Categories
รวมบทความ

หลวงปู่สาม อกิญจโน

ประวัติ หลวงปู่สาม อกิญจโน วัดป่าไตรวิเวก อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์

หลวงปู่สาม อกิญจโน

ชาติกําเนิด หลวงปู่สาม อกิญจโน

หลวงปู่สาม อกิญจโน ท่านมีนามเดิมว่า สาม เกษแก้วสี ท่านเกิดเมื่อวันอาทิตย์ที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2442 ตรงกับ วันอาทิตย์ เดือนสิบ ปีชวด ที่บ้านนาสาม ตำบลนาบัว อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์ บิดาคือ นายปวม และมารดาคือนางกึง เกษแก้วสี ท่านเป็นบุตรคนที่ 2 ของพี่น้องร่วมบิดามารดา 11 คน

หลวงปู่สาม อกิญจโนวัดป่าไตรวิเวก อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์
ท่านเป็นพระอริยสงฆ์ผู้เจริญด้วยธุดงควัตรสัมมาปฏิบัติ กตัญญกตเวที ต่อพระบูรพาจารย์เป็นที่ตั้ง เมื่อท่านพระอาจารย์มั่น มรณะภาพ ท่านนอนเฝ้ารักษาศพของท่านอาจารย์มั่นตลอด 3 เดือนจนถึงพิธีประชุมเพลิง
เบื้องต้นก่อนจะเข้ามาวงศ์กรรมฐาน

ท่านได้รับคำแนะนำจากหลวงปู่ดูลย์ อตุโล ให้เข้าหาท่่านพระอาจารย์มั่น ท่านเป็นผู้ไม่ติดสถานที่ ท่่องเที่ยวภาวนาไปตามป่าเขา ไปเลื่อยๆ ทั่วทุกภาคของประเทศไทย ท่านจำพรรษาได้มากแห่ง แทบจะไม่ซ้ำกัน เป็นหนึ่งในกองทัพธรรมยุคแรกที่ธุดงค์เผยแพร่ธรรมจนได้รับคำชมจาก พระอาจารย์มั่นว่า เป็นผู้เจริญด้วยธุดงควัตร จำพรรษาได้มากแห่งและเป็นผู้เคร่งครัดในธุดงควัตร

ชีวิตในวัยเด็ก

เรื่องราวชีวิตในวัยเด็กของท่านนั้น ท่านเล่าว่า เมื่ออยู่ในวัยเด็กนั้น ได้รับความทุกข์ยากลำบากมาก เนื่องจาก พี่ชายคนโตได้ถึงแก่กรรม และในบ้านไม่มีผู้หญิง มีแต่ผู้ชาย และท่านเปรียบเสมือนเป็นลูกชายคนโต ดังนั้น นอกจากท่านจะต้องทำงานนอกบ้าน เช่นเลี้ยงวัว เลี้ยงควาย และทำไร่ไถนาแล้ว ยังต้องทำงานในบ้านอีกด้วย

เช่น ตำข้าว หุงต้มอาหาร และเลี้ยงดูน้องๆ อีกหลายคน คือทำงานเหมือนผู้หญิงทุกอย่าง จนอายุย่างเข้าสู่วัยหนุ่มแล้ว ก็ยากที่จะมีโอกาสได้เที่ยวเตร่เหมือนผู้อื่นเขา ประกอบกับท่านมีอัธยาศัยชอบสงบตั้งแต่เด็ก ไม่เคยเกะกะระรานหาเรื่องกับใครเลย รู้จักการทำบุญ บริจาคทาน ฟังเทศน์ฟังธรรมตั้งแต่อายุได้ 14 ปี จึงเป็นที่รักใคร่เอ็นดู ของบิดามารดา และผู้แก่ผู้เฒ่าเป็นอย่างยิ่ง

อุปสมบท

ครั้นเมื่อถึงพ.ศ. 2462 ท่านมีอายุได้ 19 ปี จิตใจของท่านโน้มเอียงไปทางเนกขัมมะ มีความรู้สึกอยากบวชเพื่อทดแทนบุญคุณพ่อแม่ จึงได้ขออนุญาตพ่อและแม่ พ่อแม่ของท่านอนุญาตไม่ทัดทานประการใด ท่านได้บรรพชาเป็นสามเณรที่วัดนาสาม ซึ่งเป็นวัดในสังกัดมหานิกาย อันเป็นวัดใกล้บ้านเกิดของท่านเมื่อบวชเณรได้ 2 ปี อายุครบ 21 ปี

หลวงปู่สาม อกิญจโน

พ.ศ. 2464 ท่านได้เข้าอุปสมบทเป็นพระภิกษุ โดยมี พระครูวิมลสีลพรต (ทอง) เจ้าคณะจังหวัดสุรินทร์ เป็นพระอุปัชฌาย์ หลวงพ่อเอี่ยม เป็นพระกรรมวาจา และพระอาจารย์สามเป็น พระอนุสาวนาจารย์ เข้าใจว่าท่านได้เข้าพิธีอุปสมบท ที่วัดจุมพลสุทธาวาส

และกลับมาพำนัก ที่วัดนาสาม น่าสังเกตว่า ท่านได้บวชกับพระอุปัชฌาย์องค์เดียวกันกับพระอุปัชฌาย์ของหลวงปู่ดูลย์ อตุโล ซึ่งต่อมาเป็นพระอาจารย์องค์แรกของหลวงปู่สาม

ท่านจำพรรษาอยู่ที่วัดนาสามได้ 3 พรรษา ในปี พ.ศ. 2466 ก็คิดอยากจะไปเรียนปริยัติธรรมที่กรุงเทพฯ กับเขาบ้าง จึงได้เดินทางเข้ากรุงเทพฯ

ในช่วงที่ท่านเดินทางออกจากวัดนาสามเดินทางเข้ากรุงเทพนั้น ก็เป็นเวลาเดียวกับที่หลวงปู่ดูลย์ อตุโล พระภิกษุชาวสุรินทร์ ผู้ซึ่งได้จาริกไปยังวัดสุทัศนาราม จังหวัดอุบลราชธานี เมื่อปี พ.ศ. 2459

ขณะที่มีอายุพรรษาได้ 6 ปี เพื่อศึกษาด้านพระปริยัติ จนสอบได้เป็นนักธรรมชั้นตรี นวกภูมินับเป็นรุ่นแรกของจังหวัดอุบลราชธานี ขณะเดียวกัน ก็ได้เรียนบาลีไวยากรณ์ที่เรียกว่า “มูลกัจจายน์” จนสามารถแปลพระธรรมบทได้จากนั้น เมื่อได้รู้จักกับหลวงปู่สิงห์ ขนฺตยาคโม และได้กราบนมัสการฝากตัวเป็นศิษย์กัมมัฏฐานของ พระอาจารย์ใหญ่มั่น ภูริทตฺโต

หลวงปู่ดูลย์ก็แปรเปลี่ยนจากการศึกษาด้านพระปริยัติ หันเข้ามาทางด้านการปฏิบัติ จากนั้นมา หลวงปู่ดูลย์จึงได้ออกจาริกธุดงค์ไปตามป่าเขาลำเนาไพร รวมเป็นเวลา 7 ปี จนกระทั่งถึงปี พ.ศ. 2466  หลวงปู่จึงได้กลับไปยังจังหวัดสุรินทร์ บ้านเกิดของท่าน เพื่อสงเคราะห์ญาติ

เผยแผ่แนวทางกัมมัฏฐานในภาคใต้

วันหนึ่ง หลวงปู่สามได้รับจดหมายจากหลวงปู่เทสก์ เทสรังสี ส่งจากมาจากจังหวัดภูเก็ต ให้ไปช่วยเผยแผ่แนวทางกัมมัฏฐานให้พระภิกษุ-สามเณร ในภาคใต้

หลวงปู่สาม ท่านจึงเป็นกำลังใน กองทัพธรรม ที่สำคัญองค์หนึ่ง กล่าวคือ ท่านเดินทางร่วมไปปูพื้นฐาน ทางธรรมกับ หลวงปู่เทสก์ และคณาจารย์อีกหลายสิบองค์ทางภาคใต้ การเผยแผ่ในครั้งนั้น แม้จะมีอุปสรรคอย่างมากมาย แต่ด้วยกำลังใจอันแน่วแน่มั่นคง ของพระธุดงค์กรรมฐาน จึงสามารถฟันฝ่าอุปสรรคนั้นๆ ได้สำเร็จผล อย่างงดงาม เป็นที่ยอมรับในหมู่ชนชาวภาคใต้ เป็นอันมาก

คติธรรมที่หลวงปู่เทสก์ปรารภ แก่คณะผู้ออกเผยแผ่ธรรมยึดมั่นในจิตใจ คือ “เปียกได้…ไหม้เสีย” หลวงปู่สาม ได้นำมาสอนอบรมบรรดาศิษย์ในกาลต่อมา เป็นกำลังใจแก่ผู้ปฏิบัติธรรม ควรน้อมเข้ามาพิจารณาคำนี้ให้จงหนัก หลวงปู่สามท่านเป็นพระภิกษุสงฆ์ ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติ ชอบนำธรรมะออกเผยแผ่สู่ ประชาชนด้วย เมตตาธรรม

หลวงปู่สาม เผยแผ่ธรรมที่ภาคใต้ เป็นเวลา 5 ปี จึงเดินทางกลับจังหวัดสุรินทร์

ก่อนย้อนกลับไปที่จังหวัดภูเก็ต และที่ภาคตะวันออก รวมระยะเวลา 20 ปี ในการแสวงบุญธุดงค์ทำให้หลวงปู่สาม บังเกิดความเพียร ลดละกิเลส คือ ความอยาก ความรัก และความชัง หากปล่อยวางได้จนหมดสิ้นแล้ว

ภายหลังได้ทราบข่าวว่า หลวงปู่สิงห์ ขันตยาคโม ได้มรณภาพลง ณ วัดป่าสาลวัน จ.นครราชสีมา จึงไปช่วยงานบุญพระราชทานเพลิงศพก่อนเดินทางไปธุดงค์ที่จังหวัดพิษณุโลก พ.ศ.2510 ได้มีญาติโยมนิมนต์หลวงปู่สาม ไปพำนักจำพรรษาที่บ้านขนาดปริ่ง

ต.เชื้อเพลิง อ.ปราสาท จ.สุรินทร์ แต่ได้มีหน่วยงานราชการ ชี้แจงว่า บริเวณสำนักสงฆ์เป็นพื้นที่ป่าทำเลเลี้ยงสัตว์พ.ศ.2512 หลวงปู่สาม ได้ย้ายไปอยู่ในป่าละเมาะ บ้านตระงอน กิโลเมตรที่ 11 ถนนสุรินทร์-ปราสาท ต.นาบัว ไม่วายโดนร้องอีก

แต่ถึงจะเป็น ผู้บริสุทธิ์แล้ว ก็ยังถูกลอบทำร้าย จากมนุษย์ใจบาป ในเรื่องนี้ท่านกล่าวว่า “ลูกเอ๋ย..มันเป็นกรรมนะ ต้องใช้กรรมเวร ยุติธรรมดีแล้ว แม้พระพุทธเจ้า ของเราลูกเห็นไหม พระองค์ยังต้องประสบในเรื่องเช่นนี้นะ ฉะนั้น จงปล่อยไปตามกรรม ที่ทำไว้แต่หนหลัง ปัจจุบันทำจิตใจของตนเองให้บริสุทธิ์ก็พอแล้ว ทำอย่างไรหนอ จึงจะพ้นทุกข์นี้ไปได้เท่านั้น

หลวงปู่สาม อกิญจโน

มรณภาพ ละสังขาล

หลวงปู่สาม อกิญฺจโน ท่านเป็น พระนักปฏิบัติที่เคร่งครัด ในพระธรรมวินัย บ่อยครั้งเกิดอาการอาพาธ ต้องเข้า-ออกรักษาตัว อยู่ที่โรงพยาบาล จนกระทั่งวันที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2534 หลวงปู่สามได้ มรณภาพลงอย่างสงบ สิริอายุรวม 91 พรรษา 71 ท่ามกลางความเศร้าสลด ของคณะศิษยานุศิษย์และพุทธศาสนิกชนทั่วไป เป็นยิ่งนัก

ขอขอบคุณบทความประวัติเกจิอาจารย์ดีๆ โดย sagaming66

Categories
รวมบทความ

หลวงตาคำดี ปัญโญภาโส

ประวัติ หลวงตาคำดี ปัญโญภาโส สายธรรมหลวงปู่มั่น วัดป่าสุทธาวาส จ.สกลนคร

หลวงตาคำดี ปัญโญภาโส

ชาติกําเนิดของ ท่าน หลวงตาคำดี ปัญโญภาโส

หลวงตาคำดี ปัญโญภาโส ท่านมีนามเดิมว่า นาย ดี นามสกุล ใบหะสีห์ เกิดเมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2470 ตรงกับวันพฤหัสบดี ขึ้น 10 ค่ำ เดือน 9 ปีเถาะ ณ บ้านหนองหอย หมู่ที่ 4 ตำบลกุสุมาลย์ อำเภอเมือง (ปัจจุบันเป็นอำเภอกุสุมาลย์) จังหวัดสกลนคร บิดาของท่านท่านชื่อ นายถา ใบหะสีห์ มารดาของท่านชื่อ นางคำ ใบหะสีห์ มีพี่น้องร่วมบิดามารดารวมทั้งหมด จำนวน 6 คน คือ

1. นายดา ใบหะสีห์ (ถึงแก่กรรมแล้ว)

2. นางปี พระสุริยะ (ถึงแก่กรรมแล้ว)

3. หลวงตาคำดี ปัญโญภาโส (มรณภาพแล้ว)

4. หลวงพ่อที ทีปาสโย (มรณภาพแล้ว)

5. นางทอนจันทร์ อำมาตย์มนตรี (ถึงแก่กรรมแล้ว)

6. นายดอน ใบหะสีห์ (ถึงแก่กรรมแล้ว)

ชีวิตในวัยเด็ก

เมื่อปี พ.ศ.2477อายุ ๗ ปี บิดามารดาได้ส่งให้ท่านเข้ารับการศึกษาที่โรงเรียนประชาบาลวัดศิริสุภา ตำบลกุสุมาลย์ อำเภอเมือง (ปัจจุบันเป็นอำเภอกุสุมาลย์) จังหวัดสกลนคร สมัยที่เรียนอยู่นั้น หลวงตาคำดี ท่านจะเรียนติดอันดับที่หนึ่งของห้องตลอด ตั้งแต่ชั้นประถมศึกษาที่ 1 – 4 เพราะท่านเป็นคนที่เรียนเก่ง มีความขยันหมั่นเพียร

อีกทั้งยังเป็นคนที่มีอุปนิสัยสุภาพเรียบร้อย จนปี พ.ศ. 2481 ท่านจึงเรียนจบชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ครั้นจบจากการศึกษาแล้ว ท่านได้ช่วยบิดามารดาทำนา ทำสวน ปลูกฝ้าย ปลูกพริก เลี้ยงวัวเลี้ยงควาย ไปตามประสาของชาวชนบท ประกอบอาชีพตามบรรพบุรุษเรื่อยมา

หลวงตาคำดี ปัญโญภาโส

บรรพชา

ชีวิตของท่านไม่เหมือนคนทั่วไป แต่ถึงที่สุดแล้วก็ได้ชื่อว่า เป็นผู้หนึ่งที่มามืดแต่ไปสว่าง มีชีวิตและได้ใช้ชีวิตแบบไม่เสียชาติเกิดอาจจะกล่าวได้ว่าหลวงปู่คำดีพลิกผันชีวิตของท่านด้วยการตั้งคำถาม และลงมือพิสูจน์ให้เห็นจริง ซึ่งจะว่าไปแล้วเป็นกระบวนการวิทยาศาสตร์ล้วนๆ

คำถามนั้นมีว่า “ป่าดงพงไพรนั้นมีดีอะไร จึงทำให้พระพุทธเจ้าต้องหนีออกบวช และพระองค์ก็ทรงค้นคว้าธรรมะจนสำเร็จ บรรลุธรรมเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเราทั้งหลาย

ก่อนที่จะบรรพชาเป็นสามเณรนั้น หลวงตาคำดีท่านเล่าว่า ช่วงระยะเวลาก่อนบรรพชาเป็นสามเณร รู้สึกแปลกใจอยู่บ้างจากการได้ยินคำพูด จากเครือญาติผู้ใหญ่หลายท่าน ซึ่งชอบพูดว่า เด็กชาย ดี คนนี้ จะต้องได้บวชแน่นอน” ได้ยินท่านเหล่านั้น พูดบ่อยครั้ง บางครั้งเขาก็พูดแซวเราว่าจารย์บ้าง อาจารย์บ้าง ซึ่งหมายผู้บวชแล้วหรือกำลังบวชอยู่ ซึ่งบางครั้งเราก็รู้สึกเขิน เราเองในระยะนั้นไม่มีความรู้สึกอยากบวชและไม่คิดว่าจะได้บวช

จึงมีเหตุดลบันดาลให้ได้บวช กล่าวคือเริ่มป่วยมาราธอน ก็คือป่วยระยะยาวนั้นเอง ป่วยไม่หนักแต่ก็ไม่เบา ประกอบอาชีพทำการงานไม่ได้ เดินไปมาได้บ้างนิดๆ หน่อยๆ ผอมแห้งไม่มีกำลัง รักษาอย่างไรก็ไม่หายขาด ป่วยอยู่ร่วมปี ช่วงระยะเวลาที่ป่วยอยู่นี้ โยมมารดาและบิดา ก็พยายามถามอยากจะให้บวช และจะไปบนบวชไว้ให้ก่อน

แรกๆ เราไม่รับคำท่าน เพราะใจจริงยังไม่อยากบวช แต่เห็นท่านถามบ่อยครั้ง เมื่อสบโอกาสสุดท้ายเราก็รับคำท่าน ว่าจะให้บวชก็ได้แต่ไม่เกิน ๗ วัน พอเรารับว่าบวชก็ได้ เท่านั้นแหละ…ดูเหมือนท่านดีใจ จัดแจงหาดอกไม้ธูปเทียน เข้าไปหาสมภารที่วัด

จัดการบนบวชให้ทันที เป็นที่น่าสังเกตและแปลกมากจากวันนั้นมา โรคร้ายที่ทรมานกายและใจมาร่วมปี หายไปเหมือนกับปลิดทิ้ง เมื่อหายจากป่วยไข้ ร่างกายแข็งแรงเป็นปกติ แล้วก็จัดการบวชเป็นสามเณร และตั้งใจว่าจะบวชเพื่อแก้บน เพียง 7 วัน ตามที่โยมบิดาบนบวชให้เท่านั้น

หลวงปู่คำดีออกบวชเป็นสามเณรเมื่อวันที่ 21 ก.ย. ปี พ.ศ. 2488 ซึ่งขณะนั้นเป็นช่วงสงครามยุติใหม่ๆ ใครที่อพยพหนีภัยบ้านแตกสาแหรกขาดก็พากันอพยพคืนบ้านเคยอยู่อู่เคยนอน แต่ตัวท่านเองนั้นบวชเณรเข้าวัดศึกษาพระปริยัติธรรมด้วยความขยันหมั่นเพียรมากเหตุที่ขยันหมั่นเพียรมาก เพราะ จิตใจมันชอบเรื่องธรรมะ

การบรรพชาทำเป็นภายใน คือรู้เฉพาะภายในครอบครัวเท่านั้น โดยไม่ได้บอกให้ญาติมิตรและเพื่อนฝูงรู้เลย เพราะคิดว่าจะบรรพชา เพื่อบูชาพระรัตนตรัย ตามที่บิดาบนเอาไว้สัก 7 วันเท่านั้น แต่ด้วยอนิจจาความไม่เที่ยงแท้แห่งสังขาร จึงดลบันดาลดวงจิต

ให้คิดอยากได้ความรู้ในทางศาสนา เพื่อนำไปใช้เมื่อลาสิกขาเป็นฆราวาส จะได้อวดเพื่อน ๆ ได้ว่า ตนเคยบวชและศึกษาธรรมในทางพระพุทธศาสนามาแล้ว อยู่ไปเรียนไปจนลืมสัญญาที่กำหนดไว้ว่าจะบรรพชาแค่ 7 วัน จนล่วงเลยไปถึงวันปวารณาออกพรรษา

การศึกษาก็ยังไม่เป็นที่พอใจ จนพ.ศ.ใหม่ย่างเข้า คือ พ.ศ. 2489 งานเทศกาลแต่ละบ้านแต่ละท้องถิ่นก็เริ่มมีมากขึ้น ใจหนึ่งก็คิดจะลาสิกขา เพราะเป็นความสนุกของหนุ่มสาวในการเที่ยวงานเช่นนั้นสำหรับชาวชนบท แต่นึกเสียดายเพราะเรียนยังไม่ได้อะไรมากนัก อีกอย่างพระอุปัชฌาย์ก็คล้ายกับรู้ใจ

มีงานที่ไหนก็เอาติดตามไปด้วย ไม่ปล่อยให้เหงาอยู่ที่วัด แต่ก็มีทั้งดีและเสีย ที่ดีก็คือได้รู้เห็นประเพณีแต่ละบ้าน แต่ละท้องถิ่นซึ่งเป็นกำไรของชีวิตส่วนหนึ่ง แต่ที่เสียก็มาก อันเกิดจากการได้ยินได้เห็น เพราะยังไม่รู้จักหลักการปฏิบัติ เพื่อรักษาใจตนเอง

จึงอยู่ด้วยความอดทน ทนอดเข้าไว้เพราะอยากรู้อยากเข้าใจหลักธรรมคำสั่งสอนในทางพระพุทธศาสนา พอทราบว่าเดือนพฤษภาคม (๒๔๘๙) ทางวัดจะเปิดสอนพระปริยัติธรรมเราก็ดีใจ พระภิกษุสามเณรต่างก็สมัครเรียนกัน

หลวงตาคำดี ปัญโญภาโส

อุปสมบท

พอถึงเดือนมีนาคม 2490 เครือญาติทางมารดามีศรัทธาจะสร้างกองบุญด้วยการบวชพระ จึงมาขอนิมนต์ และก็ได้รับบวชเป็นพระให้ ใจจริงยังไม่อยากบวช ทั้งอายุก็ยังไม่ครบ 20 ดี แต่นักปราชญ์ผู้รู้ทั้งหลายว่าบวชได้ คือ พระวินัยอนุญาตให้นับเอาที่อยู่ในครรภ์มารดาได้อีก 6 เดือน ก็เป็นอันว่าครบ 20 ปี บริบูรณ์ จึงได้อุปสมบท เป็นพระฝ่ายมหานิกาย”

ท่านได้รับการอุปสมบทเมื่อวันที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2490 ณ พัทสีมาวัดโพนธาราม ตำบลกุสุมาลย์ อำเภอเมือง (ปัจจุบันเป็นอำเภอกุสุมาลย์) จังหวัดสกลนคร โดยมีเจ้าอธิการโท วรปัญโญ เป็นพระอุปัชฌาย์ครั้นเมื่อบวชแล้ว ท่านก็อยู่ที่ วัดโพนธารามเช่นเดิม เพื่อเล่าเรียนพระปริยัติธรรมต่อ 

มรณภาพ ละสังขาล

เมื่อสิ้นปีพ.ศ.2495 จึงเดินทางออกแสวงหาที่เงียบสงบปฏิบัติธรรมโดยการเดินธุดงค์ไปตามป่าเขาลำเนาไพร เพื่อปลีกวิเวก

ลำดับงานปกครอง พ.ศ.2538 ได้รับแต่งตั้ง ให้เป็นเจ้าอาวาสวัดป่าสุทธาวาส อ.เมือง จ.สกลนคร พร้อมกับได้รับแต่งตั้ง เป็น เจ้าคณะจังหวัดสกลนคร (ธ.) และพ.ศ.2539 ได้รับแต่งตั้ง เป็นพระอุปัชฌาย์

พ.ศ.2548 อาพาธด้วยโรค ความดันโลหิต โรคหัวใจ และโรคเบาหวาน คณะศิษย์ได้ส่งตัว ไปรักษาอาการอาพาธ ที่โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ กรุงเทพฯ เมื่อคณะแพทย์ เห็นว่าอาการดีขึ้นจึงให้กลับ มาพักรักษาตัวที่ร.พ.สกลนครวันที่ 29 พ.ค.2549 อาการทรุดหนักลง และมรณภาพด้วยอาการอันสงบสิริอายุ 79 ปี พรรษา 60

ขอขอบคุณบทความสาระประโยชน์ดีโดย ufa168

Categories
รวมบทความ

หลวงปู่รอด อาภสฺสโร

ประวัติ หลวงปู่รอด อาภสฺสโร พระเกจิชื่อดังแห่งเมืองอีสาน

หลวงปู่รอด อาภสฺสโร

ชาตภูมิ ของ หลวงปู่รอด อาภสฺสโร

หลวงปู่รอด อาภสฺสโร เดิมท่านนั้นชื่อ บุญรอด นามสกุล ทะลัยรัมย์ เกิดวันอาทิตย์ ขึ้น 13 ค่ำ เดือน 2 ปีฉลู วันที่ 1 มกราคม 2492 บ้านระกา ต.เพี้ยราม อ.เมือง จ.สุรินทร์ บิดาชื่อนายฉิม  มารดาชื่อนางละเมียด  นามสกุล ทะลัยรัมย์  มีพี่น้องด้วยกัน 3 คน  โดยหลวงปู่เป็นคนโต  คนที่ 2 ชื่อ นายรื่น  ทะลัย รัมย์  อาชีพเกษตรกร คนที่ 3 ชื่อ นางวิลัยลักษณ์ ฉายถวิล ข้าราชการครูบำนาญ

จังหวัดสุรินทร์ ถิ่นอีสาน

นอกจากจะเป็นที่รู้จักกันว่า เป็นถิ่นเมืองช้าง และถิ่นอารยะธรรมโบราณแล้ว  ก็ต้องยอมรับว่า จังหวัดสุรินทร์ ยังเป็นถิ่น มีพระเกจิดังๆอยู่มากมายหลายองค์ด้วยกัน  ไม่ว่าจะเป็นในอดีตที่มี หลวงปู่ดูลย์ หลวงปู่เจียม หลวงปู่หงส์ หลวงปู่ธรรมรังสี  และในปัจจุบัน ที่กำลังโด่งดัง และเป็นที่รู้จักของพุทธศาสนิกชนทั่วไปก็คือ “

หลวงปู่รอด อาภสฺสโร หรือ พระครูอาภัสร์ ธรรมคุณ เจ้าคณะตำบลโคกลาง และเจ้าอาวาสวัดโคกกรม ต.จีกแตก อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์  ซึ่งเป็น พระที่มีแต่ให้ และมีเมตตา ต่อทุกคน ที่เข้ามาพบ  อีกทั้งท่านยังได้สร้างคุณประโยชน์ มากมายให้กับ ทางพุทธศาสนาและสังคม  การช่วยเหลือคนในด้านการ ใช้ยาสมุนไพร รักษาโรค ไม่ว่าจะเป็นโรคมะเร็ง โรคเบาหวาน และ ยาสมุนไพร กระจายเส้นแก้ปวด เมื่อยอีกด้วย 

อุปสมบท


วันเสาร์ แรม 5 ค่ำ เดือน 6 ปีกุน วันที่ 17 พฤษภาคม 2514 ณ พัทธสีมาวัดศิรินทราราม ต.นาดี อ.เมือง จ.สุรินทร์ โดยมี พระครูอรุณสาธุกิจ เป็นพระอุปัชฌาย์ ท่านเป็นพระ ที่คงแก่ เรียนท่านชอบศึกษา ค้นคว้าตำรับตำรายาสมุนไพร และ วิชาการต่างๆไม่ว่าจะเป็น อักขระเลขยันต์ หรือวิชาอาคมอะไรท่าน จะทดลอง สร้างทดลอง ปลุกเสกอยู่เสมอ

เมื่อท่านลองแล้ว เห็นว่าดีจริง และใช้ได้ผลจริงตามตำรา ท่านก็คัดวิชาวิเศษนั้นมาสร้าง มาปลุกเสก วัตถุมงคลให้บรรดา ลูกศิษย์และลูกหลานของท่านให้ได้รับแต่ สิ่งที่เป็นมงคล เป็นของวิเศษไว้บูชากัน จาการคัดเลือกพิจารณาจา หลวงพ่อรอด ว่าดีจริงมั้ยเห็นผลจริงมั้ย จึงไม่น่า แปลกใจเลยที่วัตถุมงคล ของท่านที่มี ประสบการณ์ของผู้บูชา

หลวงปู่รอด อาภสฺสโร

ที่บูชาวัตถุมงคล ของ หลวงพ่อรอด ว่ายอดเยี่ยมอยู่ในขณะนี้ต่อเนื่องเรื่อยมา จนเป็นที่กล่าวขานร่ำลือ จากปากต่อปาก ท่านเป็นเกจิอาจารย์ดังที่มีเชื้อสายเขมรที่มีความเชี่ยวชาญด้าน คาถาอาคม ทั้งของไทย และเขมรอย่างหาผู้เทียบเคียง ไม่ได้ท่านเป็นพระ ที่เปี่ยมไปด้วย ความเมตตาอย่างสูงไม่ว่าจะเป็นใครมา จากไหน เป็นอย่างไร ท่านจะให้การ ต้อนรับพูดคุยด้วยเป็นอย่างดีและ เป็นที่พึ่ง ของทหาร กล้าตามแนวชายแดนไทย -เขมร

วัตถุมงคลของขลัง

ในทาง วัตถุมงคลของขลัง ท่านได้เริ่มทำวัตถุมงคลรุ่นแรกๆเมื่อปี พ.ศ. 2550 ไม่ว่าจะ เป็นสีผึ้ง พระสมเด็จ และตะกรุด ซึ่งท่านได้ทำไว้เพื่อแจกให้กับญาติโยมที่มาหา และแจกให้ กับทหาร ตำรวจ ที่ลงไปปฏิบัติหน้าที่ที่ภาคใต้ จนเป็นที่ยอมรับ ถึงความเข้มขลัง ของวัตถุมงคลของท่าน ทำให้มีลูกศิษย์ลูกหามากมาย ทั้งข้าราชการ ทหาร ตำรวจ และนักการเมืองดังๆหลายคน และในด้านการช่วย เหลือสังคมและ ทางพระพุทธศาสนา ท่านก็ได้ช่วยสร้างวัดที่กำลัง พัฒนาหลายแห่ง เช่น
1.)​ วัดระกาไกรสร
2.)​ วัดฉันเพล
3.)​ วัดหนองหิน
4.)​ วัดบ้านด่าน
5.)​ วัดโนนสมบูรณ์
6.)​วัดกู่สัตธาราม
7.)​ วัดบ้านเพี้ยราม

อีกทั้งยังได้จัดสร้างอาคารโรงพยาบาล พนมดงรัก​เฉลิมพระเกียรติ​ และช่วยเหลือโรงเรียนต่างๆใน จังหวัดสุรินทร์ พร้อมทั้งได้จัดซื้ออุปกรณ์เครื่องมือแพทย์มอบ ให้กับโรงพยาบาลสุรินทร์ อีกด้วย จนได้รับโล่ประกาศเกียรติคุณ มากมายและ ก่อนที่จะมาเป็นเจ้าอาวาส วัดโคกกรม ตำบลจีกแตก อำเภอ​พนมดงรัก จังหวัด​สุรินทร์

ปัจจุบัน

หลวงปู่รอด ท่านเป็นพระ ที่ชาวบ้าน ศรัทธาในด้านศูนย์รวมทางจิตใจ มีเมตตาต่อทุกคนที่เข้าพบ ท่านได้รับความรู้ด้าน ตำรายาและการรักษาแบบโบราณจากหลวงปู่  3 องค์คือ หลวงปู่โด๊ะ ชื่อว่าพระครูอรุณสาธุกิจ  บ้านโคกวัด  ตำบลนาดี  อำเภอเมืองสุรินทร์ 

หลวงตาโด๊ะมีครูอีกชั้น หนึ่งคือ หลวงปู่ชิด ชื่อพระครูวิชิตธรรมคุณ  วัดบ้านลำดวน  ตำบลลำดวน หลวงปู่ริม  รัตนมุนี อดีตเจ้าอาวาสวัดอุทุมพร ตำบลทุ่งมน อำเภอปราสาท จังหวัดสุรินทร์ เป็นผู้สร้างวัดเขาแหลม  ที่บ้านแนงมุด  ตำบลแนงมุด  อำเภอกาบเชิง  จังหวัดสุรินทร์  สรีระของท่านยังเก็บไว้ในมณฑป  ท่านเก่งกรรมฐาน กายทิพย์ 

หลวงปู่ทั้ง 3 ให้ความเมตตาต่อ หลวงปู่รอดเป็นอย่างมาก  และตำหรับยาบางส่วนหลวงปู่ก็ได้ศึกษา จากตำราโบราณ ที่บรรพบุรุษของท่านได้เขียนไว้  ไม่ว่าจะเป็นยารักษา โรคมะเร็ง ยารักษาโรคเบาหวาน และ ยารักษาอาการปวดเมื่อย  ที่หลายคนนำไปรักษาแล้วหาย

จนหลวงปู่ได้รับรางวัล มามากมาย ในด้านการใช้สมุนไพรรักษาโรค  ซึ่งสมุนไพรต่างๆนั้นหลวงปู่ได้เข้าไปหา มาจากป่าลึกบริเวณแนวตะเข็บชายแดนไทย-กัมพูชา  สำหรับชีวประวัติ ของหลวงปู่รอด ปัจจุบันท่าน

ท่านได้จำพรรษาอยู่ที่วัดระกาไกรสร ตำบล​เพี้ยราม อำเภอ​เมืองสุรินทร์ จังหวัด​สุรินทร์​ ได้อยู่​รับใช้​ หลวงพ่อเมียก​ ฉนฺทวุฒิโฒ​ ผู้มีศักดิ์เป็นน้าชาย และยังเคยไป จำพรรษาอยู่ที่ ปราสาทตาเมือน และปราสาทตาควาย และไปเดินธุดงค์ในป่าลึก ซึ่งหลวงปู่ชอบ อยู่ป่ามากกว่าอยู่วัด

จนกระทั่งต่อมาได้มี การลักลอบตัดไม้พะยูง ที่วัดโคกกรมเยอะ ชาวบ้านจึงได้นิมนต์ ให้หลวงปู่มาอยู่เพื่อ รักษาไม้ที่วัดแห่งนี้ ซึ่งหลวงปู่ก็ได้พัฒนาวัดมาจนกระทั่งทุกวันนี้ จนวัดมีความเจริญ ขึ้นอย่างมากมายมีอายุย่าง 75 ปี มีพรรษาที่ 52

ขอขอบคุณบทความชีวประวัติเกจิอาจารย์ดังโดย ufabet.com

เครดิต : https://ufabets5.com/

Categories
รวมบทความ

หลวงปู่บุดดา ถาวโร

ประวัติ หลวงปู่บุดดา ถาวโร เกจิที่เปี่ยมไปด้วยเมตตา

หลวงปู่บุดดา ถาวโร

ชาติกําเนิดของ หลวงปู่บุดดา ถาวโร

หลวงปู่บุดดา ถาวโร ท่านนั้นเกิดเมื่อวันเสาร์ขึ้น 10 ค่ํา เดือนยี่ ปีมะเมีย ซึ่งตรงกับวันที่ 5 มกราคม พ.ศ.2437 ที่ตําบลภูคา อําเภอโคกสําโรง จังหวัดลพบุรีบิดาชื่อ นายน้อย มงคลทอง มารดาชื่อ นางยิ่ง มงคลทอง วันเสาร์ขึ้น 10 ค่ำ เดือนยี่ ปีมะเมีย บิดาชื่อนายน้อย มารดาชื่อ นางอ่ำ มงคลทอง

มีพี่น้องรวมกัน 7 คน ภูมิลำเนา : เกิดที่บ้านหนองเกวียนหัก ต.พุคา อ.บ้านหมี่ จ.ลพบุรี การศึกษา : สมัยเด็กไม่มีโอกาส ได้เรียนหนังสือ เพราะบริเวณใกล้บ้านไม่มีโรงเรียน จนเติบใหญ่จึงเป็นที่พึ่งพา ช่วยบิดามารดาทำนาเลี้ยงชีพ

ในสมัยเป็นเด็กเล็กๆ นั้นท่านสามารถระลึกชาติได้ อันเป็นทุนเดิมที่ท่านเคยสั่งสมไว้นั่นเองในสมัยเป็นฆราวาส หลวงปู่บุดดา ถาวโร ได้เคยรับใช้ชาติด้วยการเป็นทหาร ในปีพ.ศ.2458

อุปสมบท

ถูกเกณฑ์ทหาร เมื่ออายุได้ 20 ปี พ.ศ.2458 (ตรงกับรัชกาลที่ 6)ในกองทัพที่ 3 ศูนย์ราชการ ทหารปืนใหญ่ อ.โคกกระเทียม จ.ลพบุรี หลักฐานการเกณฑ์ทหารรับราชการอยู่ 2 ปี หลังพ้นราชการทหาร ช่วยครอบครัวทำงานบ้านเรื่อยมา อุปสมบท :

พ้นราชการเกณฑ์ ทหารช่วย บิดามารดาทำนาอยู่อีก 4 ปี จึงขอลาอุปสมบท เมื่อวันที่ 15 เมษายน พ.ศ.2465 ที่วัดเนินยาว ต.โพนทอง อ.บ้านหมี่ จ.ลพบุรี มีพระครูขันสุนทร (ม.ร.ว.เอี่ยม อิศรางกูร ณ อยุธยา) เป็นพระอุปัชฌาย์ “พระครูเรื่อง” เป็นพระกรรมวาจาจารย์ เจ้าอธิการไหล เป็นอนุสาวนาจารย์ ได้รับฉายาว่า ถาวโร

แสวงหา โมกขธรรม จำพรรษาอยู่กับ พะอุปชฌาย์ 1 พรรษา จึงออกจาริกแสวงหาวิเวก บำเพ็ญสมณธรรม ธุดงค์ทั่วเมืองไทย เป็นเวลากว่า 40 ปี จนถึงวันที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2523 หลวงปู่บุดดาจึงได้ย้ายมาพำนักประจำอยู่ที่ วัดกลางชูศรีเจริญสุข ต.พักทัน อ.บางระจัน จ.สิงห์บุรี โดยได้รับนิมนต์จาก หลวงปู่เย็น

หลวงปู่บุดดากล่าวเสมอว่า ถือพระอุปัชฌาย์และพระสงฆ์ 25 รูป เป็นครูบาอาจารย์ อุปัชฌาย์ทุกองค์ สอนปัญจกัมมัฏฐานให้แล้วในวันอุปสมบท คือ เกศา โลมา นะขา ทันตา ตโจ หรือผม ขน เล็บ ฟัน หนัง โดยพิจารณาเรียงไปตามลำดับแล้วย้อนกลับจนเห็นชัดเจน

หลวงปู่บุดดา ถาวโร

พรรษาแรก ความมุ่งมั่นอดทนของพระใหม่

เมื่อหลวงปู่อุปสมบทแล้ว ท่านจำพรรษาอยู่ ณ วัดเนินขาว จังหวัดลพบุรี ปฏิบัติอุปัชฌาย์ตามแบบแผนของ ภิกษุสมัยนั้น ไม่มีการศึกษาเล่าเรียนทั้งทางปริยัติหรือปฏิบัติ คงทำวัตรท่องหนังสือสวดมนต์ และปาฏิโมกข์ แต่ท่านอ้างเสมอว่าอุปัชฌาย์ ทุกองค์ท่านสอน

ปัญจกรรมฐานให้ แล้วในวันอุปสมบท นั่นก็คือ อุปัชฌาย์ท่านสอนให้ว่า เกศา – ผม โลมา – ขน นักขา – เล็บ ทันตา – ฟัน และ ตโจ – หนัง และทวนกลับ ว่าให้พิจารณาสิ่งเหล่านี้ในร่างกาย ของตนและคนอื่น ล้วนเป็นสิ่งที่ไม่เที่ยงแท้แน่นอน เป็นบ่อเกิด ของทุกข์ทั้งกายและจิตใจ เป็นของหาที่ยึด ถือเป็นตัวตนไม่ได้มานานแล้วทุกคน

และในพรรษาที่หลวงปู่บวชนั้น ได้มีการสร้างศาลา มุงสังกะสีขึ้น ซึ่งในการมุงหลังคาคราวนั้น มีเรื่องเล่าความมหัศจรรย์ ทางอำนาจจิตของหลวงปู่ตั้งแต่สมัยบวชเดือนแรกทีเดียว เพราะในการมุงหลังคาและตามปกติในฤดูร้อน แดดก็ร้อนจัดในตอน บ่ายอยู่แล้ว 

และเมื่อเครื่องมุงเป็นสังกะสีด้วย ก็ยิ่งทวีความร้อน มากยิ่งขึ้น พอตกตอนบ่ายทั้งพระและชาวบ้านต่างทนความร้อน ไม่ไหว ต้องลงมาพักกันหมด คงเหลือแต่หลวงปู่ ซึ่งเป็นพระบวชใหม่ ยังไม่ครบเดือน มุงหลังคาอยู่ข้างบนองค์เดียวจนสำเร็จ

เมื่อรับกฐินแล้วแต่พรรษาแรก หลวงปู่ท่านออกจาริกแสวงหาสถานที่วิเวกเจริญสมรธรรมตามอัธยาศัยองค์เดียว โดยไม่มีกลดมีมุ้ง แบบอุทิศชีวิตและเลือดเนื้อเป็นทาน แก่ยุง อยู่นาน จนเลือดแดงฉานติดจีวรและบินไปไม่ไหว

ออกเดินทางธุดงค์

เมื่อกลับจากธุดงค์ พอใกล้เข้าพรรษา ท่านเข้ามาจำพรรษาที่วัดผดุงธรรม จังหวัดลพบุรี พอออกพรรษา ท่านก็ธุดงค์ไปองค์เดียวอีกหลวงปู่ท่านเดินธุดงค์ไปหนองคาย โดยออกจากจังหวัดลพบุรี ไปทางจังหวัดเพชรบูรณ์ ผจญเข้ากับวัวป่าฝูงหนึ่ง มันคงแปลกใจว่า เอ๊ะ อะไรนะ

เป็นอันตรายกับพวกเขาหรือเปล่า หัวหน้าฝูงนั้นเข้ามาดม ๆ ดู แล้วก็ร้องมอ ๆ คล้ายกับจะบอกพรรคพวกว่า ไม่เป็นไรหรอก ไม่มีอันตราย เข้ามาได้แล้ว ตัวอื่นก็เข้ามาดมจนครบทุกตัวแล้วก็เลยไป

คุณธรรมของท่านนั้น แม้แต่เดรัจฉานก็ส่งภาษาใจให้ผู้รู้เรื่องกันได้ หลวงปู่พูดเสมอว่า ภาษาธรรมนั้น ก็คือภาษาใจ อยู่ที่ไหนก็รู้กันได้ มนุษยธรรม เทวธรรม พรหมธรรม โลกุตรธรรมพบซากศพตนเองในอดีต

คราวนี้ท่านได้สอบดูนิมิตสมัยเด็ก ๆ ของท่านว่ามีถิ่นกำเนิดอยู่นอกนครเวียงจันทร์ไม่ไกลนัก ซึ่งเมื่อถึง แก่กรรมแล้ว เขาก็นำเอาศพในอดีตชาติของท่านไปฝังไว้ และไม่ได้เผา ในนิมิตนั้น

ท่านเห็นกะโหลก ศีรษะขาวโพลน โผล่ดินขึ้นมาตรงตอพุดซา ท่านจึงไปสอบดูตามนิมิต และได้พบกะโหลกศีรษะมนุษย์ ในภูมิประเทศคล้ายคลึงกัน แต่กะโหลกที่พบจริงไม่ขาวเท่าในนิมิต และตอพุดซาไม่มีแล้วท่านจึงได้เผากระดูกนั้นด้วยตนเอง

ขณะที่ไปสอบดูตามนิมิตก็ใกล้เข้าพรรษาแล้ว ท่านได้จำพรรษา ณ วัดบ้านทุ่ง อำเภอท่าบ่อ จังหวัดหนองคาย และในขณะที่ข้ามไปเวียงจันทร์ ได้เข้าชมพิพิธภัณฑ์และวัดพระแก้วที่เวียงจันทร์ ท่านระลึกถึงอดีตชาติเมื่อเห็นตู้พระไตรปิฎกและจารด้วยตนเอง

แต่สมัยเป็นสามเณรต่อมาเป็นภิกษุและเป็นสมภารเจ้าวัดในที่สุด ได้จารพระไตรปิฎก บรรจุไว้จนเต็ม 3 ตู้ ท่านว่าได้เป็นสมภารเจ้าวัดในฝั่งลาว 3 สมัย ตายตั้งแต่ยังไม่พ้นวัยกลางคน ที่ท่านไปพบตู้ที่สร้างไว้นั้นไม่มีพระไตรปิฎกแล้ว

มรณภาพละสังขาล

หลวงปู่ท่านไม่เคยสอนให้ชาวบ้านงมงายในวัตถุมงคลหรือเครื่องรางของขลัง แต่ท่านมีวิธีอบรมใจตัวเองได้อย่างแยบคาย แม้ในยามเผชิญอยู่กับภยันตรายเฉพาะหน้า ท่านก็จะยกสิ่งที่เผชิญอยู่นั้นเป็นอุบายในการอบรมจิตใจตนเสมอ

เวลากว่า 40 ปี ที่ใช้ชีวิตอยู่ในป่าเขา อบรมจิตใจของท่านจนสามารถแยกแยะ กำหนด และตัดสังโยชน์ได้อย่างเป็นขั้นตอน

ช่วงบั้นปลายชีวิต หลวงปู่บุดดาอาพาธหนัก คณะศิษย์นิมนต์พระเกจิอาจารย์ชื่อดัง ประกอบพิธีนั่งกัมมัฏฐานช่วยต่ออายุให้หายจากอาการอาพาธ แต่ท่านมิอาจฝืนสังขารมรณภาพอย่างสงบ เมื่อวันพุธที่ 12 ม.ค.2537 สิริอายุ 100 ปี พรรษา 72

ขอขอบคุณบทความชีวประวัติเกจิอาจารย์ผู้เปี่ยมเมตตา โดย ufabet.com

Categories
รวมบทความ

พระมหาวีรวงศ์

ประวัติ พระมหาวีรวงศ์  หรือ สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (มานิต ถาวโร) 

พระมหาวีรวงศ์

ชาติกําเนิด พระมหาวีรวงศ์

พระมหาวีรวงศ์ เกิด ณ วันที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2460 ที่บ้านบ่อชะเนง ตำบลหนองแก้ว อำเภออำนาจเจริญ จังหวัดอุบลราชธานี (ปัจจุบันเป็นอำเภอหัวตะพาน จังหวัดอำนาจเจริญ) โยมบิดาชื่อช่วย โยมมารดาชื่อกา นามสกุล ก่อบุญ เป็นบุตรคนที่ 4 ในจำนวนพี่น้อง 11 คน

ชาติภูมิและวงศาคณาญาติฝ่ายโยมบิดาเป็นชาวไร่ชาวนา บ้านเหล่าเขวา ตำบลโพนเมืองน้อย อำเภอหัวตะพาน จังหวัดอำนาจเจริญ เมื่อยังมีเขตปกครองเป็นอำเภอม่วงสามสิบ จังหวัดอุบลราชธานี ปู่ชื่ออ้วน ย่าไม่มีใครจำชื่อได้ มีบุตรธิดา ๖ คน คือ

1. แม่นวนี     2. พ่อส่วนี     3. แม่เสนี     4. พ่อมอี     5. พ่อสี     6. พ่อช่วย

ชาติภูมิและวงศาคณาญาติฝ่ายโยมมารดาเป็นชาวไร่ชาวนา บ้านบ่อชะเนง ตำบลหนองแก้ว อำเภอหัวตะพาน จังหวัดอำนาจเจริญ เมื่อยังมีเขตปกครองเป็นอำเภออำนาจเจริญ จังหวัดอุบลราชธานี ตาชื่อเฟือน ยายชื่อสีทา มีบุตรธิดา 11 คน คือ

1. แม่ปัด   2. แม่กา   3. แม่อำคา   4. แม่ตาดำ   5. แม่แวง   6. พ่อแข็ง 7. พ่อแงง   8. แม่แดง   9. แม่แตง    10. แม่ติง    11. พ่อยอน

มีนามเดิมว่า กงมา นามสกุล ก่อบุญ (ต่อมา เมื่อมาอยู่ที่วัดสัมพันธวงศ์แล้ว พระเดชพระคุณ ท่านเจ้าคุณ พระมหารัชช มังคลาจารย์ นิทฺเทสกเถร พระอุปัชฌาย์และอดีตเจ้าอาวาสวัดสัมพันธวงศ์ รูปที่ ๙ เปลี่ยนให้เป็น มานิต เมื่อครั้งอุปสมบท) นามฉายา ถาวโร

เกิดเมื่อวันที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2460 ตรงกับวันเสาร์ แรม 14 ค่ำ เดือนยี่ ปีมะเส็ง นพศก จุลศักราช 1279 (ร.ศ. 136) ที่บ้านบ่อชะเนง ตำบลหนองแก้ว อำเภอหัวตะพาน จังหวัดอำนาจเจริญ โยมบิดาชื่อช่วย โยมมารดาชื่อกา สกุล ก่อบุญ เป็นบุตรคนที่ 4 ในจำนวนพี่น้อง 11 คน คือ

1. บุตรชายชื่อบุญหนา (ถึงแก่กรรมตั้งแต่ยังเล็ก)   2. นายหมาน3. นางอ่อนสา4. ท่านเจ้าประคุณ สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (มานิต ถาวรมหาเถร)5. นางสุตา6. นายเสาร์7. หญิงไม่ทราบชื่อ (ถึงแก่กรรมตั้งแต่ยังเล็ก) 8. กำนันเหลา9. นางเภา ภารมาตย์10. นายเนาว์ 11. นางลุน ขีระมาตร

บรรพชาและอุปสมบท

สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ บรรพชาเป็นสามเณร เมื่อวันจันทร์ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2505 โดยมีพระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (วาสน์ วาสโน) เป็นพระอุปัชฌาย์ และอุปสมบท เป็นพระภิกษุ ณ พระอุโบสถ วัดราชบพิธสถิตมหาสีมารามราชวรวิหาร

เมื่อวันอาทิตย์ที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2513 โดยมีสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (วาสน์ วาสโน) เป็นพระอุปัชฌาย์ พระสิริวัฒนเมธี (ทองคำ กมพุวณโณ) และพระราชภัทราจาร (เปล่ง กุวโม) เป็นพระกรรมวาจาจารย์ พระครูวิจิตรธรรมคุณ (เจียร เขมาจาโร) เป็นพระอนุสาวนาจารย์

สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (มานิต ถาวโร) เป็นสมเด็จพระราชาคณะ เจ้าอาวาสวัดสัมพันธวงศาราม วรวิหาร และกรรมการมหาเถรสมาคม เคยดำรงตำแหน่งคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช มีวัตรปฏิบัติเรียบง่าย งดงาม น่าเลื่อมใส ดุจเดียวกับพระกัมมัฏฐาน

ที่ครั้งหนึ่งเคยเดินธุดงค์ไปบนเส้นทางเดียวกับพระกัมมัฏฐานสายหลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต เน้นการปฏิบัติภาวนาพร้อมกับการปฏิบัติเคร่งครัดตามพระธรรมวินัย ก่อนจะหันเหชีวิตมุ่งหน้าสู่การเรียนพระปริยัติธรรม

ตามแนวทาง “คันถธุระ” จนประสบผลส่าเร็จสูงสุด ได้เปรียญธรรม 9 ประโยค และได้น้อมนำหลักธรรมค่าสอนของพระพุทธองค์มาสู่การปฏิบัติ อบรมสั่งสอนพุทธบริษัท บริหารการคณะสงฆ์ นำความเจริญรุ่งเรืองให้กับพระพุทธศาสนาโดยรวม

ชาตินิยม

ถึงสมัยรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม แนวคิดเรื่อง “ชาติ” ถูกแปรความสำคัญจาก “รัฐธรรมนูญ” มาสู่ “ชาตินิยม” ที่ปรากฏ “การสร้างชาติ” ขึ้นอย่างแข็งขัน ซึ่งสมเด็จพระมหาวีระวงศ์ก็มักเทศนาที่สะท้อนให้เห็นว่า หัวใจสำคัญของสิ่งที่เรียกว่า “ชาติ” ก็คือ “ประชาชน” โดย หมายเอาตัวของคนไทยทุกหน่วยนั้นเองว่าเป็นชาติ และที่มาแห่งความเป็นชาตินั้นก็ หมายเอาโลหิตทุกหยดอันไหลมาเป็นอวัยวะร่างกายของไทยทุกหน่วย

พระมหาวีรวงศ์

และเมื่อ “ชาติไทย” ถูกสร้างขึ้นจาก “หลักไทย” ตําราประวัติศาสตร์ที่แต่งโดยขุนวิจิตรมาตรา สมเด็จพระมหาวีระวงศ์ก็สนับสนุนแนวคิดของ “หลักไทย” ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงบทบาทในการช่วยเผยแพร่สำนึกชาตินิยมสมัยรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม ดังความตอนหนึ่งว่า

เป็นประวัติศาสตร์อันวิเศษศักดิ์สิทธิ์ ประหนึ่งเป็นเครื่องมืออย่างดี สำหรับคุ้ยเขี่ยขุดค้นประวัติศาสตร์ของไทย ทั้งหมด อันฝังจมอยู่ในที่ลุ่มลึกลับยากจะแลเห็น ให้ลอยเด่นขึ้นจน ปรากฏแก่โลก หรืออีกอย่างหนึ่งหนังสือหลักไทยนั้น ต้องจัดว่าเป็นประทีป ดวงโตสำหรับเยือง คือ ส่องให้แลเห็นกำเนิดต้นเค้าเหง้าเจียงของชนชาติไทยและชนชาติที่เกี่ยวเนื่องกันว่า เป็นมาอย่างใดนั้นได้ดีทีเดียว

มรณภาพละสังขาล

รายงานข่าวแจ้งว่า สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (มานิต ถาวโร) เจ้าอาวาสวัดสัมพันธวงศาราม วรวิหาร และกรรมการมหาเถรสมาคม ได้มรณภาพอย่างสงบเมื่อช่วงเย็นวันนี้ สิริอายุ 100 ปี

ทั้งนี้เฟซบุ๊ก “พัดยศ สมณศักดิ์ พระสงฆ์ไทย” โพสต์ข้อความว่าขอน้อมถวายความอาลัยสมเด็จพระมหาวีรวงศ์(มานิต ถาวโร ป.ธ.9)อดีตกรรมการมหาเถรสมาคมอดีตเจ้าอาวาสวัดสัมพันธวงศารามวรวิหาร#มรณภาพเเล้วณ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สิริอายุได้ 100 ปี 1 เดือน 13 วัน พรรษา 81

ขอขอบคุณบทความประวัติเกจิอาจารย์ โดย sagaming66

เครดิต : >> https://ufabets5.com/sa-gaming-66/ <<

Categories
รวมบทความ

หลวงพ่อโหน่ง เกจิสุพรรณ

ประวัติ หลวงพ่อโหน่ง เกจิสุพรรณ อินฺทสุวณฺโณ เกจิอาจารย์ วิปัสสนากรรมฐาน

ชาติกําเนิด หลวงพ่อโหน่ง เกจิสุพรรณ

หลวงพ่อโหน่ง อินฺทสุวณฺโณ ท่าน เกิดปีขาล ตรงกับวันอาทิตย์ พ.ศ. 2409 บางแห่งว่า พ.ศ. 2408 ณ หมู่บ้าน ท้ายบ้าน ตำบล ต้นตาล อำเภอสองพี่น้อง จังหวัด สุพรรณบุรี หมู่บ้านนี้ ตั้งอยู่ บนฝั่งคลอง สองพี่น้อง ฝั่งเดียวกับ วัดสองพี่น้อง เป็นบุตรคนที่สอง (บางแห่งว่า เป็นบุตรคนที่ 4)

ของนายโต นางจ้อย โตงาม อาชีพทำนา มีพี่น้องร่วมอุทร 9 คน อายุได้ 24 ปี อุปสมบท ณ พัทธสีมาวัดสองพี่น้อง โดยพระอธิการจันทร์ วัดทุ่งคอก เป็นพระอุปัชฌาย์ พระอธิการดิษฐ์

วัดทุ่งคอก เป็นพระกรรม วาจาจารย์ กับพระอธิการสุด วัดท่าจัด เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้รับฉายาจากพระอุปัชฌายะว่า อินฺทสุวณฺโณ

วัดอัมพวัน หลวงพ่อโหน่ง อินฺทสุวณฺโณ

หรือแต่เดิมชาวบ้าน รู้จักกันในชื่อ วัดคลองมะดัน ตั้งอยู่ในอำเภอสองพี่น้อง เป็นวัดเก่าแก่ สันนิษฐาน ว่าสร้างขึ้นมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2400 โดยสมัยก่อน มีลำคลองผ่าน บริเวณหน้าวัด และมีต้นมะดัน ขึ้นอยู่ตรงชายคลองเป็น จำนวนมาก วัดนี้ได้รับความ เลื่อมใสศรัทธา อย่างแรงกล้า

ส่วนหนึ่งเป็น เพราะชื่อเสียง ของอดีตเจ้า อาวาสอย่าง หลวงพ่อโหน่ง อินฺทสุวณฺโณ ซึ่งถือเป็น ศูนย์รวมจิตใจ ของชาวบ้านตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ถึงแม้ท่านจะ มรณภาพไป แล้วแต่ เหล่าบรรดา พุทธศาสนิกชน ยังเลื่อมใสศรัทธาใน คุณงามความดี ของท่าน

เพราะเป็นพระ ที่เคร่งครัด ในธรรมวินัย มาก สอนเณรและชาวบ้าน ให้อยู่ในศีลในธรรม ไม่เบียดเบียน  และยังสร้างสาธารณูปโภค เพื่อการสงฆ์ขึ้นมากมาย มณฑปหลวงพ่อโหน่ง เป็นอาคารจัตุรมุขหลังใหญ่ สองข้างซ้าย-ขวา มีอาคารหลังเล็ก ซึ่งหลังคา เชื่อมถึงกัน บนหลังคา มีเจดีย์ทรงลังกาขนาดเล็ก

ภายในมณฑปประดิษ ฐานพระประธาน ซึ่งเป็นพระพุทธ รูปปางนาคปรกและรูปหล่อ หลวงพ่อโหน่ง อีกหนึ่งสิ่งที่น่าสนใจ ในวัดอัมพวัน  คือ จิตรกรรมภาพ เขียนโบราณ บริเวณเสาวิหารหอไตร ซึ่งแม้ภาพเขียนจะจืดจางไปบ้าง ตามกาลเวลา แต่ทว่ายัง คงความงดงาม ดูมีเรื่องราว น่ามาแวะชมถ่ายภาพ เป็นที่ระลึก เป็นอย่างยิ่ง

หลวงพ่อโหน่ง

อุปสมบท และศึกษาธรรม

เมื่อหลวงพ่อโหน่งอุปสมบท แล้วเดินทางเข้ากรุงเทพฯ ไปหาพระน้าชาย ซึ่งมีสมณศักดิ์เป็นเจ้าคุณเปรียญ 9 ประโยค เพื่อศึกษาธรรมวินัย หลวงพ่อโหน่งสังเกตเห็นเจ้าคุณ มีความเป็นอยู่อุดมสมบูรณ์ จึงเอ่ยปากถามว่า ท่านละกิเลสหมดแล้วหรือ

ท่านเจ้าคุณบอกให้หลวงพ่อโหน่งเข้าไปดูในกุฏิว่ามีอะไรบ้าง หลวงพ่อโหน่งไปเห็นโต๊ะหมู่บูชาทำด้วยมุก โต๊ะหมู่ทอง งาช้าง และสิ่งของมีค่าอีกมากมาย เมื่อออกมาจากกุฏิ

หลวงพ่อโหน่งกราบลา ท่านเจ้าคุณน้า ชายกลับมาจำพรรษายังวัดสองพี่น้องตามเดิม แล้วเดินทาง ไปจำพรรษาที่วัดทุ่งคอก เพื่อศึกษาวิปัสสนากรรมฐานกับพระอธิการ จันทร์ อุปัชฌาย์ของท่าน

หลวงพ่อโหน่งศึกษา วิปัสสนากรรมฐาน กับหลวงพ่อจันทร์ได้ ๒ พรรษา เดินทางมาศึกษาต่อวิปัสสนากรรมฐาน กับหลวงพ่อเนียม วัดน้อย ต.โคกคราม อ.บางปลาม้า สุพรรณบุรี

จนกระทั่งมีความรู้แตกฉาน เป็นที่ไว้วางใจ แก่หลวงพ่อเนียมได้ เมื่อตอนหลวงพ่อปาน วัดบางนมโค อยุธยามา เป็นลูกศิษย์ หลวงพ่อเนียมพูดกับหลวงพ่อปานว่า “เวลาข้าตายแล้ว เอ็งสงสัยอะไรก็ให้ไป ถามโหน่งเขานะ โหน่งเขาตอบ แทนข้าได้

จนกระทั่งมีความรู้แตกฉาน เป็นที่ไว้วางใจ แก่หลวงพ่อเนียม ซึ่งได้ปรากฏ
หลักฐาน ในหนังสือประวัติ ของหลวงพ่อปาน วัดบางนมโค จังหวัดพระนครศรีอยุธยา พิมพ์แจกในงาน พระราชทาน เพลิงศพ หลวงอรรถไกวัลวลี ณ เมรุหน้าพลับพลา อิศริยาภรณ์

วัดเทพ ศิรินทราวาส เมื่อวันที่๒เมษายน พ.ศ.2516 ความว่าเมื่อครั้ง หลวงพ่อปาน วัดบางนมโค ได้ไปศึกษาวิปัสสนา ธุระกับหลวงพ่อเนียมน้อยได้ยกย่องหลวงพ่อโหน่งไว้มาก และว่าเวลา ข้าตายแล้ว และเอ็งสงสัยอะไรก็ไปถามท่านโหน่งเขานะ

ท่านโหน่งน่ะ เขาพอ จะแทนข้าได้ใน กาลต่อมา เมื่อหลวงพ่อเนียม มรณภาพ หลวงพ่อปานก็มีความสงสัยในหลวงพ่อโหน่ง คำ
ว่าสงสัยน่ะ ไม่ใช่สงสัย อะไรหรอก หมายความว่าอยากจะพบ อยากจะรู้ถึงคุณสมบัติ ของหลวง พ่อโหน่งอยากจะเรียน ต่อกันนั่นเอง แต่ในที่สุดหลวงพ่อปานเป็นฝ่ายเข้าไปหาหลวงพ่อโหน่ง

และได้สนทนากันถึง เรื่องการเจริญ วิปัสสนากรรมฐาน”นอกจากนี้ยังมีหลักฐานปรากฏว่าเมื่อตอน พ.ศ.2449 ขณะที่หลวงพ่อโหน่งท่าน อายุได้ 41 ปี จำพรรษาที่วัด

หลวงพ่อโหน่ง

มรณภาพ ละสังขาล

ก่อนหลวงพ่อเนียม มรณภาพ ท่านได้สั่งเสีย กับหลวงพ่อปานว่า ถ้าข้าตาย มีอะไรขัดข้องก็ให้ไปถาม หลวงพ่อโหน่ง นะ

เมื่อหลวงพ่อเนียม มรณภาพ แล้วราวหนึ่งปีหลวงพ่อปานก็ธุดงค์มาหาหลวงพ่อโหน่งที่วัดคลองมะดัน มาถึงวัดตอนบ่ายวันหนึ่งท่านก็นั่งรออยู่ใต้ต้นไม้ คิดว่าหลวงพ่อโหน่งคงจำวัด

แต่หลวงพ่อโหน่งรู้ด้วยญาณ ของท่าน จึงเปิดหน้าต่าง ออกมา เห็นหลวงพ่อปานนั่งรออยู่ จึงว่า อ้อ มาถึงแล้วเรอะ ฉันรออยู่แต่เช้าเชียว คืนนั้น หลวงพ่อปานต่อวิชากับหลวงพ่อโหน่งในโบสถ์ ทั้งหลวงพ่อโหน่งกับหลวงพ่อปานเข้าสมาบัติเต็มอัตรา ไม่ถึงครึ่งคืนทุกอย่างก็จบสิ้นกระบวนความ

หลวงพ่อโหน่ง วัดคลองมะดัน ท่านมรณภาพ เมื่อวันที่ 25 ธ.ค. 2477อายุ 69 ปี พรรษา 46 โดยท่านมรณภาพในปางไสยาสน์ แบบอาจารย์ของท่านคือ หลวงพ่อเนียม วัดน้อย

หลวงพ่อโหน่งวัดคลองมะดัน หรือ วัดอัมพวัน อ.สองพี่น้อง จ.สุพรรณบุรี ท่านเป็นพระเกจิอาจารย์ อีกรูปหนึ่งที่มีวิชา พุทธาคมอันเข้มขลังอยู่ระดับแนว หน้าของประเทศไทย กล่าวกันว่า พระเครื่องของหลวงพ่อโหน่งมีพุทธคุณเด่น ทางเมตตา มหานิยมมากและแคล้วคลาด จากอันตราย เป็นเลิศ ทําให้ปัจุบันยัง คงมีผู้คนแห่แหน กันมากราบท่านที่วัดไม่ขาดสาย

ขอขอบคุณบทความสาระประวัติเกจิอาจารย์ โดย ufa168

เครดิต : >> https://ufabets5.com/ufa168/ <<

Categories
รวมบทความ

หลวงพ่อเนียม

หลวงพ่อเนียม

ประวัติ หลวงพ่อเนียม วัดน้อย อริยะโลกที่ 6

หลวงพ่อเนียม วัดน้อย ชาติภูมิชาวสุพรรณบุรี บิดาเป็นชาวบ้านซ่อง ต.มดแดง อ.ศรีประจันต์ จ.สุพรรณบุรี ไม่ทราบชื่อ ส่วนมารดาเป็นชาวบ้านป่าพฤกษ์ อ.บางปลาม้า จ.สุพรรณบุรี ชื่อว่า เนื่อง หลวงพ่อเนียมมีพี่น้องร่วมอุทรเดียวกันหลายคน แต่ไม่ทราบชื่อ ทราบเพียงว่าหนึ่งในนั้นมีพี่สาวชื่อว่า จาด

ชาติกําเนิด หลวงพ่อเนียม

หลวงพ่อเนียมท่านเกิดเมื่อปี 2370 ตรงกับรัชสมัย ณ บ้านป่าพฤกษ์ ต.ตะค่า อ.บางปลาม้า จังหวัดสุพรรณบุรี ต่อมาท่านบรรพชาเป็นสามเณร กระทั่งอายุครบเกณฑ์อุปสมบท จึงอุปสมบท (สันนิษฐานว่าเป็นวัดป่าพฤกษ์ อันเป็นวัดบ้านเกิดใกล้บ้านท่าน )

ภายหลังได้ศึกษาพระธรรมวินัยและมูลกัจจายน์ ที่วัดมหาธาตุ ท่าพระจันทร์ กรุงเทพมหานคร (ดังปรากฏหลักฐานนามท่านในบัญชีรายนามพระภิกษุที่จำวัดมหาธาตุฯ) และสันนิษฐานกันว่าท่านเคยไปพำนักจำพรรษา ศึกษาวิชาความรู้จากวัดระฆังโฆษิตาราม

ในสมัยสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมฺรังษี) อีกด้วย กระทั่งเมื่อมีอายุประมาณ40ปีจึงเดินทางกลับบ้าน เกิดจำพรรษา อยู่วัดรอเจริญ เกิดขัดกับเจ้าอาวาส สุดท้ายจึงย้ายมาจำพรรษาอยู่วัดน้อย บูรณปฏิสังขรณ์วัดน้อยจากวัดร้าง ให้เป็นวัดที่เจริญขึ้นมาใหม่

อุปสมบท

หลวงพ่อเนียม

เมื่ออุปสมบทถือ เพศบรรพชิตแล้ว ท่านได้ตั้งหน้าตั้งตาศึกษาพระธรรมวินัยและมูลกัจจายน์ในจังหวัดพระนคร หรือธนบุรี สืบทราบไม่แน่ชัด มีบางท่านว่าอยู่วัดพระพิเรนทร์ บางท่านว่าอยู่วัดโพธิ์, วัดระฆัง,วัดทองธรรมชาติ ธนบุรี ไม่เป็นที่ยุติ สรุปความว่าท่าน

ไปอยู่วัดในจังหวัดพระนครและธนบุรี ซึ่งอาจจะอยู่วัดในจังหวัดดังได้กล่าวมาแล้วก็ได้ขณะที่ท่านศึกษาทางด้านธรรมะอยู่นั้นท่านมีความสนใจในทางวิปัสสนาธุระและทางไสยศาสตร์คาถาอาคมด้วย หากท่านจำพรรษาอยู่ที่วัดระฆัง

ท่านอาจจะเป็นลูกศิษย์ของสมเด็จพุฒาจารย์ (โต) พรหมรังสีก็ได้ เพราะสมเด็จพุฒาจารย์ (โต) มีอายุถึง พ.ศ.2415 ดังนั้น เมื่อหลวงพ่อเนียมอุปสมบทในราว พ.ศ. 2392-2393 ถ้าท่านมาอยู่ วัดระฆังแน่เหลือเกิน ท่านจะต้องเป็นลูกศิษย์สมเด็จพุฒาจารย์ (โต) อย่างไม่มีปัญหา

ซึ่งบางทีหลวงพ่อเนียมอาจจะได้ศึกษาวิชาทางไสยศาสตร์และวิปัสสนาธุระ สมเด็จพุฒาจารย์ (โต) ก็อาจจะเป็นได้คุณทองหยด จิตตวีระ อดีต รมต. ว่าการกระทรวงสาธารณสุข เคยเล่าว่า หลวงพ่อเนียมส่งบิดาของคุณทองหยดให้ไปเรียนหนังสือ อยู่ที่วัดระฆัง สันนิษฐานว่า หลวงพ่อเนียมน่าจะมีความสัมพันธ์กับวัดระฆังมาก่อน

จึงส่งบิดาของคุณทองหยดไปเรียนหนังสือที่วัดระฆัง ในช่วงที่หลวงพ่อเนียมไปอยู่กรุงเทพฯ นั้น สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พฺรหมฺรังสี) ยังมีชีวิตอยู่ ถ้าหลวงพ่อเนียมไปอยู่วัดระฆังจริงก็น่าจะเป็นลูกศิษย์ สมเด็จพระพุทฒาจารย์ (โต พฺรหมฺรังสี) ก็เป็นได้รูปร่างของหลวงพ่อเนียมสันทัด ผิวขาวไม่สูงไม่ต่ำจนเกินไปนัก

ใบหน้ามีเสน่ห์ในขณะที่เรียนวิชาทางไสยศาสตร์อยู่นั้น ท่านได้เคยทดลองวิชาเมตตามหานิยมที่ได้ เล่าเรียนมาครั้งหนึ่ง เรื่องมีอยู่ว่า เช้าวันหนึ่งท่านไปบิณฑบาตที่บ้านพระยาผู้หนึ่ง บังเอิญวันนั้นลูกสาวพระยาผู้นั้นเป็นผู้ใส่บาตร ท่านคิดในใจว่าวันนี้ อาตมาจะ

ขอทดลองวิชาที่ได้อุตส่าห์เล่าเรียนมาว่าจะเป็นจริงเพียงไรขณะที่ลูกสาวพระยาเอาทัพพีตักข้าวใส่บาตรของท่านนั้น ท่านบริกรรมพร้อมกับใช้ฝาบาตรกดทับทัพพีของสีกาสาวลูก พระยาผู้นั้นไว้ชั่วขณะหนึ่ง แล้วปล่อยปรากฏว่าตอนเย็นวันนั้น พระยาผู้บิดาสีกาสาวผู้นั้นให้คนมานิมนต์ท่านไปพบที่บ้าน พอท่านทราบเรื่อง

ใจไม่ดีคิดว่าคงมีเรื่องเสียแล้ว คาถาอาคมที่เรียนมานั้นคงไม่สัมฤทธิ์ผลเป็นแน่ นึกตำหนิตนเองว่าไม่ควรจะทดลองเลย จะไม่ไปหรือก็ไม่ได้เพราะรับนิมนต์ไว้แล้ว เป็นไงเป็นกันแต่เหตุการณ์

ตรงกันข้ามกับที่ท่านได้คิดไว้ พระยาผู้นั้นให้การต้อนรับขับสู้เป็นอย่างดี จากการรับนิมนต์ครั้งนั้นจนกลายเป็นที่คุ้นเคยกันในตอนต่อๆ มา ท่านไปมาหาสู่ที่บ้านพระยาผู้นั้นอยู่เป็นเนืองนิจ จนเป็นที่สนิทสนมกันมากหลวงพ่อเนียมมีความสนใจในทางวิปัสสนาธุระ ท่านช่วยให้การศึกษาแก่ศิษยานุศิย์อย่างเต็มที่ ท่านมีชื่อเสียงในการรักษาโรคต่างๆ

สามารถมองเห็นเหตุการณ์ต่างๆข้างหน้าได้อย่างตาทิพย์ การถ่ายรูปท่านว่ากันว่าถ่ายไม่ติด พระเณรที่ประพฤติผิดวินัย ท่านสามารถทราบได้เองโดยไม่ต้องมีใครมาบอกท่านมีเรื่องเล่าในกฤษดาภินิหารต่างๆ ท่านเป็นผู้ที่ความเมตตาต่อสัตว์ทุกชนิด

กิจวัตรของท่านก็คือ ตื่นแต่เช้ามืด ครองจีวรแล้วปลงอาบัติ เสร็จแล้วนั่งสนทนากับพระภิกษุในวัดเป็นการอบรมไปในตัว พ่อรุ่งเช้าจึงออกบิณฑบาตโปรดญาติโยม กลับมาฉันภัตตาหาร แล้วจะนำอาหารไปเลี้ยงสัตว์ต่างๆที่เข้ามาพึ่งพาอาศัยวัด

วัตถุมงคล หลวงพ่อเนียม

 หลวงพ่อเนียม

ในด้านพระเครื่องนั้นเป็นที่โดงดังทั้วสารทิศ เป็นที่รู้จักทั้งในและนอกวงการพระเครื่อง ว่ามีคุณวิเศษมากมายในด้านแคล้วคลาด คงกระพันและเมตตามหานิยม โดยการสร้างพระในสมัย ก่อนการทำปรอทให้แข็งไม่ใช่ของง่ายนัก ว่ากันว่าต้องใช้คาถาอาคม ทั้งต้องทำในฤดูฝนฤดูเดียวเท่านั้น เพราะพืชบางอย่าง เช่น ใบแตงหนู

ซึ่งขึ้นในท้องนา จะขึ้นในฤดูฝน ส่วนผสมต่างๆ มีใบสลอด, ข้าวสุกหลวงพ่อท่านเอาของสามอย่างมาโขลกปนกันเพื่อไล่ขี้ปรอทออกให้หมด ทั้งนี้เพื่อให้ได้ปรอทขาวที่สุด การโขลกจะต้องโขลกและกวนอยู่ถึง 7 วัน จึงจะเข้ากัน พอครบ ๗ วันเอาไปตากแดดเสร็จแล้วนำเอาไปกวนต่อจนเข้ากันดี จึงทำการแยกชั่งเป็นส่วน ๆ

ส่วนละหนึ่งบาทต่อจากนั้นเอาไปใส่ครกหิน เติมกำมะถันและจุนสีโขลกตำให้เข้ากัน โดยใช้เวลาทำตอนกลางคืนเท่านั้น ทำเช่นนั้นอยู่ ๓ คืนจึงเอาปรอทใส่ลงไปในกระปุกเหล้าเกาเหลียง ผสมกับตะกั่วเอาเข้าไฟสุมอยู่ถึง 7 วัน บางครั้งอุณหภูมิ สูงจัด

กระปุกเหล้าเกาเหลียงแตกเสียหายก็มี การสุมไฟสุมเฉพาะเวลากลางวัน ส่วนเวลากลางคืนทำพิธีปลุกเสกด้วยคาถาอาคม พอครบ ๗ ไฟเทลงในแม่พิมพ์จึงจะได้พระตามที่ต้องการโดย มีพิมพ์ที่นิยมกัน เป็นสากลได้แก่ 1.เศียรโล้น 2.เศียรแหลม 3.งบน้ำอ้อย 4.ประธานเล็ก-ใหญ่ 5.พระเจ้า 5 พระองค์ 6.พระปิดตา 7.พระถ้าเสือ 8.ปรุหนัง 9.ลูกสะกด+ตะกรุด

รูปร่างของหลวงพ่อเนียม

รูปร่างของหลวงพ่อเนียมสันทัด ผิวขาวไม่สูงไม่ต่ำจนเกินไปนัก ใบหน้ามีเสน่ห์ในขณะที่เรียนวิชาทางไสยศาสตร์อยู่นั้น ท่านได้เคยทดลองวิชาเมตตามหานิยมที่ได้ เล่าเรียนมาครั้งหนึ่ง เรื่องมีอยู่ว่า เช้าวันหนึ่งท่านไปบิณฑบาตที่บ้านพระยาผู้หนึ่ง บังเอิญวันนั้นลูกสาวพระยาผู้นั้นเป็นผู้ใส่บาตร ท่านคิดในใจว่าวันนี้ อาตมาจะ ขอทดลองวิชาที่ได้อุตส่าห์เล่าเรียนมาว่าจะเป็นจริงเพียงไร

ขณะที่ลูกสาวพระยาเอาทัพพีตักข้าวใส่บาตรของท่านนั้น ท่านบริกรรมพร้อมกับใช้ฝาบาตรกดทับทัพพีของสีกาสาวลูกพระยาผู้นั้นไว้ชั่วขณะหนึ่ง แล้วปล่อยปรากฏว่าตอนเย็นวันนั้น พระยาผู้บิดาสีกาสาวผู้นั้นให้คนมานิมนต์ท่านไปพบที่บ้าน พอท่านทราบเรื่อง ใจไม่ดีคิดว่าคงมีเรื่องเสียแล้ว คาถาอาคมที่เรียนมานั้นคงไม่สัมฤทธิ์ผลเป็นแน่ นึกตำหนิตนเองว่าไม่ควรจะทดลองเลย จะไม่ไปหรือก็ไม่ได้เพราะรับนิมนต์ไว้แล้ว เป็นไงเป็นกัน

แต่เหตุการณ์ตรงกันข้ามกับที่ท่านได้คิดไว้ พระยาผู้นั้นให้การต้อนรับขับสู้เป็นอย่างดี จากการรับนิมนต์ครั้งนั้นจนกลายเป็นที่คุ้นเคยกันในตอนต่อๆ มา ท่านไปมาหาสู่ที่บ้านพระยาผู้นั้นอยู่เป็นเนืองนิจ จนเป็นที่สนิทสนมกันมาก

วันหนึ่งพระยาผู้นั้นเอ่ยปากยกลูกสาวให้ท่าน ท่านตกใจมากเพราะไม่ได้คิดเลยว่าเรื่องจะกลับกลายเป็นเช่นนี้ ท่านจึงต้องรีบปฏิเสธอย่างสุภาพว่า ท่านยังรักที่จะอยู่ในสมณเพศต่อไป โดยจะไม่ขอลาสิกขาบท จากนั้นท่านพยายามทำตนให้ห่างไว้เพื่อความสัมพันธ์จะได้ค่อยๆ จางหายไป จะอย่างไรก็ดีเมื่อท่านกลับมาจำพรรษาที่วัดในจังหวัดสุพรรณแล้ว ท่านยังลงไปเยี่ยมพระยาผู้นั้นอยู่เสมอ ๆ

ท่านกลับมาอยู่สุพรรณอายุในราว 40 ปี ในราวพ.ศ.2412 อยู่ในกรุงเทพฯ-ธนบุรี เกือบ 20 ปี นับว่านานโขอยู่ ในการกลับมาตอนต้น ท่านไม่ได้มาอยู่วัดที่ท่านอุปสมบทเลยขึ้นมาอยู่ที่วัดรอเจริญ ต.บางปลาม้า อ.บางปลาม้า จ.สุพรรณบุรี อยู่ได้ไม่นานเกิดขัดคอกับเจ้าอาวาส ท่านจึงคิดจะไปจำพรรษาที่วัดป่าพฤกษ์ใกล้บ้านเกิดของท่านดีกว่า

ขณะนั้นวัดน้อย ต.บางปลาม้า อ.บางปลาม้า สุพรรณบุรี ซึ่งอยู่เหนือวัดรอเจริญไปไม่ไกลนัก เป็นวัดมีสภาพร้าง สิ่งก่อสร้างต่างๆ ที่ยังคงเหลืออยู่เพียงวิหารเก่าคร่ำคร่าเท่านั้น

ชาวบ้านมีความประสงค์จะบูรณะซ่อมแซม ให้พ้นสภาพวัดร้างขึ้นมาใหม่ จึงให้นายมวนและชาวบ้านแถบนั้นจะหาปัจจัยสร้างหอฉันให้ หลวงพ่อเนียมไม่ขัดศรัทธา ตกลงใจมาอยู่วัดน้อยตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา พอสรุปได้ว่าวัดน้อย ได้พ้นสภาพจากการเป็นวัดร้างตั้งแต่ พ.ศ.2412 เป็นต้นมาเช่นกัน

มรณภาพ

ลวงพ่อเนียมมรณภาพเมื่ออายุ ๘๐ ปี โดยมรณภาพในลักษณะเหมือนพระปางไสยาสน์ นับเป็นพระสงฆ์องค์แรกของเมืองไทยที่มีการมรณภาพเช่นนี้ ผู้เขียนไปวัดน้อย สอบถามผู้ใกล้ชิดแล้วบวกลบคูณหารดู ปรากฏว่าตรงกับ พ.ศ.๒๔๕๒ ประมาณ 95 ปีมาแล้ว หลังจากการฌาปนกิจเสร็จแล้วชาวบ้านแย่งกันเก็บอัฐิของท่านเอาไปไว้บูชากันอย่างอลหม่าน

ในด้านพระพุทธคุณพระเครื่องของหลวงพ่อเนียม มีปรากฏการณ์หลายรายด้วยกันอย่างน่าระทึกใจ เช่น รถคว่ำมีพระหลวงพ่อเนียมไม่เป็นไร นี้แหละครับพระพุทธคุณของพระหลวงพ่อวัดน้อย อันเป็นพระเกจิอาจารย์ที่เลื่องลือซึ่งเป็นที่รู้จักกันของชาวสุพรรณเป็นอย่างดีมานานแล้ว

ขอขอบคุณบทความชีวประวัติ หลวงพ่อเนียม โดย ufabet.com

เครดิต : >> https://ufabets5.com/ <<

Categories
รวมบทความ

หลวงพ่อฤๅษีลิงดำ

ประวัติ หลวงพ่อฤๅษีลิงดำ เทพเจ้าแห่งความสัาเร็จ

หลวงพ่อฤๅษีลิงดำ

ชาติกําเนิด ของ หลวงพ่อฤๅษีลิงดำ

หลวงพ่อฤๅษีลิงดำ เกิดในวันพฤหัสบดีที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2460 เดิมชื่อสังเวียนเป็นบุตรคนที่ 3 ของนายควง นางสมบุญ สังข์สุวรรณ เกิดที่ตำบลสาลี อำเภอ บางปลาม้า จังหวัดสุพรรณบุรี มีพี่น้อง 5 คน เมื่ออายุ 6 ขวบเข้าเรียนหนังสือที่

โรงเรียนประชาบาล วัดบางนมโค อำเภอเสนา จังหวัด พระนครศรีอยุธยา จนจบชั้นประถมปีที่ 4 เมื่ออายุ 15 ปี เข้ามาอยู่กับท่านยาย ที่บ้านหน้าวัดเรไร อำเภอตลิ่งชัน จังหวัดธนบุรี ในสมัยนั้น

และได้ศึกษาวิชาแพทย์แผนโบราณ อายุ 19 ปี เมื่ออายุ 6 ขวบ เข้าเรียนหนังสือที่โรงเรียน ประชาบาล วัดบางนมโค อำเภอเสนา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา จนจบชั้น ประถมปีที่ 4 เมื่ออายุ 15 ปี เข้ามาอยู่กับท่านยายที่บ้านหน้าวัดเรไร อำเภอตลิ่งชัน จังหวัดธนบุรี และได้ศึกษาวิชาแพทย์แผนโบราณ อายุ 19 ปี เข้าเป็นเภสัชกร ทหารเรือ สังกัดกรมแพทย์ทหารเรือ

อุปสมบท

พออายุได้ 20 ปี อุปสมบท เป็นพระภิกษุ เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ.2480 ที่.วัดบางนมโค อำเภอเสนา จังหวัด พระนครศรีอยุธยา โดยมีพระครูรัตนาภิรมย์ เป็นพระอุปัชฌาย์ พระครูวิหาร กิจจานุการ ปาน โสนนฺโท เป็นพระกรรม วาจาจารย์ และพระอาจารย์เล็ก เกสโร เป็นพระอนุสาวนาจารย์ มีคำสั่งพระอุปัชฌาย์ ความว่า ขณะเข้าบวช หลวงพ่อปาน

ท่านได้บอกท่าน อุปัชฌาย์ว่า เจ้านี่หัวแข็งมาก ต้องเสกด้วยตะพดหนักหน่อย ท่านอุปัชฌาย์ ท่าน เป็นพระทรง ธรรมเหมือน หลวงพ่อปาน หลวงพ่อเล็กก็เหมือนท่าน อุปัชฌาย์ ท่านยิ้มแล้วพูดว่า “3 องค์นี้ไม่สึก อีกองค์ต้องสึกเพราะมีลูก เมื่อจะสึกไม่ ต้องเสียดายนะลูก

เกษียณแล้วบวชใหม่ มีผลสมบูรณ์เหมือนกัน 2 องค์นี้พอครบ 10 พรรษา ต้องเข้าป่า เมื่อเข้าป่าแล้ว ห้ามออกมายุ่ง กับชาวบ้าน จนกว่าจะตาย จะพาพระและชาวบ้านที่อวดรู้ตกนรก จะไปตามทางของเธอ ท่านปานช่วยสอนวิธีเข้าป่าให้หนักหน่อย ท่านองค์นี้ หมายถึงฉัน

จะเข้าป่าไปกับเขา แต่ห้ามอยู่ไปป่าเป็นวัตร เพราะเธอมีบริวาร ต้องอยู่สอนบริวารจนตาย พอครบ 20 พรรษา จงออกจากสำนักเดิม เธอจะได้ดี จงไปตามทางของเธอ ฉันบวช พระมามากแล้ว ไม่อิ่มใจเท่าบวชพวกเธอ

หลวงพ่อฤๅษีลิงดำ

การศึกษา และ การปฏิบัติธรรม

หลวงพ่อฤๅษีลิงดำ ท่านสอบ ได้นักธรรมตรี โท เอก ภายใน 3 ปี นับช่วง อายุ 21, 22 และ 23 ปี ตามลำดับ ต่อมาได้ศึกษา พระกรรมฐาน จากครูอาจารย์หลายท่าน อาทิ หลวงพ่อปาน โสนันโท วัดบางนมโค หลวงพ่อจง พุทธสโร วัดหน้าต่างนอก พระอาจารย์เล็ก เกสโร วัดบางนมโค

พระครูรัตนภิรมย์ วัดบ้านแพน, พระครู อุดมสมาจารย์ วัดน้ำเต้า, หลวงพ่อสุ่น วัดบางปลาหมอ หลวงพ่อเนียม วัดน้อย หลวงพ่อโหน่ง อินฺทสุวณฺโณ วัดอัมพวัน วัดคลองมะดัน และหลวงพ่อเรื่อง วัดใหม่ พิณสุวรรณ พ.ศ.2481

เข้ามาจำพรรษา วัดช่างเหล็ก อ.ตลิ่งชัน จ.ธนบุรี เพื่อเรียน ภาษาบาลี สอบได้เปรียญธรรม 3 ประโยค ได้ย้ายมา อยู่วัด อนงคาราม หลังจากนั้นได้เป็นรองเจ้าคณะ 4 วัดประยุรวง ศาวาสวรวิหาร เป็นเจ้าอาวาส วัดบางนมโค และย้ายไปอีกหลายวัดจน พ.ศ.2511

จึงมาอยู่วัดท่าซุง บูรณะซ่อม สร้างและขยายวัดท่าซุง จากเดิมพื้นที่ 6 ไร่เศษ จนกระทั่งมีบริเวณพื้นที่ประมาณ 289 ไร่ พ.ศ.2527 ได้รัพระราชทานสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะชั้นสามัญที่

พระสุธรรมยานเถร พ.ศ.2532 ได้รับพระราช ทานเลื่อน สมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะชั้นราช ที่ พระราชพรหมยาน ไพศาลภาวนานุสิฐ มหาคณิสสร บวรสังฆาราม คามวาสี”

หลวงพ่อฤๅษีลิงดำ

มรณภาพ 

เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2535 พระเดช พระคุณหลวงพ่อ พระราชพรหมยาน (หลวงพ่อฤๅษีลิงดำ) ได้อาพาธด้วยโรค ปอดบวม อย่างแรง และติดเชื้อในกระแสโลหิต เข้ารักษาที่โรงพยาบาลศิริราช และมรณภาพ ที่โรงพยาบาลศิริราช เมื่อวันศุกร์ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ.2535 เวลา 16.10 น. ตลอดระยะเวลา ที่อุปสมบท อยู่หลวงพ่อพระราชพรหมยาน

หลวงพ่อฤๅษีลิงดำ ได้ทำหน้า ที่ของสงฆ์ ใน พระพุทธศาสนาอย่างสมบูรณ์ กล่าวคือ ด้านชาติ สร้างโรงพยาบาล สร้างโรงเรียน และจัดตั้งธนาคารข้าว ออกเยี่ยมทหาร ของชาติ และตำรวจ ตระเวนชายแดนหน่วยต่างๆ เพื่อปลุกปลอบขวัญ และกำลังใจ และแจกอาหาร ยา อุปกรณ์อำนวยความสะดวก และวัตถุมงคล ทั่วประเทศ

ด้าน พระมหากษัตริย์ ท่านได้สนอง พระราชดำริ ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 9) โดยจัดตั้งศูนย์สงเคราะห์ ผู้ยากจนในถิ่นทุรกันดารตาม พระราชประสงค์ พระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 9) ศูนย์ที่ได้ดำเนินการสงเคราะห์ราษฎร ในถิ่นทุรกันดาร ทั่วประเทศมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2520 จนกระทั่งมรณภาพ

ขอขอบคุณบทความชีวประวัติหลวงพ่อฤๅษีลิงดำ โดย ufabet.com

Categories
รวมบทความ

หลวงปู่แย้ม วัดตะเคียน

ประวัติ หลวงปู่แย้ม วัดตะเคียน อำเภอบางกรวย จังหวัดนนทบุรี

หลวงปู่แย้ม

ชาติกําเนิด หลวงปู่แย้ม วัดตะเคียน

หลวงปู่แย้ม วัดตะเคียน เป็นชาวจังหวัดสมุทรสาคร โดยกำเนิดเกิดที่ ตำบลเจ็ดริ้ว อำเภอบ้านแพ้ว จังหวัดสมุทรสาคร เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 10 พฤษภาคม พุทธศักราช 2459 ในครอบครัวชาวนา
นามเดิมว่า แย้ม ปราณี มีพี่น้องร่วมท้องเดียวกันทั้งหมด 4 คน ท่านเป็นบุตรชายคนที่ 2 ของครอบครัว โยมบิดาชื่อเพิ่ม โยมมารดาชื่อเจิม (ปัจจุบัน โยมบิดา โยมมารดา พี่ น้อง

ต่างก็เสียชีวิตไปหมดแล้ว โดยเฉาะโยมมาร ดาเสียชีวิตตั้งแต่หลวงปู่อายุได้ 10 ขวบหลวงปู่แย้มเมื่อตอนเป็นเด็กชายแย้ม ก็เหมือนกับเด็กทั่วไปคือต้องเข้าเรียนหนังสือ เด็กชายแย้ม ได้เข้าศึกษาหาความรู้ ที่โรงเรียนประชาบาลวัดหลักสองของ อำเภอบ้านแพ้ว แต่เรียนได้แค่ชั้นประถม 1 เท่านั้นเอง เพราะต้องอยู่บ้าน เพื่อช่วยบิดาทำนาหาเลี้ยงชีพ

ครั้นอายุได้ 14 ปี ก็ต้องลาออกจาก โรงเรียนอย่างเด็ดขาด เพราะว่าโตเกินกว่าที่จะไปโรงเรียนแล้ว จึงได้ออกมาช่วยบิดาทำนาเรื่อยมาหลวงปู่แย้ม วัดตะเคียน เป็นชาวจังหวัดสมุทรสาคร โดยกำเนิดเกิดที่ ตำบลเจ็ดริ้ว อำเภอบ้านแพ้ว จังหวัดสมุทรสาคร

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 10 พฤษภาคม พุทธศักราช 2459 ในครอบครัวชาวนา
นามเดิมว่า แย้ม ปราณี มีพี่น้องร่วมท้องเดียวกันทั้งหมด 4 คน ท่านเป็นบุตรชายคนที่ 2 ของครอบครัว โยมบิดาชื่อเพิ่ม โยมมารดาชื่อเจิม (ปัจจุบัน โยมบิดา โยมมารดา พี่ น้อง ต่างก็เสียชีวิตไปหมดแล้ว โดยเฉาะโยมมารดาเสียชีวิตตั้งแต่หลวงปู่อายุได้ 10 ขวบ

หลวงปู่แย้มเมื่อตอนเป็น เด็กชายแย้ม ก็เหมือนกับเด็กทั่วไปคือต้องเข้าเรียนหนังสือ เด็กชายแย้มได้เข้า ศึกษาหาความรู้ ที่โรงเรียนประชาบาลวัดหลักสองของ อำเภอบ้านแพ้ว แต่เรียนได้แค่ชั้นประถม 1 เท่านั้นเอง เพราะต้องอยู่บ้านเพื่อช่วยบิดา ทำนาหาเลี้ยงชีพ ครั้นอายุได้ 14 ปี ก็ต้องลาออกจาก โรงเรียนอย่างเด็ดขาด เพราะว่าโต เกินกว่าที่จะไปโรงเรียนแล้ว จึงได้ออกมาช่วยบิดาทำนาเรื่อยมา

หลวงปู่แย้ม

อุปสมบท

จวบจนกระทั่งอายุได้ 20 ปี บริบูรณ์ โยมพ่อต้องการให้บวชเป็นพระภิกษุสงฆ์ในบวรพระพุทธศาสนา ตามประเพณีนิยมของคน ไทยตั้งแต่ครั้งโบราณกาล และเพื่อเป็นการ สร้างบุญสร้างกุศล เฉกเช่นชายไทยทั่วไป
“ฉันก็เต็มใจนะ เพราะจะได้แผ่กุศล ไปให้กับโยมแม่ที่เสียไปตั้งแต่อายุฉันได้ สิบขวบด้วย ได้กำหนดวันกันเอาไว้

เป็นที่เรียบร้อยแต่ พอถึงเวลาเข้าจริงๆ โยมพ่อก็เปลี่ยนใจ บอกว่าเอาไว้ปีหน้าเถอะปีนี้ทำนาก่อน และ มาเลื่อน กันง่ายๆ ฉันก็ไม่ว่ากระไร เอาไงก็เอากัน ฉันเป็นคนตามใจ พ่ออยู่แล้ว” หลวงปู่เล่าความหลังให้ฟัง
หลังจากนั้นก็ทำนาเรื่อยมา จวบจนมาเสร็จสิ้น เอาใกล้ๆ จะเข้าพรรษา โยมพ่อก็เอ่ยปากบอกว่า “บวชเสียเถอะนะ

ไปอาศัยบวชกันนาคอื่นเขาก็ยังดี”
“ฉันก็ตามใจอีก โยมพ่อจะให้ทำยังไงก็เอากัน แล้วโยมพ่อก็นำเงินจำนวน 20 บาทไปถวายพระอาจารย์ที่วัดหลักสองราษฎร์บำรุง โดยบอกความประสงค์กับท่านว่า ให้ช่วยจัดการบวชให้ฉันทีเถอะ ก็เป็นการช่วยจัดหาเครื่องบวชให้นะ ในสมัยนั้นราคาก็ไม่แพงเท่าไหร่หรอก

ไม่ถึง 10 บาทเสียด้วยซ้ำ จากนั้นอาจารย์ ก็จัดของที่ท่านมีอยู่แล้วให้ ส่วนเงิน 20 บาทนั้น ท่านได้นำเอาไปจ้างช่าง ต่อเรือขนาด สามมือลิงใหญ่ๆ ซึ่งหมดเงินไป 18 บาท เพื่อเอาไว้ใช้ในกิจของสงฆ์”

นายแย้มจึงได้บวชเป็นพระภิกษุสงฆ์ ในบวรพระพุทธศาสนา ที่วัดหลักสองบำรุงราษฎร์ ตามที่โยมพ่อ และตัวของท่านเองได้ตั้งศรัทธาเอาไว้
มีพระครูคณาสุนทรรนุรักษ์เจ้าคณะอำเภอ บ้านแพ้วเป็นพระอุปัชณาย์ เจ้าอธิการเหลือ เจ้าคณะตำบลเป็น พระกรรมวาจาจารย์ พระอาจารย์ชื่นเป็ฯพระอนุสาวนาจารย์ ได้ฉายาว่า “ปิยวณฺโณ”

วิชาของหลวงปู่

ถามว่าหลวงปู่แย้ม เก่งจริงหรือ ถ้าเก่งๆทางไหน มีดีอะไรทำไมคนจึงมากราบไหว้ขอพรปิดทอง แก้บน ที่รูปเหมือนขนาดใหญ่ เท่าองค์จริงเยอะทุกวัน หลวงปู่แย้ม ปราณี หรือ พระครูปิยนนทคุณ อดีตเจ้าอาวาสวัดตะเคียน อ.บางกรวย จ.นนทบุรี  ท่านเป็นคนบ้านแพ้ว จ.สมุทรสาคร เกิดวันที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ.2459 

บวชเป็นพระสงฆ์ตั้งแต่อายุ 20 ปี ที่วัดหลักสองบำรุงราษฎร์  ได้รับฉายาว่า “ปิยวณฺโณ” หลวงปู่แย้มหายป่วยด้วยยาสมุนไพรตำรับโบราณ  หลวงปู่แย้มจึงสนใจใฝ่ศึกษาหมอยาโบราณจนเชี่ยวชาญ หลวงปู่แย้มเลือกเรียนวิชาอาคม การทำตะกรุด และได้ยันต์ประจำตัวของหลวงปู่แย้มคือ 

 ยันต์มหาเบา”จากหลวงพ่อสาย วัดหนองสองห้อง สมุทรสาคร เพราะเห็นว่าใช้ป้องตัวให้พ้นภัยซึ่งสมัยก่อนวัดตะเคียนยังไม่เจริญ ยังเป็นป่าเป็นสวน ทำไร่ สวนผักผลไม้ สวนทุเรียน

สวนส้มใช้คลองบางคูเวียง เป็นเส้นทาง ไปมาหาสู่กัน คนเจ็บป่วยจะมาทางเรือขึ้นหน้าวัดให้หลวงปู่ รักษาแม้แต่ถูกคุณไสยหลวงปู่ ก็ช่วยขับไล่ให้ออกไปหายเป็นปรกติ ได้จึงไม่ธรรมดา

วัตถุมงคลที่สร้างชื่อเสียงให้หลวงปู่

เสือปืนแตก

วัตถุมงคล ที่สร้างชื่อเสียง ให้หลวงปู่ คือ “ตะกรุดคอหมา” ซึ่งเป็นที่ต้องหารของเหล่าบรรดา เซียนพระ และผู้ที่ชื่น ชอบวัตถุมงคล โดยมีที่มาจากภายในวัดตะเคียน ได้รับเลี้ยงสุนัขจรจัด จำนวนมาก ที่ถูกเจ้าของทอดทิ้ง แต่ด้วยความที่มีจำนวนมากจึง ดูแลไม่ทั่วถึง สุนัขหลายตัวจึงไปสร้างความเดือดร้อนรำคาญ ให้ชาวบ้านและถูกทุบ ตี

ใช้หนังสติ๊กยิง จนได้รับบาดเจ็บ ด้วยความเมตตา ต่อสัตว์โลก หลวงปู่แย้ม จึงปลุกเสกตะกรุด ขึ้นมาจำนวนหนึ่ง และนำไปห้อยคอสุนัขจรจัดใน วัดปรากฏว่า ด้วยอาคมอันเข้มขลังทำให้สุนัขที่

แขวนตะกรุดและถูกทำร้าย ไม่ได้รับบาดเจ็บเลย เป็นที่อัศจรรย์แก่ชาวบ้านต่างเล่าลือกันปากต่อปากจน บรรดาเซียนพระต้อง ขอให้ท่านปลุกเสกให้ จนกลายเป็นวัตถุมงคล เลื่องชื่อในที่สุด

ละสังขาล มรณภาพ

เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 4 มิ.ย. ผู้สื่อ ข่าวรายงานว่า “พระครูปิยนนทคุณ” (หลวงปู่แย้ม ปิยวณฺโณ) เจ้าอาวาสวัดตะเคียน จ.นนทบุรี พระเกจิชื่อดังเจ้าตำรับตะกรุดคอหมา อันลือลั่น ได้มรณภาพลง อย่างสงบที่ รพ.วิชัยยุทธ สิริรวมอายุ 97 ปี 77 พรรษา สร้างความโศกเศร้าอาลัยให้ศิษยานุศิษย์ ซึ่งต่างก็เตรียม การเคลื่อน สรีระสังขารของหลวงปู่ กับไปตั้งบำเพ็ญกุศล ที่วัดตะเคียน ถนนนครอินทร์ ต.บางคูเวียง อ.บางกรวย จ.นนทบุรี

ขอขอบคุณบทความสาระประโยชน์ดีๆ โดย ufa168

เครดิต >>> https://ufabets5.com/ufa168/

Categories
รวมบทความ

หลวงพ่อกี๋ เกจิดัง วัดหูช้าง

ประวัติของ หลวงพ่อกี๋ เทพเจ้าแห่งความเมตตา

หลวงพ่อกี๋

ชาติกําเนิด ของ หลวงพ่อกี๋

หลวงพ่อกี๋ เดิมท่านมีชื่อว่า นายกี๋ นามสกุล บุญใจใหญ่ โยมบิดาชื่อ นายคอย โยมมารดาชื่อนางไฝ ซึ่งมีเชื้อสายตระกูล รัตนชื่น มีพี่น้องร่วมบิดา-มารดาเดียวกัน 13 คน หลวงพ่อกี๋ นั้น ครอบครัวของท่านเป็นชาว จังหวัด นนทบุรี โดยกำเนิด และเกิดเมื่อปี พ.ศ.2444

ส่วนวันที่เกิด ไม่ทราบหลักฐาน แน่ชัด รู้แต่เพียงว่า โยมบิดา ของท่านเป็นหมอยาโบราณ ต้นตระกูลของ หลวงพ่อกี๋ทุกคน ส่วนใหญ่จะประกอบอาชีพเป็นหมอรักษาโรค รวมทั้งตัวของ หลวงพ่อกี๋ด้วย

ชีวิตในวัยเยาว์ อุปสมบท ออกธุดงค์

หลวงพ่อกี๋นั้น ในวัยเยาว์ ท่านให้ ความสนใจ และศึกษาตำราการทำน้ำมนต์รักษาโรคต่างๆ โดยได้ศึกษา วิชาการ ทำน้ำมนต์จากคุณปู่ของท่านเอง ในสมัยนั้นคุณปู่ ของท่าน เก่งทางด้าน การทำน้ำมนต์ รักษาโรคต่างๆ กล่าวได้ว่าใครมีโรคอะไร ก็จะเดิน ทางมาหา เนื่องจากสมัยนั้น โรงพยาบาลต่างๆ ก็ยังไม่ค่อยมี เหมือนปัจจุบัน จนต่อมาชาวบ้านต่างๆ

ก็ขนานนาม ท่านว่าหมอบุญ เทวดา ครั้นต่อมาเมื่อท่าน มีอายุได้ 20 ปีบริบูรณ์ โยมบิดา-มารดาก็จัดการ อุปสมบท ให้ ณ พัทธสีมา วัดหูช้าง ตำบลคูเวียง อำเภอบางกรวย นนทบุรี เมื่ออุปสมบท แล้วก็จำพรรษา อยู่ที่ วัดหูช้าง หลังจากนั้น 2 พรรษาผ่านไป หลวงพ่อกี๋

ก็ได้ออกธุดงควัตร ไปตามป่าเขา ต่างๆ เพื่อแสวงหา ความสงบวิเวกฝึกวิปัสสนากรรมฐานบำเพ็ญภาวนา หลวงพ่อกี๋ท่าน มีความมุ่งมั่นฝึกสมาธิเจริญภาวนาด้วยจิต ที่ยึดมั่น และไม่ตั้งอยู่ใน ความประมาท จนจิตรวมเข้าสู่ฐานของสมาธิ ทำให้เกิดความสุข และความอิ่มเอิบ

เมื่อท่านเพียรภาวนาอยู่ตามป่า ตามเขาพอควร แก่เวลาแล้ว ท่านก็ออกธุดงควัตรต่อไปเรื่อยๆ จนกระทั่งต่อ มาท่านก็ได้พบกับ หลวงพ่ออี๋ วัดสัตหีบ เกจิอาจารย์ดังเจ้าของ ปลัดขิก อันลือชื่อ ที่เล่าขานกันว่าสามารถทวนน้ำได้ หลวงพ่อกี๋เมื่อท่าน ได้พบกับ หลวงพ่ออี๋ วัดสัตหีบ แล้ว

ท่านก็ได้รับการถ่าย ทอดเคล็ดลับ การสร้างปลัดขิกจา หลวงพ่ออี๋ ของดีของหลวงพ่อกี๋นั้น นอกจากปลัดขิก ดังกล่าวแล้ว ก็ยังมี ตะกรุดธงผ้ายันต์สามเหลี่ยม พระเครื่อง พระสมเด็จ กำไล เหรียญรูปเหมือน เป็นต้น
รวมถึงหลวงปู่กี๋ท่านเป็นศิษย์ก๋งจาบ

แห่งสำนักวัดประดู่ทรงธรรม อยุธยา ศิษย์ร่วมสำนักเดียว กับหลวงปู่เทียม วัดกษัตราฯ และหลวงพ่อแทน วัดธรรมเสน ซึ่งเกจิฯร่วมสำนัก ทั้ง 3 รูปนี้ได้ก่อปาฏิหารย์ ในคราว ปลุกเสก พระที่วัดปราสาท บุญญาวาสสามเสนคือแผ่นทองแดงของ พระอาจารย์ทั้ง 3 รูปหลอมไม่ละลายมาแล้ว

และท่านยังฝากตัวเป็นศิษย์ ของนนทบุรีอีกด้วย หลวงพ่อจ่อย วัดศรีประวัติ /หลวงพ่อแดง วัดตะเคียน / และพระอาจารย์โหมด อาจารย์ของหลวงพ่อแทน ยอกเกจิฯนนท์ยุคนั้นอีกด้วย

หลวงปู่กี๋ ท่านเป็นศิษย์ ของหลวงพ่ออี๋ วัดสัตหีบ รวมถึงเป็นศิษย์ก๋งจาบ สำนักประดู่ทรงธรรม อยุธยา และยังเป็นศิษย์ หลวงปู่แดง วัดตะเคียน นนทบุรี และหลวงพ่อปาน วัดบางนมโค เนื่องจากท่าน มาแวะพักที่วัดหูช้างเสมอๆ

ด้วยบรรดาลูกหลานเหลน ท่านมาตั้งรกรากบ้านเรือนในย่านวัดหูช้าง หลายสิบครอบครัว และยังได้ผง จากหลวงพ่อปาน ตั้งเกือบ ๑ ปี๊ป รวมทั้งเจ้าคุณโพธิ์ วัดชัยพฤกษ์มาลา อีกด้วย จึงนับว่าหลวงพ่อตี๋ วัดหูช้าง ท่านเป็นพระเกจิที่สืบสายพุทธาคม มาอย่างเข้มขลัง

นอกจากนี้ แล้วในวัยเยาว์ หลวงพ่อกี๋มี ความสนใจและศึกษาตำราการทำน้ำมนต์รักษาโรคต่างๆ โดยได้ศึกษาวิชา การทำน้ำมนต์จากคุณปู่ของท่านเอง ในสมัยนั้นคุณปู่ของท่านเก่ง ทางด้านการทำน้ำมนต์

รักษาโรคต่างๆ กล่าวได้ว่าใครมีโรค อะไรก็จะเดินทางมาหา เนื่องจากสมัยนั้นโรงพยาบาลต่างๆ ก็ยังไม่ค่อยมี เหมือนปัจจุบัน จนต่อมาชาวบ้านต่างๆ ก็ขนานนามท่านว่า “หมอบุญเทวดา”

หลวงพ่อกี๋

 วัดหูช้าง

วัดหูช้างอยู่คนละฝั่งถนนใหญ่วัดตะเคียน) นับว่าเป็นวัดเก่าแก่โบราณวัดหนึ่ง เช่น วิหาร เจดีย์ ซึ่งเข้าใจกันว่าสร้างขึ้นราวสมัยกรุงศรีอยุธยา จากอดีตจนถึง ปัจจุบันวัดหูช้างมีเจ้าอาวาสปกครองวัดนี้หลายองค์ด้วยกัน และหนึ่งใน จำนวนนี้มีเจ้าอาวาสองค์หนึ่ง

ที่มีผู้คนให้ ความเคารพ นับถือกัน เป็นอย่างมาก และยังเป็นที่พึ่งที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ ยามทุกข์ยาก เดือดร้อนด้วย เรื่องต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นโรคภัยไข้เจ็บ ผีเข้าเจ้าสิง หรือเรื่องอื่น ซึ่งในสมัย นั้นนับว่า หลวงปู่กี๋เป็นเจ้าอาวาส ที่เก่งกล้ามาก

ผู้เฒ่าผู้ แก่อายุ 40 ปีขึ้นไป จะได้ยินได้ฟัง พระเกจิดังสมัยสงครามอินโดจีน หลวงพ่อกี๋ อยู่ที่วัดหูช้าง จังหวัดนนทบุรี เก่งด้านอาคมไล่ผี สะเดาะเคราะห์เสริมดวง ที่เรียกว่าเข้าพิธี สวดภาณยักษ์ใหญ่ แก้คนถูกคุณไสยในคนที่มีจิตอ่อนไหว

ถูกกระทำ ด้วยอาคม คนเล่นของ หรือโดน ของจาก ลมเพลมพัด ไม่รู้เนื้อรู้ตัว มีอาการป้ำๆ เป๋อๆ หลวงพ่อกี๋ ผู้นำวิชาอาคม มารักษาคน ที่วัดนี้เป็นครั้งแรกเป็นที่ ยอมรับนับ ถือว่าแน่จริง

หลวงพ่อกี๋

มรณภาพ ละสังขาล

ปัจจุบันนี้วิชา สร้างปลัดขิก ของหลวงพ่อกี๋ วัดหูช้างได้สืบทอด มาถึงหลวงพ่อตี๋ เจ้าอาวาสองค์ปัจจุบัน ซึ่งมีศักดิ์เป็นหลานแท้ๆ ของท่าน ได้รับการถ่ายทอด มาโดยตรง จากหลวงพ่อกี๋ ว่ากันว่าการเขียนยันต์ของหลวงพ่อตี๋นั้น หลวงพ่อกี๋ท่านเป็น คนจับมือหลวงพ่อตี๋ เขียนกันเลยทีเดียว

หลวงพ่อกี๋วัดหูช้างท่าน ละสังขาร มรณะภาพ ลงเมื่อวันที่ 10 มิถุนายน พ.ศ.2522 รวมสิริอายุได้ 78 ปี ชื่อเสียง และเกียรติ คุณของหลวงพ่อกี๋ วัดหูช้าง เป็นที่กล่าวขานกันสืบ มาถึงความเมตตา และวัตรปฎิบัติ ที่งดงาม สมกับเป็น พระสงฆ์ ที่ปฎิบัติดี ปฏิบัติชอบ แห่งยุคอีกรูปหนึ่ง

ขอขอบคุณบทความชีวประวัติเกจิดัง โดย ufa168