Categories
รวมบทความ

หลวงพ่อคูณ สุเมโธ

ประวัติ หลวงพ่อคูณ สุเมโธ เกจิสายหลวงปู่มั่น

หลวงพ่อคูณ สุเมโธ

หลวงพ่อคูณ สุเมโธ ท่านเป็นศิษย์ ของหลวงปู่สอ และหลงงปู่สิงค์ทอง ท่านเป็น พระอริยสงฆ์ผู้มีเมตตาธรรม ที่มีความเพียรเป็นเลิศ ปฏิบัติธรรมขั้นอุกฤตตั้งตาพรรษาแรก คือท่านทำความเพียรโดยลดอาหาร ฉันแต่น้อย และถืออริยบท 3 ยืน เดิน นั่ง และไม่ล้มตัวลงนอน

ภาวนาทั้งกลางวันกลางคืน เป็นระยะเวลา ตลอดพรรษา ท่านปฏิบัติอยู่อย่างนี้ พรรษาแล้วพรรษาเล่า โดยไม่ระย่อถ้อถอย พอช่วงหน้าแล้งก็ออกธุดงค์ ถือความวิเวก สันโดษ ไปในที่ห่างไกล ทุรกันดาร อยู่กับชาวป่า ชาวเขา ชาวดอยหลวงปู่คูณ สุเมโธ กล่าวให้ลูกศิษย์ฟังว่า พรรษา 5 เราตั้งหลักได้แล้วนะ พอพรรษา 12 ใจของเราก็สบายแล้ว

หลวงปู่คูณ เป็นพระผู้ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ ปฏิบัติตรง เป็นเนื้อนาบุญของโลก ท่านมีเมตตาสูง อารมณ์ดี มีรอยยิ้มอันเยือกเย็น ใจเย็น เรียบง่าย ไม่ชอบพิธี ไม่สะสมปัจจัย มีมาใช้ไป

แต่ใช้ในสิ่งเป็นประโยชน์ ท่านสงเคราะห์โลกตามแบบปฏิปาของ หลวงตามหาบัว ที่พาดำเนิน ผู้ที่ได้อยู่ใกล้ชิด หรือได้สัมผัสพบเจอ เพียงครั้งเดียว ก็ได้รับความเมตตาอันอบอุ่นจากบารมีธรรม ขององค์ท่านเสมอ

ชาติกําเนิด หลวงปู่คูณ สุเมโธ 

หลวงปู่คูณ สุเมโธ ท่านถือกำเนิดเมื่อวันศุกร์ที่ 1 มกราคม พ.ศ.2486 ตรงกับแรม 10 ค่ำ เดือนอ้าย ปีมะแม ณ บ้านหนองแสง ต.สิงห์ อ.เมือง จ.ยโสธร ในสกุล ชูรัตน์

โยมบิดาชื่อ คุณพ่อบุญธรรม ชูรัตน์ และโยมมารดาชื่อ คุณแม่จันทร์ ชูรัตน์

เมื่ออายุได้ 23 ปี ท่านได้บรรพชาอุปสมบท ณ พระอุโบสถวัด ศรีธรรมาราม อ.เมือง จ.ยโสธร ตรงกับเดือนมกราคม พ.ศ.2509 โดยมี พระครูทัศนประกาศ หลวงปู่คำบุ จันทสิริ เจ้าอาวาส วัดป่าสำราญนิเวศ จ.อำนาจเจริญ เป็นพระอุปัชฌาย์ ท่านพระอาจารย์จำปี เป็นพระกรรมวาจาจารย์ ท่านพระมหาวิสุทธิ์ เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้รับฉายาว่า สุเมโธ แปลว่า ผู้มีปัญญาดี ผู้มีความรู้ดี

อุปสมบท หลวงพ่อคูณ สุเมโธ

เมื่ออายุได้ ๒๓ ปี ท่านได้เข้าพิธีอุปสมบทเป็นพระภิกษุ ณ พระอุโบสถ วัดศรีธรรมาราม ต.ในเมือง อ.เมือง จ.ยโสธร ตรงกับเดือนมกราคม พ.ศ.2509

โดยมี พระครูทัศนประกาศ หลวงปู่คำบุ จันทสิริ เจ้าอาวาสวัดป่าสำราญนิเวศ จ.อำนาจเจริญ เป็นพระอุปัชฌาย์, ท่านพระอาจารย์จำปี เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และ ท่านพระมหาวิสุทธิ์ 

เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้รับนามฉายาว่า “สุเมโธ” แปลว่า ผู้มีปัญญาดี, ผู้มีความรู้ดี จากนั้นจึงไปศึกษาข้อวัตรปฏิบัติธรรมอยู่ ณ วัดป่าหนองแสง ต.สิงห์ อ.เมือง จ.ยโสธร ได้ 6 เดือน

ช่วงนั้นหลวงปู่สอ พันธุโล ได้แวะมาที่บ้านเกิด คือบ้านหนองแสง และได้ชักชวนให้พระอาจารย์คูณ ออกเที่ยววิเวกด้วยกัน ในครั้งนั้นมีพระติดตามด้วยกัน ๗ รูป

ออกวิเวกพำนักอยู่วัดป่าอรัญญิกาวาส อ.บ้านผือ จ.อุดรธานี มีหลวงปู่สอ พันธุโล เป็นผู้นำอบรมสั่งสอนการภาวนา และได้พาท่านไปฟังธรรมะภาคปฏิบัติกับ หลวงปู่ขาว อนาลโย วัดถ้ำกลองเพล อยู่ 1 อาทิตย์ หลวงปู่ขาวท่านเน้นสอบอบรมด้านจิตใจ 

หลวงพ่อคูณ สุเมโธ พระอริยสงฆ์ผู้เปี่ยมล้นด้วยเมตตาธรรม 

หลวงพ่อคูณ สุเมโธ ท่านเป็นที่รักใคร่ของชาวบ้านและศิษยานุศิษย์ ความที่หลวงพ่อคูณเป็นผู้มีเมตตาสูงมาก อารมณ์ดี ใจเย็น เรียบง่าย ไม่ชอบพิธี ไม่สะสมปัจจัย มีมาใช้ไป แต่ใช้ในสิ่งเป็นประโยชน์ เช่น ช่วยเหลือวัด และโรงเรียนที่ขาดแคลน ท่านได้สร้างสาธารณะประโยชน์มากมาย ดำเนินตามรอยธรรมตามปฏิปทาของ

หลวงพ่อคูณ สุเมโธ

หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน อีกทั้งท่านได้เห็น คุณประโยชน์ในการศึกษาได้ช่วยอุปถัมภ์ โรงเรียนในเขตบ้านภูทอง และบ้านภูดิน และอุปการะให้ทุนการศึกษาแก่ เด็กนักเรียนกว่า 20 คน คนไหนตั้งใจเรียน ท่านก็ส่งเสียให้เรียนเท่าที่เขาจะเรียนได้ ใครมาขออะไร

หน่วยงานไหนเขาจำเป็น เดือดร้อนก็มาขอ ท่านก็เมตตาไม่ปฏิเสธ บางที่ไม่มีปัจจัยเลย เห็นเขาจำเป็น ก็รับคำให้เลย ส่วนการก่อสร้างในวัดท่านก็บอกว่าชาวบ้านได้งานทำด้วย 

มรณภาพ ละสังขาล


เมื่อหลวงปู่คูณ ท่านเมตตาโปรดชาวหาดใหญ่เสร็จ จึงเดินกลับออกมาประมาณ 10 โมงกว่า จากนั้นหลวงปู่คูณ ได้ไปกราบนมัสการหลวงปู่พระมหาจิต จิตตฺวโร ที่วัดภูเขาล้อม ควนจงบ้านควนจง ต.นาหม่อม อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา สนทนากับหลวงปู่มหาจิตประมาณ 30 นาที หลวงปู่มหาจิต ถามว่า “จิตจ้าบ่ จิตสว่างรึเปล่า หลวงปู่คูณ ตอบว่า จ้าครับผม

จากนั้นท่านไปกราบพระประธานแล้วนั่ง ในพระอุโบสถราว 21 นาที จึงออกเดินทางจากวัดควนจงเวลา 12.21 น. พอถึงด่านที่ ปาดังเบซาร์ ท่านบอกให้คนขับพาไปดูวัดเขารูปช้าง ซึ่งต้องแยก จากด่านฯไป 13 กิโลเมตร ไปถึงก็เข้าห้องน้ำ แล้วหลวงปู่คูณ จับแขนพระที่อุปัฏฐากเดินไปศาลา บอกว่านวดให้เราหน่อย ท่านล้มตัวนอน ลมตี ซักครู่

ท่านก็เรอลมออกมา 2 ครั้งท่านก็ละสังขารลงด้วยอาการสงบในวันอาทิตย์ที่ 12 พฤษภาคม 2556 ตรงกับวันขึ้น 3 ค่ำ เดือน 6 เมื่อเวลาประมาณเวลา 14.33 น. ด้วยโรคหัวใจล้มเหลวเฉียบพลัน ณ วัดเขารูปช้าง วัดจีน ต.ปาดังเบซาร์ อ.สะเดา จ.สงขลา สิริอายุรวม 70 ปี 2 เดือน 11 วัน พรรษา 47

ขอขอบคุณบทความชีวประวัติเกจิอาจารย์ โดย ufabet168

*หาอ่านบทความสร้างรายได้ยามทุกข์ยาก >> คลิ้ก

Categories
รวมบทความ

หลวงปู่ฉุย วัดคงคาราม

ระวัติ หลวงปู่ฉุย วัดคงคาราม แห่ง จังหวัดราชบุรี

วัดคงคาราม

หลวงปู่ฉุย วัดคงคาราม ต.คลองตาคต อ.โพธาราม ราชบุรี อยู่ห่างจากจังหวัด 22 กิโลเมตรที่นี่มีชื่อเสียงเรื่อง   จิตรกรรมฝาผนังวัดคงคารามอายุไม่ต่ำกว่า 250 ปี  สวยปราณีตฝีมือช่างชั้นสูง  หาชมได้ยากในปัจจุบัน  เหล่าบรรดาผู้ศึกษาในจิตรกรรม จะต้องมาศึกษา คัดลอก ต้นฉบับที่นี่เป็นอันดับแรกๆ วัดคงคาราม เป็นวัดมอญ สร้างขึ้นโดยพระยามอญ  

ซึ่งอพยพเข้ามา ตามลำน้ำ แม่กลองมา ตั้งถิ่นฐานอยู่เหนือเขตอำเภอโพธาราม  ในสมัยปลายกรุงศรีอยุธยา ต่อกับกรุงธนบุรีและต้นรัตนโกสินทร์  และอีกหนึ่งงานสถาปัตยกรรม กุฏิเรือนไทย 9 ห้องสร้างในสมัยธนบุรี ปัจจุบันจัดให้เป็น พิพิธภัณฑ์พื้นบ้าน รวบรวมวัตถุเก่าแก่ซึ่งเกี่ยวข้องกับท้อง ถิ่นไว้ให้คนรุ่น หลังได้ศึกษา

จิตรกรรมฝา ผนังวัดคงคาราม ภาพจิตรกรรมฝาผนัง อายุไม่ตำกว่า 250 ปี เป็นภาพพุทธ ประวัติตอนมารผจญ ภาพสวรรค์ชั้นต่างๆ ภาพอดีตของพระพุทธเจ้า ที่ประทับบนบัลลังก์ ภาพพระพุทธประวัติและพระพุทธชาติชาดก ภาพจิตรกรรมฝาผนังฝีมือละเอียดอ่อน เหมือนถ่ายทอดจาก ต้นแบบที่มี ชีวิตจริงเขียนขึ้นในสมัยรัตนโกสิน

ตอนต้นนอกจากพระอุโบสถ ยังมีหมู่กุฏิสงฆ์ ขนาด 9 ห้องและ 7 ห้อง มีการสลัก บานหน้าต่างงดงาม มาก วัดคงคารามเป็นวัดเก่าแก่ที่มีมาแต่โบราณ สร้างมาตั้งแต่สมัยใดไม่ปรากฏหลักฐานที่แน่ชัด แต่ที่ทราบเป็นเพียงการบอกเล่าต่อ กันมาว่าอาจจะสร้างมาตั้ง แต่สมัยอยุธยาตอนปลายหรือกรุงธนบุร หรือรัตนโกสินตอนต้น

วัดคงคารามในสมัยกรุงศรีอยุธยา

วัดคงคารามสันนิษฐานว่าสร้างในสมัยกรุงศรีอยุธยาต่อกรุงธนบุรี โดยชาวมอญรามัญที่เปลี่ยนถิ่นอาศัยมา ตามลำน้ำแม่กลองได้ร่วมกันบูรณะปฏิสังขรณ์วัดคงคารามซึ่งมี มาก่อนแล้วนั้นขึ้นเป็นวัดกลาง เพื่อใช้เป็นศูนย์รวมในการร่วมทำสังฆกรรม ของสงฆ์แบบรามัญนิกาย โดยมีชื่อเรียกเป็นภาษามอญว่า เกี้ยโต้ วัดคงคาราม

วัดคงคาราม เป็นวัดที่มีมาแต่ โบราณจะสร้างในครั้งใดไม่ปรากฏหลักฐานแน่ชัด จากการเล่าสืบต่อมาของ ชาวบ้านซึ่งมีเชื้อสายมอญพอ จะจับเค้าได้ว่า ในสมัยปลายกรุงศรีอยุธยา ต่อกับกรุงธนบุรีและต้นรัตนโกสินทร์ มีพวกมอญได้อพยพเข้ามา ตามลำน้ำแม่กลองมา ตั้งถิ่นฐานอยู่เหนือเขตอำเภอโพธาราม ในสมัยนั้นยังไม่ได้เป็นอำเภอ

ขึ้นไปจดใต้อำเภอบ้านโป่ง และได้สร้างวัดนี้ขึ้นหรือวัดนี้อาจจะ สร้างมาก่อนที่พวกมอญ จะอพยพเข้ามา และหลังจากเข้ามาตั้งถิ่นฐานอยู่ก็ได้ทำนุบำรุงเป็น วัดมอญสืบต่อมาแรกเริ่มแต่เดิมทีวัดนี้ชื่อ  วัดกลาง ภาษามอญ เรียกว่า เภียโต้ มีความหมายอยู่สองนัยด้วยกัน คือ 
หมายถึงศูนย์กลางของ ชุมชนและเภียโต้

เป็นชื่อวัดในสมัยที่มอญ ยังเป็นประเทศ ต่อมาในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดพระราชทานผ้ากฐินหลวง ที่วัดนี้หลายปี และได้พระราชทานนามใหม่เป็น วัดคงคาราม ในสมัยหลังได้มีพระรามัญจากนครหลวง

ที่มีความรู้ความสามารถและ มีคุณวุฒิ มาเป็นสมภาร ฝ่ายคณะสงฆ์จึงแต่งตั้งให้เป็นเจ้าคณะใหญ่ ได้ปกครองวัดตาม ฝั่งแม่น้ำแม่กลองทั้งสองฝั่ง วัดนี้จึงได้เป็นวัดเจ้าคณะใหญ่ ฝ่ายรามัญนิกาย แขวงเมืองราชบุรี และเจ้าคณะได้รับการแต่งตั้งสมณศักดิ์เป็นพระครูรามัญธิบดีถึง  6 รูปด้วยกัน  ปัจจุบันมี พระอธิการสันติ สนฺติกโร เป็นเจ้าอาวาส

เจริญรุ่งเรืองในช่วง สมัยรัชกาลที่ 4 ได้รับการอุปถัมภ์ โดยเจ้าจอมมารดากลิ่น และทูลเกล้าฯ ถวายให้เป็น พระอารามหลวง ซึ่งได้รับพระราชทานนามวัดใหม่ว่า วัดคงคาราม โบราณสถานที่สำคัญภายในวัดคงคารามคือ พระอุโบสถ ซึ่งมีเจดีย์ทรงรามัญ 7 องค์ รายรอบ เป็นตัวแทนของพระยามอญทั้ง 7 ภายในมีจิตรกรรมฝาผนังอัน ทรงคุณค่าทางศิลปะ

วัดคงคาราม

เป็นฝีมือช่าง สกุลกรุงเทพฯ ช่วงปลายสมัยรัชกาลที่ 3 นอกจากนั้นยังมีเรือนไทยที่มีค่าและมีความสวยงาม ปัจจุบันเรือนไทยกุฏิ 9 ห้อง ได้ถูกจัดตั้งให้เป็นพิพิธภัณฑ์พื้นบ้าน วัดคงคาราม รวบรวมศิลปะของมีค่า ของชาวมอญมาตั้งแต่โบราณ

ชาติกําเนิด หลวงปู่ฉุย วัดคงคาราม

พระสุวรรณมุนี นรสีห์ธรรมทายาท สังฆปาโมกข์ ที่สุดแห่งอริยสงฆ์องค์หนึ่งที่ได้อุบัติขึ้นแล้วที่เมืองเพชรบุรี
ประวัติ”หลวงพ่อฉุย” อดีตเจ้าอาวาสวัดคงคาราม จ.เพชรบุรี พระเกจิอาจารย์ผู้มี ชื่อเสียงและเป็นที่ เคารพศรัทธาของพุทธศาสนิกชน มีลูกศิษย์ ลูกหา ทั่วเมืองเพชร เเละจังหวัดใกล้เคียง เนื่องด้วยท่านเป็นอาจารย์ฝ่ายวิปัสสนาธุระ

เป็นผู้พัฒนาวัดคงคาราม และสร้างความเจริญรุ่งเรือง มาจนเป็นที่รู้จักและมีชื่อเสียงมาจนถึงปัจจุบัน และวัตถุมงคล ที่ท่านสร้างเป็นที่นิยมและแสวงหาทั้งสิ้น โดยเฉพาะ เหรียญปั๊มรูปเหมือน หลวงพ่อฉุย ปี2465 ได้รับการยอมรับว่า มีความงดงาม โดดเด่นและเป็นที่นิยม สะสมอย่างมาก เเละอยู่ชุดเบญจภาคี เหรียญพระเครื่องเมืองไทย ตลอดมา

กล่าวกันว่าพุทธคุณของเหรียญทรง คุณอันศักดิ์สิทธิ์ยิ่งนั้นเนื่องจาก”คุณพ่อฉุย “ได้อภิญญาจาก การปฎิบัติ วิปัสสนา ที่ท่านได้เป็นผู้เชี่ยวชาญ บุคคลที่ประสบอิทธิปาฎิหาริย์นั้น มักจะหนักทางมีเมตตาคุณ คือ จะมีพระภิกษุไปคุ้มครอง รักษาในยามที่เข้า ที่คับขันเสมอ. เนื่องจาก คุณพ่อฉุย ได้ตั้งปณิธานไว้แต่ต้น ที่ขอมุ่งเอาพุทธภูมิ”เป็นที่ตั้ง ความบริสุทธิ์ที่บังเกิดขึ้นในจิตจึงเต็มไปด้วยเมตตาคุณ เป็นที่สุด

หลวงพ่อฉุย

หลวงพ่อฉุย สุขภิกฺขุ เกิดในสมัยรัชกาลที่ 4 วันเสาร์ ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 12 ปีมะเมีย ตรงกับวันที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ.2401ตำบล.ต้นมะม่วง แขวงคลองกระแชง จ.เพชรบุรี จนอายุครบบวช จึงอุปสมบท ณ วัดคงคาราม ได้รับฉายา “สุขภิกขุ” ท่านได้มุ่งศึกษา ทั้งด้านคันถธุระและวิปัสสนาธุระ โดยเฉพาะด้าน วิปัสสนาธุระ ได้ฝากตัว เป็นศิษย์ พระอาจารย์ครุฑ วัดมหาธาตุ ต่อมา”คุณพ่อฉุย”ท่านได้มุ่งทางพุทธภูมิ

เป็นจุดหมายปลายทาง ท่านได้กระทำ อย่างตั้งใจเต็มที่ เต็มไปด้วยความอุตสาหะวิริยะพากเพียร อย่างเเรงกล้า ตลอดเวลาติดต่อกัน7พรรษาไม่ว่างเว้น แต่ในด้านวิปัสสนา ธุระของท่าน ได้บรรลุถึงความสำเร็จสมดังที่มุ่งหมายตามที่ท่านตั้งใจ. หลวงพ่อฉุยได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เรื่อยมาจนเป็นพระครูสัญญาบัตร ที่พระครูสุวรรณมุนี

ดำรงตำแหน่งรองเจ้า คณะจังหวัด และได้เป็นเจ้าอาวาสองค์ที่ 4 แห่งวัดคงคาราม สมณศักดิ์สุดท้าย เป็นพระราชา คณะชั้นโท มีราชทินนามที่พระสุวรรณมุนี นรสีห์ธรรมทายาท สังฆปาโมกข์ และได้เลื่อนเป็นเจ้าคณะจังหวัด ท่านทำการบูรณปฏิสังขรณ์และสร้างความเจริญแก่วัดคงคาราม

มรณภาพ

แต่ในด้านวิปัสสนาธุระ ของท่าน ได้บรรลุถึงความสำเร็จสมดังที่มุ่งหมายตามที่ท่านตั้งใจ. หลวงพ่อฉุยได้รับพระราชทานสมณศักดิ์ เรื่อยมาจนเป็นพระครูสัญญาบัตรที่ พระครูสุวรรณมุนี ดำรงตำแหน่งรองเจ้า คณะจังหวัด และได้เป็นเจ้าอาวาสองค์ที่ 4 แห่งวัดคงคาราม

หลวงพ่อฉุย

สมณศักดิ์สุดท้าย เป็นพระราชา คณะชั้นโท มีราชทินนาม ที่พระสุวรรณมุนี นรสีห์ธรรมทายาท สังฆปาโมกข์ และได้เลื่อนเป็นเจ้าคณะจังหวัด ท่านทำการบูรณปฏิสังขรณ์และสร้างความ เจริญแก่วัดคงคารามหลวงพ่อฉุย ท่านมรณภาพเมื่อปี พ.ศ. 2466 สิริรวมอายุ

ขอขอบคุณบทความชีวประวัติเกจิอาจารย์ โดย ufa168

*หาอ่านบทความสร้างรายได้ยามทุกข์ยาก >> คลิ้ก

Categories
รวมบทความ

หลวงพ่อบุญเพ็ง ขันติโก

ประวัติ หลวงพ่อบุญเพ็ง ขันติโก เทพเจ้าแห่งความเมตตา

หลวงพ่อบุญเพ็ง ขันติโก

หลวงพ่อบุญเพ็ง ขันติโก เป็นที่รู้จักในฐานะ พระนักปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานผู้มีศีลาจารวัตรอันงดงาม และเป็นพระนักเทศนาโวหารผู้มีปฏิภาณไหวพริบดี เทศนาอบรมจิตภาวนา วิปัสสนากรรมฐาน นอกจากนี้ ท่านยังเป็นพระนักพัฒนารับอุปการะการสร้าง และปฏิสังขรณ์เสนาสนะของวัดต่างๆ บำเพ็ญคุณูปการแก่คณะสงฆ์ และเมตตาเกื้อกูลแก่สังคมและประเทศชาติ

ชาติกําเนิดหลวงพ่อบุญเพ็ง ขันติโก

นามเดิมว่า บุญเพ็ง ปิลอง เกิดวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2495 ตรงกับ วันจันทร์ขึ้น 15 ค่ำ เดือนสี่ ปีมะโรง วันเกิดอาจจะมีการคลาดเคลื่อน จากความเป็นจริงอยู่บ้าง เติบโตและใช้ชีวิตอยู่ที่บ้านหนองหัวงัว ตำบลนาคูณใหญ่ อำเภอนาหว้า จังหวัดนครพนม บิดาชื่อนายบุตร ปิลอง

มารดาชื่อ นางวันนี ปิลอง มีอาชีพทำนา หลวงพ่อ จบการศึกษาชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 มีพี่น้องทั้งหมด 4 คน ปัจจุบันยังมีชีวิตอยู่ ดังนี้ 1.นางพุธ คะมุง 2.นายแพง ปิลอง 3.หลวงพ่อบุญเพ็ง ขันติโก 4.นางอุ่น ปิลอง

อุปสมบท หลวงพ่อบุญเพ็ง ขันติโก

หลวงพ่อท่าน อุปสมบทในวันที่ 3 พฤษภาคม 2492 ที่วัดศรีจันทร ์ธรรมยุต จังหวัดขอนแก่น โดยมี พระพิศาลสารคุณ เป็นพระอุปัชฌายะ พระครูคัมภีรนิเทศ เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และพระมหาสุพจน์ เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้ฉายา กัปปโก ซึ่งแปลว่า ผู้สำเร็จ

เมื่ออุปสมบทแล้วได้จำพรรษาที่วัดเทพนิมิต บ้านบัวบาน เป็นเวลา 2 ปี ในระหว่างนั้น โยมบิดาได้ป่วย และเสียชีวิต ในปีพุทธศักราช 2493

หลังจากจัดการฌาปนกิจศพ โยมบิดาเรียบร้อยแล้ว หลวงพ่อจึงได้เดินทางมาศึกษาปริยัติธรรม และพำนักยังวัดสุทธจินดา อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา จนถึงเดือนสิงหาคม พุทธศักราช 2494 โยมมารดาเสียชีวิต ท่านจึงเดินทางกลับมายังวัดป่าวิเวกธรรม เพื่อจัดการงานศพของโยมมารดา และท่านก็ไม่กลับ ไปศึกษาปริยัติธรรมอีก ขณะนั้นท่านได้วิทยฐานะเป็น นักธรรมโท

พอหลวงพ่ออายุได้ 22 ปี คุณตาได้ทำบุญให้คุณยาย โดยให้หลวงพ่อบวชเพื่อทดแทนบุญคุณที่ท่านเคย เลี้ยงลูกหลานมา หลวงพ่อได้บวชมหานิกาย ที่วัดชนะสังวร บ้านหนองหัวงัว ตำบล นาคูณใหญ่ ในขณะที่บวชนั้นหลวงพ่อได้พบกับพ่ออุ้ยทิดนาค ทิดในสมัยก่อน

หมายถึงคนที่เคย บวชมาแล้วตั้งแต่ 3 พรรษาขึ้นไปท่าน อยู่บ้านนาเดื่อ อำเภอศรีสงคราม จังหวัดนครพนม ท่านได้มาเล่าเรื่องธรรมะ ของพ่อแม่ครูบาอาจารย์ผู้มีญาณพ้นทุกข์ ไปกับธรรมะ ในสมัยนั้นให้ฟัง

ในเรื่องการ ปฏิบัติวิปัสสนากัมมัฏฐาน คือหลวงปู่ตื้อ อาจลธัมโม เป็นพระธุดงค์กัมมัฏฐาน สอนศีลธรรม ให้ญาติโยมเข้าใจ ตามรอยหลวงปู่มั่น พ่ออุ้ยทิดนาคท่านฉลาด อดทน บำเพ็ญภาวนา ตามรอยครูบาอาจารย์ แบบกัมมัฏฐาน ศีลธรรมบริสุทธิ์ตาม พระวินัยอย่างเคร่งครัด หลวงพ่อ บุญเพ็งบวชได้ 2 เดือน พ่ออุ้ยทิดนาคได้มาอยู่ ที่วัดด้วยได้ประมาณ 1 เดือน

หลวงพ่อบุญเพ็ง ขันติโก

ท่านได้สอนให้ทำลูกประคำ ไม้แก่นขาม เพื่อให้นำไปภาวนา ในช่วงนั้นจิตประดับอยู่กับพุทธโธอย่างดียิ่ง การทำลูกประคำไม้แก่นขามไม่ใช่ทำได้ง่ายๆทำเสร็จ แล้วก็ให้นำไปบริกรรมพุทธโธ หลวงพ่อบริกรรมอยู่ได้หลายคืนเกือบจะถึงหนึ่งอาทิตย์ ได้นิมิตขึ้น แบบอัศจรรย์ ได้ไปถึงแม่น้ำใหญ่เหมือนกับท้องฟ้า

แล้วเห็นเรือวิ่งมารับ มีผู้ชายคนหนึ่ง รูปร่างใหญ่ อยู่บนเรือได้นิมนต์หลวงพ่อขึ้นบนเรือบอกว่าจะพาไป หลวงพ่อได้ยินก็ขึ้นเรือแล้วเรือก็วิ่งไป หลวงพ่อเพลิดเพลินไม่มีอะไรเหมือน เมื่อมองไปที่ฝั่ง แม่น้ำมองเห็นสาวๆงามตา เรือจอดเทียบท่าน้ำ ผู้ชายคนนั้น ก็ได้นิมนต์หลวงพ่อลง เมื่อเท้าเหยียบพื้น พื้นนั้นเหมือนปูด้วยพรม แต่หลวงพ่อคิดว่าท่านลืมรองเท้า ถ้ามีหินขรุขระ คงจะเจ็บเท้าก็เลยกลับขึ้นไปนั่งเรือตามเดิม

จิตสะดุ้งตื่นขึ้นเหมือนเกิดใหม่ในชีวิต หลวงพ่อมาเล่านิมิตนั้น ให้พ่ออุ้ยทิดนาคฟัง เมื่อพ่ออุ้ยทิดนาคได้ฟังแล้ว ก็ยกมือพนมขึ้นเหนือหัว กล่าวคำสาธุ และท่านก็พูดว่า นั้นแหละคือแดนสวรรค์ นิพพาน ถ้าท่านได้พบพ่อแม่ครูบาอาจารย์ที่ดีอบรมสั่งสอน ท่านก็จะบรรลุธรรม ถึงขั้นพระนิพพานได้ ซึ่งในขณะนั้นหลวงพ่อยังไม่มี ครูบาอาจารย์คอยชี้แนะ เมื่อหลวงพ่อบวชได้ 3 เดือน ท่านจึงได้ลาสิกขาเพศ ออกไป

ชีวิตการครองเรือน มีคนมาขอให้หลวงพ่อ ไปอยู่ด้วย เพื่อทำมาค้าขายอยู่ที่อำเภอ ศรีสงคราม โยมแม่ของหลวงพ่อ เป็นคนจิตใจกว้างขวางทั้งที่ช่วงนั้นอยู่ในระหว่างการทำนา แต่ท่านก็อนุญาต ให้ไปเพื่อจะได้ไปตามบุญตามกรรม เพื่อลูกจะได้รู้จักบุญรู้จักคุณ โดยให้รักษาศีลธรรมไปด้วย จะได้อยู่รอดปลอดภัย หลวงพ่อค้าขายอยู่ได้

ศึกษาธรรมะกับ หลวงปู่ตื้อ

ต่อมาหลวงพ่อยัง ได้มีโอกาสไป ศึกษาธรรมะกับ หลวงปู่ตื้อ อจลธัมโม ที่อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ และได้สั่งสมความรู้ และไหวพริบปฏิภาณในการแก้ไขปัญหาธรรมะจาก หลวงปู่ตื้อ รวมทั้งด้านอิทธิวิธี ซึ่งหลวงปู่ตื้อท่านมีความเป็นเลิศ ยามว่างหลวงพ่อท่าน จะเล่าให้บรรดาสานุศิษย์ฟังถึงความสงบเย็น ความมุ่งมั่น อดทน ความกล้าหาญ เมตตา และเสียสละของหลวงปู่สิม และปฏิภาณ ไหวพริบ อิทธิฤทธิ์ ของหลวงปู่ตื้อ

ซึ่งหลวงพ่อท่านรับ มาปฏิบัติจนเท่า ทุกวันนี้ต่อมาหลวงพ่อยัง ได้มีโอกาสไปศึกษาธรรมะกับ หลวงปู่ตื้อ อจลธัมโม ที่อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ และได้สั่งสมความรู้ และไหวพริบ ปฏิภาณในการแก้ไขปัญหาธรรมะจากหลวงปู่ตื้อ รวมทั้งด้าน อิทธิวิธีซึ่ง หลวงปู่ตื้อท่าน

มีความเป็นเลิศ ยามว่างหลวงพ่อท่าน จะเล่าให้บรรดา สานุศิษย์ฟังถึงความสงบเย็น ความมุ่งมั่น อดทน ความกล้าหาญ เมตตา และเสียสละของหลวงปู่สิม และปฏิภาณ ไหวพริบ อิทธิฤทธิ์ ของหลวงปู่ตื้อ ซึ่งหลวงพ่อท่านรับมาปฏิบัติจนเท่าทุกวันนี้

มรณภาพ ละสังขาล

หลวงพ่อท่านยังให้ความช่วยเหลือสังคม ในด้านสาธารณสุข ด้วยการบริจาคครุภัณฑ์ทางการแพทย์ประจำปี 2542-2544 ใช้ประจำห้องผ่าตัดโรงพยาบาลศูนย์ขอนแก่น อาทิ เครื่องวัดคลื่นหัวใจเครื่องไตเทียม เครื่องกระตุกหัวใจ พ.ศ.2545-2546 มอบเครื่องครุภัณฑ์ ทางการแพทย์ประจำห้องผ่าตัด โรงพยาบาลศรีนครินทร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น อาทิ เครื่องวัดคลื่นหัวใจเครื่องไตเทียม

ช่วงบั้นปลายชีวิต ยังคงเดิน หน้าพัฒนาวัดและจิตใจ ของชาวบ้านอย่างต่อเนื่อง จวบจนวาระสุดท้ายเมื่อวันที่ 17 ธ.ค.2560 เวลา 15.39 น. หลวงปู่บุญเพ็ง กัปปโก ได้มรณภาพลงอย่างสงบ สิริอายุรวม 89 ปี พรรษา 68

ขอขอบคุณบทความชีวประวัติเกจิอาจารย์ โดย ufabet

*หาอ่านบทความสร้างรายได้ยามทุกข์ยาก >> คลิ้ก

Categories
รวมบทความ

หลวงปู่ ทองสุข

ประวัติ หลวงปู่ ทองสุข เกจิผู้เปี่ยมไปด้วยเมตตา

หลวงปู่ ทองสุข

หลวงปู่ ทองสุข หรือพระครูพุทธิศาสต์มุนี หรือ หลวงปู่ทองสุข ลทฺธเมโธ  เดิมชื่อ ทองสุข ขอบอรัญ เกิดวันที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2479 อุปสมบทเมื่อ พ.ศ. 2500 อายุ 21 ปี มี หลวงพ่อลัด วัดหนองกะบอก เป็นพระอุปัชฌาย์ หลังจากอุปสมบทแล้วไปจำพรรษาที่วัดหนองพะวา และยังเดินทางไปมาเพื่อปฏิบัติพระอุปัชฌาย์ หลวงพ่อลัด ที่วัดหนองกระบอก พรรษาที่ 5 ท่านได้ไปเป็นเจ้าสำนักสงฆ์ดอนจันทร์

และได้พัฒนาจนกระทั่งได้ยกฐานะเป็นวัดดอนจันทร์ ได้รับการแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสวัดดอนจันทร์  ระหว่างที่อยู่วัดดอนจันทร์ ท่านได้เดินทางไปฝากตัวเป็นลูกศิษย์หลวงปู่ทิม อิสริโก วัดละหารไร่เพื่อศึกษาวิชาต่างๆ ต่อมาหลวงปู่ทิม ท่านได้ให้ไปศึกษาวิชาวิปัสสนา สมาธิ กับหลวงพ่อลัด วัดหนองกะบอก และได้ศึกษาวิชากับหลวงปู่แก้ว เกสาโร ท่านได้ศึกษาวิชาจนครบถ้วนจากหลวงปู่แก้ว เช่น กสิณไฟ วิชาอาคมต่างๆตลอดจนการสักยันต์

ในปี พ.ศ.2518 ท่านได้ออกจากวัดดอนจันทร์ ไปหักร้างถางพงก่อตั้งสำนักสงฆ์หนองฆ้อ และต่อมาได้ยกฐานะเป็นวัดหนองฆ้อ ท่านได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสวัดหนองฆ้อ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2536 ถึงปัจจุบัน ใน วันที่ 22 พฤษภาคม 2563 หลวงปู่ทองสุข ลทฺธเมโธ จะมีอายุครบ 84 ปี หรือ 7 รอบ คุณนิพนธ์ เสียงจันทร์ ได้รับอนุญาตจาหลวงพ่อทองสุขจัดสร้างวัตถุมงคล ฉลองอายุวัฒนะ 84 ปี 7 รอบ เพื่อเป็นที่ระลึกและนำรายได้สร้างศาลาฌาปนสถาน วัดหนองฆ้อ

สิ่งที่ทําให้ทุกคนรู้จัก หลวงปู่ ทองสุข

หลวง พ่อทองสุข ลทฺธเมโธ วัดหนองฆ้อ อ.บ้านค่าย จ.ระยอง
หลวงพ่อทองสุข ลทฺธเมโธ วัดหนองฆ้อ อายุ 81ปี 61 พรรษาเจ้าอาวาสวัดหนองฆ้อ อ.บ้านค่าย จ.ระยอง ท่านเป็นศิษย์หลวงปู่แก้วเกสาโร พระผู้ทรงพุทธาคมแห่งวัดหนองพะวา ผู้คนเริ่มรู้จักท่านเมื่อครั้งพิธีปลุกเสกสีผึ้งพรายแม่ส้มที่วัดระหารไร่ เมื่อครั้งหลวงพ่อทองสุข นั่งอธิฐานจิตปลุกเสกในขณะที่นั่งอยู่นั้นได้เกิดปรากฏการน้ำมนต์เดือด

และสายสิญจน์ที่ท่านปลุกเสกอยู่นั้นไม่ไหม้ไฟ ปรากฏการนี้ทำให้หลายคนถึงกับตกตลึงว่าเกจิรูปนี้คือใคร มาจากไหน และหลานคนคนคิดว่าลูกศิษย์หลวงปู่ทิมหลวงปู่แก้ว มีหลวงพ่อสิน หลวงพ่อสาคร เท่านั้นหรือแล้วหลวงพ่อทองสุขท่านมาจากไหน ต้องบอกเลยว่าลูกศิษย์หลวงปู่ทิม หลวงปู่แก้ว ไม่ได้มีเพียงหลวงพ่อสิน หลวงพ่อสาคร เท่านั้นหลวงปู่ทิมท่านยังมีลูกศิษย์ อีกหลายท่านหลายรูปที่เรายังไม่รู้จักทั้งมีชีวิตอยู่และมรณภาพไปแล้วเช่นหลวงปู่โทน วัดเขาคีรีน้อย

หลวงปู่ทิมรับเป็นศิษย์เมื่อครั้งจำพรรษาที่วัดนามะตูม อ.พนัสนิคม จ.ชลบุรี หลวงพ่อบาง วัดหนองกาน้ำ หลวงพ่อทวน วัดแม่น้ำคู้ อ.ปลวกแดง หลวงปู่เย็นวัดหัวชวด ที่กล่าวมาก็เป็นที่พอรู้จักกันบ้าง และมีบางรูปท่านหลายท่านไม่รู้จักเลย หลวงพ่อทองสุข ลทฺธเมโธ วัดหนองฆ้อ ถือว่าเป็นศิษย์หลวงปู่ทิมหลวงปู่แก้วที่คนรู้จักน้อยมาก เพราะท่านรักความสงบเรียบง่ายสมถะเก็บตัวเงียบ ไม่ค่อยได้เปิดเผยตัวเองท่านไม่ชอบความวุ่นวายและอยู่แบบนี้เรื่อยมา

อุปสมบทหลวงปู่ ทองสุข

หลวงปู่สุขท่านมีนิสัยรักความสงบชอบศึกษาเรื่องราวเกี่ยวธรรมมะประกอบกับมีอุปนิสัยรักสันโดษ และท่านยังชอบเรียนรู้สิ่งต่างไม่ทางตำราว่านยา สมุนไพร เรื่องราวเกี่ยวกับลี้ลับต่างตั้งแต่สมัยท่านอายุยังไม่ครบบวช จึงไม่แปลกใจที่ท่านมีความรู้เรื่องราวต่างมากมาย ครั้นเมื่ออายุครบ 21 ปีอายุครบบวชท่านตั้งใจว่า วันหนึ่งเราจะบวชแบบหลวงพ่อวงษ์และศิษย์ของท่าน เมื่อถึงเวลาท่านได้ให้โยมบิดา โยมมารดาพาไปฝากวัดและอุปสมบทเมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2500

โดยมีพระครูวิจิตรธรรมนุวัติ (หลวงพ่อลัด )วัดหนองกระบอกเป็นพระอุปัชฌาย์ มีพระสวัสดิ์ กิตฺตวณฺโณ วัดกระบกขึ้นผึ่งเป็นพระกรรมวาจาจารย์ และพระอธิการสร้อย ถริธมฺโม วัดหวายกรองเป็นอนุสาวนาจารย์ ได้ ฉายา “ลทฺธเมโธ” หลังได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุสงฆ์แล้วท่านได้กลับไปจำพรรษาที่วัดหนองพะวา สลับไปปฏิบัติกับพระอุปัชฌาย์ของท่าน (หลวงพ่อลัด)ที่วัดหนองกระบอกได้เรียนรู้สรรพวิชาต่างหลวงพ่อลัดไม่ว่าจะธรรมบาลี ฝึกหัดเรียนอักขระตัวธรรม

หัดท่องบทสวดมนต์ พระคาถาต่าง ซึ่งเป็นพื้นฐาน หลวงพ่อทองสุขท่านมีไหวพริบดี สามารถเรียนรู้ได้อย่างรวดเร็วและยังอ่อนน้อมถ่อมตน ไม่เคยโอ้อวดใครและมั่นฝึกฝนตนเองอยู่เสมอระหว่างที่ไปสลับไปมา ระหว่างวัดหนองพะวะและหนองกระบอกท่านก็ได้เรียนรู้การฝึกวิปัสสนา ฝึกกรรมฐาน นั่งสมาธิภาวนาอยู่ตลอดเวลาและได้เรียนวิชาต่าง และท่านได้เรียนวิชาจากหลวงปู่แก้ว เกสาโร

ไม่ว่าจะวิชาตั้งธาตุ 4 นะ มะ พะ ธะ ดิน น้ำ ลม ไฟ ซึ่งเป็นพื้นฐานผู้ที่จะเรียน กสินต่างๆหลวงพ่อทองสุขได้เรียนวิชาหลวงปู่แก้ว ไม่ว่าจะเป็นวิชาสักยันต์ ว่านยาดูฤกษ์ยาม ต่าง การเขียนอักขระเลขยันต์หลวงปู่แก้วได้ถ่ายทอดให้พลวงพ่อทองสุข ยันต์ที่หลวงปู่แก้ว ได้หัดให้หลวงพ่อทองสุขคือยันต์ อิติปิโสแปดทิศ

ศึกษายันต์อิติปิโสแปดทิศ

หลวงปู่ ทองสุข

ยันต์ที่หลวงปู่แก้ว ได้หัดให้หลวงพ่อทองสุขคือยันต์ อิติปิโสแปดทิศ หลวงพ่อทองสุขได้เริ่มหัดเขียนยันต์นี้เป็นยันต์แรกใช้เวลาหลายวันหลวงปู่แก้วจะให้ท่องพระคาถาไปด้วยในขณะที่เขียนยันต์ เพื่อให้เกิดสมาธิและเพื่อให้เกิดพุทธคุณเมื่อหลวงปู่แก้วท่านเห็นว่าผ่านแล้วท่านจึงสอนยันต์ถัดไปหลวงปู่แก้วท่าเคร่งมากหากยังไม่ชำนาญท่านจะยังไม่สอนต่อและระหว่างที่เรียนท่านจะทดสอบอยู่เสมอเมื่อหลวงพ่อทองสุขได้เรียนรู้เกี่ยวกับอักขระเลขยันต์จนชำนาญแล้วหลวงปู่แก้ว

จึ่งเริ่มหัดให้ท่านสักยันต์ ให้ ยันต์ที่หลวงปู่แก้วสักให้หลวงพ่อทองสุข มีหลายยันต์ เช่นยันต์อิติปิโสแปด ยันต์พุทธเจ้าห้าพระองค์ ยันต์หนุมาน ยันต์สาม การที่หลวงปู่แก้วท่านสักยันต์ให้หลวงพ่อทองสุขนั้นเป็นเครื่องหมายว่ายอมรับการเป็นศิษย์อย่างสมบูรณ์ หลักจากได้รับการสักยันต์จากหลวงปู่แก้วแล้วหลวงพ่อทองสุข

ก็เริ่มสักให้ญาติโยมแทนหลวงปู่แก้วในการสักแต่ละครั้งต้องดูฤกษ์ยามอันเป็นมงคลที่สุดแล้วค่อยทำการสักยันต์ ในสมัยนั้นจะมีการสักอยู่สองแบบคือสักหมึกและสักน้ำมันว่าน เมื่อสักเสร็จแล้วหลวงปู่แก้วท่านก็จะมาบรรจุคาถาอาคมให้เป็นอันเสร็จพิธี หลวงพ่อทองสุขท่านอยู่จำพรรษาที่วัดหนองพะวาถึง 5พรรษาก่อนที่จะเดินทางไปที่วัดหวายกองและอยู่จำพรรษา 1พรรษาหลังจากพรรษาหลวงพ่อทองสุขเดินไปที่พักสงฆ์ดอนจันทร์ สมัยก่อนต้องเดินทางด้วยเท้าไม่ค่อยถนนหนทาง

มีแต่ป่าไม้จำทำให้เดินไปไหนมาไหนไม่ค่อยสะดวกหนักเมื่อท่านถึงพักสงฆ์ดอนจันทร์ วัดดอนจันทร์ เดิมในสมัยโบราณชาวชาวบ้านเรียกว่า วัดเนินจันทร์ เพราะเป็นเนินเตี้ยๆสภาพพื้นที่เป็นดินทรายละเอียดและมีไม้จันทร์หอมต้นใหญ่อยู่แถวที่บริเวณสร้างวัด ชาวบ้านจึงเรียกกันว่าวัดเนินนสมัยก่อนนั้นไม่มีรถและถนนหนทาง

ก็ไม่สะดวกสบายเหมือนปัจจุบันนี้ ต่างคนก็คิดเห็นความบากจึงตกลงกันสร้างวัดในระยะเริ่มแรกสร้างเป็นกุฎีหลังเล็กๆขึ้นหนึ่งหลังพอเป็นที่พักของพระภิกษุสงฆ์ และได้อาราธนาพระภิกษุมาจากวัดต่างๆรวมทั้งหมด 7 รูป เมื่อเป็นวัดถูกต้องตามระเบียบของทางการแล้ว พระทองสุข ลทฺธเมโธ ได้รับการแต่งตั้งเจ้าอาวาสรูปแรกเมื่อพ.ศ.2531 ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสมาถึงพ.ศ.2518พระอธิการทองสุข ลทฺธเมโธ

จำพรรษาที่วัดดอนจันทร์

ในระหว่างที่หลวงพ่อทองสุขท่านจำพรรษาที่วัดดอนจันทร์ได้ก็ได้ถือโอกาสไปศึกษาเล่าเรียนวิชาจากหลวงปู่ทิมเป็นเวลาหลายพรรษาระหว่างที่ศึกษาวิชากับหลวงปู่ทิมนั้นท่านก็จะได้เรียนจากจากหลวงปู่แก้วอีกด้วยเพราะหลวงปู่แก้วท่านมาวัดละหารไร่อยู่เป็นประจำ วิชาที่ได้เรียนจากหลวงปู่ทิมคือการทำน้ำมนต์ ตำราการปลุกเสก วิชาอักขระเลขยันต์ วิชาแพทย์หลวงพ่อทองสุขท่านชอบศึกษา

วิชาด่านสมุนไพรว่านยา ท่านจึงได้รับการถ่ายทอดมามาจากหลวงปู่ทิมและโยมฆาราวาสน นอกจากท่านไปมากับวัดอยู่พระหากท่านติดขัดเรื่องไหนเมื่อถามหลวงปู่ทิม หลวงปู่ทิมก็จะบอกว่าให้ไปหาหลวงปู่แก้วให้หลวงปู่แก้วบอกสอนแทนท่าน ดั้งนั้นหลวงพ่อทองสุข ท่านจะได้เรียนวิชาจากหลวงปู่แก้วมากกว่าหลวงปู่ทิมเพราะหลวงปู่ทิมท่านมีลูกศิษย์หลายท่านประกอบด้วยท่านมีกิจนิมนต์มากมาขอศึกษาเล่าเรียนวิชาจากท่านในยุคนั้น หลวงพ่อสาคร

วัดหนองกรับท่านก็ไปมาที่วัดละหารไร่อยู่เป็นประจำ เพื่อมาศึกษาเล่าเรียนเวทย์มนต์คาถา ตำราต่างๆ จากหลวงปู่ทิม นอกจากได้พบเกจิหลายท่านเช่นหลวงพ่อสินวัดละหารใหญ่ได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนความรู้กันอยู่เสมอ หลวงพ่อทองสุข ท่านคอยติดตามหลวงปู่แก้ว ตลอดเวลาไม่ว่าหลวงปู่แก้วจะเดินทางไปไหนท่าน

ก็ติดตามไปทุกที่เช่นเมื่อครั้งหลวงปู่ทิม หลวงปู่แก้วไปจำพรรษาที่วัดแม้น้ำคู้ ท่านก็ติดตามหลวงปู่แก้ว หลวงพ่อทองสุขท่านมีความจำดีมากในเขต บ้านค่ายจะรู้จักท่านดีเพราะท่านเป็นพระคู่สวดปาฏิโมก ในสมัยนั้นเส้นทางสันจรยังลำบากจะเดินทางไปไหนต้องใช้เวลานานมากถ้าเดินทางไหนไกลๆต้องค้างคืนที่วัดนั้น หลวงพ่อทองสุข

ประสบการณ์ด้านวัตถุมงคลของหลวงพ่อทองสุข นั้นมีมากมายทั้งทางด้านเมตตาแคล้วคลาดและคงกระพันชาตรีชาวบ้านในพื้นที่อำเภอบ้านค่ายต่างรู้จักท่านลูกศิษย์ท่านมีมากมาย และยังเป็นครูอาจารย์ของหลายเกจิ เช่นหลวงพ่อรัตน์ วัดป่าหวาย หลวงพ่อนพ วราโภ สำนักปฏิบัติธรรมสวนขนุน ชึ่งได้เล่าเรียนวิชาจากหลวงพ่อทองสุข ล้วนแต่มีประสบการณ์ วัตถุมงคลของท่านนั้น

เริ่มสร้างตั้ง ปี 2517 เมื่อครั้งท่านยังจำพรรษาที่วัดดอนจันทร์ ท่านได้จัดสร้างพระสมเด็จเนื้อกระยาสารท รุ่นแรกท่านกดพิมพ์ ด้วยมือท่านเองที่ละองค์และสร้างจำนวนน้อย และได้แจกลูกศิษย์ชาวดอนจันทร์ ไว้บูชาติดตัวสมัยก่อนคนในพื้นที่ศรัทธาท่านมาก และลูกศิษย์ท่านมีหลายกลุ่ม ทั้งวัยรุ่น และโดยนิสัยของวัยรุ่นก็มีความคึกคะนองโดยปกติ เมื่อมีงานวัดก็ไปเที่ยวและเกิดการทะเลาะวิวาทเป็นธรรมดา

เมื่อเกิดเรื่องก่อมีการยิงต่อสู้ ระหว่างวัยรุ่น ดอนจันทร์และวัยรุ่นเจ้าถิ่น วัยรุ่นดอนจันทร์นั้นพกพระสมเด็จของหลวงพ่อทองสุข เมื่อวัยรุ่นเจ้าถิ่น ชักปืนยิง 3นัดแต่กระสุนไม่ออก ทำให้วัยรุ่นเจ้าถิ่นตกใจ ถึงกลับวิ่งหนี ไปตั้งหลัก ในหมู่บ้าน และสืบทราบคู่อริที่ยิงนั้นเป็น ชาวหนอกละลอก หลวงพ่อทองสุขนั้นในช่วงต้นปี18

ขอขอบคุณบทความชีวประวัติเกจิอาจารย์ โดย ufabet

*บทความส่งเสริมเงินในเป๋า >> คลิ้ก

Categories
รวมบทความ

หลวงปู่ฟัก สันติธัมโม

ประวัติ หลวงปู่ฟัก สันติธัมโม เกจิแห่งเมือง จ.จันทบุรี 

หลวงปู่ฟัก สันติธัมโม

หลวงปู่ฟัก สันติธัมโม ท่านจะเป็นด้วยหลวงตามหาบัวหยั่งรู้ว่า พระอาจารย์ฟักจะต้องออกไปจากวัดป่าบ้านตาด เพื่อไปดูแลโยมบิดามารดาของพระอาจารย์ฟักหรือเปล่าไม่มีใครทราบได้

เพราะอยู่ๆ ท่านก็อนุญาตให้ออกไปปลีกวิเวกได้โดยพระอาจารย์ฟักไม่ได้ร้องขอ เมื่อหลวงตาให้โอกาส ท่านก็ออกเดินทางจากวัดป่าบ้านตาดในปีพ.ศ. 2510 โดยไม่คาดคิดว่าจะไม่ได้กลับมารับใช้หลวงตาเหมือนแต่เดิมมา

บ้านสามผานแห่งนี้ตั้งอยู่ที่ตำบลสองพี่น้อง อำเภอท่าใหม่ จังหวัดจันทบุรี และบริเวณพื้นที่อาณาเขตของบ้านสามผานก็มีภูเขาเล็กๆ ชื่อว่า “เขาน้อย” ซึ่งเป็นที่ตั้งของ “วัดพิชัยพัฒนาราม (เขาน้อยสามผาน)” หนึ่งในวัดป่าสายหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต ที่ได้สืบทอดวิถีชีวิตและวัตรปฏิบัติอย่างเคร่งครัด 

วัดพิชัยพัฒนาราม (เขาน้อยสามผาน)ในอดีตเป็นเพียงที่พักสงฆ์ มูลเหตุเกิดจากในสมัยที่ท่านพ่อลี ธัมมธโร วัดอโศการาม จังหวัดสมุทรปราการ ได้เดินธุดงค์ผ่านมาทางนี้และเห็นว่าที่ดินบนเขานอกจากจะเป็นที่รกร้างไม่มีใครเป็นเจ้าของแล้วยังเหมาะสมสำหรับเป็นที่ปฏิบัติธรรม ท่านจึงมีดำริและกำหนดให้สร้างสำนักสงฆ์ขึ้นบนยอดเขาแห่งนี้ครับ 

ชาติกําเนิดหลวงปู่ฟัก สันติธัมโม

พระครูสันติวีรญาณ (ฟัก สฺติธมฺโม) หรือ หลวงปู่ฟัก นามเดิมท่านคือ สุขจิตร์ พูลกะสิน เป็นบุตรของ คุณพ่อสังข์ และ คุณแม่เจน พูลกะสิน เกิดเมื่อวันที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2478 ณ บ้านเลขที่ 1 หมู่ 4 ตำบลสองพี่น้อง อำเภอท่าใหม่ จังหวัดจันทบุรี

จากคำบอกเล่าของคุณยายท่านหนึ่ง เพื่อนและญาติรุ่นพี่สมัยเป็นฆราวาส กล่าวว่า ตอนเด็กพระอาจารย์ฟักท่านอ้วนขาวเหมือนลูกฟัก จึกถูกเรียกว่า ฟัก แต่พ่อแม่เรียกว่า หนู มีน้องสาวหนึ่งคนชื่อ แฟง เสียชีวิตตั้งแต่ยังเด็ก อายุยังไม่ถึง 9 ขวบ ท่านเลยกลายเป็นลูกโทนไปโดยปริยาย

อุปสมบท หลวงปู่ฟัก สันติธัมโม

หลวงปู่ฟัก สันติธัมโม

งานฉลองกึ่งพุทธกาลเกิดขึ้นเมื่อคืนวันวิสาขบูชาที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2499 ได้ประกาศหลังแสดงพระธรรมเทศนาจบลงว่า “เราจะจัดงานฉลอง 25 พุทธศตวรรษในปี 2500 ที่วัด อโศการาม

ท่านย้ำเหตุที่จะทำงานนี้ว่า 1.ช่วยหมู่คณะ 2.เพื่อเกียรติพระศาสนา 3. เพื่อรักษาข้อปฏิบัติให้ไปสู่จุดหมายคือพระนิพพาน

แผนงานเบื้องต้นของท่านในครั้งนั้นมี 4 ประการ คือ 1.สร้างพระหนึ่งล้านองค์เพื่อแจกผู้มาร่วมงานและบรรจุลงเจดีย์ 2.สรางพระไตรปิฎกฉบับภาษาไทย 3.อุปสมบทพระภิกษุ 80 รูป บรรพชาสามเณร 80 รูป บวชนุ่งขาวถือศีล 8 (อุบาสก) 80 คน อุบาสิกา 80 คน ถเมีจำนวนเกินที่กำหนดไว้ยิ่งดี การบวชมี 7 วันเป็นอย่างต่ำ 4.สร้างพระเจดีย์ไว้เป็นที่ระลึกในงานสำคัญนี้

ผลของการจัดงานครั้งนั้นได้มีคุณูปการอย่างเอเนกอนันต์ต่อพระพุทธศาสนาและพุทธศาสนิกชนจนถึงทุกวันนี้ เพราะได้ให้กำเนิดพระสุปฏิปันโน ผู้ปฏิบัติดี ปฏิบัติตรง ปฏิบัติชอบ เพื่อความรู้ยิ่ง หนึ่งในนั้น คือ “หลวงปู่ฟัก” ท่านในวัย 22 ปี เป็นหนึ่งใน 637

ชายหนุ่มที่อุปสมบทในงานฉลองกึ่งพุทธกาล ณ วัดอโศการาม เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2500 มีพระอาจารย์สีลา อิสสโร วัดป่าอิสระธรรม จังหวัดสกลนคร เป็นพระอุปัชฌาย์ พระประจักษ์ โอภาโส วัดป่าดาราภิรมย์ จังหวัดเชียงใหม่ เป็นพระกรรมวาจาจารย์ ได้รับฉายาว่า สนฺติธมฺโม” ความหมายคือ ธรรมะเพื่อความสงบ

ศึกษาธรรม

หลังจากสิ้นท่านพ่อลีในปี พ.ศ. 2504 แล้ว ท่านจึงเดินทางไปจำพรรษาที่วัดป่าบ้านตาด ซึ่งในช่วงนั้นถือเป็น “บ้านตาดยุคแรก” เพิ่งสร้างวัดป่าบ้านตาดได้ไม่นาน ลูกศิษย์ของหลวงตามหาบัวมีหลายรุ่นมาก จึงมาการจำแนกไว้ 4 ยุค คือ

1.ยุคบ้านห้วยทราย” ช่วงที่หลวงตามหาบัวจำพรรษาที่วัดป่าห้วยทราย อำเภอคำชอี จังหวัดมุกดาหาร คือยุคก่อนสร้างวัดป่าบ้านตาด อยู่ในช่วงปี พ.ศ. 2494-2498 ลูกศิษย์ในยุคนั้นเป็นระดับครูบาอาจารย์อาวุโสที่มีชื่อเสียงในปัจจุบันหลายท่าน อาทิ หลวงปู่ศรี มหาวีโร วัดป่ากุง จังหวัดร้อยเอ็ด ,หลวงปู่ลี กุสลธโล วัดถ้ำผาแดง จังหวัดอุดรธานี เป็นต้น

2.หลังจากหลวงตามหาบัวได้พาโยมแม่ออกบวช และน้ำคณะไปสร้างวัดที่สถานีทดลอง จังหวัดจันทบุรี ตามที่ญาติพระอาจารย์เจี๊ยะ จุนโท ถวายที่ดิน รวมทั้งไปพำนักที่วัดเขาน้อยสามผานระยะหนึ่งแล้วก็ได้กลับมาสร้างวัดป่าบ้านตาด จังหวัดอุดรธานี เมื่อ พ.ศ. 2499 เพราะโยมแม่ไม่ค่อยสบายและสุงวัยมากแล้ว ไม่สะดวกที่จะเที่ยวไปในสถานที่ต่างๆ ยุคนี้เป็นช่วงเวลาที่หลวงตามหาบัวได้เน้นการสอนพระเป็นพิเศษ

ครูบาอาจารย์ที่อยู่ร่วมกันในเวลานั้นก็มี อาทิ หลวงปู่ทอง จันทสิริ วัดอโศการาม จังหวัดสมุทรปราการ หลวงปู่ฟัก สนฺติธมฺโม วัดเขาน้อยสามผาน จังหวัดจันทบุรี คุณแม่ชีแก้ว เสียงล้ำ เป็นต้น

3.บ้านตาดยุคกลาง ช่วง พ.ศ. 2511-2528 4.บ้านตาดยุคปัจจุบัน เริ่มจาก พ.ศ. 2529 จนถึงปัจจุบันหลวงปู่ฟักเข้าสู่วัดป่าบ้านตาดพร้อมพระอาจารย์แสวง โอภาโส ซึ่งท่านเป็นสหธรรมมิกของหลวงปู่ฟัก ที่ไม่เพียงแต่อุปสมบทเป็นคู่นาคซ้ายขวา

ร่วมกันตั้งแต่ในงานฉลองถึ่งพุทธกาลที่วัดอโศการาม หากแต่ยังมาอยู่พร้อมกันที่วัดป่าบ้านตาดและไปอยู่บุกเบิกสร้างวัดเขาน้อยสามผาน กับหลวงปู่ฟัก กระทั่งมรณภาพที่นั่น นับเป็นกัลยาณมิตรองค์สำคัญของหลวงปู่ฟักอย่างยิ่ง

หลวงปู่ฟัก สันติธัมโม

ก่อนหลวงปู่ฟักจะมาถึงวัดป่าบ้านตาดไม่กี่วัน หลวงตามหาบัวได้ถามคุณแม่ชีน้อม ซึ่งพูดภาษาภูไทว่า เมื่อคนฝันผิเร่อฝันอะไร คุณแม่ชีท่านกราบเรียนว่า ฝันว่าได้ครกตำผักหุ่งตำมะละกอจากจันทบุรีผิวนอกอุยุอะยะ ขรุขระ แต่ผิวในเนียนเรียบ หลวงตามหาบัวถามเลี้ยงพระได้ทั้งวัดบ่ คุณแม่ชีน้อมตอบว่า เลี้ยงได้ทั่วอยู่หลวงตามหาบัวถามต่อได้เบิ่งดูข้างในไหม” คุณแม่ชีนอมกราบเรียนว่า จิตเพิ่น หลวงปู่ฟักผ่องใสดี

มรณภาพ ละสังขาล

เวลาประมาณ 6.30 น.ของวันที่ 8 มิถุนายน 2553 ที่บ้านสันติธรรม กรุงเทพฯ พระอุปัฏฐากได้พยุงหลวงปู่ฟักเข้าห้องน้ำ ท่านเริ่มมีอาการอ่อนแรง พูดไม่ชัด พระอุปัฏฐากได้ประคองท่านมาที่เตียงอย่างระมัดระวัง จากนั้นได้เรียกรถพยาพาล นำท่านส่งโรงพยาบาลศรีวิชัย 2 ซึ่งอยู่ใกล้บ้านที่พัก เพื่อใส่ท่อช่วยหายใจ

และทำเอกซเรย์คอมพิวเตอร์สมอง พบว่ามีเส้นเลือดในสมองแตก จากนั้นได้ส่งต่อไปยังโรงพยาบาลธนบุรี 1 แพทย์ได้อธิบายว่า จากผลการทำเอกซเรย์คอมพิวเตอร์สมองพบว่า มีเส้นเลือดในสมองแตกขนาดใหญ่เกือบครึ่งสมอง และแตกในจุดสำคัญที่ควบคุมการทำงานของร่างกาย การผ่าตัดคงไม่สามารถช่วยชีวิตท่านพระอาจารย์ได้ โอกาสรอดชีวติน้อยมาก

วันที่ 9 มิถุนายน 2553 หลวงตามหาบัวได้สั่งความมาวันก่อนหน้าแล้วว่า ถ้าไม่ไหวให้นำท่านกลับวัด แต่รุ่งเช้าท่านก็ยังมีอาการทรงตัว ไม่มีใครกล้าย้ายท่านไปไหน จนความดันเริ่มตกในช่วงเที่ยงและเมื่อเวลา 14.00 น. สัญญาณชีพจรของท่านก็หยุดลง สิริรวมอายุได้ 74 ปี 7 เดือน 29 วัน 53 พรรษา

ขอขอบคุณบทความชีวประวัติเกจิอาจารย์ โดย ufabet168

*บทความส่งเสริมเงินในเป๋า >> คลิ้ก

Categories
รวมบทความ

หลวงปู่ปัญญา ปัญญาวัฑโฒ

ประวัติ หลวงปู่ปัญญา ปัญญาวัฑโฒ เป็นพระที่เมตตาแห่ง วัดป่าบ้านตาด

 หลวงปู่ปัญญา ปัญญาวัฑโฒ

หลวงปู่ปัญญา ปัญญาวัฑโฒ เมื่อคราวผ่านมานั้นได้สิ้น หลวงตามหาบัว ญาณ สัมปันโน แล้วยังมีพระปฏิบัติดี ปฏิบัติตรง ปฏิบัติ ชอบ รูปใดให้เป็นที่พึ่งที่อาศัยได้อีก หากจะกล่าวเฉพาะผู้ที่เป็นศิษย์ของหลวงตามหาบัวที่ยังดำรงขันธ์ อยู่ ณ เวลานี้มีหลายรูป

ชาติกําเนิด หลวงปู่ปัญญา ปัญญาวัฑโฒ

ท่านเกิดเมื่อวันจันทร์ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ.2468 วันขึ้น 3 ค่ำ เดือน 12 ปีฉลู ณ ประเทศอินเดีย ในเหมืองทองโคลาร์ รัฐไมซอร์ ปัจจุบันเรียกว่า การ์นาตากะ) ภาคใต้ของอินเดีย ที่อยู่ ณ ประเทศอังกฤษ ตำบลบริน อำเภอแลนเนลี กรุงลอนดอน เป็นบุตรของนายจอห์น วัตคิน มอร์แกน J. W. Morgan และนางไวโอเลต แมรี่ มอร์แกน V. M. Morgan 

มีพี่น้องร่วมบิดามารดา เดียวกันทั้งหมด 3 คน ชาย 2 คน หญิง 1 คน ท่านเป็นบุตรคนโต วิทยฐานะจบการศึกษา ปริญญาตรี สาขาวิศวกรรมไฟฟ้า จากฟาราเดย์เฮาส์ วิทยาลัยเทคนิค ในกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ มีอาชีพเป็นวิศวกรไฟฟ้า ท่านใช้ชีวิต เป็นฆราวาสอยู่ ๓๐ ปี โดยไม่แต่งงาน

หลวงปู่ปัญญา ปญญาวัฑโฒ ท่านเป็นชาวอังกฤษ มีนามเดิมว่า ปีเตอร์ จอห์น มอร์แกน Peter J. Morgan ท่านเป็นพระฝรั่งรูปแรกที่เป็นศิษย์พระป่ากรรมฐานสายท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต โดยเป็นศิษย์ของ “พระธรรมวิสุทธิมงคล หลวงตามหาบัว ญาณสมฺปนฺโน แห่งวัดป่าบ้านตาด จ.อุดรธานี และเป็นสัทธิวิหาริกของ

สมเด็จ พระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณสังวร เจริญ สุวฑฺฒโน สมเด็จพระสังฆราช พระองค์ที่ 19 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ แห่งวัดบวรนิเวศวิหาร อีกทั้งยังเป็น พระอริยเจ้า ที่เป็นฝรั่งรูปแรกที่บรรลุธรรมในประเทศไทย ท่านเป็นผู้ฝักใฝ่ศึกษา ในทางพระพุทธศาสนา ค้นคว้าพระไตรปิฎก ท่องเที่ยวรอนแรม ไปในหลายประเทศ ที่มีพระพุทธศาสนา

หยั่งรากฝังลึก เช่น ประเทศเนปาล ศรีลังกา พม่าเป็นต้น โดยเฉพาะประเทศอินเดีย อันเป็นแผ่นดินต้นแบบ ท่านพยายาม ศึกษาค้นคว้าวิจารณ์วิจัยธรรมเรื่อยมา เมื่อทราบข่าวว่า ประเทศใดมีพระภิกษุ ที่บรรลุธรรมตามคำสอนขององค์ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ท่านก็จะเดินทาง ไปถวายตัวเป็นศิษย์ทันที เพื่อแสวงหาสันติบท ทางไปพระนิพพาน

บรรพชาหลวงปู่ปัญญา ปัญญาวัฑโฒ

เมื่ออายุได้ 30 ปี ด้วยความเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา ท่านจึงตัดสินใจเข้าพิธีบรรพชาเป็นสามเณร เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม พ.ศ.2498 ณ พุทธวิหาร กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ ซึ่งรัฐบาลศรีลังกาสร้างไว้ โดยมี พระกปิลวัฑโฒภิกขุ ซึ่งเป็นพระภิกษุชาวศรีลังกา แต่อุปสมบทในประเทศไทย เป็นพระอุปัชฌาย์

อุปสมบทหลวงปู่ปัญญา ปัญญาวัฑโฒ

อายุ 31 ปี พระกปิลวัฑโฒภิกขุ พระอุปัชฌาย์ในคราวบรรพชาเป็นสามเณร ได้พาท่านเข้ามาในประเทศไทย แล้วได้เข้าพิธีอุปสมบทเป็นพระภิกษุในคณะสงฆ์ฝ่ายมหานิกาย เมื่อวันที่ 24 มกราคม พ.ศ.2499โดยมี พระมงคลเทพมุนี หลวงพ่อสด จนฺทสโร วัดปากน้ำภาษีเจริญ เป็นพระอุปัชฌาย์ ท่านได้ถวายตัว

เป็นศิษย์และศึกษา วิชชาธรรมกาย กับหลวงพ่อสด อยู่ระยะหนึ่งจนเป็นที่กระจ่าง ในเดือนกรกฎาคมปีนั้นเอง ท่านได้เดินทางกลับประเทศอังกฤษ พักจำพรรษาอยู่ ณ พุทธวิหาร กรุงลอนดอน เป็นเวลากว่า5 ปี

ปี พ.ศ.2504 ท่านได้กลับมา ประเทศไทยอีกครั้ง ได้พักจำพรรษาอยู่ ณ วัดชลประทานรังสฤษดิ์ อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรีในความดูแลของหลวงพ่อปัญญานันทภิกขุ

วันที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2506 ได้มีโอกาสเข้ามาศึกษาข้อวัตรปฏิบัติในสำนักวัดป่าบ้านตาด อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี เป็นครั้งแรก ในความดูแลของหลวงตามหาบัว ญาณสมฺปนฺโน เกิดความเลื่อมใสในมรรคปฏิปทาเป็นอย่างยิ่ง มองเห็นช่องทางที่จะหลุดพ้นไปจากทุกข์ได้ จึงถวายตัวเป็นศิษย์และอยู่จำพรรษาเรื่อยมา

พระฝรั่งรูปแรกที่บรรลุธรรมในประเทศไทย

หลวงปู่ปัญญา ปญฺญาวฑฺโฒ อดีตรองเจ้า อาวาสวัดป่าบ้านตาด ท่านมีอุปนิสัยสุขุม ละมุนละไม เป็นกันเอง สนทนาธรรม รสกลมกล่อมหนักในโยนิโสมนสิการธรรม ไหวพริบดี เป็นที่ไว้วางใจ ของหลวงตามหาบัว ญาณสมฺปนฺโน เป็นอย่างยิ่ง ท่านเป็นผู้มี ความเพียรสม่ำเสมอ

อิริยาบถสมาธิภาวนา ที่ท่านนิยม มากที่สุดคือ การเดินจงกรม วันหนึ่งๆ ในชีวิตนักบวชผู้ประพฤติพรหมจรรย์ ของท่านผ่านไปด้วยการเดินจงกรม ไม่เห็นแก่ความเหน็ดเหนื่อย เมื่อยล้า ท่านจึงได้รับการยกย่องจากองค์หลวงตามหาบัวว่า

 หลวงปู่ปัญญา ปัญญาวัฑโฒ

ผลงานด้านสิ่งก่อสร้างภายในวัด

ศาลาใหญ่ด้านนอก
ศาลาด้านใน (ยกศาลาและปูพื้น)
ทางจงกรมหลวงตา
ตำหนักที่ประทับเจ้าฟ้าหญิง
เรือนที่พักข้าราชบริพาร
กำแพงวัด
ถังซีเมนต์เก็บน้ำใช้ภายในวัด
กุฏิที่พักผู้มาปฏิบัติธรรม
เมรุ และอื่นๆ มากมายภายในวัดป่าบ้านตาด

มรณภาพ ละสังขาล

ท่านได้ละสังขารเข้าสู่แดนบรมสุขอย่างสงบด้วยโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ เมื่อวันพุธที่ 18 สิงหาคม พุทธศักราช 2547 เวลา 8.30น. ตรงกับวันขึ้น 3ค่ำ เดือน 9 ปีวอก ภายในกุฏิ ณ วัดป่าบ้านตาด สิริอายุรวมได้ 78 ปี 10 เดือนพอดี นับเป็นวันได้ 28799วัน อุปสมบทได้ 8 พรรษาในมหานิกาย และ ๓๘ พรรษาในธรรมยุติกนิกาย รวมเวลาที่ได้พำนักอยู่ ณ วัดป่าบ้านตาด เป็นเวลา 41 ปีนับแต่ปี พ.ศ.2506หลังจากอาพาธด้วยโรคมะเร็ง

ก่อนละสังขารหลวงปู่ปัญญาท่านได้ออกจากโรงพยาบาลศูนย์อุดรธานี กลับมาที่่วัดป่าบ้านตาด แล้วเข้าไปในห้องภายในกุฏิ ติดป้ายห้ามรบกวนไว้หน้าห้องเพื่อขอละสังขารลำพัง จากนั้นท่านก็ไม่ออกมาจากห้องอีกเลย จนกระทั่งเมื่อเช้าวันพุธที่ 18 สิงหาคมนี้ ลูกศิษย์ลูกหาได้ดูทางช่องลมก็พบว่าท่านได้ละสังขารอย่างสงบแล้วนั้นเอง

ขอขอบคุณบทความชีวประวัติเกจิอาจารย์ โดย ufabet777

*บทความส่งเสริมเงินในเป๋า >> คลิ้ก

Categories
รวมบทความ

หลวงปู่แสวง โอภาโส

ประวัติ หลวงปู่แสวง โอภาโส เกจิผุ้เปี่ยมไปด้วยเมตตา

หลวงปู่แสวง โอภาโส

หลวงปู่แสวง โอภาโส ท่านเป็น ครูบาอาจารย์ศิษย์ หลวงตามหาบัว ในยุคเริ่มสร้างวัดป่า บ้านตาดยุคต้น และท่านเป็น กัลยาณมิตร กัลยาณธรรม กับหลวงปู่ฟัก สันติธัมโม อดีตเจ้าอาวาสวัดพิชัยพัฒนาราม เขาน้อยสามผาน อ.ท่าใหม่ จ.จันทบุรี ประวัติ หลวงปู่แสวง โอภาโส ไม่ค่อยมีบันทึกมากนัก

วันนี้วันที่ 20 กุมภาพันธ์ปี หน้าที่จะถึงนี้ เป็นวันคล้าย วันมรณภาพหลวงปู่แสวง โอภาโส รำลึก 23 ปี อาจาริยบูชาคุณ ท่านเป็นครูบาอาจารย์ศิษย์หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน ในยุคเริ่มสร้างวัดป่า

บ้านตาดยุคต้น และท่าน เป็น กัลยาณมิตร กัลยาณธรรม กับหลวงปู่ฟัก สันติธัมโม อดีตเจ้าอาวาส วัดพิชัยพัฒนาราม เขาน้อยสามผาน อ.ท่าใหม่ จ.จันทบุรี ประวัติหลวงปู่แสวง โอภาโส ไม่ค่อยมีบันทึก มากนัก มีที่หลวงปู่ฟัก เรียบเรียงไว้คร่าวๆ ดังนี้

ชาติกําเนิดหลวงปู่แสวง โอภาโส

หลวงปู่แสวง โอภาโส นามเดิมชื่อ นายแสวง นามสกุล แสงสว่าง เกิดวันที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2468 เวลา 05.05 น. ตรงกับวันอาทิตย์ แรม 5 ค่ำ เดือน 5 ปีฉลู ที่บ้าน ต.โนนใหญ่ อ.เขื่องใน จ.อุบลราชธานี วิทยะฐานะชั้นประถมปีที่ 4 บิดาชื่อ นายคำ มารดาชื่อ นางมี อาชีพทำนา รูปร่างสันทัด

อุปสมบท หลวงปู่แสวง โอภาโส

ท่านอุปสมบท ในงานกึ่งพุทธกาลในวันเดียวกัน กับหลวงปู่ฟัก สันติธัมโม ซึ่งวันนั้นมี พระอุปสมบท 637 รูป โดยอุปสมบท เป็นพระภิกษุ เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2500 ณ วัดอโศการาม ต.ท้ายบ้าน อ.เมือง จ.สมุทรปราการ โดยมี พระอธิการสีลา อิสฺสโร หลวงปู่สีลา อิสฺสโร วัดป่าอิสรธรรม จ.สกลนคร เป็นพระอุปัชฌาย์ และพระประจักษ์ โอภาโส วัดป่าดาราภิรมย์ จ.เชียงใหม่ เป็น พระกรรมวาจาจารย์

จากนั้นหลวงปู่แสวง โอภาโส จึงอยู่ศึกษาธรรม กับท่านพ่อลี ธัมมธโร ที่วัดอโศการาม จ.สมุทรปราการ เมื่อท่านพ่อลี ละสังขาร เมื่อปี พ.ศ.2504 ท่านและ หลวงปู่ฟัก จึงได้ไปขอ อยู่ศึกษาธรรม กับองค์พ่อแม่ครูอาจารย์ หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน ที่วัดป่าบ้านตาด อ.เมือง จ.อุดรธานี และถือเป็นศิษย์วัดป่าบ้าน ตาดยุครุ่นบุกเบิก จากธรรมเทศนา หลวงตามหาบัว ท่านกล่าวถึงว่า ปีแรกมาอยู่นี่ 12 องค์

เรารับจำกัด 18 องค์ อย่างวัดนี้ อย่างมากที่สุดไม่เลย 18 องค์ เรียกว่ามากที่สุด ตอนนั้นมีครูบาอาจารย์ หลายองค์ ท่านยังมีชีวิตอยู่พระเณรทั้งหลายก็ได้ไปอาศัยอยู่กับท่าน ที่นี้พอองค์นั้นล่วงไป องค์นี้ล่วงไป ก็ไหลเข้ามาหาเรา จาก 18 รับ 20 จาก 20 เตลิดเลยมาเป็น 50 กว่าตลอดมา ครูบาอาจารย์แต่ก่อน อย่างหลวงปู่ขาว อนาลโย

พระเณรก็ไป อยู่เต็มอยู่นั่น หลวงปู่ฝั้น อาจาโร เต็มอยู่นั่น หลวงปู่อ่อน ญาณสิริ เหล่านี้เต็มทั้งนั้นแหละ พระองค์นั้นล่วงไปองค์นี้ล่วงไปไหลเข้ามาๆ ไม่มีที่ยึดที่เกาะก็ไหลเข้า มาล่ะซิ ซึ่งได้รับเพิ่มขึ้น รับพระรับเณรเป็นภาระหนักมากอยู่นะ รับต้องรับผิดชอบ ทุกอย่างด้วย สังเกตสังกาแนะนำสั่งสอน

ศึกษาวิชากับครูบาอาจารย์

โดยในหนังสือญาณ สัมปัน นธัมมานุสรณ์ หน้า371ได้กล่าวถึงครูบาอาจารย์ศิษย์วัดป่า บ้านตาดในยุดแรก ช่วงปี พ.ศ. 2499 – 2510ที่ทราบกัน อาทิพระอาจารย์เจี๊ยะ จุนโท วัดป่าภูริทัตตปฏิปทาราม อ.สามโคก

จ.ปทุมธานีพระอาจารย์ผาง ปริปุณฺโณ วัดประสิทธิธรรม บ้านดงเย็น อ.บ้านดุง จ.อุดรธานีพระอาจารย์สอ พันธุโล วัดป่าบ้านหนองแสง อ.เมือง จ.ยโสธรพระอาจารย์ทอง จันทสิริ วัออโศการาม จ.สมุทรปราการ

พระอาจารย์ฟัก สนฺติธมฺโม วัดเขาน้อยสามผาน อ.ท่าใหม่ จ.จันทบุรี
พระอาจารย์แสวง โอภาโส วัดเขาน้อยสามผาน อ.ท่าใหม่ จ.จันทบุรีพระอาจารย์บุญกู้ อนุวัฑฒโน วัดพระศรีมหาธาตุ เขตบางเขน กรุงเทพมหานคร พระอาจารย์ คำพอง น้อย ปัญญาวุโธ

หลวงปู่แสวง โอภาโส

วัดป่านานาชาติ มลรัฐเวอร์จิเนีย ประเทศ สหรัฐอเมริกา พระอาจารย์อุ่นหล้า ฐิตธัมโม วัดป่าแก้วชุมพล อ.สว่างแดนดิน จ.สกลนคร พระอาจารย์ทองอินทร์ กตปุญฺโญ วัดประชาคมวนารามป่ากุง อ.ศรีสมเด็จ จ.ร้อยเอ็ด พระอาจารย์ ปัญญาปีเตอร์ ปัญญาวัฑโฒ วัดป่าบ้านตาด อ.เมืองจ.อุดรธานี พระอาจารย์เ ชอรี่จอร์จ อภิเจโต วัดป่าบ้านตาด อ.เมืองจ.อุดรธานี

มรณภาพ ละสังขาล

หลวงปู่แสวง โอภาโส ท่านได้ มรณภาพลง เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2540 ตรงกับวันพฤหัสบดี เดือน 3 ขึ้น 14 ค่ำ ปีฉลู เวลา 05.35 น. ณ วัดพิชัยพัฒนาราม เขาน้อยสามผาน ต.สองพี่น้อง อ.ท่าใหม่ จ.จันทบุรี สิริอายุ 72 ปี พรรษา 40

ขอขอบคุณบทความชีวประวัติเกจิอาจารย์ โดย ufa168

*บทความส่งเสริมเงินในเป๋า >> คลิ้ก

Categories
รวมบทความ

หลวงพ่อนก ธัมมโชติ

ประวัติ หลวงพ่อนก ธัมมโชติ เกจิดังแห่งเมือง สมุทรปราการ

จังหวัดสมุทรปราการ เป็นจังหวัดหนึ่ง ซึ่งมีพระเกจิดังหลายรูป อาทิ หลวงพ่อปาน วัดบางเหี้ย เจ้าตำรับเครื่องราง เขี้ยวเสือ อันลือลั่น ลิงแกะ หลวงพ่อดิ่ง วัดบางวัว   รวมทั้ง หลวงพ่อนก ธัมมโชติ อดีตเจ้าอาวาสวัดนาคราช วัดสังกะสี อ.บางบ่อ จ.สมุทรปราการ ศิษย์ของหลวงพ่อปาน ซึ่งได้รับ การถ่ายทอด วิชาการทำเสือ ถึงขนาดที่ว่าหลวงพ่อปาน ทึ่งในความมานะอดทน ฝึกฝนจนเชี่ยวชาญ 

ชาติกําเนิด หลวงพ่อนก ธัมมโชติ

หลวงพ่อนก วัดสังกะสี  ท่านเกิดเมื่อวันที่ 29 ธันวาคม พ.ศ.2392  ปีระกา  ตรงกับ วันเสาร์ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 2  บ้านเกิดอยู่ที่ตำลงบางกระเจ้า อำเภอนครเขื่อนขันธ์ ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็นอำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการพ่อของท่านชื่อ นายนวล  

แม่ชื่อนางเคลือบ  แม่ของท่านเป็นคนบางบ่อ   เมื่อตอนท่านยังวัยเด็กนั้น  ท่านพ่อ และ ท่านแม่ ของหลวงพ่อ ได้นำท่าน ไปฝากเรียน หนังสือที่วัด กับพระอธิการโต วัดบางบ่อ เมื่ออายุครบ 15 ปี พ่อและแม่ของท่าน ได้พาท่านไป บรรพชาบวช เป็นสามเณร ณ วัดกองแก้ว ตำบลบางยอ อำเภอนครเขื่อนขันธ์ จังหวัด สมุทรปราการ ซึ่งเป็นบ้าน เกิดของนายนวล  โดยมี พระครูวิบูลย์ ธรรมคุต เป็นพระอุปัชฌาย์ นั้นเอง

เครื่องลางของขัง วัตถุมงคลหลวงพ่อนก ธัมมโชติ

หลวงพ่อนก ธัมมโชติ

สมัยก่อนนั้น สำหรับผู้ที่ หาเขี้ยวเสือ หลวงพ่อปานไม่ได้นั้นท่านสามารถ หาเขี้ยวเสือ ของหลวงพ่อนก วัดสังกะสีแทนได้ครับ เข้มขลัง แน่นอนครับ

แต่ปัจจุบันก็ หายากเช่น กันหลวงพ่อนก ธัมมโชติ อดีตเจ้าอาวาสวัดนาคราช วัดสังกะสี อ.บางบ่อ จ.สมุทรปราการ ศิษย์ของ หลวงพ่อปาน ซึ่งได้รับการถ่ายทอด วิชาการทำเสือ ถึงขนาดที่ว่า หลวงพ่อปานทึ่งในความมานะ อดทนฝึกฝน จนเชี่ยวชาญ พร้อมกับชมเชย ว่าทำได้ขลังจริงๆ ทำได้เหมือน ท่านมาก

สร้างวัตถุมงคลไว้ให้ แก่ศิษย์และชาว บ้านอยู่หลายอย่าง แต่ที่นิยมสูงสุดคือเขี้ยวเสือ เป็นการแกะ แบบเต็มเขี้ยว และลงอักขระ เต็มตลอดตัวเสือ

โดยนำเขี้ยวเสือที่แกะแล้ว ไปปลุกเสก ในอุโบสถ ร่ำลือกันว่า จะปลุกเสกจนเขี้ยวเสือหมุน ได้อยู่ในบาตร จึงเป็นอันเสร็จพิธี แล้วจึงนำมาแจก

พุทธคุณเด่นทั้งด้าน อยู่ยงคงกระพัน แคล้วคลาด เมตตามหานิยม เจริญรุ่งเรือง ค้าขายดี ปัจจุบันหา ของแท้นั้นยิ่งหายากมากแล้วครับผม

คณะสงฆ์คณะมหาวิหารแห่งประเทศ

เสื่อม แล้วกลับเจริญอีก สลับกันไปมาอยู่อย่างนี้มาตลอด โดยเมื่อใดที่พระพุทธศาสนา ในดินแดนใดเสื่อม ก็จะไปนำพระพุทธศาสนา จากอีกดินแดนหนึ่งกลับ มาฟื้นฟูอีกสลับกันไปมา 2.พ.ศ.2018

พระเจ้ารามาธิบดี พระเจ้าธรรมเจดีย์ แห่งเมืองหงสาวดี รามัญประเทศ ทรงพิจารณา เห็นว่าพระพุทธศาสนา ในรามัญประเทศ ไม่บริสุทธิ์ เพราะสีมาที่ใช้อุปสมบท พระภิกษุ ทั้งหลายนั้นผูก อย่างไม่ถูกต้อง พระภิกษุผู้ชำนาญ พระไตรปิฎกวินิจฉัย ว่าเป็นสีมาวิบัติ

จึงทรงดำริถึง พระภิกษุในลังกาทวีปซึ่ง สืบมาแต่คณะ สงฆ์คณะมหาวิหารแห่งประเทศลังกา อันเป็นคณะที่บริสุทธิ์ ปฏิบัติถูกต้องตาม พระธรรมวินัยและสืบมาแต่ พระมหินทเถระ และทรงเห็นว่า ควรส่งพระภิกษุผู้ฉลาดให้ไปนำการ อุปสมบท อันบริสุทธิ์ ในลังกาทวีป มาประดิษฐานในรามัน

ประเทศ จึงทรงส่ง พระภิกษุ 44 รูปให้ไปรับการ อุปสมบท จากคณะสงฆ์คณะมหาวิหารแห่ง ประเทศลังกา ขณะนั้นพระเจ้า ภูวเนกพาหุ แห่งชัยวัฒนบุรี อยู่ในเขตเมือง โคลัมโบ ประเทศศรีลังกา ในปัจจุบันทรงต้อนรับคณะภิกษุรามัญ และรับสั่งให้คัดภิกษุคณะมหาวิหาร 24 รูป

ให้อุปสมบทแก่ คณะภิกษุรามัญ ในอุทกุกเขปสีมา คือ บนเรือขนานผูกอยู่กลางแม่น้ำกัลยาณี วัดกัลยาณีราชามหาวิหาร ในปัจจุบัน โดยคณะภิกษุรามัญทั้งหมดต้องสึกก่อน แล้วจึงอุปสมบทใหม่ เพื่อให้บริสุทธิ์แท้ เมื่อคณะภิกษุรามัญ ได้รับการอุปสมบทใหม่ แล้วก็เดินทางกลับ เมืองหงสาวดี

พระเจ้ารามาธิบดี พระเจ้าธรรมเจดีย์ โปรดให้ถางป่าด้าน ทิศตะวันตกของพระมหาเจดีย์ ชเวมอว์ดอว์ พระธาตุมุเตา เพื่อสร้างอุโบสถกำหนดเป็นที่ผูกสีมาใหม่ และโปรด ให้คัดภิกษุรา

มัญผู้ไปรับอุปสมบท ใหม่ในอุทกุกเขปสีมากลางแม่น้ำกัลยาณี โดยคัดมาเฉพาะผู้ที่เป็นผู้บริสุทธิ์ ไม่ประกอบด้วย โทษอันเป็นที่ครหาจริงๆ เป็นผู้ทำพิธีผูกสีมานั้น และพระราชทาน นามอุโบสถ

ครั้นสมมติสีมาในปี พ.ศ.2019 แล้ว ก็ทรงให้สืบหา พระภิกษุผู้รับอุปสมบทในคณะสงฆ์ คณะมหาวิหาร แห่งประเทศลังกา ที่มีอายุพรรษามากพอจะเป็นพระอุปัชฌาย์ได้ คณะสงฆ์ที่เพิ่งบวชใหม่ มาจากประเทศลังกามีพรรษาน้อย จึงเป็นพระอุปัชฌาย์ไม่ได้ ก็ได้ พระเถระองค์หนึ่งมีพรรษา 26 พรรษา ชื่อว่า สุวณฺณโสภณ เป็นผู้ตั้งมั่นใน ธุดงควัตร

อยู่ในป่าโดยปกติ จึงทรงตั้งให้เป็น พระกัลยาณีติสฺสเถระ เพื่อเป็นพระอุปัชฌาย์ให้การอุปสมบท ใหม่แก่ภิกษุ รามัญทั้งหลาย และทรงขอให้ภิกษุทั้งหลายปฏิบัติเหมือนอย่างภิกษุ คณะมหาวิหารเ พื่อให้เป็นนิกายเดียวกัน นับแต่ปี พ.ศ.2019 ถึง 2022 มีภิกษุรามัญ บวชแปลงกันถึง 15,666 รูป จึงเกิดเป็นคณะสงฆ์รามัญ นิกายสีมากัลยาณี ขึ้นด้วยเหตุนี้

มรณภาพ ละสังขาล

นอกจากนี้ ยังเทศน์สั่งสอนญาติโยม ให้คติเป็นธรรมย้ำ เตือนใจ อบรมส่งเสริมให้ทำแต่ความดี ดั่งเช่นอุบายอันแยบคายที่ว่า “เกิดเป็นคนต้องสนใจในการศึกษาหาความรู้ให้มากๆ ใช้สติปัญญา

เพราะปัญญาไม่ว่าขโมยหรือโจรปล้นเอาไปไม่ได้ คนดีมีปัญญาไม่อดตาย การบวชเรียนก็เช่นกัน เมื่อบวชแล้วต้องเรียนให้รู้ให้แจ้ง เมื่อรู้แล้วก็จะเป็นคุณให้ประโยชน์ โดยนำวิชานั้นมาบำรุงสร้างสรรค์สังคมในหมู่ชนให้เจริญรุ่งเรืองต่อไป

วัตถุมงคลของขลังที่ท่านสร้างไว้มีเขี้ยวเสือ เหรียญหยดน้ำทองแดง, ปลัดขิก ลูกอม ตะกรุดโทน พระปิดตา แต่ละชนิดนั้นล้วนหายาก และมีราคาเช่าหาสูง ชาวปากน้ำเชื่อในพุทธคุณที่ครบเครื่องรอบด้าน

วาระสุดท้าย หลวงพ่อนกอาพาธอย่างหนัก ก่อนที่จะละสังขารด้วยอาการสงบ เมื่อวันพุธที่ 21 ก.ย.2475 รวมอายุ 83 ปี

ขอขอบคุณบทความชีวประวัติเกจิอาจารย์ที่โด่งดัง โดย ufabet

อ่านบทความดีๆเพิ่มเติมได้ที่ >> คลิ้ก

Categories
รวมบทความ

หลวงพ่อโอด ปัญญาธโร

ประวัติ หลวงพ่อโอด ปัญญาธโร เกจิชื่อดัง แห่งเมือง นครสวรรค์

หลวงพ่อโอด ปัญญาธโร

หลวงพ่อโอด ปัญญาธโร มีตํานานที่กล่าวขานกันไว้ว่า แขวนพระหลวงปู่ทวดแล้วไม่ตายโหง เป็นความเชื่อ ของคนในวงการพระเครื่อง และคนที่ห้อยพระหลวงปู่ทวด และคติความเชื่อนี้เอง ทำให้มีการสร้าง หลวงปู่ทวดออกมาจำนวนมาก จนมีคำพูดในวงการสร้าง พระเครื่องว่าสร้าง พระหลวงปู่ทวดอย่างไร ก็ขายได้ และไม่ขาดทุน

ไม่น่าเชื่อว่า พระหลวงปู่ทวด วัดช้างให้ซึ่งสร้างโดย พระครูวิสัยโสภณพระอาจารย์ทิมธมมธโร อดีตเจ้าอาวาสวัดช้างให้อ.โคกโพธิ์จ.ปัตตานีเมื่อพ.ศ.2497จะโด่งดังสูงล้ำ ด้วยค่านิยมชนิดไล่หลัง พระสมเด็จวัดระฆังเลยทีเดียวทุกวันนี้ กลับกลายเป็นค่านิยม ที่มีการแสวงหากัน ทั่วประเทศ

แม้พระหลวงปู่ทวด จะขึ้นชื่อในเรื่องพุทธคุณ ว่าแขวนพระหลวงปู่ทวดแล้วไม่ตายโหง กลับไม่มีใครวัดหนึ่ง วัดใดเรียกหรือ ตั้งชื่อพระหลวงปู่ทวดรุ่นไม่ตายโหง เลยสักรุ่นแต่ชื่อ กลับไปปรากฏเป็นชื่อรุ่นของพระสมเด็จรุ่นไม่ตายโหง ของพระครูนิสัยจริยคุณ หรือหลวงพ่อโอดปัญญาธโร”อดีตเจ้าอาวาสวัดจันเสนอ.ตาคลีจ.นครสวรรค์และเจ้าคณะอำเภอตาคลีพระเกจิชื่อดังอีกรูป หนึ่งแห่งเมืองนครสวรรค์

ชาติกําเนิดหลวงพ่อโอด ปัญญาธโร

พระครูนิสัยจริยคุณ ฉายา ปัญญาโร นามเดิมชื่อ วิสุทธิ์ นามสกุล แป้นโต แต่ชาวบ้านทั่วไป นิยมเรียกท่านว่า หลวงพ่อโอด ท่านเกิดเมื่อวันที่ 28 เดือน ธันวาคม 2560 ตรงกับวันศุกร์ ขึ้น 15 ค่ำ เดือนยี่ ปีมะเส็ง ณ บ้านเลขที่ 103 หมู่ที่ 7 บ้านหัวเขา ตำบลตาคลี อำเภอตาคลี จังหวัดนครสวรรค์

บิดามารดา ของท่านชื่อ นายชิต นางต่วน แป้นโต มีพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันรวม 7 คนคือ1. นายดำ แป้นโต ถึงแก่กรรม2. นางหนู เกรียงไกรเพชร ถึงแก่กรรม3. นายกุหลาบ แป้นโต ถึงแก่กรรม4. นางพยอม แป้นโต ถึงแก่กรรม5. พระครูนิสัยจริยคุณ ถึงแก่กรรม6. นางหลอม แป้นโต ถึงแก่กรรม7. นายออน แป้นโต ถึงแก่กรรม

อุปสมบท หลวงพ่อโอด ปัญญาธโร

อายุครบ 20 ปีบริบูรณ์ ได้เข้าอุปสมบท เมื่อวันเสาร์ที่ 21 พฤษภาคม 2481 ณ พระอุโบสถ วัดหัวเขา อ.ตาคลี จ.นครสวรรค์ มีพระธรรมไตรโลกาจารย์ ยอด วัดเขาแก้ว อ.พยุหะคีรี เป็นพระอุปัชฌาย์ พระครูนิปุณธรรมธร วัดตาคลี เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และพระครูพิพัทธศีลคุณ วัดหัวเขา อ.ตาคลี เป็นพระอนุสาวนาจารย์

หลังอุปสมบท ท่านได้มุ่งมั่นศึกษา พระปริยัติธรรมวิทยฐานะ พ.ศ.2484 สามารถสอบได้ นักธรรมชั้นเอก จากสำนักเรียนวัด มหาพฤฒารา กรุงเทพ

เมื่อวันเสาร์ แรม 7 ค่ำ เดือน 6 ปีขาล ตรงกับวันที่ 21 พฤษภาคม 2481 ณ พระอุโบสถ วัดหัวเขา อำเภอตาคลี จังหวัดนครสวรรค์ โดยมี
1. พระธรรมไตรโลกาจารย์ ยอด วัดเขาแก้ว อำเภอพยุหะคีรี เป็นพระอุปัชฌาย์ 2. พระครูนิปุณธรรมธร วัดตาคลี เป็นพระกรรมวาจาจารย์
3. พระครูพิพัทธศีลคุณ วัดหัวเขาตาคลี เป็นพระอนุสาวนาจารย์

หลวงพ่อโอด ปัญญาธโร

ได้รับสมณศักดิ์

ใน พ.ศ. 2516ท่านได้รับสมณศักดิ์ เป็นพระครูสัญญาบัตร ชั้นพิเศษ การที่ที่ท่านได้รับ เกียรติยศนี้ ด้วยความศรัทธา ของชาวบ้าน จึงจัดขบวนช้างไปรับที่สถานีรถไฟ อย่างยิ่งใหญ่ เลยทีเดียว

บุคคลที่เกิดทันก่อน หลวงพ่อโอด ละสังขารเล่าว่า ท่านเป็นบุคคลที่ชาวบ้านให้ความเคารพ และนับถือมากๆ หากเดินไปทางไหน คนเฒ่าคนแก่จะนั่งกับพื้น แล้วกราบแสดง ถึงการที่ท่านเป็นผู้นำ ทางด้านจิตใจ

ของชาวบ้านอย่างสูงยิ่ง ลักษณะตรงนี้ ทำให้ไ่ม่ว่าหลวงพ่อพูด อย่างไร หลวงพ่อจะทำอะไร หลวงพ่อคิดพัฒนาอย่างไร ชาวบ้าน ก็ให้ความร่วมมือ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญ ที่ทำให้การพัฒนา ท้องถิ่นต่างๆเดินหน้า ไปในทิิศทางเดียวกัน

ในเรื่องของจิตใจนั้น ชาวบ้านยังยกย่อง หลวงพ่อโอด ในด้านวิชาทางไสยศาสตร์ หรือพุทธาคม เช่น การทำเรื่องน้ำมนตร์ ยารักษาโรค หรือโหราศาสตร์ ซึ่งในช่วงเวลานั้น การรักษาแบบสมัยใหม่ ยังเข้าไปไม่ถึงนัก หลวงพ่อโอด ได้รำ่เรียนเรื่องนี้ มาตั้งแต่ครั้งอยู่กับ

หลวงพ่อรุ่ง วัดหนองสีนวล และจาก หลวงพ่อเดิม วัดหนองโพ หลวงพ่อโอดยังนับ ได้ท่านเป็นทั้งหลาน และเป็นทั้งศิษย์ ทั้งสองท่าน ซึ่งเป็นพระเกจิอาจารย์ที่โด่งดัง และเกรียงไกร ที่สุดของอำเภอตาคลี ในยุคนั้น

นอกจากนี้ ท่านยังไป มาหาสู่และร่ำเรียน กับ หลวงพ่อพรหม วัดช่องแค อำเภอตาคลี จังหวัดนครสวรรค์ และ หลวงพ่อเชน วัดสิงห์ ตำบลทับยา อำเภออินทร์บุรี จังหวัดสิงห์บุรี อีกด้วย ชาวบ้านเองยอมรับ

ว่าตรงนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ญาติ โยมเกิด ความศรัทธากับวัด แต่อีกด้านหนึ่ง ที่ทำให้ชาวบ้านนับถือ มากไม่ยิ่งหย่อน กว่ากันคือ บุคลิกภาพ ของท่านที่เป็น พระที่มีวัตรปฏิบัติสำรวมสูง พูดน้อย และมีจริยวัตร ที่น่าเลื่อมใส ชาวบ้านจึงยิ่งไว้วางใจ หลวงพ่อโอด ท่าน จะทำอะไร จึงให้ความร่วมมือ ทุกด้าน

มรณภาพ ละสังขาล

เกจิอาจารย์ชื่อดัง ของอำเภอตาคลีในฐานะ ที่เป็นหลานที่ใกล้ชิด โดยโยมพ่อของหลวงพ่อโอด คือนายชิต แป้นโตเป็นน้องชายแท้ๆ ของหลวงพ่อรุ่งวัดหนองสีนวลและแม่ ของนายชิตเป็นพี่สาวโยม แม่ของหลวงพ่อเดิมวัดหนองโพดังนั้นหลวงพ่อโอด จึงเรียกหลวงพ่อรุ่ง และหลวงพ่อเดิมว่าหลวงลุง

หลวงพ่อโอด เป็นพระที่มีเมตตา สูงยิ่งวันหนึ่งๆท่าน จะนั่งคอยรับแขกอยู่ทั้งวันใครมี เรื่องทุกข์ร้อนใจ ไปหาท่านท่านก็จะ ให้คำแนะนำที่ดีโดยไม่เลือกชั้นวรรณะ ไม่ว่าจะยากดี มีจนท่านมรณภาพ อย่างสงบเมื่อ

วันที่17กรกฎาคม 2532 สิริอายุ 72 ปี พรรษา 50 ปัจจุบันสังขารของหลวงพ่อโอดได้เก็บรักษา ไว้ที่ตึกนิสิตสามัคคี วัดจันเสนเปิดให้ประชาชน ทั่วไปได้เข้าไป กราบสักการะทุกวัน

ขอขอบคุณบทความชีวประวัติเกจิอาจารย์ที่โด่งดัง โดย ufabet168

อ่านบทความดีๆเพิ่มเติมได้ที่ >> คลิ้ก

Categories
รวมบทความ

หลวงพ่อสด วัดหางน้ำสาคร

ประวัติ หลวงพ่อสด วัดหางน้ำสาคร เกจิดังแห่งเมืองชัยนาท

หลวงพ่อสด วัดหางน้ำสาคร

หลวงพ่อสด วัดหางน้ำสาคร วัดหางน้ำสาคร ตั้งอยู่เลขที่ 111 บ้านหางน้ำสาคร หมู่ที่ 4 ตำบลหางน้ำสาคร อำเภอมโนรมย์ จังหวัดชัยนาท สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย ที่ดินที่ตั้งวัดมีเนื้อที่ 10 ไร่ 2 งาน 45

ตารางวา ส.ค.1 เลขที่ 132 อาณาเขต ทิศเหนือ จดทางหลวงและที่ดินเอกชน ทิศใต้ จดที่ชลประทาน ทิศตะวันออก จดทางสาธารณะประโยชน์และที่ธรณีสงฆ์วัดหางน้ำสาคร ทิศตะวันตก จดคลองอนุศาลนันท์ 

ปูชนียวัตถุ มีพระประธานประจำอุโบสถ ปางมารวิชัย ขนาดหน้าตักกว้าง2 เมตร สูง 2.6 เมตร สร้างเมื่อ พ.ศ. 2535 พระประธานประจำศาลาการเปรียญ ปางมารวิชัย ขนาดหน้าตักกว้าง 1 เมตร สูง 1.30 เมตร

สร้างเมื่อ พ.ศ. 2506 ปูชนียวัตถุอื่นๆ พระประจำศาลาธรรมสังเวช ปางมารวิชัย หน้าตักกว้าง 1.20 เมตร สูง 1.50 เมตร พระพุทธรูปทองคำ 4 องค์ หน้าตักกว้าง 2 นิ้ว 3.5 นิ้ว ค้นพบในเจดีย์ เมื่อ พ.ศ. 2547

วัดหางน้ำสาคร ตั้งเมื่อ พ.ศ. 2442 โดยมีชาวบ้านหางน้ำสาคร ช่วยกันสร้างวัดนี้ขึ้นและชาวบ้านส่วนใหญ่ได้อพยพมาจากบ้านหนองโพ จังหวัดนครสวรรค์

ชาติกําเนิด หลวงพ่อสด วัดหางน้ำสาคร

หลวงพ่อสด นั้นเดิมชื่อ สด นามสกุล สานวน เป็นบุตรนายสุข นางพันธ์ สานวน เกิดเมื่อวันพุธที่ 18 มิถุนายน พุทธศักราช 24569 ตรงกับขึ้น 15 ค่ำ เดือน 7 ปีฉลู ที่ตำบลหางน้ำสาคร หมู่ 5 อำเภอมโนรมย์ จังหวัดชัยนาท มีพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน6 คน คือ 1.พระครูวิจิตรชัยการ สด สานวน 2.นางผง กันฉุน 3.นายอ่อง สานวน 4.นางเผียน คำเสียง 5.นายทวี สานวน 6.นางนกเล็ก งิ้วเรือง

เมื่อยังเยาว์วัยมีสุขภาพไม่ค่อยแข็งแรงนัก บิดามารดามีความรักมากเพราะเป็นบุตรชายคนแรก มีนิสัยว่านอนสอนง่าย ไม่ดื้อรั้น มีความมัธยัสถ์ และมีความขยัน ทำงาน พอมีวัยที่จะเรียนหนังสือได้บิดาได้นำมาฝากไว้กับอาจารย์สำเภา จันโภ ซึ่งเป็นเจ้าอาวาสวัดหางน้ำสาครโดยให้เรียนเบื้องต้นของภาษาไทย และภาษาขอมสามารถอ่านออกเขียนได้จึงเข้าโรงเรียนชั้นประถมศึกษาที่โรงเรียนวัดหางน้ำสาคร สำเร็จการศึกษาชั้นประถมปีที่ ๓ เมื่อปีพุทธศักราช 2469

อุปสมบทหลวงพ่อสด วัดหางน้ำสาคร

อายุ 21 ปีบริบูรณ์ ได้เข้าอุปสมบท ณ วัดหางน้ำสาคร เป็นพระภิกษุในพระพุทธศาสนา เมื่อวันพุธที่ 9 พฤษภาคม พุทธศักราช 2477 แรม 11 ค่ำ เดือน 6 พระครูสุนทรธรรมนิวิฐ เจ้าคณะอำเภอมโนรมย์ วัดศรีสิทธิการาม เป็นพระอุปัชฌาย์ พระสมุห์ชื้น วัดอู่ตะเภา เป็นพระกรรมวาจาจารย์ พระมหาฉาย อังคโสภี วัดหางน้ำสาคร เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้รับฉายาในทางพระพุทธศาสนาว่า ฐิตสัทโธ คือ ผู้มีศรัทธาเป็นที่ตั้ง ด้วยท่านเป็น

หลานและเหลนแท้ๆของอาจาย์ใหญ่แห่งเมืองสี่แควในพุทธศักราช 2477 ถึงพุทธศักราช 2479 ท่านจึงไปจำพรรษา ณ วัดหนองสีนวล อำเภอตาคลี จังหวัดนครสวรรค์ เพื่อศึกษาวิชาสมถะกัมมัฏฐานกับหลวงพ่อรุ่ง และหลวงพ่อเดิม วัดหนองโพธิ์ ได้ศึกษาเวทวิชาทางไสยศาสตร์ต่างๆ พร้อมกันกับหลวงพ่อโอด วัดจันเสน อำเภอตาคลี จังหวัดนครสวรรค์ หลวงพ่อรุ่งให้หลวงพ่อโอด ( เรียกตามขั้นว่าหลาน ) ให้หลวงพ่อสด

เรียกตามขั้นว่าเหลน หลวงพ่อสดมีสติปัญญาความจำเป็นเลิศจนกระทั่งหลวงพ่อรุ่งกล่าวต่อหน้าศิษย์ทั้งหลายว่า “ท่านสดแตกฉานดีนัก”เมื่อเรียนสำเร็จแล้วต่อมาหลวงปู่ของหลานทั้งสองได้ มรณภาพ เมื่อปีพุทธศักราช 2484 อาจารย์สดก็ได้ร่ำเรียน ทางเวทมนต์จนจบ เมื่อจัดการพระราชทานเพลิงศพของหลวงปู่เสร็จเรียบร้อยแล้ว พุทธศักราช 2492

หลวงพ่อสดก็ได้เดินทางกลับมาอยู่วัดหางน้ำสาครตามเดิม ได้มาจัดการร่วมมือร่วมใจพร้อมกรรมการวัดถากถางสร้างวัดใหม่ที่ดงหลังบ้านหางน้ำสาคร ขนานนามว่าวัดป่าเรไร หางน้ำสาคร มีพระที่อยู่จำพรรษา 3 องค์ ด้วยกันคือ 1.หลวงพ่อเอี่ยม 2.หลวงพ่อสด 3.พระเทียน

ต่อมาปีพุทธศักราช 2491 ได้เริ่มสร้างโรงเรียนประชาบาล ขึ้นหนึ่งหลังและร่วมมือกับหลวงพ่อเอี่ยม สร้างสะพานข้ามแม่น้ำหน้าวัดหางน้ำสาคร สร้างสำเร็จภายใน 3 ปี ขอย้อนหลังไปเมื่อสร้างสะพาน เข้าปีที่ 2 ครั้งนั้นมีเหตุการณ์เกิดขึ้นขณะที่ช่างผู้มีฝีมือดี ตีตะปูกระเด็นกระดอนไม้ที่รองงานและรองนั่งเลื่อนโครมคราม ทำให้ตะปูทั้งกล่องล่วงตกลงไปในน้ำ คนงานเงียบเจ้าของงานคือ หลวงพ่อสดผู้เรืองวิชาศิษย์ของหลวงปู่รุ่ง

หลวงพ่อสด วัดหางน้ำสาคร

ได้หยุดนิ่งไปชั่วขณะคนงานและภิกษุได้ทำงานรวมกันอยู่ต่างมองหน้าสบสายตากัน นึกอยู่ในใจตามๆ กันว่าทำไมหลวงพ่อสดจึ่งนิ่งเฉยไม่พูดอะไรเลย ประมาณ 1 นาที แล้วหลวงพ่อพูดออกมาว่า เอ้ย…! พวกเราจะไปวิตกอะไรกันเดี๋ยวต้องใช้ตะปูรังนี้ให้หมดก่อน ยังไม่ต้องไปเอาใหม่ คนงานตอบหลวงพ่อสดว่ากล่องนี้ล่วงลงน้ำไปหมดแล้วนี่ครับ ไม่ไปเอามาใหม่จะเอาที่ไหนใช้เล่าครับ หลวงพ่อสดตอบว่าพวกเราอย่าเขลาซิ

เดี๋ยวมันก็ลอยขึ้นมาเองหรอกน่า คนงานนิ่งกันทั้งหมดพอสักครู่หนึ่ง ตะปู ค้อน กล่องนั้นลอยขึ้นมาอย่างปาฏิหาริย์ พระภิกษุและคนงานตื่นเต้นกันยกใหญ่ โดดไปเอากล่องตะปู ที่ลอยขึ้นมาใช้งานต่อ อันนี้เป็นปฐมวิชาอาคมของ หลวงพ่อสด เป็นที่กล่าวขวัญของปวงประชาชนที่เลื่องลือว่าหลวงพ่อสด เสกตะปูลอยน้ำได้

ส่วนปฏิปทาปาฏิหาริย์ในองค์ท่านนั้นมากมายศิษย์ใกล้ชิดและคนในแถบพื้นที่ต่างยอมรับนับถือ แม้ในงานพิธีพุทธาภิเษกระดับประเทศก็มักจะปรากฎชื่อของหลวงพ่ออยู่ด้วยเสมอ มีอยู่คราวหนึ่งในงานเสกพระหลวงพ่อโมพิธีนั้นมีคณาจารย์เรืองเวทย์หลายท่าน เช่นหลวงพ่อแพ ลพ.กวย ลพ.จวน และลพ.สด เป็นต้นงานในครั้งนั้นกล่าวกันว่าสายสิญจ์ที่ใช้เสกพระคล้ายกับมีกระแสไฟฟ้าวิ่ง

มรณภาพ ละสังขาล หลวงพ่อสด วัดหางน้ำสาคร

พุทธศักราช 2493 ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเป็นเจ้าอาวาสวัดหางน้ำสาครและเป็นครูฝึกอบรมสั่งสอนปริยัติธรรมแผนกธรรมท่านได้สั่งสอนภิกษุและสามเณรด้วยตนเองอย่างไม่เห็นแก่ความเหน็ดเหนื่อย พุทธศักราช 2506 ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็นพระครูสัญญาบัตรที่พระครูวิจิตรชัยการ

มาในระยะหลังนี้สุขภาพของท่านไม่ค่อยจะสมบูรณ์นัก ท่านมีโรคประจำตัว คือ โรคเบาหวาน ท่านให้นายแพทย์โรงพยาบาลประจำจังหวัดได้ถวายการพยาบาลรักษาด้วยดีตลอดมา แต่โรคนั้นก็มีแต่ทรงและภายหลังก็ทรุดลงอีก ต้องเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลหลายครั้งหลายคราว ในครั้งสุดท้ายท่านหมดแรงสิ้นสติ และได้จากเราไป เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2524 ด้วยโรคเบาหวานด้วยอาการสงบนิ่ง ในเวลา 23.00 น. เศษ ณ โรงพยาบาลประจำจังหวัดชัยนาท รวมศิริอายุ 68 ปี  

ขอขอบคุณบทความชีวประวัติเกจิอาจารย์ที่โด่งดัง โดย ufa168

อ่านบทความดีๆเพิ่มเติมได้ที่ >> คลิ้ก