Categories
รวมบทความ

หลวงปู่ครื้น

ประวัติ หลวงปู่ครื้น หรือ พระครูโฆสิตธรรมสาร วัดสังโฆสิตาราม จ.สุพรรณบุรี

หลวงปู่ครื้น

หลวงปู่ครื้น พัทธสีมา วัดบางใหญ่ อำเภอบางปลาม้า จังหวัดสุพรรณบุรีหลวงพ่อครื้น ท่านมีความสามารถในญาณหยั่งรู้ ทำนายทายทักเหตุการณ์ต่างๆล่วงหน้าได้อย่างแม่นยำ อย่างน่าอัศจรรย์ยิ่งนัก

ชื่อเสียงของท่านเป็นที่เลื่องลือไปทั่ว ชาวบ้านไม่ว่าใกล้ไกลต่างรู้ถึงความศักดิ์สิทธิ์ ท่านจึงเป็นที่เลื่องลือไปทั่ว ชาวบ้านไม่ว่าใกล้ไกลต่างรู้ถึงความศักดิ์สิทธิ์ ท่านจึงเป็นสิ่งเลื่อมใส ศรัทธาต่อผู้คนมาจวบจนทุกวันนี้

ชาติกําเนิดหลวงปู่ครื้น

หลวงพ่อครื้น อมโร พระครูโฆสิตธรรมสาร ท่านเกิดเมื่อวันที่ 17 มกราคม พ.ศ.2442 บิดาเป็นกำนันชื่อ ฟุก มารดาชื่อ ผูก อยู่ที่อำเภอบางปลาม้า จังหวัดสุพรรณบุรี ถือกำเนิด เมื่อปีพ.ศ.2442 ประวัติในวัยเด็ก ก็เหมือนเด็กโดยทั่วๆ ไป เข้ารับการ อุปสมบทปี 2464 และจำพรรษาอยู่ได้หนึ่งพรรษา ตลอดเวลาที่ท่านบวชอยู่

ท่านได้ศึกษาวิชาต่างๆ มากมาย แต่แล้วบิดา และมารดา ได้ขอร้องให้สึกเพื่อมาช่วย ประกอบอาชีพ หลวงพ่อท่านอยู่ช่วย ทางบ้านประกอบสัมมาอาชีพอยู่ได้ 3 ปี แต่ด้วยความสนใจ และฝักใฝ่ อยู่กับการ เป็นพระมากกว่า จึงได้เข้ารับ นางลีลา

อุปสมบท หลวงปู่ครื้น

หลวงปู่ครื้น การอุปสมบทอีกครั้งเมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2468 ณ พัทธสีมา วัดบางใหญ่ โดยมีพระอธิการสั้น เจ้า คณะตำบล บางใหญ่ เป็นพระอุปัชฌาย์ พระอธิการฉัตร วัดสุขเกษม เป็น พระกรรมวาจาจารย์ และได้จำพรรษาอยู่ที่วัดสังโฆสิตาราม ด้วยความสนใจใน ด้านวิชาคาถา อาคมอยู่แล้ว ภายหลังจากบวชท่านได้ไปขอฝึกวิชากรรมฐาน กับหลวงพ่อโหน่ง วัดคลองมะดัน ในสมัยนั้น หลวงพ่อสด วัดปากน้ำ

ก็เป็นศิษย์ของหลวง พ่อโหน่งเช่นกัน นอกจากนั้นหลวง พ่อครื้นยังได้ไปศึกษาวิชาในการ ทำนายทายทัก กับหลวงพ่อฉัตร ซึ่งเป็นพระอุปัชฌาย์ของท่านเอง ท่านศึกษา ได้อย่างยอดเยี่ยม จนสามารถทำนายทายทักได้อย่างแม่นยำ ในราว พ.ศ. 2475 หลวงพ่อครื้นก็ได้รักษาการตำแหน่ง เจ้าอาวาสวัดสัง โฆสิตาราม ท่านได้สร้างกุฏิ ศาลา โบสถ์ และโรงเรียนประชาบาล จนเจริญขึ้น ตามลำดับอย่างรวดเร็ว

เพราะท่านเป็นคนขยันทำงาน ทำงานเป็นหลัก ซึ่งก็เป็นที่ศรัทธาของชาวบ้านละแวกนั้น และต่างอำเภอก็ได้รับ คำกล่าวขานกัน ต่อมาได้รับการแต่งตั้งเป็น พระครูโฆสิตธรรมสาร ตำแหน่ง เจ้าอาวาสวัดสังโฆสิตาราม หลวงพ่อครื้นเป็นพระภิกษุ ที่มากด้วยเมตตาธรรมและมีอิทธิฤทธิ์เข้มขลัง ถึงขนาดหลวงพ่อสด ยังเอ่ยชมเชยว่า หลวงพ่อครื้นเปรียบเสมือนพระโมคคัลลาน์กลับชาติมาเกิด

กล่าวกันว่าเวลาท่านปลุกเสก วัตถุมงคลนั้นจะต้อง ทำพิธีในมุ้ง เนื่องด้วยของที่ท่านปลุกเสก จะบินว่อนไปทั่ว ถ้าไม่ใช้มุ้งครอบไว้ก็จะบินหนีหายไปหมด ซึ่งแสดงให้เห็นถึงพุทธานุภาพ และพุทธคุณที่จะเกิดแก่วัตถุมงคลของหลวงพ่อครื้น หลวงพ่อครื้น เป็นที่เคารพศรัทธาเลื่อมใสของชาวสุพรรณบุรี และจังหวัดใกล้เคียง มีลูกศิษย์ลูกหามากมาย

หลังจากอุปสมบทแล้ว ได้เดินทางมาจำพรรษา อยู่ที่วัดสังโฆษิตาราม ได้มี โอกาส ศึกษาวิชากับ พระอาจารย์ชื่อดัง ที่มีความรู้ความสามารถหลายท่าน เช่น หลวงพ่ออิ่ม วัดหัวเขา หลวงพ่อโหน่ง วัดคลองมะดัน อีกทั้งได้สำเร็จวิชาา วิปัสสนากรรมฐานกับ หลวงพ่อสด วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ

ธนบุรี อีกด้วย หลวงพ่อครื้น ท่านมีความสามารถ ในญาณหยั่งรู้ ทำนายทายทักเหตุการณ์ต่างๆล่วงหน้า ได้อย่างแม่นยำ อย่างน่าอัศจรรย์ยิ่งนัก ชื่อเสียง ของท่านเป็น ที่เลื่องลือไปทั่ว ชาวบ้าน ไม่ว่าใกล้ไกลต่างรู้ถึงความศักดิ์สิทธิ์ ท่านจึงเป็นที่ เลื่องลือไปทั่ว ชาวบ้านไม่ว่าใกล้ไกลต่างรู้ถึงความศักดิ์สิทธิ์ ท่านจึง เป็นสิ่งเลื่อม ใสศรัทธา ต่อผู้คนมาจวบจนทุกวันนี้

วัตถุมงคลที่โด่งดัง

หลวงปู่ครื้น

วัตถุมงคลที่หลวงพ่อครื้น สร้างไว้มี มากมายหลายชนิด ท่านเริ่มสร้างประมาณ ตุ๊กแกพ.ศ. 2480 เป็นต้นมา โดยสร้างต่อเนื่องกันทุกๆ ปี วัตถุมงคลของ ท่านมีคนบูชาไป แล้วมีประสบการณ์ มากมาย ในสมัยนั้นมีทหารไทยไปรบ ที่เวียดนาม ต่างได้มาของดีไปจากท่าน

ซึ่งก็รอดตาย กลับมากราบท่านได้อย่าง ปาฏิหาริย์ทุกๆ คน วัตถุมงคลของท่านยังเด่นทาง เมตตามหานิยม เฉพาะเครื่องรางไม่ว่าจะเป็นตุ๊กแก จระเข้ โดยมีทั้งเนื้อดินและเนื้อผง เป็นที่ยอมรับกันมาก ส่วนใหญ่แล้วพระเครื่องของท่านจะตอกตัว ฆ ไว้เสมอแต่ ที่ไม่ตอกก็มี ซึ่งก็ได้รับความนิยมไม่แตกต่างกัน

ท่านสร้างวัตถุมงคลทั้ง พระเครื่องขนาดเล็ก ใหญ่ และเครื่องราง ของขลัง ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นเนื้อดินเผา วัตถุมงคลของ ท่านล้วน มีมีพุทธคุณเป็นที่ปรากฏประจักษ์ จนชื่อเสียง ขจรไกล มีผู้คนทั้งใกล้ ไกลไปกราบ นมัสการ และขอ วัตถุมงคล จากท่าน เพื่อนำมา

ได้ร่วมกับคณะ กรรมการวัด พระภิกษุ สามเณร บูรณปฏิสังขรณ์ สิ่งก่อสร้างต่างๆ ภายในวัด เช่น กุฏิสงฆ์ศาลาการเปรียญ หอสวดมนต์ พระอุโบสถพ.ศ.2508-2514 หลวงปู่ ได้สร้าง

พระเครื่อง และพระบูชาแบบต่างๆ เพื่อหาเงินสร้างวิหาร พระพุทธไสยาสน์หลวงปู่ดีได้ นิมนต์ พระคณาจารย์ รวบรวมดอกไม้ร้อยแปด ว่านร้อยแปด แร่ธาตุต่างๆ และผงกรุต่างๆ นำมาสร้างพระเครื่อง
พระเครื่อง ทุกแบบ ทุกพิมพ์ ทุกรุ่น 

บูชาให้เกิดสิริมงคล และป้องกันภยันตราย ทุกๆ วันจะมีคนมาหา ท่านตลอด ทั้งใกล้และไกลมาให้ ท่านทำนายโชคชะตาราศี ซึ่งท่าน สามารถทำนายเหตุการณ์ ล่วงหน้าได้ถึง 20-30 ปี ซึ่งถือเป็นเรื่อง อัศจรรย์ยิ่งนัก จึงเป็นที่เคารพ และศรัทธา ของชาวบ้าน เป็นอย่างมาก

มรณภาพ ละสังขาล

หลวงพ่อครื้น มรณภาพลง วันที่ 15 พฤศจิกายน 25047 เวลา 23.05น. ศพของท่าน ไม่เน่าเปื่อย ยังเป็นปกติ เหมือนคนทั่วๆ ไปซึ่งก็ไม่แปลกเพราะ หลวงพ่อโหน่ง วัดคลองมะดัน ผู้ซึ่งเป็นอาจารย์ ของท่านก็ศพไม่เน่าเปื่อยเช่นกัน และเป็นที่ น่าสังเกตุพระ สายสุพรรณบุรี สายหลวงพ่อโหน่ง ส่วนใหญ่ศพจะไม่เน่า ซึ่งทางวัด ยังได้เก็บรัก ษาศพของท่าน ไว้จนถึงปัจจุบัน ณ วัดสังโฆสิตาราม

ขอขอบคุณบทความชีวประวัติ เกจิอาจารย์ดัง โดย ufa168

อ่านบทความดีๆ เพิ่มเติมได้ที่ >> คลิ้ก!!

Categories
รวมบทความ

หลวงปู่ดี จัตตมโล

ประวัติ หลวงปู่ดี จัตตมโล เกจิดังแห่งเมือง สุพรรณบุรี

หลวงปู่ดี จัตตมโล

หลวงปู่ดี จัตตมโล ท่านเป็น อดีตเจ้าอาวาสวัดพระรูป ต.ท่าพี่เลี้ยง อ.เมือง จ.สุพรรณบุรี พระเกจิชื่อดังในจังหวัดสุพรรณบุรี ต้นตำรับพระปิดตาและพระผงสุพรรณ ปี 2514 มรณภาพลงอย่างสงบด้วย โรคชรา ภายในกุฏิวัดพระรูป ท่าม กลางความเศร้าสลด ของคณะศิษยานุศิษย์ทั่วไป

ชาติกําเนิด หลวงปู่ดี จัตตมโล

หลวงพ่อดี มีนามเดิมว่า นายดี ศรีขำสุข เกิดเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2454 ที่บ้านคันลำ ต.ดอนตาล อ.เมือง จ.สุพรรณบุรี โยมบิดา-มารดา ชื่อ นายปั้น และ นางหรุ่น ศรีขำสุข มีพี่น้อง 5 คน ท่านเป็นบุตรคนสุดท้อง ในช่วงวัยเยาว์ ได้ติดตามพี่ชายคือ พระอาจารย์เผื่อน ปุสสชิโน ศรีขำสุข ซึ่งบวชเป็นพระภิกษุ มาอยู่อาศัยที่วัดพระรูป

ได้ศึกษาเล่าเรียน ภาษาขอมกับ พระอาจารย์คง วัดไชนาวาส เขตเทศบาลเมืองสุพรรณบุรี และเรียน หนังสือไทยกับ พระอาจารย์ช้าง เจ้าอาวาสวัดพระรูปครั้นอายุ 23 ปี ได้เข้าพิธี อุปสมบทเป็นพระภิกษุ ที่วัดไชนาวาส โดยมี พระครูสมณะการพิสิฐ หลวงพ่อท้วม เป็นพระอุปัชฌาย์ พระครูถาวรสุวรรณคุณ หลวงพ่อคำ เป็นพระกรรม วาจาจารย์ และ พระอาจารย์บุญ วัดไชนาวาส เป็นพระอนุสาวนาจารย์

อุปสมบทหลวงปู่ดี จัตตมโล

หลังจากอุปสมบท ได้อยู่จำพรรษาที่วัดพระรูป และมุ่งมั่นศึกษา พระปริยัติธรรม และ พระธรรมวินัย สามารถสอบได้นักธรรมชั้นตรี ในปี พ.ศ. 2524 ได้รับแต่งตั้ง จากคณะสงฆ์ จังหวัดสุพรรณบุรี ให้เป็นเจ้าอาวาสวัดพระรูปพ.ศ.2488- หลวงปู่ดี ได้ร่วมกับคณะกรรมการวัด พระภิกษุ-สามเณร บูรณปฏิสังขรณ์สิ่งก่อสร้างต่างๆ ภายในวัด เช่น กุฏิสงฆ์ ศาลาการเปรียญ หอสวดมนต์ พระอุโบสถพ.ศ.2513

หลวงปู่ดี ได้สร้างพระเครื่อง และ พระบูชาแบบต่างๆ เพื่อหาเงินสร้างวิหารพระพุทธไสยาสน์ โดยท่านได้ตั้งจิตอธิษฐาน จุดธูปเทียนบูชาพระ ชุมนุมเทวดา ก่อนปฏิญาณตนต่อหน้า พระพุทธรูป ว่า ข้าพเจ้าขอสร้างพระชนิดต่างๆ เพื่อนำเงินมา บูรณะวัดพระรูป จะไม่นำเงินส่วนนี้ มาใช้ส่วนตัวเป็นอันขาด ถ้าข้าพเจ้าเอาไปใช้ส่วนตัว ขอให้ตกนรกอย่าได้เกิดมาเป็นมนุษย์อีกเลย

หลวงปู่ดี วัดพระรูป ได้นิมนต์ พระคณาจารย์ รวบรวมดอกไม้ร้อยแปด ว่านร้อยแปด แร่ธาตุต่างๆ และผงกรุต่างๆ นำมาสร้างพระเครื่องขึ้น ดังนี้ พระผงสุพรรณ พระนางพญา พระซุ้มกอ พระสมเด็จ พระรอด พระกำแพงศอก, และโลหะพิเศษต่างๆ พระที่ชำรุด และมวลสาร ที่มีคนนำมาถวาย โดยมีพิธีพุทธาภิเษกครบไตร มาส 3 เดือนเต็ม จึงได้นำออกมาให้เช่าบูชาพระเครื่องทุกแบบ ทุกพิมพ์ ทุกรุ่น ที่หลวงปู่ดีสร้างปรากฏว่า

ได้รับความนิยม เป็นที่เลื่อมใสศรัทธา ของชาวเมืองสุพรรณบุรี จนกระทั่งถึงระดับประเทศ ได้ชื่อว่า เป็นพระเกจิอาจารย์ ชื่อดังระดับประเทศอีกรูปหนึ่ง ที่เปี่ยมไปด้วยเมตตา สามารถกราบไหว้ ได้อย่างสนิทใจ หลวงพ่อดีท่านเล่าให้ฟังว่า ท่านได้เข้าไปใน พระอุโบสถและตั่งสัตย์ปฏิญาณว่า “ลูกไม่มีเงินที่จะพัฒนาวัด และเกินกำลังเหลือเกินจะขอสร้างวัตถุมงคลเพื่อหารายได้เข้าวัด ขอให้วัตถุมงคลนี้มีเมตตา บารมี

และศักดิ์สิทธิ์ เพื่อให้ผู้ที่มาเช่านำ ไปใช้เกิดศิริมงคล ลูกขอทำวัตถุมงคลนำเงินมาบูรณะวัดพระรูปให้ เจริญก้าวหน้าต่อไป ในการสร้างพระเครื่องพิมพ์ต่าง ๆ ท่านได้นำพระพิมพ์ต่าง ๆ ที่แตกหักจากเจดีย์ต่าง ๆ ทั่วเมืองสุพรรณ โดยเฉพาะพระชำรุดหักของวัดบ้านกร่าง วัดพระรูป และวัดมหาธาตุ พระผงสุพรรณ มาเป็นส่วนผสมในมวลสาร

หลวงปู่ดี จัตตมโล ศึกษาพระไตรปิฎก

หลวงปู่ดี จัตตมโล

เมื่อทรงศึกษาพระไตรปิฎกโดยละเอียด ก็ทรงพบว่าข้อปฏิบัติทางพระธรรมวินัยของภิกษุ บางหมู่ในเวลานั้น มีความผิดพลาดคลาดเคลื่อนไปจากพระธรรมวินัยมาช้านานแล้ว จึงสลดพระทัย ในการจะทรงเพศบรรพชิตต่อไป วันหนึ่งเสด็จเข้าสู่พระอุโบสถ วัดมหาธาตุ ทรงอธิษฐานขอให้ได้พบวงศ์บรรพชาอุปสมบท ที่บริสุทธิ์สืบเนื่องมาแต่พระพุทธเจ้าแต่ดั้งเดิมภายใน 7 วัน มิฉะนั้นจะทรงเข้า พระทัยว่าพระพุทธศาสนา ที่บริสุทธิ์สิ้นแล้ว

ก็จะลาสิกขาเสียจาก สมณเพศไปเป็นฆราวา สรักษาศีลห้าศีลแปด ครั้นผ่านไปได้สักสองสามวัน ก็ได้ทรงได้ยินข่าว พระเถระชาวรามัญ มอญ รูปหนึ่งชื่อ ซาย พุทฺธวํโสซาย ในภาษามอญว่าหมายถึง น้ำผึ้งอุปสมบทมาจากเมืองมอญ ได้เป็นพระราชาคณะที่ พระสุเมธมุนี และเป็นเจ้าอาวาสวัดบวรมงคล 

หรือมีชื่อที่เรียกกันทั่วๆ ไปว่า วัดลิงขบ เป็นวัดเก่าแก่ ตั้งอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาตรงกันข้ามกับวัดสมอราย เป็นผู้ชำนาญในพระวินัยปิฎกและประพฤติปฏิบัติอย่างเคร่งครัด จึงเสด็จ ไปทรงศึกษาด้วย พระสุเมธมุนีได้ทูลอธิบายถึงวัตรปฏิบัติ ของคณะสงฆ์รามัญ นิกายสีมากัลยาณี ที่ท่านได้อุปสมบทมาให้ทรงทราบ อย่างละเอียด ชี้ให้เห็นชัดว่าวงศ์บรรพชาอุปสมบทนี้มีเชื้อสาย มาจากพระอนุรุทธเถระ พระอรหันตสาวกในสมัยพุทธกาล

ผู้เป็นเลิศทางด้านทิพยจักษุ หรือตาทิพย์ เชื่อมโยงมาจนถึงพระอุปัชฌาย์ของพระสุเมธมุนีได้ 88 ชั่วคนแล้ว ทรงพิจารณา เห็นว่าถูกต้องตามพระพุทธพจน์ที่ทรง ศึกษาจากพระไตรปิฎก จึงมีพระราชศรัทธาที่จะประพฤติตามแบบ พระมอญ และเนื่องจาก ทรงพิจาณา เห็นว่าอุปสมบทวิธีตามแบบรามัญน่าจะถูกต้องตาม พระพุทธบัญ ญัติมากที่สุด

ในเวลานั้น จึงทรงทำทัฬหีกรรม คือ ทรงอุปสมบทซ้ำในคณะสงฆ์รามัญนิกายสีมากัลยาณีอีกครั้งหนึ่ง ณ วัดสมอราย โดยมีพระสุเมธมุนี ซาย พุทฺธวโสเป็นพระอุปัชฌาย์ เมื่อ พ.ศ.2368 อันเป็นปีที่ทรงผนวชได้ 2 พรรษา และเสด็จกลับไปประทับ อยู่ที่วัดมหาธาตุตาม เดิมนั้นเองครับ

มรณภาพละสังขาล

ชาวเมืองสุพรรณบุรี จนกระทั่ง ถึงระดับประเทศ ได้ชื่อว่า เป็นพระเกจิอาจารย์ชื่อดังระดับ ประเทศอีกรูปหนึ่ง ที่เปี่ยมไปด้วยเมตตาสามารถกราบไหว้ได้อย่างสนิทใจ จนกระทั่ง เมื่อเวลา 18.40 น. วันที่ 18 ก.พ.51 หลวงปู่ดีได้ละสังขารสิริอายุ 96 ปี พรรษา 73 ลูกศิษย์ท่านมี ทั้งเจ้านายผู้ใหญ่ คนร่ำรวย และคนยาก คนจนแต่ท่าน ก็สงเคราะห์ลูกศิษย์เท่าเทียมกัน ไม่มีใคร เป็นศิษย์คน พิเศษแต่อย่างใด ทุกวันนี้ท่านยัง อยู่ในใจคนที่เคารพท่านเสมอ ทุกวันนี้ถ้าไม่ติดโควิทระบาด ผู้คนเต็มวัดเช่นเคยครับ

ขอขอบคุณบทความชีวประวัติ เกจิอาจารย์ดัง โดย ufabet168

อ่านบทความดีๆ เพิ่มเติมได้ที่ >> คลิ้ก!!

Categories
รวมบทความ

หลวงพ่อดำ วัดอินทาราม

ประวัติ หลวงพ่อดำ วัดอินทาราม เกจิแห่งเมือง พยุหะคีรี

หลวงพ่อดำ วัดอินทาราม

หลวงพ่อดำ วัดอินทาราม ท่านเป็นลูกศิษย์เอกของ หลวงพ่อเดิม วัดหนองโพ นอกจากพระเครื่องของ พระครูนิภาธรโศภณ หลวงพ่อชี อดีตเจ้าอาวาสวัดอินทารามแล้ว พระเครื่องของ วัดอินทารามที่มีชื่อเสียงอีกชุด ซึ่งแต่ก่อน นั้นไม่ค่อยมี ใครสนใจกันนัก

เพราะพระอาจารย์ ผู้สร้าง ท่านสร้างแจกฟรี เป็นพระเครื่องที่จัดสร้างเพียงเพื่อประกอบการ ฝึกเจริญพระกรรมฐาน ทำปฐวีและเตโชกสิณเท่านั้น คล้ายๆ กับพระเครื่องของ หลวงพ่อโหน่ง

อินทสุวัณโณ วัดคลองมะดัน อ.สองพี่น้อง จ.สุพรรณบุรี พระเครื่องที่ผู้เขียน กำลังบรรยายถึงนี้ คือ พระกสิณ หลวงพ่อดำ วัดอินทาราม อ.พยุหะคีรี จ.นครสวรรค์

วัดอินทาราม ตั้งเมื่อ พ.ศ.2325 เดิมชื่อวัดบ้านขลู่ ตามชื่อหมู่บ้าน ขึ้นอยู่เป็นจำนวนมาก ต่อมานายอินทรีและนางจันทร์ ผู้อุปถัมภ์วัดได้ดำเนินการขอเปลี่ยนชื่อเป็น “วัดอินทาราม” ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาเมื่อวันที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2529 เขตวิสุงคามสีมา กว้าง 20 เมตร

ยาว 40 เมตร การบริหารและการปกครอง มีเจ้าอาวาส เท่าที่ทราบนาม คือ รูปที่ 1 พระอธิการไชยา รูปที่ 2 พระอธิการน้อยหมอ รูปที่3 พระอธิการน้อย รูปที่ 4 พระอธิการยอด รูปที่ 5 พระอธิการเพียร รูปที่ 6 พระครูอินทรวชิรภรณ์ พ.ศ.2538จนถึงปัจจุบัน มีพระภิกษุจำพรรษา จำนวน 7 รูป

ชาติกําเนิด หลวงพ่อดำ วัดอินทาราม

หลวงพ่อดำ เป็นชาว จ.สิงห์บุรี มีนามเดิมว่า ดำ หอมแสน โยมบิดาชื่อ กร่าง โยมมารดาชื่อ สี ต่อมาหลวงพ่อดำได้รับการอุปการะจากตระกูล พวงสมบัติ โดยมี ปู่แนม พวงสมบัติ และ แม่บุญ พวงสมบัติ เป็นพ่อแม่บุญธรรม ภายใต้การเลี้ยงดูของคุณย่าพุก ปัจจุบัน พ.ศ.2556 อายุ 96 ปี และคุณยายไล้ พวงสมบัติ

อุปสมบทหลวงพ่อดำ วัดอินทาราม

เมื่ออายุ ครบบวชจึงเข้า อุปสมบท ที่วัดอินทาราม อ.พยุหะคีรี จ.นครสวรรค์ โดยมี พระครูพยุหานุศาสก์ หลวงพ่อชิต ชิตจิตฺโต วัดยางขาว อ.โกรกพระ เป็นพระอุปัชฌาย์ พระครูนิสิตคุณากร

หลวงพ่อกัน คงฺครตโน เป็น พระกรรมวาจาจารย์ พระครูนิภาธรโศภณ หลวงพ่อชี วัดอินทาราม เป็น พระอนุสาวนาจารย์ ได้รับฉายา รักขิตตธัมโม แปลว่า ผู้มีธรรมอันรักษาแล้ว

พระภิกษุดำ ตั้งใจศึกษา พระธรรมวินัย อย่างเคร่งครัด ท่านเรียนรู้พระปริยัติและ ศีลาจาริยาวัตร ของภิกษุ แต่ทว่าท่านไม่ใคร่ใฝ่ ศึกษาสอบนักธรรมต่างๆ ได้แต่เรียนเพื่อรู้ และนำไปปฏิบัติ เท่านั้นนอกจากนี้ ท่านยังได้ศึกษาวิชา แพทย์แผนโบราณ พระกรรมฐาน และ วิทยาคมจากปู่แนม

พวงสมบัติ หลวงพ่อกัน วัดเขาแก้ว หลวงพ่อชี วัดอินทาราม หลวงพ่อสด วัดหางน้ำสาคร หลวงปู่อินทร์ วัดเกาะหงษ์ หลวงปู่หุ่น วัดเขาแก้ว หลวงพ่อเดิม พุทธสโร วัดหนองโพ วิชาที่ได้รับจาก หลวงพ่อเดิม คือ วิชาการสักยันต์ การเขียนยันต์ พระเจ้า 5 พระองค์หน้าช้าง วิชาการเข้ามีดหมอเทพศาสตรา

หลวงพ่อดำ วัดอินทาราม


วัตถุมงคล หลวงพ่อดำ

จากนี้ท่านยังศึกษา กับหลวงพ่อคร้าม วัดสะพานหิน อ.มโนรมย์ จ.ชัยนาท หลวงพ่อคร้าม เป็นอาจารย์ ผู้สอนวิธีทำกสิณ และการลบผงปถมัง, ผงอิธะเจ เพื่อเป็นกุศโลบาย สำหรับฝึก สมถกรรมฐาน ทุกๆ วัน เมื่อว่างเว้นจากการรักษาคนไข้ หลวงพ่อดำ จะขลุก อยู่กับการปฏิบัติ พระกรรมฐาน นั่งนับประคำ การปั๊มพระและสุมไฟเผาพระ นั่งเพ่งเตโชกสิณอยู่ข้างๆ เตาเผาอยู่วันยังค่ำ

ผู้คน ที่ผ่านไปพบเห็น ท่านในสมัยนั้น เห็นเป็นเรื่อง ปกติตามวิสัย แต่ก็หามีใครรู้ไม่ว่า ท่านทำไปเพื่ออะไร เพราะในชีวิตของท่านไม่เคยออกจำหน่ายหรือ โฆษณาสรรพคุณ พระเครื่องเหล่านี้เลย ได้แต่ทำมาแล้วนำไปแจกเป็นการกุศลทั้งหมดทั้งสิ้น

มวลสารที่ใช้ทำพระเนื้อดิน คือ 1.ดิน 7 โป่ง 2.ดิน 7 ป่าช้า 3.ดิน 7 ท่า 4.ดิน 7 เมือง 5.ดินพระอุโบสถเก่าของวัด อินทารามและพระอุโบสถวัดอื่นๆ 6.ไคลเสมา 7.ว่านยาต่างๆ 8.น้ำมันสักของหวงพ่อเดิม 9.ดินเหนียวใจกลางนา 10.น้ำมันมนต์ 11.ผงอิธะเจ และ ลูกกลอนหลวงพ่อคร้าม 12.ผงปถมัง

นอกจากนี้สันนิษฐานว่า ท่านได้มวลสารอื่นๆ จากหลวงพ่อกัน หลวงพ่อคร้าม หลวงพ่อชี หลวงพ่อหุ่น และหลวงพ่อเดิมอีกด้วย
ท่านจะปลุกเสก ผสมมวลสาร ปั้นดินเพ่งกสิณดิน ปฐวีกสิณ ในตอนกลางคืน ภายหลังที่ได้ทำวัตร เย็นเสร็จแล้ว พอรุ่งเช้าท่านจะตื่นตั้งแต่ตี 3 ทำวัตรสวดมนต์ และปลุกเสกอีกหนึ่งคำรบ นั้นเองครับรีบหามาไว้บูชากันนะ

มรณภาพ ละสังขาล

หลวงพ่อดำ รักขิตตธัมโม ท่านเป็นเพียง พระลูกวัด อินทารามธรรมดาๆ รูปหนึ่ง แต่วัตรปฏิบัติของท่านนั้น น่าเลื่อมใสศรัทธาผิดจากหลวงตาทั่วๆ ไป กล่าวคือ ท่านถือเคร่งครัด เรื่องการนั่ง วิปัสสนากรรมฐานเป็นนิตย์ และมีความรู้พิเศษด้าน วิชาแพทย์แผนโบราณ

ให้การสงเคราะห์ผู้คนโดย ไม่เลือกชั้นวรรณะพระเครื่อง ของท่านมีดีแบบไม่ต้องเชียร์มานาน กว่าสามสิบปีแล้ว หากผู้ใดมีไว้ครอบครองก็ขอให้รู้คุณค่าเก็บรักษาไว้ให้ดี ตราบจนถึงวันที่ 24 พฤศจิกายน 2541 ท่านได้ถึงกาลมรณภาพ ด้วยโรคมะเร็งในลำไส้ สิริรวมอายุ 71 ปี พรรษา 49

ขอขอบคุณบทความชีวประวัติ เกจิอาจารย์ดัง โดย ufabet

อ่านบทความดีๆ เพิ่มเติมได้ที่ >> คลิ้ก!!

Categories
รวมบทความ

ไพรีพินาศ วัดบวร

ประวัติ และที่มาของ ไพรีพินาศ วัดบวร

ไพรีพินาศ วัดบวร

ไพรีพินาศ วัดบวร ถือได้ว่าเป็นพระพุทธรูปศิลาปิดทอง ศิลปะศรีวิชัย ปางประทานพร คล้ายปางมารวิชัย เพียงแต่หงายพระหัตถ์ขวา  ประวัติการสร้างไม่ปรากฏแน่ชัด ทราบแต่เพียงว่า มีผู้นำมาทูลเกล้า ถวายแด่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ตั้งแต่ครั้งทรงพระผนวชและประทับ ณ วัดบวรนิเวศวิหาร พระองค์ทรงเชื่อว่า พระพุทธรูปองค์นี้มีานุภาพกำจัด

ภัย ให้ผู้ที่คิดร้ายพ่ายแพ้ พระบารมีเรื่องมีอยู่ว่า เมื่อพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ขณะดำรงพระอิสริยยศที่ “เจ้าฟ้ามงกุฎ” เสด็จออกผนวชเมื่อเจริญพระชนมายุครบตามเกณฑ์ ทรงผนวชได้เพียง 15 วัน ก็เกิดเหตุการณ์ผลัดแผ่นดิน พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย สมเด็จพระบรมชนกนาถ รัชกาลที่ 2 เสด็จสวรรคต อย่างปัจจุบัน

ตามกฎมณเฑียรบาลแล้ว พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 หรือ เจ้าฟ้ามงกุฎ ในขณะนั้น ควรจะได้รับราชสมบัติ ต่อจากรัชกาลที่ 2 เพราะทรงเป็นพระราชโอรส ที่มีพระราชสมภพจาก พระอัครมเหสีของรัชกาลที่ 2 คือสมเด็จพระศรีสุริเยนทรามาตย์ มีฐานันดรศักดิ์เป็น สมเด็จหน่อพระพุทธเจ้า

จัดว่าเป็นอันดับสูงสุดใน พระบรมวงศานุวงศ์ มีฐานะเป็นรัชทายาท และเวลานั้น ตำแหน่งวังหน้าซึ่งถือเป็น ตำแหน่งรัชทายาทก็ยังว่างอยู่ ภายหลังจากที่กรมพระราชวัง บวรมหาเสนานุรักษ์สิ้นพระชนม์ รัชกาลที่ 2 ก็มิได้ทรงตั้งวังหน้า ขึ้นใหม่ตลอดรัชกาล  แต่ราชสมบัติกลับมิได้ตกแก่เจ้าฟ้ามงกุฎตามที่กฎมณเฑียรบาล กำหนดไว้นั้นเอง

ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธ เลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2 ผู้กำกับดูแลราชการต่างพระเนตร พระกรรณมีอยู่ 3 พระองค์ คือ วังหน้า กรมพระราชวังบวรมหาเสนานุรักษ์ กำกับดูแลราชการ แผ่นดินทั่วไป  เจ้าฟ้ากรมหลวงพิทักษ์มนตรี กำกับกรมวังและมหาดไทย กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ ต่อมาคือพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 

กำกับกรมพระคลังมหาสมบัติ  ครั้นเมื่อวังหน้าสิ้นพระชนม์ กรมหลวงพิทักษ์มนตรีก็เข้ามา กำกับดูแลแทน แต่อยู่ได้เพียง 5 ปี ก็สิ้นพระชนม์อีก จึงเหลือเพียงกรมหมื่น เจษฎาบดินทร์พระองค์เดียว ที่กำกับดูแลราชการทั้งหลายทั้งปวง

ไพรีพินาศ องค์จริง

พระไพรีพินาศ องค์จริงตั้งอยู่ที่ พระมหาเจดีย์สีทอง ด้านหลังพระอุโบสถวัดบวรนิเวศวิหาร ทางวัดจะเปิดให้คน ที่ศรัทธาขึ้นไปกราบไหว้บูชาเฉพาะในวันพิเศษและสำคัญๆ ไม่กี่วันเท่านั้น คือวันสมภพ สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช ตรงกับวันที่ 3 ต.ค. ทุกปี วันฉลองปีใหม่ 31 ธ.ค. และ 1 ม.ค. และวันสงกรานต์ 13 เม.ย. เป็นต้น

ที่ประดิษฐานพระไพรีพินาศ เป็นเก๋งขนาดพอองค์ พระอยู่ในกำแพงชั้นที่ 2 ของพระเจดีย์ประธาน วัดบวรนิเวศวิหาร ปัจจุบันมีลูกกรงเหล็กติดตั้งไว้แน่นหนาเพื่อความปลอดภัย

ช่วงปลายรัชกาลที่ 2 ไพรีพินาศ วัดบวร

ไพรีพินาศ วัดบวร

ในช่วงปลายรัชกาลที่ 2 มีผู้ไปหลอก พระจอมเกล้าฯ ที่ทรงผนวชไม่นาน และไปประทับที่ วัดราชาธิวาสว่า รัชกาลที่ 2 ให้เข้าเฝ้าจึงเสด็จมา กลายเป็นเรื่องหลอกให้เก้อ แต่คนที่หลอกมานิมนต์ ไปอยู่ที่โบสถ์วัดพระแก้ว ให้ประทับที่นั่น ขังไว้ 7 วัน จนกระทั่งรัชกาลที่ 3 เสด็จขึ้นครองราชย์ เป็นพระมหากษัตริย์แล้ว จึงนิมนต์จากวัดพระแก้วกลับไปวัดสมอรายเหมือนเดิม

พระจอมเกล้าฯ ขณะทรงผนวช เป็นพระนักศึกษาภาษาบาลี วันหนึ่งทรงเข้าแปลในพระอุโบสถวัดพระแก้ว โดยพระพุทธโฆษาจารย์ (ฉิม) วัดโมลีโลกฯ ทำการสอบ พระจอมเกล้าฯ ทรงแปลผ่านประโยค 3-4-5 ตลอด วันที่ 3 หม่อมไกรสร ซึ่งเป็นกรมหลวงฯ กำกับกรมธรรมการถามพระพุทธโฆษาจารย์ (ฉิม) ว่า นี่จะปล่อยกันไปถึงไหน พระจอมเกล้าฯ ได้ฟังเกิดน้อยพระทัย หยุดสอบแต่บัดนั้น จึงเป็นอันว่าพระจอมเกล้าฯ สอบไล่ได้ประโยค 5 ต่อมา รัชกาลที่ 3 โปรดฯ ให้ถือพัดประโยค 9 และทรงสถาปนาขึ้นเป็นพระราชาคณะ

รวบรัดตัดความว่า พระจอมเกล้า ประทับวัดสมอ รายระยะหนึ่ง รัชกาลที่ 3 โปรดฯ ให้เสด็จมา ประทับวัดบวรนิเวศน์ ใกล้หม่อมไกรสรเข้าไปอีก จึงถูกรบกวนง่ายขึ้น นอกจากจับพระสุเมธมุนี พระอุปัชฌาย์ พระจอมเกล้า สึกแล้ว ยังเคยให้คนแกล้งหุงข้าวต้มร้อนๆ ใส่บาตรพระธรรมยุตที่ปกติจะต้องอุ้มบาตรให้ได้รับความเดือดร้อน เรื่องนี้สร้างความ ระกำพระทัยแก่พระจอมเกล้าฯ ยิ่งนัก

ณัฐวุฒิ บรรยายว่า ในที่สุดธรรม ชนะอธรรม หม่อมไกรสรถูกกล่าวโทษร้ายแรง เช่น ชำระความไม่ยุติธรรม กดขี่ข่มเหง และทำเลียนแบบในหลวงองค์ก่อน เช่น ไปลอยกระทงกรุงเก่าบ้าง ที่นครเขื่อนขันบ้าง สมคบกับพวกละครไม่บรรทมกับหม่อมห้าม เพราะติดดาราละคร มีพฤติกรรมน่ารังเกียจหลายอย่างทางด้านกามารมณ์ ที่ร้ายแรงคือ

ถูกกล่าวหาว่าเกลี้ยกล่อมเจ้านายขุนนาง ไว้เป็นพวกมาก จะคิดกบฏหรือ นอกจากนั้นถูกกล่าวหาว่านำเงิน วัดพระพุทธบาท ไปหลายสิบช่างใน 1 ปี จะเลี้ยงไว้ไม่ได้ จึงให้สำเร็จโทษ และถอดจากกรมหลวง ให้เรียกชื่อว่า หม่อมไกรสร ลงพระราชอาญา สำเร็จโทษด้วยท่อนจันทน์ที่วัดปทุมคงคา เมื่อวันที่ 10 ธ.ค. 2391 ขณะอายุ 58 ปี ส่วนบ่าว 3 คน นำไปประหารชีวิตที่สำเหร่ในวันเดียวกัน

ไพรี ของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งขณะนั้น ทรงผนวชอยู่ ณ วัดบวรนิเวศน์ก็ได้พินาศลง ด้วยประการฉะนี้ และเรื่องราวระหว่างพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว กับหม่อมไกรสรดังกล่าวมาแล้วนี้ นับเป็นเบื้องหลังและเป็นที่มา ของพระนามของพระพุทธรูป

ที่เรียกว่า พระพุทธไพรีพินาศ เพราะในระยะใกล้ๆ กับเวลาที่หม่อมไกรสรถูกสำเร็จโทษด้วยท่อนจันทน์นี้เอง พระพุทธไพรีพินาศ ก็ได้เสด็จมาสู่พระบารมีพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ดังปรากฏใน สาสน์สมเด็จ ดังได้กล่าวมาแล้ว

ไพรีพินาศ วัดบวร

สรุป ไพรีพินาศวัดบวร

หลักฐานที่ค้นพบนามของ พระพุทธรูปองค์สำคัญนี้ว่า “พระไพรีพินาศ” นั้นเป็นกระดาษ พับสอดไว้ใต้ฐาน มีอักษรเขียนว่า “พระสถูปเจดีย์ศิลาบัลลังก์องค์ จงมีนามว่าพระไพรีพินาศ เทอญ และอีกด้านเขียนว่า เพราะตั้งแต่ทำมาแล้ว คนไพรีก็วุ่นวายยับเยิน ไปโดยลำดับ หลักฐานดังกล่าวได้ค้นพบเมื่อวันจันทร์ที่ 30 พ.ย. 2507 ระหว่างซ่อมแซมพระเจดีย์ 96 ปี วัดบวรนิเวศวิหาร

ขอขอบคุณบทความชีวประวัติเกจิอาจารย์ โดย ufa168

**อ่านบทความการลงทุนเพิ่มเติม >> https://ufabets5.com/contentandnews/

Categories
รวมบทความ

หลวงพ่อมา วัดหาดสูง

ประวัติ หลวงพ่อมา วัดหาดสูง เกจิแห่งเมือง ปราจีนบุรี

หลวงพ่อมา วัดหาดสูง

หลวงพ่อมา วัดหาดสูง เมื่อกล่าวถึงเมืองปราจีนบุรี ที่ไม่เคยลืมเลือนไปจากบรรดานักสะสมพระเครื่องคือนามของ พระอุปัชฌาย์มา หรือหลวงพ่อมา จตุตาลโย แห่งวัดหาดสูง ตำบลหาดนางแก้ว อำเภอกบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรีซึ่งไม่เพียงแต่นามของ พระอุปัชฌาย์มาเพียงเท่านั้น เมืองปราจีนบุรียังคลาคล่ำด้วยพระเกจิอาจารย์ ที่ยังคงดำรง อยู่ในความทรงจำของผู้คน

แม้ว่าหลายท่านเหล่านั้นจ ะได้ละสังขาร ไปเป็นเวลาเนิ่นนานแล้วก็ตาม แต่สิ่งหนึ่งที่เป็นจุดเชื่อม ความทรงจำคือ พระเครื่องที่ท่านได้รังสรรค์ขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็น พระครู กบินทรจริยาธิมุต (พุก พฺรหฺมโชติ) แห่งวัดพระยาทำ อดีตเจ้าคณะ จังหวัดกบินทร์บุรี ก่อนจะเปลี่ยนฐานะลงมาเป็นเพียงอำเภอหนึ่งของ จังหวัดปราจีนบุรี

ชาติกําเนิดหลวงพ่อมา วัดหาดสูง

เกิดเมื่อวันอังคารที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2422 ที่บ้านหนอง กระทุ่ม ตำบลหนองหง อำเภอพานทอง จังหวัดชลบุรี โยมบิดาชื่อ ทา โยมมารดาชื่อ จันทร์ในวัยเด็กได้ศึกษา เล่าเรียนเขียนอ่าน กับพระสมุห์หล่วน วัดโคกหัวเขา จนสามารถอ่านออกเขียนได้ จากนั้นจึงได้บรรพชา เป็นสามเณรอยู่กับพระสมุห์หล่วน ครั้นเมื่อ อายุครบเกณฑ์ทหาร จึงได้ไปคัดเลือกจับได้ใบแดงเข้ารับ ราชการทหาร ที่กรมทหารเรือ

กรุงเทพมหานคร เมื่อครบเกณฑ์ ทหารได้รับราชการต่อ จนมียศเป็นจ่าตรี และมีโอกาสได้รับใช้ใกล้ชิด พลเรือเอก พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ จนเมื่ออายุได้ 25 ปี ได้ลาออกจากราชการ และได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุ ณ วัดหนองตำลึง ตำบลหนองตำลึง อำเภอพานทอง จังหวัดชลบุรี เมื่อวันพุธที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2447

ตรงกับวันขึ้น 7 ค่ำ เดือน 1 ปีมะโรง มีพระอุปัชฌาย์แก้ว เจ้าอาวาสวัดหนองตำลึง เป็นพระอุปัชฌาย์ พระอาจารย์เพชร วัดหนองกะขะ ตำบลหนองกะขะ อำเภอพานทอง จังหวัดชลบุรี เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และพระปลัดจันทร์ วัดบ้านงิ้ว ตำบลหนองกะขะ อำเภอพานทอง จังหวัดชลบุรี เป็น พระอนุสาวนาจารย์

อุปสมบท

เมื่ออุปสมบท แล้วนอกเหนือ จากที่ได้ศึกษาวิชา จากพระอุปัชฌาย์ แก้วแล้วนั้น ยังได้ไปศึกษาวิชาความรู้ ที่วัดราชสิทธาราม กรุงเทพมหานคร รวมทั้งจากหลวงพ่อทับ วัดอนงคาราม กรุงเทพมหานคร หลวงพ่อเจียม วัดกำแพง จังหวัดชลบุรี หลวงพ่ออี๋ วัดสัตหีบ จังหวัดชลบุรี หลวงพ่อมาจำพรรษาที่วัดหนองตำลึง จนวันหนึ่งเมื่อ ทางวัดหาดสูง ตำบลหาดนางแก้ว อำเภอกบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี

ว่างเจ้าอาวาส นายโม่ง นาลี พร้อมด้วยชาวบ้าน ได้เดินทางไปนิมนต์หลวงพ่อมามาดำรง ตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดต่อมาหลวงพ่อมา ได้รับแต่งตั้งให้เป็นพระอุปัชฌาย์ เมื่อวันที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2480 จึงได้สร้างเหรียญปั๊มรูปเหมือนขึ้นมาเป็นที่ระลึก เป็นเหรียญปั๊มรูปไข่ ขอบกระบอก หูเชื่อม เนื้อทองแดง มีขนาดกว้าง ประมาณ 2.4 เซนติเมตร

สูงประมาณ 3.2 เซนติเมตรด้านหน้า เป็นรูปเหมือนหลวงพ่อมานั่งสมาธิเต็มรูปด้านหลัง เป็นยันต์สามเหลี่ยมขมวดมุม ภายในบรรจุอักขระขอม 4บรรทัด อ่านได้ว่า สะ มะ นิ ทุ ทู นิมะ สะ ทะ สะ มิ นะ สะ นิ สะ ทุ ส่วนด้านข้าง ด้านซ้ายอ่านว่า พุท ธัง ระ ตะ นัง ด้านขวาอ่านว่า สัง ฆัง ระ ตะ นัง ด้านล่างอ่านว่า ธัม มัง ระ ตะ นัง และอักขระตัวล่างที่โค้งตามขอบเหรียญอ่านได้ว่า พระอุปัชฌาย์บุญมา

ด้วยเหตุที่ท่านมีจิตใจ ในทางรักสงบ ชอบค้นคว้าวิชาความรู้ต่างๆ จากพระอาจารย์ทั้งหลาย จึงออกธุดงค์ ไปยังสถานที่ต่างๆ โดยมุ่งหน้าขึ้นไปทางภาคตะวันออก และได้รับการถ่ายทอดวิชา จากเกจิอาจารย์เรืองอาคมหลายท่าน อาทิ หลวงพ่ออี๋ วัดสัตหีบ ราชาแห่งปลัดขิก

หลวงพ่อแดง วัดใหญ่อินทาราม ผู้มีวาจาสิทธิ์ หลวงพ่อภู วัดต้นสน เจ้าตำรับผง 7 แท่งมหาเสน่ห์ หลวงพ่อแก้ว วัดเครือวัลย์ เจ้าของพระปิดตาอันลือลั่น หลวงพ่อโต วัดเนิน เจ้าแห่งคงกระพันชาตรี และ หลวงพ่อเจียม วัดกำแพง เจ้าตำรับพระปิดตาที่มีพุทธคุณขลังเทียบเท่าของหลวงพ่อแก้ว วัดเครือวัลย์

จากนั้น หลวงพ่อมา ได้มุ่งสู่จังหวัดฉะเชิงเทรา เข้าไปศึกษาพระคาถาอาคมกับ หลวงพ่อคง วัดซำป่างาม ได้พบปะแลกเปลี่ยน วิชากับหลวงพ่อเหลือ วัดสาวชะโงก จนเป็นสหธรรมิก ที่สนิทสนมกันมาก

หลังจากนั้น ได้มุ่งหน้าสู่จ.ปราจีนบุรี อาณาจักรแห่ง เมืองยาสั่ง ซึ่งสมัยนั้นไม่ว่าใครถ้าได้ยินชื่อเมืองนี้ จะต้องขนหัวลุก เพราะเต็มไปด้วยยาสั่งและการปล่อยของ เช่น เสกหนังกลองเข้าท้อง บิดไส้ เสกใบไม้เป็นต่อเป็นแตน ซึ่งเป็นฝีมือของชาวเขมรที่เข้ามา อยู่กันจำนวนมาก

เมื่อท่านเข้าเขตกบินทร์บุรี ได้พบกับสาม เณรชาวเขมร ซึ่งเก่งทางวิชาบิดไส้ และได้รับการถ่ายทอด วิชาจากสาม เณรรูปนั้น โดยจำพรรษาอยู่ที่วัดวังบัวทอง สบ้า จนข่าวคราวชื่อ เสียงกิตติศัพท์ ของท่าน ขจรขจายไปทั่วว่าเป็นพระสงฆ์ ที่เชี่ยวชาญ ทั้งเวทมนตร์

มรณภาพ ละสังขาล หลวงพ่อมา วัดหาดสูง

ขณะรับราชการได้รู้จักรักใคร่ ชอบพอกับขุน กล้ากลางสมร ไม่ว่าจะไปรบที่ไหนก็ไปด้วยกันเสมอ นอก จากนี้ ยังได้ไปศึกษา วิชาอาคมกับหลวงปู่ศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่า รับราชการจนติดยศจ่าโท จึงลาออกมาช่วยครอบครัวนั้นเอง

ในสมัยที่ท่านยังมีชีวิต ไม่ว่างานวัดที่ใด จะต้องนำธง ของท่านไปปักไว้ภายในเขตงานรวม 4 ด้าน ถ้าธงพัดไปทางใด ผู้คนจะมาจากทางนั้นมากเป็นพิเศษ

หลวงพ่อมาละสังขารตรงกับวันเสาร์ที่ 28 มิ.ย.2484 เวลา 14.00 น. รวมอายุ 63 ปี

ขอขอบคุณบทความชีวประวัติเกจิอาจารย์ โดย ทางเข้าufabet777

**อ่านบทความการลงทุนเพิ่มเติม >> https://ufabets5.com/contentandnews/

Categories
รวมบทความ

วัตถุมงคล หลวงพ่อเสน่ห์

ประวัติหลวงพ่อเสน่ห์ และ วัตถุมงคล หลวงพ่อเสน่ห์ ทีได้รับความนิยม

วัตถุมงคล หลวงพ่อเสน่ห์

วัตถุมงคล หลวงพ่อเสน่ห์ หลวงพ่อเสน่ห์ กตปุญโญ หรือ พระครูอุปกิตสารคุณ เป็นพระเกจิอาจารย์เรืองวิทยาคม ปัจจุบันสิริอายุ 91 ปี พรรษา 66 ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดพันสี หมู่ 1 ต.ท่าโพ อ.หนองขาหย่าง จ.อุทัยธานี ด้วยท่านมี ความสนใจในการศึกษา พระปริยัติธรรม ได้เข้าศึกษาพระปริยัติธรรม แผนกธรรม สามารถสอบ ได้นักธรรม ชั้นตรี-โท-เอก

ชาติกําเนิด หลวงพ่อเสน่ห์

หลวงพ่อ ท่านเกิด เมื่อวันจันทร์ที่ 10 ส.ค.2474 ที่บ้านเลขที่ 27 หมู่ 4 บ้านยางขาว ต.ยางขาว อ.พยุหะคีรี จ.นครสวรรค์ อายุครบ 22 ปี เข้าพิธีอุปสมบท เมื่อวันที่ 11 เม.ย.2496 ณ พัทธสีมาวัดยางขาว ต.ยางขาว อ.พยุหะคีรี จ.นครสวรรค์ มีพระครู พยุหานุศาสก์หลวงพ่อชิต เจ้าคณะอำเภอพยุหะคีรี และเจ้า อาวาสวัด ยางขาว เป็นพระอุปัชฌาย์

พระครูนิ ทัศน์ธรรมเวที หลวงพ่อช้อย เจ้าอาวาสวัดหัวงิ้ว เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และพระครูนิสิตคุณากร หลวงพ่อกัน เจ้าอาวาสวัดเขาแก้ว เป็นพระอนุสาวนาจารย์  ได้รับฉายาว่า กตปุญโญ มีความหมายถึง ผู้กระทำซึ่งบุญคุณความ ดีหลังอุปสมบท ท่านได้จำ

พรรษาอยู่ ที่วัดยางขาว คอยอุปัฏฐากรับ ใช้หลวงพ่อชิต พระอุปัชฌาย์ ด้วยท่านมี ความสนใจในการศึกษา พระปริยัติธรรม ได้เข้าศึกษา พระปริยัติธรรม แผนกธรรม สามารถสอบ ได้นักธรรม ชั้นตรี-โท-เอก ณ

สำนักเรียน วัดเนินเหล็ก อ.เมือง จ.อุทัยธานี จากนั้นได้ช่วยงานศาสนกิจคณะสงฆ์ใน จังหวัด อุทัยธานี นอกจากนี้ ท่านยังร่ำเรียน วิทยาคม กับหลวงพ่อชิตในด้านการสร้างวัตถุมงคลและเครื่องราง

ของขลัง อาทิ เครื่องราง ของขลัง ตะกรุด ผ้ายันต์ น้ำมันมนต์ น้ำพระพุทธมนต์ พระเครื่อง วัตถุมงคล จากนั้นได้ศึกษาเพิ่มเติมจาก กำนันบุญ ซึ่งเป็นศิษย์ ฆราวาส หลวงพ่อพริ้ง วัดหาดสูง ตลอดจน การฝึกปฏิบัติ ทางด้านจิตตภาวนา กับหลวงพ่อชิต

วัตถุมงคล หลวงพ่อเสน่ห์ ที่ได้รับความนิยมมีอะไรมั้ง

โดยหลักๆแล้ววัตถุมงคลหลักของหลวงพ่อเสน่ห์มีอยู่2รุ่นที่ผมจะมาแนะนําในวันนี้ 1.คือเหรียญห่วงเชื่อมรุ่นแรก 2. คือเหรียญมหาสมปรารถนารุ่นแรก

เหรียญห่วงเชื่อมหลวงพ่อเสน่ห์ รุ่นแรก สวยงามพุธคุณไม่ต้องพูดถึงเลยครับรุ่นนี้ จํานวนการจัดสร้างทําออกมาแค่ 40ลังเท่านั้น อนาคตเป็นพระหลักของหลวงพ่อแน่นอนครับ รีบจับจองหามาไว้บูชาเถอะครับ

วัตถุมงคล หลวงพ่อเสน่ห์

เหรียญผ่านการปลุกเสกจากหลวงพ่อเสน่ห์ ในวันปลุกเสกนั้นท้องฟ้าสว่างสดใสเป็นอย่างมากซึ่งน่าแปลกใจมาก เพราะปรกติฝนจะตกเพราะเป็นช่วงหน้าฝนด้วยแต่วันนั้นท้องฟ้าสดใสลมเย็นสบาย ผมนําภาพการปลุกเสกเหรียญห่วงเชื่อมาฝากนะครับ

วัตถุมงคล หลวงพ่อเสน่ห์

พิธีปลุกเสกผ่านไปได้ด้วยดีครับ

วัตถุมงคล หลวงพ่อเสน่ห์

ส่วนเหรียญมหาสมปรารถนานั้นจํานวนการจัดสร้างนั้นน้อยมากซึ่งจํานวนการจัดสร้างนั้นเพียงแค่ 2000 กว่าเหรียญ เท่านั้นเองครับ รีบหามาบูชาครับเหรียญสวยพิธีดีครับ

ส่วนใบรายการสร้างวัตถุมงคลรุ่น มหาสมปรารถนา นั้นผมเอามาให้ชมครับ

ลําดับการปรกครอง

พ.ศ.2503 ได้รับ แต่งตั้ง เป็นเจ้าอาวาส วัดพันสี ต.ท่าโพ อ.หนองขาหย่าง จ.อุทัยธานี
พ.ศ.2507 ได้รับ แต่งตั้งเป็นเจ้า คณะตำบลหนองขาหย่าง-ท่าโพ  
พ.ศ.2514 เป็น พระกรรมวาจาจารย์  
พ.ศ.2522 ได้รับ แต่งตั้งเป็น พระอุปัชฌาย์ ลำดับสมณศักดิ์
พ.ศ.2511 ได้รับ พระราชทานเลื่อน สมณศักดิ์เป็น พระครูสัญญาบัตรเจ้าคณะตำบลชั้นตรี ในราชทินนาม พระครูอุปกิตสารคุณ
พ.ศ.2520 ได้รับ พระราชทาน เลื่อนสมณศักดิ์ เป็นพระครูสัญญาบัตรเจ้าคณะตำบล ชั้นโทในราชทินนามเดิม  
พ.ศ.2554 ได้รับ พระราชทาน เลื่อนสมณศักดิ์ เป็นพระครูสัญญาบัตรเจ้าคณะตำบลชั้นเอกในราชทินนามเดิม
หลวงพ่อเสน่ห์ กตปุญโญหรือพระครูอุปกิตสารคุณ

มุ่งเน้น ให้พระภิกษุ สามเณรภายในวัด ได้ศึกษาเล่าเรียนพระปริยัติธรรม ต้องทำวัตร สวดมนต์ ทุกเช้า เย็นพร้อม กันทุกวัน ร่วมทำอุโบสถ สังฆกรรมทุกครั้ง อีกทั้งจะไป ธุระสถานที่ใด ต้องได้ รับอนุญาตจาก เจ้าอาวาสก่อน งานด้าน การเผยแผ่ พระพุทธศาสนา

จัดกิจกรรม บวชชี พราหมณ์ในวัน สำคัญทาง พระพุทธศาสนา และวันเฉลิม พระชนมพรรษา เป็นประจำทุกปี ร่วมมือกับคณะ สงฆ์และหน่วยงานราชการเผยแผ่ หลักธรรม

โดยออก ปฏิบัติงาน พระธรรมทูต อบรมพระภิกษุ สามเณรประชาชน และนักเรียนเป็น ประจำด้วย หลวงพ่อเสน่ห์ ได้รับแต่งตั้ง เป็นพระธรรมทูตประจำจังหวัดอุทัยธานี เป็นประธาน หน่วยอบรม ประชาชนประจำตำบลท่าโพ พ.ศ.2552 ได้รับยกย่องให้ เป็นพระดีเด่น จากศูนย์ฝึกอาชีเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จ พระเทพ รัตนราชสุดา สยาม บรมราชกุมารี

ส่วนงานด้าน สาธารณูปการ ได้ก่อสร้างถาวร วัตถุภายในวัด ถนนคอนกรีตรอบวัด และสร้าง อาคารเรียน ไม้ชั้นเดียว โรงเรียนประชาบาล วัดพันสี อีกทั้งยังสร้างอุโบสถอีก 14 แห่ง อาทิอุโบสถวัดทุ่งพึ่งวัดหนองแหน วัดทุ่งน้อย เป็นต้น

โดยเฉพาะตะกรุดโทน แหวนหัวพิรอด ทำด้วยปรอท เป็นการผสมผสานตำหรับการสร้างไว้ถึง 3 พระอาจารย์ คือ การลงอักขระเลขยันต์ตำรับของ หลวงพ่อชิต และหลวงพ่อพริ้ง วัดหาดสูง ส่วนหัวพิรอดทำด้วยปรอท เป็นตำหรับ หลวงพ่อเงิน

วัดพระปรางค์เหลือง ส่วนวัตถุมงคล อื่นๆ อาทิ เหรียญรูปเหมือน รุ่นแรกปี 20 รูปหล่อเหมือน ลอยองค์ ปี 46 เหรียญทองแดงรูปเหมือนตะกรุดเส้นเกศา ตะกรุดสามกษัตริย์ และตะกรุดระนาดเอก เป็นต้น ส่วนวัตถุมงคลอื่นๆ อาทิ เหรียญรูปเหมือน รุ่นแรก ปี 20 รูปหล่อเหมือนลอยองค์นั้นเองครับ

ขอขอบคุณบทความชีวประวัติเกจิอาจารย์ โดย ufabet168

**อ่านบทความการลงทุนเพิ่มเติม >> https://ufabets5.com/contentandnews/

Categories
รวมบทความ

หลวงพ่อสุธรรม สุธัมโม

ประวัติ หลวงพ่อสุธรรม สุธัมโม บูรพาจารย์สายพระป่า

หลวงพ่อสุธรรม สุธัมโม

หลวงพ่อสุธรรม สุธัมโม ท่านนั้นเป็น พระผู้ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ กอปรด้วยศีลและธรรม มีศีลาจริยวัตรที่งดงาม เป็นพระที่ปฏิบัติตาม พระธรรมวินัย คำสั่งสอน ของพระบรม ศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า ตลอดจนปฏิบัติ ตามคำสั่งสอนของหลวงปู่สิม พุทธาจาโร หลวงปู่ฝั้น อาจาโร และหลวงปู่สิงห์ทอง ธมฺมวโร บูรพาจารย์สายพระป่า

พระอาจารย์สุธรรม มีนามเดิมว่า สุธรรม แซ่จึง เกิดเมื่อวันที่ 21 ตุลาคม พุทธศักราช 2492 ตรงกับวันศุกร์ แรม 14 ค่ำ เดือน 11 ปีฉลู ณ จังหวัดระยอง โยมบิดา โยมมารดาชื่อ นายบุญเลี้ยง และนางเซี้ยม แซ่จึง มีพี่น้องร่วมบิดามารดา เดียวกันทั้งหมด 14 คน ท่านเป็นบุตรคน ที่ 2

ปัจจุบัน ดำรงตำแหน่ง เจ้าอาวาส วัดป่าหนองไผ่ บ้านหนองไผ่ ต.ดงมะไฟ อ.เมือง จ.สกลนคร

ชิวิตในวัยเด็ก หลวงพ่อสุธรรม สุธัมโม

โดยเหตุที่บุตรคนโต เป็นผู้หญิง ท่านพระอาจารย์ ในวัยเด็ก จึงต้องทำหน้าที่เป็นพี่ชายคนโต ของน้องๆ ทั้ง 12 คน โดยมิได้จงใจจะฝึกหัด แต่การที่ท่านสำนึกใน ความเป็นพี่ใหญ่ มีความรักความเมตตา ต่อน้องๆ นี่เอง ได้ซึมซาบอุปนิสัยของ ความเป็น ผู้นำ ให้แก่ท่านโดยอัตโนมัติอย่างเป็นธรรมชาติ ซึมซาบอย่างค่อย เป็นค่อยไป

ดังนั้น จะเห็นได้จากในปัจจุบัน บรรดาลูกศิษย์ทั้งหลาย ของท่าน ต่างได้มีความรู้สึกที่เด่น ชัดตรงกัน ประการหนึ่งว่า ท่านพระอาจารย์มีเมตตา เอื้อเฟื้อสงเคราะห์ เอาใจใส่จริงใจ ต่อศิษย์

ปานบิดาเอื้ออาทร ต่อบุตร หรือดุจดังพี่ชายใหญ่ ให้ความอนุเคราะห์ ห่วงใยคุ้มครอง ป้องกันภัย ให้แก่น้องๆ ทุกคนโดยเสมอหน้ากันความกล้าหาญที่ต้องเดิมพัน ด้วยชีวิตด้วย สติปัญญา และความรอบครอบ มีความระมัดระวัง

นับเป็นความโชคดี อย่างยิ่งของท่าน ที่บิดามารดามี ความเห็นตรงกัน ที่จะฝึกให้บุตร ทุกคนให้สามารถ พึ่งตนเอง เรียนรู้แลค้นพบตนเอง ด้วยเหตุนี้นอกเหนือไปจากภารกิจ ที่ท่านปฏิบัติ ให้แก่ครอบครัวแล้ว ท่านจึงได้ใช้ชีวิตผจญภัย บ่มเพาะนิสัยเด็ด เดี่ยวกล้าหาญ

ในรูปแบบต่างๆ ตามวัยของท่าน เช่น การว่ายน้ำในแม่น้ำระยอง ซึ่งไหลเชี่ยวผ่านหน้าบ้าน ของท่าน แล้วว่ายออก ไปสู่ปากอ่าวสู่ทะเลเป็นระยะทางไกลๆ ซึ่งมิใช่สิ่งง่าย สำหรับทุกท่าน

เพราะการ ที่จะทำเช่นนี้ได้ บุคคลนั้นต้องฝึกฝน ตนเองจนมีความชำนิชำนาญสูง มีความเพียร มีความแข็งแรง กล้าหาญ อดทน และที่สำคัญต้องมีความ สุขุมระมัด ระวังรอบคอบ คำนวณกำลังของตน เองกับระยะทาง และการประเมิน สถานการณ์ต่างๆ ต้องมีความถูกต้องแม่นยำ

เช่น การสังเกตุคะเนระยะทาง ของเรือชนิดต่างๆ ที่จะแล่นผ่านมาว่ากับกำลังใน การว่ายน้ำของตน ว่ามีอัตราเสี่ยงภัย มากน้อยเพียงใด เรือลำใดสามารถเกาะพักได้ หรือเรือลำใด จะเป็นอันตราย หากว่ายน้ำเข้าใกล้รัศมี เพราะมีชีวิตเป็นเดิมพัน

ความสนุกท้าทาย ของท่านในวัยเด็กนั้น จึงสร้างเสริมลักษณะ นิสัยความกล้าหาญอย่างรอบคอบ รู้เขา รู้เรา มิใช่ความบ้าดีเดือด มุทะลุดุดันอันไม่เป็นแก่นสาร ของคนวัยคะนองทั่วไป

วัยเกณฑ์ทหาร หลวงพ่อสุธรรมสุธัมโม

จากวันนั้นจนถึงวัยเกณฑ์ทหาร ท่านขึ้นสู่ฝั่งด้วยจิตใจที่พร้อมจะรับใช้ชาติด้วยการปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ของทางราชการ อย่างถูกต้องตรงไปตรงมา ในเรื่องนี้ คุณโยมมารดา เคยเล่าให้ฟังว่า บรรดาพ่อแม่ของเด็กหนุ่มๆ วัยเกณฑ์ทหารในระแวกบ้าน ต่างพากันวิ่งเต้น จ่ายเงินสินบนให้แก่เจ้าที่บางคน เพื่อแลกกับการปลอดพ้นจากการถูกเกณฑ์ทหาร

ของลูกชายของตนๆ แต่สำหรับท่าน กลับกำชับอย่างแข็งขันกับมารดาว่า ขอห้ามขาดที่จะไปติดสินบนเพื่อการนี้ และท่านยังย้ำเพิ่มเติมอีกว่า หากท่านได้รับทราบข่าวว่าทางครอบครัว พยายามที่จะใช้เงินเพื่อการดังกล่าว ท่านสมัครขอเข้าเป็นทหารเกณฑ์ ด้วยตนเอง

อุปสมบท หลวงพ่อสุธรรม สุธัมโม

หลวงพ่อสุธรรม สุธัมโม

พระอาจารย์สุธรรม สุธัมโม อุปสมบทเป็นพระภิกษุ เมื่อวันที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2513 ณ พัทธสีมา  วัดตรีรัตนาราม ต.เชิงเนิน อ.เมือง จ.ระยอง โดยมีพระครูประจักษ์ตันตยาคม วัดคีรีภาวนาราม ต.พลา อ.บ้านฉาง จ.ระยอง เป็นพระอุปัชฌาย์

พรรษาที่ 1 ถึง 4 จำพรรษา ณ วัดตรีรัตนาราม เพื่อศึกษาพระปริยัติธรรม จนสอบได้นักธรรมชั้นเอกในปี พ.ศ. 2516

พรรษาที่ 5 ฝากตัวเป็นลูกศิษย์ เพื่อศึกษา ข้อธรรมะแนวทาง ปฏิบัติของพระฝ่ายกรรมฐาน กับหลวงปู่แหวน สุจิณโณ วัดดอยแม่ปั๋ง ต.แม่ปั๋ง อ.พร้าว จ.เชียงใหม่ และหลวงปู่สิม พุทธาจาโร แห่งวัดถ้ำผาปล่อง ต.บ้านถ้ำ อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่

พรรษาที่ 6 พ.ศ. 2518 ได้กราบลาหลวงปู่สิม เพื่อเดินทางไปจังหวัดสกลนครเพื่อฝากตัว เป็นลูกศิษย์รับใช้ ศึกษาข้อธรรมะและจำพรรษากับหลวงปู่ฝั้น อาจาโร แห่งวัดป่าอุดมสมพร ต.พรรณา อ.พรรณานิคม จ.สกลนคร

พรรษาที่ 7 ถึง 9 พ.ศ. 2519-2521 จำพรรษา เพื่อศึกษาข้อธรรมะกับ พระอาจารย์สิงห์ทอง ธมฺมวโร แห่งวัดป่า แก้วชุมพล ต.บ้านชุม อ.สว่างแดนดิน จ.สกลนคร    

พรรษาที่ 10 ถึง 11 พ.ศ. 2522 2523 จำพรรษาอยู่กับ ท่านอาจารย์พระมหาบัว ญาณสัมปันโน หรือ ท่านอาจารย์ ใหญ่บ้านตาด แห่งวัดเกษรศีลคุณ วัดป่าบ้านตาด ต.บ้านตาด อ.เมือง จ.อุดรธานี

พรรษที่ 12 ถึง 51 นับตั้งแต่ วันที่ 29 มีนาคม พ.ศ.2524-2563 จำพรรษาที่วัดป่าหนองไผ่ ต.ดงมะไฟ อ.เมือง จ.สกลนคร แทนพระอาจารย์ทองฮวด นั้นเองครับ

ขอขอบคุณบทความชีวประวัติเกจิอาจารย์ โดย ufabet

**อ่านบทความการลงทุนเพิ่มเติม >> https://ufabets5.com/contentandnews/

Categories
รวมบทความ

หลวงพ่อสิงห์ ขันตยาคโม

ประวัติ หลวงพ่อสิงห์ ขันตยาคโม เกจิดัง แห่งเมือง อำนาจเจริญ

หลวงพ่อสิงห์ ขันตยาคโม

ณ วันที่18 สิงหาคม อาจาริยบูชาคุณ รำลึก 53 ปี วันคล้ายวันมรณภาพของ หลวงพ่อสิงห์ ขันตยาคโม พระอริยเจ้าผู้เป็น พี่ชายใหญ่ ของพระธุดงคกรรมฐานศิษย์ท่าน พระอาจารย์มั่น จงบำเพ็ญศีล สมาธิ ปัญญาให้เป็นอธิศีล อธิสมาธิ อธิปัญญา คำกล่าวปรารภของพระอาจารย์สิงห์ หรือ หลวงปู่สิงห์ ขันตยาคโม” แห่งวัดป่าสาลวัน อ.เมือง จ.นครราชสีมาพระวิปัสสนาจารย์สายอีสาน ที่ได้รับความเลื่อมใส ศรัทธาจากสาธุชน เป็นอย่างมาก

ชาติกำเนิดหลวงพ่อสิงห์ ขันตยาคโม

หลวงพ่อสิงห์ มีนามเดิมว่า สิงห์ บุญโท เกิดเมื่อวันที่ 27 มกราคม 2432
ที่บ้านหนองขอน ต.หัวทะเล อ.อำนาจเจริญ จ.อุบลราชธานี
โยมบิดา ชื่อ นายอ้วน บุญโท มีตำแหน่งเพีย อัครวงศ์ อันเป็นตำแหน่งข้าราชการหัวเมืองลาวกาว-ลาวพวนมีหน้าที่จัดการ ศึกษาและการพระศาสนา โยมมารดา ชื่อ นางหล้า บุญโทพ.ศ.2446 ได้บรรพชาที่วัดบ้านหนองขอน ต.หัวทะเล อ.อำนาจเจริญ จ.อุบลราชธานี

อุปสมบท หลวงพ่อสิงห์ ขันตยาคโม

เมื่ออายุครบบวชได้เข้าพิธีอุปสมบท ณ พัทธสีมาวัดสุทัศน์ อ.เมือง จ.อุบลราชธานี เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2452 โดยมีสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ อ้วน ติสโส เมื่อดำรงสมณศักดิ์ เป็นพระศาสนดิลก เจ้าคณะมณฑลอีสาน เป็น พระอุปัชฌาย์พระสิงห์

ได้เข้าถวายตัวเป็นศิษย์หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต และได้ฝึกอบรมสมาธิภาวนากัมมัฏฐานอยู่กับ หลวงปู่มั่น จนมีกำลังอันแก่กล้าแล้ว เนื่องจากท่านเป็นศิษย์ที่ได้รับความไว้วางใจจาก หลวงปู่มั่น อย่างมาก หรือที่ญาติโยมศิษยานุศิษย์ และผู้ที่เคารพศรัทธา นิยม เรียกนามว่า พระอาจารย์สิงห์ หรือ หลวงปู่สิงห์

ได้รับการศึกษาเบื้องต้น ระดับใดไม่มีหลักฐานระบุไว้ชัดเจน บรรพชาเป็นสามเณร เมื่อ พ.ศ. 2446 ขณะอายุได้ 15 ปี ที่วัดบ้านหนองขอน ตำบล หัวตะพาน มีพระอาจารย์ป้อง วัดบ้านหนองของ เป็นพระอุปัชฌาย์ และได้บรรพชาซ้ำเป็น สามเณรฝ่ายธรรมยุต วันที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2449 ที่วัดสุทัศนาราม เมืองอุบลราชธานี

โดยมีพระสมุห์โฉม เป็นพระอุปัชฌาย์ ได้จําพรรษาที่ วัดสุทัศนาราม จนกระทั่งวันที่ 30 พฤศจิกายน 2452 ได้อุปสมบท เป็นพระภิกษุ ฝ่ายธรรมยุต ขณะดำรง สมณศัดิ์ ที่พระราชมุนี เป็นพระ อุปัชฌายขณะเป็นพระมหาเสน ชิตเสโน เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และพระปลัดทัศน์เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้ศึกษาพระปริยัติ ธรรมจนสอบได้นักธรรมชั้นตรี พ.ศ. 2458 พร้อมทั้งเป็นครูสอนพระปริยัติธรรม ที่สำนักเรียนวัดสุทัศนารามอีกด้วย

ออกศึกษาวิชาความรู้กับพระอาจาร์ต่างๆ

หลังจาก ท่านอาจารย์มั่น ท่านได้จำพรรษาที่ กรุงเทพ ในปีนั้นแล้ว ท่านก็มีดำริว่า ท่านควรจะได้แนะนำ สั่งสอนธรรมปฏิบัติ ที่ท่านได้รู้ ได้เห็นมา ซึ่งเป็นธรรมที่ยากที่จะรู้ได้ ซึ่งท่านได้อุตส่าห์ พยายาม บำเพ็ญมาเป็นเวลานับสิบๆ ปี ควรจะได้ แนะนำบรรดา ผู้ที่ควรแก่การปฏิบัติ ให้ได้รู้และจะได้แนะนำกันต่อ ๆไป

ดังนั้นเมื่อออกพรรษา แล้วท่านจึงได้ลาท่าน เจ้าคุณอุบาลี กลับไปจังหวัดอุบล ฯ จำพรรษาที่วัดบูรพา ในปี พ.ศ. 2458 นั้น ปีนั้นท่านมีพรรษาได้ 25 พรรษา ขณะที่ท่าน จำพรรษาอยู่นั้น ท่านก็พิจารณาว่า ใครหนอจะเป็นผู้ควรแก่ การสั่งสอน

พระราชธรรมเจติยาจารย์ หลวงพ่อวิริยังค์ สิรินฺธโร ได้บันทึกเรื่องราวหลวงปู่สิงห์ไว้ในหนังสือประวัติ ท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺตเถร ดังนี้ในขณะนั้นท่านอาจารย์สิงห์ ขนฺตยาคโม เป็นครูสอนนักเรียน อยู่เหมือนกับครูอื่น ๆ เป็นครูที่สอนวิชาสามัญ แก่นักเรียน เป็นเวลาหลายปีมาแล้ว ท่านอาจารย์สิงห์ ท่านได้ยินกิตติศัพท์ว่า ท่านอาจารย์มั่น เป็นพระนักปฏิบัติ ที่เคร่งครัดมาก ก็ใคร่ที่จะได้ศึกษา ธรรมปฏิบัติ

หลวงพ่อสิงห์ ขันตยาคโม

ในวันหนึ่งหลังจาก เลิกสอนนักเรียนแล้ว ท่านก็ได้ไปนมัสการ ท่านอาจารย์มั่นฯ ที่วัดบูรพา ขณะนั้นเป็นเวลา 1 ทุ่มแล้ว เมื่อเข้าไปเห็นท่านอาจารย์มั่นฯ กำลังเดินจงกรมอยู่ ท่านก็รออยู่ครู่ใหญ่ จนท่านอาจารย์เลิกจากการเดินจงกรม เหลือบไปเห็น ท่านอาจารย์สิงห์

ซึ่งนั่งอยู่ที่ โคนต้นมะม่วง ท่านจึงได้เรียกและพากัน ขึ้นไปบนกุฏิ หลังจากท่านอาจารย์สิงห์กราบแล้ว ท่านอาจารย์มั่น ก็ได้พูดขึ้นว่าเราได้รอเธอมานานแล้ว ที่อยากจะพบ และต้องการชักชวน ให้ปฏิบัติธรรมด้วยกันเมื่อได้ยินเช่นนั้น ท่านอาจารย์สิงห์ ถึงกับตกตะลึง

เพราะท่านได้ ทราบจิตใจของ ท่านอาจารย์สิงห์ มาก่อน เนื่องจากท่านอาจารย์ได้ตั้งใจมาหลาย เวลาแล้ว ที่จะขอมาพบกับท่าน เพื่อฝากตัวเป็นศิษย์ปฏิบัติธรรมด้วย พอท่านอาจารย์สิงห์ฯ ได้ฟังเช่นนั้นก็รีบตอบท่านไว้ว่าการบวชเป็น พระภิกษุสงฆ์นั้น

จักต้อง ปฏิบัติกัมมัฏฐาน คือ พิจารณา ปัญจกกัมมัฏฐาน เป็นเบื้องแรก เพราะเป็นหน ทางพ้นทุกข์ ได้อย่างแท้จริง พระบรมศาสดา สัมมาสัมพุทธเจ้าก็ทรงตรัสรู้ธรรม ด้วยการปฏิบัติ อริยสัจธรรม 4 ประการ คือ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรคบูรพาจารย์

มรณภาพ ละสังขาล

กายนี้คือ ก้อนทุกข์กาย นี้เป็นที่หมายให้พ้นเสีย จากทุกข์ฝึกสติ ปัญญาให้ดีแล้ว มา พิจารณากาย นี้ให้แจ้ง ก็จะพ้นทุกข์ได้ กำหนดจำเพาะจิตผู้รู้ เพ่งพินิจพิจารณา ให้เห็นพื้นแผ่นดิน กว้างใหญ่เท่าไร เป็นที่อาศัยของสัตว์ ทั้งโลกก็ยังต้องฉิบหาย ด้วยน้ำ ด้วยลม ด้วยไฟ ยกวิปัสสนาละลายแผ่นดินนี้เสียให้เห็น เป็นสภาวธรรม เพียงสักว่าเกิดขึ้นแล้วก็ดับไป  เมื่อวันที่ 8 กันยายน 2504 เวลา 10.20 น ณ วัดป่าสาลวัน รวมอายุได้ 73 ปีนั้นเองครับ

ขอขอบคุณบทความชีวประวัติเกจิ โดย สโบเบ็ต888

**สามารถหาอ่านบทความเจ๋งๆได้ที่ >> https://ufabets5.com/contentandnews/

Categories
รวมบทความ

หลวงปู่ด่วน วัดบางนอน

ประวัติ หลวงปู่ด่วน วัดบางนอน เกจิดังแห่งเมืองระนอง

หลวงปู่ด่วน วัดบางนอน

หลวงปู่ด่วน วัดบางนอน แห่งวัดวารีบรรพต เป็นวัดที่มีชื่อเสี่ยงแห่งหนึ่งของจังหวัดระนอง ตั้งอยู่บนเนินเขา ล้อมรอบไปด้วยภูเขา วัดแห่งนี้สร้างโดยหลวงพ่อด่วน ถามวโร ท่านเป็นพระธุดงค์ที่มาจากจังหวัดสงขลา ชาวบ้านเลื่อมใสและศรัทธาในตัวท่านจึงได้พากันนิมนต์ท่านให้จำพรรษา ณ ที่แห่ง  หลวงพ่อด่วน ถามวโร อดีตเจ้าอาวาสวัดวารีบรรพต พระสงฆ์ผู้สร้างปาฏิหาริย์ ที่เผาสังขารไม่ไหม้ในวันพระราชทานเพลิงศพ จนเป็นข่าวดังไปทั่วประเทศ

เป็นวัดที่ตั้งอยู่บนเนินเขา ล้อมรอบไปด้วยภูเขา วัดแห่งนี้สร้างโดยหลวงพ่อด่วน ถามวโร ท่านเป็นพระธุดงค์ที่มาจากจังหวัดสงขลา เป็นพระเกจิอาจารย์ด้านวิปัสสนา ชาวบ้านเลื่อมใสและศรัทธาในตัวท่านมากเนื่องมาจากหลวงพ่อด่วนได้นำหลวงพ่อทวดวัดช้างไห้มาปลุกเสก และได้ให้ประชาชนนำไปบูชา มีอภินิหาร เช่น เชื่อว่าอาวุธปืนยิงไม่ออก จึงได้พากันนิมนต์ท่านให้จำพรรษา ณ ที่แห่งนี้

ที่ด้านบนวัดตั้งอยู่บนเนินเขามองเห็นวิวได้โดยรอบ เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธไสยาสน์ที่ใหญ่ที่สุดในภาคใต้ มีความยาวถึง 23 เมตร ในการก่อสร้างพระมีนายช่างของกรมศิลปกรมาควบคุมการก่อสร้าง พระพุทธรูปจึงมีสัดส่วนและรูปทรงที่สวยงามมาก

ที่ด้านล่างของวัดเป็นที่ตั้งของมหาทุติยเจดีย์ศรีบรรพต ซึ่งเป็นเจดีย์ที่มีรูปทรงคล้ายกับทางพม่า เนื่องจากวัดนี้เป็นที่ศรัทธาของชาวพม่าที่อาศัยอยู่ในระนอง จึงมีพระพม่า และช่างฝีมือของพม่ามาช่วยทำการสร้างเจดีย์นี้ ถือว่าเป็นเรื่องแปลกที่วัดไทยมีเจดีย์แบบพม่าที่วิหารด้านล่างเป็นที่ตั้งศพหลวงพ่อด่วน ท่านเสียชีวิตในปี พ.ศ. 2550 ด้วยอายุ 90 พรรษา

หลังจากหลวงพ่อด่วนได้เสียชีวิตแล้วมีพิธีเผาศพ ในงานได้เกิดเรื่องอัศจรรย์ขึ้น ในขณะที่ไฟลุกไหม้เป็นเวลาหลายนาที ไฟกลับไม่ไหม้ศพหลวงพ่อด่วน จนญาติโยมต้องยุติการเผา แล้วนำศพหลวงพ่อมาไว้ในโลงแก้วที่วิหารแห่งนี้ นอกจากศพหลวงพ่อจะเผาไม่ไหม้แล้วร่างกายก็ยังไม่เน่าเสียอีกด้วย

ชาติกําเนิด หลวงปู่ด่วน วัดบาง นอน

หลวงพ่อด่วน ถามวโร หรือพระครูประภัสวิริยะคุณ เป็นชาวบ้านท่าหิน อ.สะทิงพระ จ.สงขลา ถือกำเนิดในตระกูลศรีสุวรรณบิดาชื่อ นายแดง และ มารดาชื่อนางปรางศรีสุวรรณ เกิดเมื่อวันพฤหัสบดี ที่ 30พฤษภาคม พ.ศ. 2460มีพี่น้อง 3 คน ท่านเป็นบุตรชายคนโต เข้าเรียนชั้นประถมที่โรงเรียนวัดท่าหิน จน จบป. 4 จึงออกมาช่วยครอบครัวทำไร่ทำนา ท่านใฝ่ฝันต้องการเป็นตำรวจ เมื่ออายุ ครบ 21 ปี

จึงสมัครเข้าตำรวจ แต่ไม่ผ่านการคัดเลือก จึงตัดสินใจเข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์ อุปสมบทเป็นพระภิกษุ ณ วัดบางแก้วใต้ต.บางแก้ว อ.เขาชัยสน จ.พัทลุง เมื่อวันที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2482 โดยมีพระครูกาเดิม เป็นพระอุปัชฌาย์ ได้ฉายาว่า ถามวโรได้อยู่จำพรรษา ปฏิบัติพระธรรมวินัย ผ่านไปหนึ่งพรรษา เกิดเหตุการณ์ที่เป็นจุดเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่
กล่าวคือ วันหนึ่งได้มีคนธรรพ์ แต่งกายนุ่งผ้ายกแบบโบราณ

ร่างกายสูงใหญ่ ดำทะมึน ผมเผ้าหนวดเครา และขนรกรุงรัง ได้มานิมนต์ท่านให้ไปอยู่ที่ถ้ำบนภูเขาชัยสน ซึ่งห่างจากวัดไปราว 10 กิโลเมตร โดยบอกว่าบนภูเขานั้นอากาศเย็นสบาย ในถ้ำ มีความสงบวิเวกเหมาะแก่การปฏิบัติธรรม เมื่อได้ฟังแล้วท่านก็นึกถึงโอวาทของพระอุปัชฌาย์ที่เน้นย้ำว่า เมื่อบวชเป็นพระแล้ว ต้องหมั่นศึกษา สวด

มนต์ภาวนา ทำสมาธิ ปฏิบัติพระกรรมฐานให้เป็นนิสัย

จึงตัดสินใจรับนิมนต์จากคนธรรพ์ โดยเตรียมอัฏฐบริขารที่จำเป็นเดินทางไปยัง เขาชัยสน ทางขึ้นไปนั้นแสนจะยากลำบาก เพราะภูเขามีความสูงชัน และลดเลี้ยวมาก แต่ด้วยความมุ่งมั่นและอดทนก็สามารถขึ้นบนยอดเขา ได้สำเร็จ ท่านยังเป็นพระนวกะเพิ่งบวชพรรษาเดียวผ่านไปยังกล้าแกร่ง เข้มแข็งขนาดนี้ศรัทธาแก่กล้า

ท่านบำเพ็ญเพียรภาวนาเจริญสมาธิกรรมฐาน ในธรรมบนเขายอดชัยสนเป็นเวลา 2 ปี จึงตัดสินใจออกธุดงค์ไปตามสถานที่ต่าง ๆ โดยลำพัง ค่ำไหนก็ปักกลด.ในที่วิเวกส่วนใหญ่ในป่าช้า ในถ้ำ (รายละเอียดในหนังสือรวมเล่ม)อีกทั่งท่านยังมีส่วนในการร่วมสร้างหลวงปู่ทวด วัดช้างไห้ โดยท่านได้แบ่งพระมาส่วนหนึ่งด้วย

เป็นคำยืนยันของอาจารย์นอง วัดทรายขาว ท่านเดินทางมาอยู่ จ.ระนอง ตั้งแต่ปี พ.ศ 2502 ญาติโยมเริ่มมาช่วยถากถางดายหญ้าแล้วสร้างกุฏิเล็ก ใช้ไม้ 6 เสา ที่เชิงเขาด้านหน้าลาดพื้นปูน หลังคายังใช้จากมุง พอใช้เป็นที่สวดมนต์ ภาวนา จำวัดสมถะ เรียบง่าย ในช่วงปี 2503ท่านก็เริ่มลงมือสร้างถาวรวัตถุภายในวัด เริ่มเป็นรูปร่าง โดยปีพ.ศ. 2504การสร้างพระพุทธไสยาสตร์ก็เริ่มขึ้น

ช่วงที่หลวงปู่ อาพาธ

ย้อนกลับไปปลายปี พ.ศ  2550   ขณะที่หลวงพ่อด่วน ถามวโร  อดีตเจ้าอาวาสวัดบางนอน   อายุ 91 ปี    ท่านเกิดอาพาธและเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลระนอง  ตั้งแต่ปลายเดือนกันยายนปีนั้น  ในช่วงเวลาประมาณ  20 วัน ที่นอนอาพาธอยู่   มีหลายครั้งที่ท่านเหมือนครึ่งหลับครึ่งตื่น เอ่ยปากบอก  “ เราจะสร้างหลวงปู่ทวด องค์ใหญ่นิ 

ผู้เฝ้าดูแลและลูกศิษย์ที่เข้าเยี่ยมหลวงพ่อ คิดว่าท่านคงเพ้อตามประสาผู้มีอายุ  เพราะท่านเคยตั้งใจไว้ว่าจะสร้างหลวงปู่ทวดองค์ใหญ่มานานแล้ว  จนกระทั่งถึงวันที่ 17  ตุลาคม  2550  เวลาประมาณ 9 โมงเช้า   หลังจากท่านฉันเช้าเสร็จ  ท่านลุกขึ้นนั่ง พูดด้วยน้ำเสียง แน่วแน่จริงจังถึงการสร้างหลวงปู่ทวดองค์ใหญ่ย้ำๆซ้ำๆ อีก  แล้วกล่าวต่อว่า กูไม่ค่อยไหวแล้ว  พวกเอ็งต้องช่วยข้าสร้างหลวงปู่นะ  สักพักท่านก็นอน  ลงแล้วก็พูดขึ้นมาลอย ๆ ว่า กูตายก็อย่าเผากูนะ กูร้อน ถ้าไม่เชื่อเอ็งจะได้เห็นกัน “  ทุกคนที่มากราบเยี่ยมท่าน  

สัปเหร่อเริ่มนำถ่านฟืนรองที่ร่างท่าน แล้วจึงราดน้ำมัน   จนทั่วร่างท่านแล้วทับด้วยถ่านฟืนอีกครั้งหนึ่ง  จึงทำการจุดไฟ  จนแสงไฟลุกโชติช่วงขึ้นมาเป็นแสงสว่างวงใหญ่ ท่ามกลางความอาลัยของลูกศิษย์นับพัน  จนผ่านไปได้สักพัก  จู่ๆ ไฟก็ดับวูบลงอย่างปริศนา   สัปเหร่อจึงนำตัวเป่าลมมาช่วยในการติดไฟ และราดน้ำมันเพิ่มจึงจุดไฟอีกครั้ง 

จนไฟลุกไหม้ขึ้นอีก  คราวนี้สูงมากแสงของไฟสร้างความสว่างไปทั่วลานวัด  เปลวไฟเกือบถึงยอดเมรุด้านบน  จนเจ้าหน้าที่ต้องรื้อผ้า  ที่อยู่ด้านบนยอดเมรุออก เมื่อเวลาผ่านไปทุกอย่างอยู่ในความเงียบสงัด  มีเพียงเสียงของไฟที่กำลังเผาร่างท่าน

โดยถ่านฟืนดังเปรี้ยะๆ แตกออกมาเป็นระยะๆ  จากฤทธิ์ของความร้อนที่สุมร่างท่านไว้จู่ๆ ไฟก็ดับวูบลงอีกครั้งหนึ่งแต่กลับมีแต่ควันขาวเหมือนหมอกมาแทนที่ของเปลวไฟ  คราวนี้สัปเหร่อราดน้ำมันก๊าดเพิ่มและเพิ่มตัวเป่าลมเป็น 3 ตัว 

หลวงปู่ด่วน วัดบางนอน

แล้วจึงจุดไฟอีกครั้งครั้งนี้ไฟติดลุกไหม้อย่างรุนแรงและไหม้นานจนเกือบชั่วโมงดูเหมือนทุกอย่างเป็นปกติดีท่ามกลางสายตาศิษย์นับพันคนที่ไม่ย้อท้อ รอส่งดวงวิญญาณของหลวงพ่อ แต่มีส่วนหนึ่ง  ลึก ๆแล้วเหมือนต้องการรอพิสูจน์อะไรบางอย่างนั้นคือคำพูดของหลวงพ่อที่ไม่ให้เผาเพราะคำๆนี้รู้กันทั่วเมือง

มรณภาพอย่างสงบ

เมื่อวันที่ 17 ต.ค.2550 มรณภาพอย่างสงบ ด้วยโรคปอดติดเชื้อและโรคแทรกซ้อน ที่โรงพยาบาลระนองสิริอายุ 90 ปี พรรษา69ท่านก็ไม่อาจหลีกหนีสัจธรรมของชีวิตมนุษย์ได้ท่านได้มรณภาพลงเมื่อวันที่ 17 ตุลาคม  2550 เวลา 16.30 น. ณ โรงพยาบาลระนอง ด้วยโรคปอดติดเชื้อและโรคแทรกซ้อน

ทางคณะกรรมการวัดวารีบรรพตได้นำสังขารของท่านตั้งบำเพ็ญกุศลอยู่ที่วิหารพระนอนจนถึงวันที่  7  พ.ย.  2550 รวมเวลา 22 วัน และจัดงานพระราชทานเพลิงศพในวันที่  8 พ.ย. 2550  ณ เมรุลอยภายในวัด จนถึงเวลา 21.00 น. กำหนดพิธีประชุมเพลิงได้เกิด ปรากฏการณ์อันน่ามหัศจรรย์แก่สายตาศิษย์ยานุศิษย์ และ ผู้ศรัทธาจำนวนนับพัน เมื่อไฟเผาเกือบชั่วโมงแต่ร่างท่านไม่ไหม้ แม้แต่แว่นตายังไม่ละลาย จนเป็นข่าวดังไปทั่วประเทศ

ขอขอบคุณบทความชีวประวัติเกจิอาจารย์ โดย sagaming66

** หาอ่านบทความด้านการลงทุน >> https://ufabets5.com/contentandnews/

Categories
รวมบทความ

หลวงพ่อบุดดา ถาวโร

ประวัติ หลวงพ่อบุดดา ถาวโร เกจิดัง เมืองลพบุรี

หลวงพ่อบุดดา ถาวโร

หลวงพ่อบุดดา ถาวโร ท่านนั้นเกิด เมื่อวันเสาร์ขึ้น 10 ค่ํา เดือนยี่ ปีมะเมีย ซึ่งตรงกับวันที่ 5 มกราคม พ.ศ.2437 ที่ตําบลภูคา อําเภอโคกสําโรง จังหวัดลพบุรีบิดาชื่อ นายน้อย มงคลทอง มารดาชื่อ นางยิ่ง มงคลทอง วันเสาร์ขึ้น 10 ค่ำ เดือนยี่ ปีมะเมีย บิดาชื่อนายน้อย มารดาชื่อ นางอ่ำ มงคลทอง

มีพี่น้องรวมกัน 7 คน ภูมิลำเนา  เกิดที่บ้านหนองเกวียนหัก ต.พุคา อ.บ้านหมี่ จ.ลพบุรี การศึกษา  สมัยเด็กไม่มีโอกาส ได้เรียนหนังสือ เพราะบริเวณใกล้บ้านไม่มีโรงเรียน จนเติบใหญ่จึงเป็นที่พึ่งพา ช่วยบิดามารดาทำนาเลี้ยงชีพ

ในสมัยเป็นเด็กเล็กๆ นั้นท่านสามารถ ระลึกชาติได้ อันเป็นทุนเดิมที่ท่านเคยสั่งสม ไว้นั่นเองใน สมัยเป็นฆราวาส หลวงปู่บุดดา ถาวโร ได้เคยรับใช้ชาติด้วยการ เป็นทหาร ในปีพ.ศ.2458

อุปสมบท หลวงพ่อบุดดาถาวโร

เมื่อหลวงปู่ อุปสมบท แล้ว ท่านจำพรรษาอยู่ ณ วัดเนินขาว จังหวัดลพบุรี ปฏิบัติอุปัชฌาย์ตาม แบบแผนของ ภิกษุสมัยนั้น ไม่มีการศึกษาเล่าเรียนทั้งทางปริยัติ หรือปฏิบัติ คงทำวัตรท่องหนัง สือสวดมนต์ และปาฏิโมกข์ แต่ท่านอ้างเสมอ ว่าอุปัชฌาย์ ทุกองค์ท่านสอน

ถูกเกณฑ์ทหาร เมื่ออายุได้ 20 ปี พ.ศ.2458 ตรงกับรัชกาลที่ 6ในกองทัพที่ 3 ศูนย์ราชการ ทหารปืนใหญ่ อ.โคกกระเทียม จ.ลพบุรี หลักฐานการเกณฑ์ทหาร รับราชการอยู่ 2 ปี หลังพ้นราชการ ทหาร ช่วยครอบครัวทำงานบ้าน เรื่อยมา อุปสมบท 

พ้นราชการ เกณฑ์ทหาร ช่วย บิดามารดา ทำนาอยู่อีก 4 ปี จึงขอลาอุปสมบท เมื่อวันที่ 15 เมษายน พ.ศ.2465 ที่วัดเนินยาว ต.โพนทอง อ.บ้านหมี่ จ.ลพบุรี มีพระครูขันสุนทร ม.ร.ว.เอี่ยม อิศรางกูร ณ อยุธยา เป็น พระอุปัชฌาย์ พระครูเรื่อง เป็น พระกรรมวาจาจารย์ เจ้าอธิการไหล เป็น อนุสาวนาจารย์ ได้รับฉายาว่า ถาวโร

ปัญจกรรมฐานให้ แล้วในวันอุปสมบท นั่นก็คือ อุปัชฌาย์ท่านสอนให้ว่า เกศา  ผม โลมา  ขน นักขา  เล็บ ทันตา  ฟัน และ ตโจ  หนัง และทวนกลับ ว่าให้พิจารณาสิ่ง เหล่านี้ในร่างกาย ของตนและคนอื่น ล้วนเป็นสิ่งที่ไม่เที่ยงแท้แน่นอน เป็นบ่อเกิด ของทุกข์ทั้งกายและจิตใจ เป็นของหาที่ยึด ถือเป็นตัวตน ไม่ได้มานานแล้ว ทุกคน

และในพรรษาที่หลวงปู่บวชนั้น ได้มีการสร้างศาลา มุงสังกะสีขึ้น ซึ่งในการมุงหลังคาคราวนั้น มีเรื่องเล่า ความมหัศจรรย์ ทางอำนาจจิตของหลวงปู่ตั้งแต่สมัยบวชเดือนแรกทีเดียว เพราะในการมุงหลังคาและตามปกติในฤดูร้อน แดดก็ร้อนจัดในตอน บ่ายอยู่แล้ว 

และเมื่อ เครื่องมุง เป็นสังกะสีด้วย ก็ยิ่งทวีความร้อน มากยิ่งขึ้น พอตกตอนบ่ายทั้ง พระและชาวบ้าน ต่างทนความร้อน ไม่ไหว ต้องลงมาพักกันหมด คงเหลือ แต่หลวงปู่ ซึ่งเป็นพระบวชใหม่ยังไม่ครบเดือน มุงหลังคาอยู่ข้างบนองค์เดียว จนสำเร็จ

เมื่อรับกฐินแล้ว แต่พรรษาแรก หลวงปู่ท่าน ออกจาริกแสวงหาสถานที่วิเวกเจริญ สมรธรรมตาม อัธยาศัยองค์เดียว โดยไม่มีกลดมีมุ้ง แบบอุทิศชีวิตและเลือดเนื้อ เป็นทาน แก่ยุง อยู่นาน จนเลือดแดงฉาน ติดจีวรและบินไปไม่ไหว

ออกศึกษาธรรมธุดงค์ในป่า

สมัยนั้น การศึกษา พระปริยัติธรรมบาลี ยังไม่แพร่หลาย ท่านอาศัยการหัดอ่าน ท่องบทสวดมนต์ ทำวัตรเช้า-เย็นอยู่ภายในวัด รวมทั้งได้รับการสอนกรรมฐาน เบื้องต้น จากพระอุปัชฌาย์

ด้วยจิตที่มุ่งมั่น แสวงหา โมกขธรรม เพียงพรรษา แรกท่านออกจาริกธุดงค์ไปตามภาค ต่างๆ ข้ามฝั่งไทยไป สู่ประเทศลาว อย่างกล้าหาญชาญชัย เป็นการธุดงค์ เดี่ยว ไม่มีครูผู้ชี้แนะ มีแต่ร่มเก่า บาตรหนึ่งใบ และข้าวของเครื่องใช้ ที่จำเป็นเท่านั้น

แต่ละเส้น ทางธุดงค์ ของท่านได้พบ ปะสหธรรมิก หลายรูป ทั้งพระกัมมัฏฐานที่เก่งใน ทางปฏิบัติ พระเกจิเรืองวิทยาคม และพระเถระ ชั้นผู้ใหญ่ อาทิ พระอุบาลี คุณูปมาจารย์ จันทร์ สิริจันโท

วัดบรมนิวาส, สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวง วชิรญาณวงศ์ หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต, พระสุพรหมยาน วัดพระพุทธบาทตากผ้า หลวงปู่สิม วัดถ้ำผาปล่อง หลวงพ่อปาน วัดบางนมโค หลวงพ่อปาน วัดบางเหี้ย หลวงพ่อฤๅษีลิงดำ หลวงพ่อสด วัดปากน้ำ

หลวงพ่อบุดดา ถาวโร

มรณภาพละสังขาล หลวงพ่อบุดดา ถาวโร

หลวงปู่ท่าน ไม่เคยสอน ให้ชาวบ้าน งมงายใน วัตถุมงคล หรือเครื่องรางของขลัง แต่ท่านมีวิธี อบรมใจตัวเอง ได้อย่างแยบคาย แม้ในยามเผชิญอยู่กับ ภยันตราย เฉพาะหน้า ท่านก็จะยกสิ่งที่เผชิญ อยู่นั้นเป็นอุบายในการอบรมจิตใจ ตนเสมอ

เวลากว่า 40 ปี ที่ใช้ชีวิตอยู่ในป่าเขา อบรมจิตใจ ของท่านจน สามารถแยกแยะ กำหนด และตัดสังโยชน์ ได้อย่างเป็นขั้นตอน

ช่วงบั้น ปลายชีวิต หลวงปู่บุดดา ท่านทรงมี อาการ อาพาธหนัก คณะศิษย์นิมนต์ พระเกจิ อาจารย์ชื่อดัง ประกอบพิธีนั่ง กัมมัฏฐานช่วยต่ออายุให้หายจากอาการอาพาธ แต่ท่านมิอาจฝืนสังขาร มรณภาพอย่างสงบ เมื่อวันพุธที่ 12 ม.ค.2537 สิริอายุ 100 ปี พรรษา 72

ขอขอบคุณบทความชีวประวัติเกจิอาจารย์ โดย ufa168

** หาอ่านบทความด้านการลงทุน >> https://ufabets5.com/contentandnews/