปัชฌาย์ฝ่ายธรรมยุต หลวงปู่จึงได้ญัติติเป็นฝ่ายธรรมยุต ที่สิมน้ำ ณ วัดบ้านหนองโจด ต.นาเชือก โดยมีพระครูประสิทธิ์สมณญาณ เป็นพระอุปัชฌาย์ พระครูปลัดอ่อน ขันติโก เป็นพระกรรมวาจาจารย์ พระใบฎีกาทองสุข สุจิตโต เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้รับฉายาว่า “สุภโร” (ผู้เลี้ยงง่าย)

จำพรรษา

ในปี 2494 หลวงปู่ได้ไปจำพรรษาที่วัดสุวรรณชัยศรี จนสอบได้นักธรรมชั้นตรี และในปี 2495 สอบได้นักธรรมชั้นโทที่วัดขวัญเมือง กาฬสินธุ์ ต่อมาได้ไปศึกษาต่อที่วัดนรนาถสุนทริการาม กรุงเทพฯ จนสำเร็จนักธรรมชั้นเอก ท่านได้อุปัฏฐากท่านเจ้าคุณ

สมเด็จมหามุนีวงศ์ ด้วยความที่มีนิสัยใฝ่เรียนรู้ ท่านจึงเรียนบาลีเป็นประจำทุกวัน เมื่อว่างเว้นจากการเรียนบาลีแล้ว ท่านก็จะเดินทางด้วยเท้าเปล่า เพื่อไปเรียนกรรมฐานจากพระธรรมมงคลญาณ (หลวงพ่อวิริยังค์ สิรินฺธโร) ที่วัดธรรมมงคล พระโขนง และท่านพ่อลี ธัมมธโร ที่วัดบรมนิวาส

หลวงปู่หา สุภโร ท่านให้ความเคารพพระธรรมมงคลญาณเป็นอย่างมาก เกือบทุกปีในงานแสดงมุติทาจิตครบรอบวันเกิดของหลวงพ่อวิริยังค์ (7 มกราคม) หลวงปู่มักจะเดินทางมาร่วมงานด้วยเสมอ แม้บางปีท่านจะเกิดการอาพาธก็ตาม ซึ่งสร้างความปีติให้แก่บรรดาศิษยานุศิษย์ของพระเถระทั้งสองอย่างมาก

หลวงปู่หา

ต่อมาท่านเริ่มอาพาธด้วยโรคดีซ่าน การเรียนทั้งปริยัติและปฏิบัติจึงได้ระงับไว้ก่อน เมื่ออาการหนักมากจนถึงขั้นต้องนอนพักรักษาตัวที่โรงพยาบาลสงฆ์ถึง 3  เดือน ท่านจึงทอดอาลัยในชีวิตแล้วตั้งความปรารถนาที่วัดพระศรีรัตนศาสดาราม ขอใช้ชีวิตที่เหลือในการรับใช้พระศาสนา ให้สมกับที่เป็นผู้อุทิศตนต่อชาวโลก

เพื่อที่จะได้ทำประโยชน์ในพระศาสนาให้สมกับที่เป็นผู้อุทิศตนต่อชาวโลก หลังจากนั้นจึงเดินทางกลับกาฬสินธุ์ เพื่อรับการรักษาจากหมอพื้นบ้าน รวมทั้งการอบรมทางใจจากการปฏิบัติสมาธิกรรมฐาน จึงเป็นผลให้อาการของโรคทุเลาลงจนหายขาดในที่สุด

เมื่อหายเป็นปกติแล้วท่านจึงออกเที่ยวปฏิบัติธรรม หาความวิเวกทางกายและใจออกธุดงค์ไปยังภาคต่าง ๆ ในประเทศไทยแทบทุกจังหวัด ทั้งในเขตภาคอีสาน และข้ามไปยังฝั่งลาวและกัมพูชา จนเห็นผลทางจิตอันแน่นอนแล้ว ท่านจึงกลับมาช่วยงาน

เท้าใหญ่เท่ากระบุง กินยอดไม้ เล่นน้ำ และล้มลงตายในที่สุด ปรากฏแบบนี้อยู่ 2-3 ครั้ง ครั้งสุดท้ายก็มีเสียงบอกว่า “จะมาขออยู่ด้วย” วันรุ่งขึ้นได้เกิดฝนตกหนัก น้ำเซาะจนเห็นเป็นกระดูกของสัตว์ขนาดใหญ่หลายชิ้น กระจัดกระจายอยู่ทั่วไปในบริเวณที่ท่านนั่งสมาธิ หลังจากเจ้าหน้าที่ทางโบราณคดีตรวจสอบแล้ว

หลวงปู่

พบว่าเป็นไดโนเสาร์พันธ์กินพืชที่ใหญ่เก่าแก่และสมบูรณ์ที่สุดเท่าที่มีการค้นพบมา (ภายหลังให้ชื่อว่า อีสานโนซอรัสสิรินธรเน่) จึงเป็นที่มาของการศึกษาค้นคว้าสัตว์โลกดึกดำบรรพ์ในพื้นที่ดังกล่าว จนในที่สุดทางการจึงก่อตั้ง “พิพิธภัณฑ์สิรินธร” เพื่อใช้เป็นแหล่งศึกษาและจัดแสดงไดโนเสาร์ในบริเวณดังกล่าว

บรรดาศิษยานุศิษย์ จึงถวายฉายานามหลวงปู่หา สุภโรว่า “หลวงปู่ไดโนเสาร์ จวบจนปัจจุบันหลวงปู่หา สุภโร ในปัจจุบันยังคงดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดสักกะวัน (ภูกุ้มข้าว) อ.สหัสขันธุ์ กาฬสินธุ์ สิริรวมอายุได้ 93 ปี พรรษา 73 ในปี 2561

ขอขอบคุณบทความเกจิอาจารย์ชื่อดัง โดย ufabet.com

Credit : https://ufabets5.com/

Categories
รวมบทความ

หลวงปู่แหวน

หลวงปู่แหวน

หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ แห่งวัดดอยแม่ปั๋ง อำเภอพร้าว จังหวัดเชียงใหม่ เป็นพระอริยสงฆ์ที่เป็นที่เคารพสักการะอย่างสูงยิ่ง จากพุทธศาสนิกชน ทุกเพศทุกวัย ทั้งในและ ต่างประเทศ

แม้หลวงปู่ จะได้ลาขันธ์ไป ตั้งแต่คืนวันที่ กรกฎาคม ๒๕๒๘ แต่ความทรงจำใน กระแส เมตตา ปฏิปทาสัมมาปฏิบัติ จริยาวัตรที่งดงาม พร้อมกับธรรมโมวาท อันล้ำค่า ของหลวงปู่ ก็ยังส่อง สว่างอยู่กลางใจของพวกเราชาวพุทธทุกผู้ทุกนาม

เมื่อน้อมระลึก ถึงหลวงปู่ทีไร ความสุข สงบ ความโสมนัส ชื่นบาน ความสมหวัง โชคดี ความเป็นสิริมงคล จะดื่มด่ำอยู่ใน จิตใจ อย่างไม่รู้อิ่มรู้คลาย

ผู้ที่โชคดี มีโอกาสกราบไหว้ องค์หลวงปู่ ได้เคยฟังการปรารภธรรม แสดงธรรม จากหลวงปู่ ต่างก็ประจัษ์ความไพเราะ นุ่มนวลละมุนละไม ประดุจเสียงทิพย์ที่ไพบูลย์ ด้วยธรรมะ อันเป็นสากลสัจจะ ยังความอิ่มเอิบ เบิกบาน และเป็นมงคลยิ่งแก่ชีวิต

หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ เป็นผู้สืบเนื้อนาบุญอันไพศาล นับเป็นพระอริยสาวก ที่ควรแก่กราบ ไหว้บูชาอย่างแท้จริง

ประวัติ หลวงปู่แหวน

หลวงปู่แหวน

หลวงปู่แหวน เกิดในตระกูล ของช่างตีเหล็ก เมื่อวันที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2430 ตรงกับวันจันทร์ ขึ้น 3 ค่ำ เดือนยี่ ปีกุน ณ บ้านนาโป่ง ตำบลหนองใน (ปัจจุบันเป็นตำบลนาโป่ง)

อำเภอเมือง จังหวัดเลย โดยเป็นบุตรของนายใสกับนางแก้ว รามศิริ โดยมีน้องสาวร่วมบิดา- มารดาอีกหนึ่งคนคือ นางเบ็ง ราชอักษร และบิดามารดา ของท่านได้

ตั้งชื่อว่า ญาณ ซึ่งแปลว่า ปรีชา กำหนด รู้พอท่านมีอายุ ได้ประมาณ 5 ขวบเศษ โยมมารดาของ ท่านก็ล้มป่วย แม้จะได้รับการดูแลเยียวยารักษาเป็นอย่างดีจากสามี แต่อาการของ ท่านก็มีแต่ทรงกับทรุด ในที่สุดเมื่อท่านรู้ตัวว่า คงจะไม่รอด ชีวิตไปได้ แน่แล้วท่านจึงได้เรียก หลวงปู่แหวน เข้าไปใกล้ แล้วกล่าว ความฝากฝังเ อาไว้ว่า ลูกเอํย.

แม่ยินดีต่อลูก สมบัติใด ๆ ในโลกนี้ล้วน กี่โกฎก็ตามแม่ไม่ยินดี แม่จะยินดีมากถ้าลูกจะ บวชให้แม่ เมื่อลูกบวชแล้วก็ให้ตายกับผ้าเหลือง ไม่ต้องสึกออกมา มีลูกมีเมียนะ หลวงปู่แหวน พยักหน้า รับคำเท่านั้น ดวงวิญญาณของท่านก็ออกจากร่างไป มาอีกไม่นาน ดึกสงัดของค่ำคืน วันหนึ่งขณะที่คุณยาย ของหลวงปู่แหวน กำลังนอน หลับสนิท

ก็เกิดฝัน ประหลาด อันเป็นมงคลนิมิต หมายที่ดีงาม ท่านจึงได้นำเอาความฝันมาเล่าสู่ ลูกหลาน และหลวงปู่แหวนฟัง ในวันรุ่งขึ้นว่า เมื่อคืนนี้ ยายนอนหลับและได้ฝัน ประหลาดมาก ฝันว่าเจ้าไปนอนอยู่ในดงขมิ้น จนกระทั่งเนื้อตัว ของเจ้าเหลือง อร่ามไปหมด ดูแล้วน่ารักน่าเอ็นดูยิ่งนัก ยายเห็นว่า เจ้านี้จะมีอุปนิสัยวาสนา ในทางบวช ฉะนั้นยายขอให้เจ้าบวช ตลอดชีวิต และขอให้ตายกับผ้าเหลือง ไม่ต้องสึกออกมามีลูกมีเมียเจ้าจะทำได้ไหม

บรรพชา

ปู่แหวน

จากนั้น วันเวลาผ่าน มาจนกระทั่งถึงปี พ.ศ. 2439 ท่านมีอายุได้ 9 ขวบ คุณยายของท่าน ที่ได้เลี้ยงดูแลเอาใจ ใส่มาอย่างทะนุถนอม ได้เรียกท่านพร้อมกับ หลานชายอีก คนหนึ่ง ที่เป็นญาติสนิทรุ่นราวคราวเดียวกัน เข้าไปหาแล้วพูดว่า ยายจะให้เจ้าทั้ง สองบวชเป็น สามเณร เมื่อบวชแล้วไมต้องสึก เจ้าจะบวชได้ไหม ท่านหันมามองหลวงปู่แหวนอย่างตั้งใจฟังคำตอบ หลวงปู่แหวนก็พยักหน้ารับ พอใกล้เข้าพรรษา

คุณยายของ ท่านจึงได้ตระเตรียม เครี่องบริขาร จนครบเรียบร้อยแล้ว จึงได้พาเด็กชายทั้งสองเข้าถวายตัวต่อพระอุปัชฌาย์ซึ่งมีศักดิ์เป็นน้า เข้าพรรษาเป็นสามเณร ณ วัดโพธิ์ชัย พร้อมทั้งเปลี่ยน ชื่อเป็นเด็กชาย ญาณ เป็นสามเณร แหวนนับแต่นั้นมา ตลอดพรรษา ที่ได้บรรพชา เป็นสามเณรนั้น หลวงปู่แหวน สุจิณโณ ได้แต่ทำวัตร สวดมนต์ต์บ้างตามโอกาส เท่าที่พระภิกษุและ สามเณร ภายในวัดจะร่วม กันทำสังฆกรรม

นอกจากนั้นก็จะใช้เวลา ไปในทางเล่นซุกซน ตามประสาเด็ก ในที่สุดพระอาจารย์อ้วน ซึ่งมีศักดิ์เป็นอา ของท่าน มองเห็นว่าหากปล่อยให้เป็นไปเช่นนี้ จะทำให้สามเณรน้อย ไม่มีความรู้ จึงพาไปฝากฝังถวาย เป็นศิษย์ของท่านพระอาจารย์สิงห์ ขนฺตยาคโม (ที่จริงน่าจะเป็นพระอาจารย์เสาร์ กนฺตสีโลมากกว่า เพราะหลวง ปู่ท่านเกิด 16 มกราคม 2430 ส่วนพระอาจารย์สิงห์เกิด 27 มกราคม 2432 พระอาจารย์สิงห์อ่อนกว่าหลวงปู่แหวน 2 ปี ) ณ วัดบ้านสร้างถ่อ อำเภอกษมสีมา

จังหวัดอุบลราช ธานี เป็นที่น่าอัศจรรย์ ขณะที่พระอาจารย์ อ้วนกำลังพาสามเณรน้อย เดินฝ่าเปลวแดดสี ทองมุ่งหน้าเข้าสู่บริเวณวัดในยามบ่ายนั้น พระอาจารย์สิงห์ขนัง ศิษย์สำคัญสูงสุด ของพระอาจารย์ใหญ่ ฝ่ายวิปัสสนากรรมฐานคือ พระมั่น ภูริทัตโต กำลังมอง ที่ร่างสามเณรน้อย พลันก็บังเกิดฤทธิ์อำนาจ แห่งอภิญญาณทำให้ท่าน เห็นรัศมีเป็นแสงสว่างโอภาส เปล่งประกายออก มาจากร่างของสามเณร น้อยผู้นี้ เป็นผู้ที่มีบุญญาธิการมาเกิด ดั้งนั้นพระอาจารย์สิงห์ จึงได้ถ่ายทอดความรู้ตลอดจนข้อวัตรปฏิบัติทั้งหมดให้

มรณภาพ

ปู่แหวน

เมื่อหลวงปู่แหวนได้มา อยู่ที่วัดดอยแม่ปั๋งแล้ว ครั้งแรกท่านพักอยู่ที่กุฏิหลังเล็กๆ หลังหนึ่ง การมาอยู่ที่วัด ดอยแม่ปั๋งนี้ ท่านได้มีข้อตกลงกับพระอาจารย์หนูว่า หน้าที่ต่างๆ และกิจทุกอย่างที่มีขึ้นในวัด ให้ตกเป็นภาระของพระอาจารย์ หนูแต่เพียงผู้เดียว

ส่วนท่านจ ะอยู่ในฐานะพระผู้เฒ่า ผู้ปฏิบัติธรรมจะ ไม่มีภาระใดๆ ทั้งสิ้น นอกจากนั้น หลวงปู่แหวนจะไม่รับ นิมนต์โดยเด็ดขาด แม้ที่สุดถึงจะเกิดอาพาธหนักเพียงใดก็ตาม ท่านไม่ยอม นอนรักษาที่โรง พยาบาล ถึงธาตุขันธ์จะทรงอยู่ต่อไปไม่ได้ก็จะให้สิ้นไปในป่าอันเป็นที่อยู่

ตามอริยโคตรอริยวงศ์ ซึ่งบูรพาจารย์ท่าน เคยปฏิบัติมาแล้ว ในกาลก่อนนับตั้งแต่หลวงปู่แหวนได้ขึ้นไปทางเหนือ ท่านไม่เคยไป จำพรรษา ที่ภาคอื่นเลย เพราะอากาศทางภาคเหนือ สัปปายะสำหรับท่าน หลวงปู่แหวน ได้มรณภาพลงที่วัดดอย แม่ปั๋งแห่งนี้ เมื่อวันที่ 2 ก.ค.2528 สิริอายุ 98 ปี

ขอขอบคุณบทความนานาสาระประวัติเกจิอาจารย์ชื่อดัง โดย ufabet.com

Categories
รวมบทความ

หลวงปู่ทอง

หลวงปู่ทอง วัดลาดบัวขาว(ราชโยธา) เขตสะพานสูง

วัดหลวงปู่ทอง

วัดลาดบัวขาว เป็นวัดราษฎร์สังกัด คณะสงฆ์มหานิกาย ตั้งอยู่ในแขวงบางคอแหลม เขตบางคอแหลม กรุงเทพมหานคร เจ้าอาวาสองค์ปัจจุบันคือ พระครูปทุมโชติวัฒน์ วัดลาดบัวขาวตั้งเป็นวัดเมื่อปี พ.ศ. 2310 ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาเมื่อปี พ.ศ. 2367 เขตวิสุงคามสีมากว้าง 14 เมตร ยาว 28 เมตร 

ประวัติหลวงปู่ทอง

หลวงปู่ทอง

หลวงปู่ทอง อายะนะ เกิดเมื่อปี พ.ศ. 2363 ตรงกับปลายสมัยรัชกาลที่ 2 เป็นบุตรของนายฮวด แซ่ลิ้ม ชาวจีนฮกเกี้ยน มารดาเป็นชาวมอญ ต่อมาท่านได้อุปสมบทเมื่อปี พ.ศ. 2384 ได้อุปสมบท ณ วัดเงินบางพรม ตลิ่งชัน โดยมีท่านเจ้าคุณ วินัยกิจจารีเถระ (ภู่) อดีตเจ้าอาวาสองค์ที่ 2 ของ วัดเงินบางพรม เป็นพระอุปัชฌาย์

ได้รับฉายาตามภาษามคธว่า อายะนะ หลังจากอุปสมบทมา ได้พำนักจำพรรษา ณ วัดแห่งนั้นเพื่อศึกษาพระธรรมวินัย และคอยอุปัฏฐากพระอุปัชฌาย์ของท่านภายหลังได้ธุดงค์วัตร เพื่อแสวงหาโมกขธรรม เมื่อพระราชโยธาก่อสร้างวัดราชโยธา เสร็จเรียบร้อยแล้ว ได้นิมนต์ท่านให้มาเป็นเจ้าอาวาส ท่านจึงเป็นเจ้าอาวาสองค์แรกของ วัดราชโยธาท่านเป็นยอดพระเกจิที่เก่งมากๆในสมัยก่อน

อุปสมบท 

หลวงปู่ทอง ในปี พ.ศ.2384 อายุได้ 21 ปีเต็ม ท่านได้อุปสมบท ณ วัดเงิน เขตตลิ่งชัน กรุงเทพฯโดยมีท่านเจ้าคุณวินัยกิจการีเถร (ภู่) เป็นพระอุปัชฌาย์บวชแล้วหลวงปู่ทองได้พยายามศึกษาเล่าเรียนวิชาธรรมต่างๆ ตลอดถึงข้อวัตรปฏิบัติธรรมกรรมฐาน เจริญตามพระโอวาทขององค์สมเด็จพระสัมมาสัม พุทธเจ้าโดย ยึดถือระเบียบและวินัยอย่างเคร่งครัด จนอายุได้ 30 ปี พระอุปัชฌาย์จึงสั่งให้ มาครองวัดราชโยธา ซึ่งการสร้างวัดราชโยธานี้เป็นสมัยต้นรัชกาลที่ 4

ท่านเป็นที่ยอมรับโดยทั่วไปแล้ว ว่าเป็นปรมาจารย์ ผู้รอบรู้ ทั้งทางโลกและทางธรรม มีความเจนจบสิ้นทั้ง พุทธศาสตร์ และไสยศาสตร์ท่านเป็นพระภิกษุผู้ทรงศีล จริยวัตรอันแก่กล้า ทรงวิทยาคม เป็นที่เลื่องลือในกฤษฎาภินิหารตลอดอายุ 117 ปี ของ พระคุณเจ้าได้บําเพ็ญประโยชน์แก่พุทธศาสนานานัปการ จนได้ รับการยกย่องศรัทธาจากมหาชน และลูกศิษย์ทุกชั้นว่า

หลวงปู่ทอง

ท่านเป็นพระอาจารย์ผู้มี กฤษฎาภินิหาร มหัศจรรย์ ปาฏิหาริย์ มีวาจาศักดิ์สิทธิ์ มีปณิธานหนักแน่นในพระกรรมฐาน มักน้อยสันโดษ ชานาญในทางอิทธิเวท ไม่ว่าจะนั่ง นอน ยืน เดิน ท่านยึดมั่นในพระกรรมฐานเป็นอารมณ์พระคุณเจ้าหลวงปู่ทอง เป็น ผู้มีอํานาจจิตกล้าแข็ง ได้รับความเคารพยกย่องจากมหาชนทั้งใกล้และไกล จนมีประชาชนหลายอาชีพ หลายประเภทเลื่อมใสฝากตัวเป็นลูกศิษย์มากมาย

ประกอบกับการที่ท่าน เป็นผู้ให้ธรรมะ โดยอุปมาเปรียบเทียบคําพูดทั้งทางโลกและทางธรรมอยู่เสมอมิได้ขาด จึงเป็นเสน่ห์อีก ประการหนึ่งที่ทําให้ผู้ที่ได้สนทนากับ ท่านมีความรู้สึกสบายใจ มองเห็นความจริงที่ท่านกล่าวทุกประการนับว่าเป็นจุดรวมทางใจของกลุ่มชนและบรรดาลูกศิษย์ให้ประกอบแต่ความดีจํานวนมิใช่น้อย เป็นที่ปรากฏแจ้งชัดทั้งในอดีตและในปัจจุบันว่า

บรรดาลูกศิษย์ลูกหาหรือผู้ที่ได้เคยพบเห็นวิสาสะกับท่านแล้ว มักจะเป็นผู้ที่ได้ประกอบสัมมาอาชีพโดย ถูกต้องกับหลักธรรม และมีเมตตาธรรมในส่วนตน กับเสียสละให้แก่ ประโยชน์ของ ส่วนรวมและประเทศชาติพระคุณเจ้าหลวงปู่ทองเป็น ผู้ทรงคุณธรรมเป็นเลิศ หมั่นเพียรในการประกอบกิจทางพระศาสนา ทําวัตร สวดมนต์ ทั้งในด้านกิจ นิมนต์ท่านก็มิได้ว่างเว้น นอกจาก จะอาพาธ

และในด้านประกอบศาสนกิจ ทําสังฆกรรม ให้การอุปสมบทแก่กุลบุตรโดยมิได้เลือกว่าเป็นใคร มาจากไหน ถ้าไม่ขัดต่อบทบัญญัติ ทางพระวินัยแล้วท่านเป็นรับนิมนต์โดยถ้วนหน้า วัดราชโยธา เป็นวัดที่มีคนไทยน้อย แต่ห้อมล้อมด้วยชาวไทย อิสลามโดยส่วนมาก

ชายไทยอิสลามหลายคนได้ มีความเคารพบูชาหลวงปู่ทองอย่างหมดหัวใจ ก็เพราะได้พบความอัศจรรย์ ครั้งที่ปล่อยวัวควายมาถ่ายมูลในวัดหลวงปู่ทอง เลยทรมานเจ้าของด้วยการทําให้หาไม่พบ แล้วให้ไปเปิดกะลามะพร้าว จึงพบ ควายหนึ่งฝูง 7 ตัวดังนี้ จึงมีคําพูดเล่าต่อๆ กัน มาในหมู่ไทยอิสลามและคนไทยว่าขี้ควายอยู่ ควายไม่อยู่ ขี้ควายไม่อยู่ควายอยู่”ดังนั้น ลานวัดจึงสะอาดไม่เลอะเทอะอย่างแต่ก่อน

พระคุณเจ้าหลวงปู่ทอง จึงเป็นเสมือนดวงประทีป ที่ส่องสว่างอยู่ท่ามกลางหมู่ชนอิสลามหลวงปู่ทอง อายะนะ แห่งวัดราชโยธา แขวงประเวศ เขตพระโขนง กรุงเทพฯ ท่านเป็นพระผู้ทรงคุณธรรมสูง มีความมานะพยายาม นําคุณประโยชน์แก่พระ พุทธศาสนาเป็นอเนกประการ

ส่วนลูกศิษย์ของหลวงปู่ทองก็มี หลวงปู่เผือก วัดกิ่งแก้ว ซึ่งเป็นศิษย์ก้นกุฏิของท่านเพราะท่านเป็นพระอุปัชฌาย์บวชให้เอง และตอนที่หลวงปู่เผือกสร้างพระ หลวงปู่ทอง ก็ยังมอบผงศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ
ซึ่งท่านแบ่งมาจากสมเด็จพุฒาจารย์(โต พรหมรังสี)

ศิษย์พี่ของท่าน ให้หลวงปู่เผือก ไปสร้างพระด้วยนอกจากนี้ ยังมีพระเกจิอาจารย์อีกหลายท่านที่มาขอ เรียนวิชาเพิ่มเติมจากหลวงปู่ทอง เช่นหลวงปู่เหลือ วัดสาวชะโงก ฉะเชิงเทราหลวงพ่อจง วัดหน้าต่างนอก อยุธยาหลวงปู่คง วัดบางกะพ้อม สมุทรสงครามหลวงปู่จาด วัดบางกะเบา ปราจีนบุรีหลวงพ่อสด วัดปากน้ำ

หลวงปู่ทอง

ภาษีเจริญหลวงพ่อคล้าย วัดสวนขันธ์ นครศรีธรรมราชหลวงพ่อทองอยู่ วัดใหม่หนองพระองค์ สมุทรสาคร หลวงพ่อแช่ม วัดตาก้อง ภูเก็ตหลวงพ่ออี๋ วัดสัตหีบ ชลบุรีและศิษย์ ที่เป็นฆราวาส เช่นอาจารย์แก้วคำวิบูลย์ (บวชเป็นพระแล้วต่อมาศึกเป็นฆราวาสอาจารย์แถว กรเดชอาจารย์เจ็ก

สำนัก สามแยกไฟฉายอาจารย์เที่ยง น่วมมานา สำนักบ้านมีดีในสมัยก่อนหลวงปู่ทอง ท่านเป็นพระที่มีอาวุโสสูง และทรงไว้ซึ่งวิทยาคมแก่กล้าดังนั้นไม่ว่าใครก็ล้วนมาขอเรียนวิชาต่างๆจากท่าน

สำหรับพระเครื่องวัตถุมงคล ต่างๆ หลวงปู่ทองก็สร้างไว้พอสมควร เนื่องจากลูกศิษย์นั้นศรัทธาท่าน มากเลยขอท่านสร้างและให้ท่านอธิฐานจิตปลุกเสกให้ เช่น ลูกอมชานหมาก หมากทุย(ไข่นกคุ้ม) ตะกรุดฝาบาตร ผ้ายันต์เขียนมือ เสื้อยันต์พระเนื้อดินเนื้อ

ผงหลังยันต์ตรีนิสิงเห พิมพ์สมเด็จ พิมพ์ต่างๆ(ยุคต้น) ร.ศ.112(พ.ศ.2436-39)พระเนื้อเมฆพัตรพิมพ์ต่างๆ(ยุคกลาง)ประมาณปี (พ.ศ.2459-60)พระเนื้อดินพิมพ์ ลพ.โต พิมพ์นางพญา พิมพ์ปิดตายันต์รอบ พิมพ์ปิดตาเม็ดขนุน พิมพ์ลีลา ประมาณปี(ยุคปลาย พ.ศ.2476)
และเหรียญยอดนิยม อย่างเหรียญ หน้าลอย (พ.ศ.2477) เหรียญหน้าจม(พ.ศ.2480) ซึ่งอาจารย์แก้ว คำวิบูลย์ได้จัดสร้าง


วัตถุมงคลรุ่นต่างๆปัจจุบัน ไม่ค่อยได้เห็นกัน เพราะหายากมาก คนรุ่นนั้นต่างเก็บไว้ใช้กันหมด ที่เราพอจะได้เห็นกันบ้างก็คือ สมเด็จเขียวเหนียวจริงหรือพระสมเด็จกรุบึงพระยาสุเรนทร์ซึ่งท่านปลุกเสกให้แม้แต่ตอนสงครามอินโดจีน พระยาพหลพลพยุหเสนา ลูกศิษย์ อดีตนายกรัฐมนตรี ก็ยังได้นิมนต์ท่านขึ้นเครื่องบิน ไปโปรยทรายเสก

รอบวัดพระแก้ว และสนามหลวง รวมทั้งบริเวณใกล้เคียงเพื่อให้คุ้มครอง มิให้เป็นอันตรายจากระเบิดของข้าศึกและยังได้ขอร้องให้ท่านสร้างเสื้อยันต์เพื่อแจกทหารไปใช้ในสงครามซึ่งเสื้อยันต์นี้มีกิตติศัพท์

หลวงปู่ทอง

เลื่องลือกันมาก ว่าแคล้วคลาดยิงไม่ถูกหรือโดนยิงแล้วไม่เป็นอะไรบางคนโดนยิงล้มลง ก็ยังลุกขึ้นมาสู้ใหม่ได้ จนได้รับฉายาว่า ทหารไทยเป็นทหารผีซึ่งตอนนั้น เสื้อยันต์ที่ท่านสร้าง จะจารเขียนด้วยดินสอดำ

มรณภาพ 

หลวงปู่ทองท่านเป็นพระที่ความ ศักดิ์สิทธิ์เป็นอย่างยิ่ง ท่านมีอภิญญาจิตรและปาฏิหาริย์มากมายแม้แต่คน จะถ่ายรูปท่าน ก็ยังถ่ายไม่ติดเลยครับ ทำให้ปัจจุบัน จึงไม่ค่อยมีรูปท่านให้เห็นกันจะมีที่เห็นก็เพียงรูปเดียวที่ชัดสุด ก็คือ รูปที่บรรดาลูกศิษย์ทั้งหลายร่วมกัน

ไปอ้อนวอนขอถ่ายรูปท่าน
ซึ่งเป็นรูปที่ท่านกำลังลงบันไดไปฉันเพลเท่านั้น ส่วนรูปที่แอบถ่ายตอนท่านฉันเพลนั้นไม่ชัดติดเป็นเงาๆ เท่านั้นหลวงปู่ทองท่านมรณภาพ ปีพ.ศ. 2480 สิริรวมอายุได้ 117 ปี นับเป็นยอดพระเกจิอาจารย์แห่งอาจารย์ของเมืองไทยที่หาได้ยากยิ่งในปัจจุบันครับ

ขอขอบคุณบทความดีๆ ประวัติเกจิเลื่องชื่อ โดย ufabet.com

Credit : https://ufabets5.com/

Categories
รวมบทความ

หลวงพ่อเนื่อง

หลวงพ่อเนื่อง

หลวงพ่อเนื่อง วัดจุฬามณี

หลวงพ่อเนื่อง วัดจุฬามณี อำเภออัมพวา จ.สมุทรสงคราม ตั้งอยู่บนทางหลวงหมายเลข 325 สมุทรสงคราม-บางแพ กิโลเมตร 34–35 ตำบลบางช้าง เป็นวัดโบราณริมฝั่งคลองอัมพวาต่อเนื่องกับคลองผีหลอก วัดนี้สร้างขึ้นตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลายรัชกาลสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง สันนิษฐานว่า ท้าวแก้วผลึก (น้อย)

นายตลาดบางช้าง ต้นวงศ์ราชินิกุล บางช้างเป็นผู้สร้างขึ้น บริเวณหลังวัดเดิมเป็นนิวาสสถาน ของคุณนาค (สมเด็จพระอมรินทรามาตย์พระบรมราชินีในรัชกาลที่ 1) และคุณบุญรอด (สมเด็จพระศรีสุริเยนทรามาตย์ พระบรมราชินีในรัชกาลที่ 2)

ประวัติวัดจุฬามณี ตำบลบางช้าง อำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม

วัดจุฬามณี

วัดจุฬามณี ตำบลบางช้าง อำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม
วัดจุฬามณี ตั้งอยู่ที่เลขที่ 93 หมู่ 9 ตำบลบางช้าง อำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม อยู่ติดถนนสายสมุทรสงคราม-บางแพ
ด้านหน้าติดกับ คลองอัมพวา เชื่อมติดต่อกับคลองบางผีหลอก ห่างจากตัวจังหวัดสมุทรสงครามราวประมาณ 7 กิโลเมตรเศษ และห่างจากที่ตั้งที่ว่าการอำเภออัมพวาประมาณ 2 กิโลเมตร

ด้านทิศเหนือติดกับถนนสายสมุทรสงคราม-บางแพ ทิศใต้ติดกับคลองอัมพวา วัดจุฬามณี เป็นวัดเก่าแก่โบราณ มีความสำคัญในประวัติศาสตร์เกี่ยวกับ ราชวงศ์จักรี ฝ่ายราชนิกุล(ตระกูลบางช้าง) วัดจุฬามณี เดิมมีชื่อเรียกว่า “วัดแม่เจ้าทิพย์” ตามประวัติสืบ มาได้ว่า วัดนี้สร้างมาแต่รัชสมัยพระเจ้าปราสาททอง มีกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี

ตามประวัติว่าท่านท้าวแก้วผลึก น้อย ธิดาคนหนึ่งของท่านพลาย ซึ่งเป็นนายตลาดบางช้าง มีหน้าที่เก็บภาษี อากรขนอนตลาด จึงมีทรัพย์และรายได้มากชั้นเศรษฐีผู้หนึ่ง จึงได้สร้างวัดจุฬามณี ขึ้นมาใหม่ วัดจุฬามณีได้รับความอุปถัมป์ ทำนุบำรุงจาก มหาอุบาสก และมหาอุบาสิกาสำคัญ ซึ่งต่อมาภายหลังเป็นต้น ราชวงศ์จักรี โดยภูมิประเทศแห่งนี้ เป็นที่ประสูติของเจ้าผู้ครองประเทศไทย สืบต่อกันมา

ประวัติบ่งชัดว่า เป็นต้นราชตระกูล บางช้าง ข้อสำคัญก็คือ วงศ์ตระกูลราชนิกุลบางช้างนี้ มีต้นกำเนิดไปจากตำบล บางช้างนี้เอง นิวาสถานเดิมของท่านเศรษฐีทอง เศรษฐีสั้น เป็นพระชนกชนนีของ สมเด็จพระอัมรินทรามาตย์นั้นตั้ง อยู่หลังวัดจุฬามณี

ซึ่งเดินไปราวสัก 5 เส้น(หรือราวประมาณ 5 นาที) บริเวณนิวาส ถานนั้นมีต้นจันทน์ใหญ่อยู่ 3 ต้น แต่ละต้นวัดโดย รอบประมาณ 2 คนโอบ ระหว่างต้นห่างกันประมาณ 4 วา กล่าวกันว่าปลูก อยู่ข้างบ้านของท่านเศรษฐีทั้งสอง แต่เป็นที่น่าเสียดาย ว่าต้นจันทน์ ได้ทิ้งซากล้มขอนไว้จนผุ ซากนี้ยังคงทิ้งขอนอยู่จนถึง ปีพุทธศักราช 2510

วัดจุฬามณี

วัดจุฬามณี มีมาแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา ท้าวแก้วผลึก(น้อย)เศรษฐีในวงศ์ราชนิกุลบางช้างคงสร้างวัดจุฬามณี นี้ขึ้นมาประมาณปี พุทธศักราช 2190 จะก่อนหรือหลังจากนี้ก็ไม่กี่ปี ท่านเศรษฐีสั้นพระชนนีของสมเด็จพระอมรินทรามาตย์ ที่เคยมาถือศีลรักษาอุโบสถที่ วัดจุฬามณีนี้นั้น ท่านได้มีอายุต่อมาจนถึงสมัยรัชกาลที่ 1 ท่าน สิ้นอายุขัยไปในราวปีพุทธศักราช 2344 อายุได้ 90 ปีเศษ

ท่านคงเกิดในราว ปีพุทธศักราช 2250 วัดจุฬามณีคงสร้างก่อนท่านเกิดราวประมาณ 70 ปี เพราะท่านท้าวแก้วผลึก(น้อย) ผู้สร้างวัดจุฬามณีนี้เป็นคนในแผ่นดินพระเจ้า ปราสาททอง เป็นธิดาท่านพลอย เป็นน้องสาวท่านชี ท่านชีเป็นมารดาของ ท่านเศรษฐีทอง จะเป็นด้วยว่า วัดจุฬามณี(วัดแม่เจ้าทิพย์)นั้นเป็นวัดเก่าแก่จริงๆซึ่งควรค่าแก่ การศึกษาค้นคว้าแต่ก็คงยากพอสมควร เพราะว่าสภาพเก่าแก่ของวัด

ได้ถูกธรรมชาติ รบกวนทำลายปรักหักพัง ไปเกือบหมดสิ้นแล้ว พระอุโบสถเก่าแก่ที่เชื่อว่า ท่านเศรษฐีทอง เศรษฐีสั้นมาถือศีลรักษาอุโบสถได้ถูกรื้อทิ้งลงไปเพราะธรรมชาติ ได้ทำลายจนใช้การไม่ได้แล้ว ทางวัดในสมัยท่านพระครูโกวิทสมุทรคุณ(เนื่อง) จึงทำการสร้างอุโบสถในบริเวณที่ตรงนั้นด้วยประการหนึ่ง อีกประการหนึ่งอุโบสถ หลังเก่าพังยุบลงมาเหลือแต่ฐานล่างแล้ว จึงต้องรื้อไป

ประวัติหลวงพ่อเนื่อง

หลวงพ่อเนื่อง

หลวงพ่อเนื่อง โกวิโท (พระครูโกวิทสมุทรคุณ) วัดจุฬามณี ตำบลบางช้าง อำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม เป็นพระเกจิอาจารย์ที่โด่งดังมาก เมื่อกว่า 20 ปีก่อน ท่านเป็นศิษย์เอก ของหลวงพ่อคง วัดบางกะพ้อม หลวงพ่อแช่ม วัดจุฬามณี หลวงปู่ใจ วัดเสด็จ ฯลฯ วิชาความรู้ทางคาถาอาคมจึงย่อมไม่ธรรมดา

หลวงพ่อเนื่อง ท่านมีนามเดิมว่า เนื่อง เถาสุวรรณ เกิดเมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2452 ปีระกา โยมบิดาชื่อนายถมยา เถาสุวรรณ โยมมารดาชื่อนางตาบ เถาสุวรรณ เกิดที่บ้านคลองใหญ่ หมู่ที่ 4 ตำบลแพรกหนามแดง อำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม จบการศึกษาชั้นประถม 4จากโรงเรียนวัดบางกะพ้อม เมื่อปี พ.ศ. 2463

อุปสมบท 

หลวงพ่อเนื่อง

เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 2475 ณ อุโบสถวัดบางกะพ้อม ต.อัมพวา อ.อัมพวา จ.สมุทรสงคราม โดยมี หลวงพ่อคง ธมฺมโชโต เจ้าอาวาสวัดบางกะพ้อม เป็นพระอุปัชฌาย์ หลวงพ่อแช่ม โสฬส เจ้าอาวาสวัดจุฬามณี เป็น พระกรรมวาจาจารย์ พระอาจารย์ปล้อง วัดบางกะพ้อม เป็นอนุสาวนาจารย์การศึกษา 

ท่านสามารถสอบ ได้นักธรรมชั้นเอก สำนักเรียนวัดจุฬามณี เมื่อปี 2479 ขณะเดียวกันท่าน ก็มีความเชี่ยวชาญ ในทางวิปัสสนา และพุทธาคม เป็นอย่างมาก เนื่องด้วยท่าน ได้อาจารย์ ดีเป็นเบื้องต้น ตั้งแต่อุปสมบท

ประกอบกับ ความตั้งใจ มั่นในการศึกษา และปฏิบัติอย่างเคร่งครัด โดยได้ศึกษาจาก หลวงพ่อคง วัดบางกะพ้อม พระเกจิอาจารย์ผู้โด่งดังของ จ.สมุทรสงคราม เจ้าของเหรียญ 1 ใน 5 ชุดเบญจภาคีเหรียญยอดนิยมของวงการพระเครื่องเมืองไทย

มรณภาพ

เมื่อต้นปี พ.ศ. 2530 หลวงพ่อเนื่อง เริ่มมีอาการอาพาธ จนกระทั่งในวันที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2530 เวลา 06.20 น.  ท่านก็ได้ละสังขาร มรณภาพอย่างสงบ  ที่โรงพยาบาลสมิติเวช สิริรวมอายุ 78 ปี 56พรรษา ยังความโศกเศร้าเสียใจ แก่ศิษยานุศิษย์ เป็นอันมาก ทิ้งไว้แต่หลักคำสอน วัตถุมงคล และผลงานการก่อ สร้างวัดจุฬามณี ที่มีความสวยงามและร่มรื่นจนทุกวันนี้และเรื่องที่น่าอัศจรรย์ เป็นอย่างยิ่งก็คือ สรีระของหลวงพ่อเนื่องท่าน กลับไม่เน่าเปื่อยแต่อย่างใด คงอยู่ในสภาพเดิมๆ ภายในหีบแก้ว บนมณฑป ที่ทางวัดและศิษยานุศิษย์ร่วมกันจัดสร้างขึ้นมาอย่างงดงามยิ่ง

ขอขอบคุณบทความสาระความเป็นมา เกจิชื่อดัง โดย ufabet.com