Categories
รวมบทความ

หลวงพ่อแช่ม วัดฉลอง

วัดฉลอง

หลวงพ่อแช่ม วัดฉลอง หรือ วัดไชยธาราราม

หลวงพ่อแช่ม วัดฉลอง

วัดไชยธาราราม เป็นสถานที่ท่องเที่ยวทางศาสนาในจังหวัดภูเก็ตป็นวัดที่มีประวัติความเป็นมายาวนาน และมีความสวยงามที่สุดในภูเก็ต วัดแห่งนี้ตั้งอยู่อยู่ห่างจากตัวเมืองภูเก็ต 8 กิโลเมตร และห่างจากอ่าวฉลอง 3 กิโลเมตรเศษ วัดแห่งนี้มีชื่อเสียงจากความศักดิ์สิทธิ์ของหลวงพ่อแช่ม อดีตเจ้าอาวาสวัดฉลอง ไม่เฉพาะชาวภูเก็ตเท่านั้นที่เคารพ และ นับถือในความศักดิ์สิทธิ์ของหลวงพ่อแช่ม

ชื่อเสียงของหลวงพ่อแช่มไกลออกไปถึงประเทศเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซีย ปีนัง วัดไชยธารารามหรือวัดฉลอง เป็นวัดคู่บ้านคู่เมืองของจังหวัดภูเก็ตมาช้านาน วัดไชยธาราราม หรือวัดฉลอง ตั้งอยู่ที่ตำบลฉลอง อำเภอเมืองภูเก็ต ไม่มีบันทึกแน่ชัดที่ว่าสร้างขึ้นเมื่อใด แต่มีชื่อปรากฏวัดฉลองในบันทึกของรัชกาลที่ 3 และต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 5

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทรงเปลี่ยนชื่อวัดฉลองเป็น วัดไชยธาราราม วัดไชยธารารามหรือวัดฉลอง เป็นที่ประดิษฐานรูปหล่อของหลวงพ่อแช่มหรือ พระครูวิสุทธิวงศาจารย์ญาณมุณี” ซึ่งเป็นสมณะศักดิ์ที่ได้รับพระราชทานจาก พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 หลวงพ่อแช่มขณะยังมีชีวิตท่านเป็นที่พึ่งของชาวบ้านในการรักษาโรค

หลวงพ่อแช่ม

เนื่องจากท่านเป็นพระที่มีศาสตร์วิชาในด้านการปรุงยาสมุนไพร และรักษาโรค เข้าเฝือกผู้ป่วยกระดูกหัก และเมื่อครั้งที่ต้องต่อสู้กับกลุ่มอั้งยี่จีนที่ก่อกบฏ หลวงพ่อแช่มก็ยังได้มอบผ้าประเจียดสีขาวให้ชาวบ้านเอาไว้โพกหัวเพื่อเป็นขวัญและกำลัง ใจในการต่อสู้จนชนะในที่สุด ท่านเป็นที่เลื่อมใสศรัทธาของผู้คนมากถึงขนาดที่มีคนรอปิดทองตามแขนและขาของท่านราวกับปิดทองพระพุทธรูป แม้ว่าหลวงพ่อแช่มจะมรณภาพเป็นร้อยปีมาแล้ว แต่เรื่องราวความศักดิ์สิทธิ์

และเมตตาธรรมที่สูงส่งของท่านก็ยังเป็นที่เล่าขานและเลื่อมใสศรัทธาของชาวเมืองภูเก็ตสืบมาจนถึงปัจจุบัน นอกจากหลวงพ่อแช่มแล้ว ที่วัดฉลองยังมี หลวงพ่อช่วง และหลวงพ่อเกลื้อม ที่ชาวบ้านเคารพ ศรัทธาเลื่อมใสเช่นกัน โดยนอกจาก ความศักดิ์สิทธิแล้ว ท่านทั้งสองยังมีชื่อเสียงทางด้าน การปรุงสมุนไพร และรักษาโรคด้วย ดังนั้นแม้ท่านได้มรณภาพไปแล้ว ชาวบ้านที่มีเรื่องทุกร้อน ก็ยังคงมากราบไหว้ บนบานไม่ขาดสาย

ประวัติ

หลวงพ่อแช่มวัดฉลอง หรือ วัดไชยธาราราม จ.ภูเก็ต 

หลวงพ่อแช่ม

หลวงพ่อแช่มแห่ง วัดฉลอง ท่านเกิดที่ตำบลบ่อแสน อำเภอทับปุด จังหวัดพังงา เมื่อปีกุน พุทธศักราช 2370 ในรัชสมัยของ”พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 นามโยมบิดา-มารดา ไม่ปรากฏในประวัติแม้ แต่ หลวงพ่อช่วง วัดท่าฉลอง ศิษย์เอกของท่านก็ไม่สามารถให้รายละเอียดได้ พ่อแม่ส่งให้อยู่ ณ วัดฉลอง เป็นศิษย์ ของ พ่อท่านเฒ่าตั้งแต่เล็ก เมื่อมีอายุพอจะบวชได้ก็บวชเป็นสามเณร

และ ต่อมาเมื่ออายุถึงที่จะ บวช เป็นพระภิกษุ ก็บวชเป็นพระภิกษุจำพรรษาอยู่ ณ วัดฉลองนี้หลวงพ่อแช่มได้ศึกษาวิปัสนาธุระ จากพ่อท่านเฒ่าจน เป็นผู้ที่เชี่ยวชาญทางวิปัสนาธุระเป็นอย่างสูง ความมีชื่อเสียงของหลวงพ่อแช่มปรากฏชัด ในคราวที่หลวง พ่อแช่ม เป็นหัวหน้าปราบอั้งยี่ ซึ่งท่านจะได้ทราบต่อไปนี้

ปราบอั้งยี่

หลวงพ่อแช่ม วัดฉลอง ท่าน ในปีพุทธศักราช 2419 กรรมกรเหมืองแร่เป็นจำนวนหมื่น ในจังหวัดภูเก็ต และจังหวัดใกล้เคียงได้ซ่องสุม ผู้คน ก่อตั้งเป็นคณะขึ้นเรียกว่า อั้งยี่ โดยเฉพาะพวกอั้งยี่ในจังหวัดภูเก็ตก่อเหตุวุ่นวายถึงขนาดจะเข้า ยึดการ ปกครอง ของจังหวัดเป็นของพวกตน ทางราชการในสมัยนั้นไม่อาจปราบให้สงบราบคาบได้

พวกอั้งยี่ถืออาวุธ รุกไล่ ยิง ฟันชาว บ้านล้ม ตายลงเป็นจำนวนมากชาวบ้านไม่อาจต่อสู้ป้องกันตนเองและทรัพย์สิน ที่รอดชีวิตก็หนี เข้าป่าไป เฉพาะในตำบลฉลองชาว บ้านได้หลบหนีเข้าป่า เข้าวัด ทิ้งบ้านเรือนปล่อยให้พวกอั้งยี่เผาบ้านเรือน หมู่บ้านซึ่ง พวกอั้งยี่เผา ได้ชื่อว่า บ้านไฟไหม้ จนกระทั่งบัดนี้

ชาวบ้านที่หลบหนีเข้ามาในวัดฉลอง เมื่อพวกอั้งยี่รุกไล่ใกล้วัดเข้ามา ต่างก็เข้าไปแจ้งให้หลวงพ่อแช่ม ทราบ และนิมนต์ให้หลวงพ่อแช่ม หลบหนีออกจากวัดฉลอง ไปด้วยหลวงพ่อแช่มไม่ยอมหนี ท่านว่า ท่านอยู่ที่ วัดนี้ตั้งแต่เด็กจนบวช เป็นพระ และเป็นเจ้าวัดอยู่ขณะนี้ จะให้หนีทิ้งวัดไปได้อย่างไรเมื่อหลวงพ่อแช่มไม่ยอมหนีทิ้งวัด

ชาวบ้านต่าง ก็แจ้งหลวงพ่อแช่ม ว่าเมื่อท่านไม่หนีพวกเขาก็ไม่หนี จะขอสู้มันละ พ่อท่านมีอะไร เป็นเครื่องคุ้มกันตัว ขอให้ทำให้ด้วย หลวงพ่อแช่มจึงทำผ้า ประเจียดแจก โพกศีรษะ คนละผืน เมื่อได้ของ คุ้มกันคนไทยชาวบ้านฉลองก็ออกไปชัก ชวนคนอื่นๆ ที่หลบหนีไปอยู่ตามป่า กลับมารวม พวกกัน อยู่ในวัด หาอาวุธ ปืน มีด เตรียมต่อสู้กับพวกอั้งยี่

หลวงพ่อแช่ม

พวกอั้งยี่ เที่ยวรุกไล่ฆ่าฟันชาวบ้าน ไม่มีใครต่อสู้ก็จะชะล่าใจ ประมาทรุกไล่ฆ่าชาวบ้านมาถึงวัดฉลอง ชาวบ้านซึ่งได้รับผ้า ประเจียดจากหลวงพ่อแช่มโพกศีรษะ ไว้ก็ออกต่อ ต้านพวกอั้งยี่ พวกอั้งยี่ไม่สามารถทำร้าย ชาวบ้านก็ถูกชาวบ้านไล่ฆ่าฟัน แตกหนีไป ครั้งนี้เป็นชัยชนะครั้งแรก ของไทยชาวบ้านฉลอง ข่าวชนะศึกครั้งแรก ของชาวบ้านฉลอง รู้ถึงชาวบ้านที่หลบหนีไปอยู่ที่อื่น ต่างพากลับมายังวัดฉลอง

รับอาสาว่า ถ้าพวกอั้งยี่มารบอีก ก็จะต่อสู้ ขอให้หลวงพ่อแช่มจัดเครื่องคุ้มครองตัวให้ หลวงพ่อแช่ม ก็ทำผ้าประเจียดแจกจ่ายให้คนละผืน พร้อม กับแจ้งแก่ชาวบ้านว่า ข้าเป็นพระสงฆ์จะรบ ราฆ่าฟันกับใครไม่ได้ พวกสูจะรบก็คิดอ่านกันเอาเอง ข้าจะทำเครื่อง คุณพระให้ไว้สำหรับป้องกันตัวเท่านั้น” ชาวบ้านเอาผ้าประเจียด ซึ่งหลวงพ่อแช่มทำให้โพก ศีรษะเป็นเครื่องหมาย บอกต่อต้านพวกอั้งยี่

พวกอั้งยี่ให้ฉายา คนไทยชาวบ้านฉลองว่า พวกหัวขาว ยกพวกมาโจมตีคนไทยชาวบ้านฉลองหลายครั้ง ชาวบ้านถือเอากำแพง พระอุโบสถเป็นแนวป้องกัน อั้งยี่ไม่สามารถตีฝ่าเข้ามาได้ ภายหลังจัด เป็นกองทัพเป็น จำนวนพัน ตั้งแม่ทัพ นายกอง มีธงรบ ม้าล่อ เป็นเครื่องประโคมขณะรบกัน ยกทัพเข้าล้อมรอบ กำแพงพระอุโบสถ ยิงปืน พุ่งแหลน พุ่งอีโต้ เข้ามาที่กำแพง เป็นที่น่าอัศจรรย์ ที่บรรดาชาวบ้านซึ่งได้เครื่องคุ้มกันตัวจากหลวงพ่อ แช่มต่างก็แคล้วคลาด ไม่ถูกอาวุธของพวกอั้งยี่เลย


คณะกรรมการ เมืองภูเก็ต ได้ทำรายงานกราบทูล ไปยังพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระ กรุณาโปรดเกล้าโปรด กระหม่อมให้คณะกรรมการเมืองนิมนต์ หลวงพ่อแช่ม ให้เดินทางไปยังกรุงเทพมหานคร มีพระประสงค์ทรงปฏิสันฐานกับหลวงพ่อแช่ม ด้วยพระองค์เอง หลวงพ่อแช่มและคณะเดินทาง ถึงกรุงเทพ พระบาทสมเด็จ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวพระราชทานสมฌ ศักดิ์หลวงพ่อแช่ม เป็นพระครูวิสุทธิวง ศาจารย์ญานมุนี ให้มีตำแหน่งเป็นสังฆปาโมกข์ เมืองภูเก็ต อันเป็นตำแหน่งสุงสุดซึ่งบรรพชิต จักพึงมีใน สมัยนั้นในโอกาสเดียวกัน ทรงพระราชทานนามวัดฉลองเป็น วัดไชยาธาราราม

มรณภาพ

หลวงพ่อแช่ม ท่านเป็นผู้เคร่ง ครัดในพระธรรมวินัยเป็นอย่างยิ่ง จึงเป็นที่เคารพศรัทธาเลื่อมใสของชาว บ้านโดยทั่วไป พ.ศ.2393 พ่อท่านเฒ่ามรณภาพ หลวงพ่อแช่ม ได้รับการแต่งตั้ง ให้เป็น เจ้าอาวาสแทน นับว่าเป็นเจ้าอาวาสที่มีอายุน้อยมาก เพียง 23 ปีเท่านั้นเองหลวงพ่อแช่ม วัดฉลอง มรณภาพเมื่อวันที่ 18 เมษายน 2451 สิริรวมอายุ 81 ปี พรรษา 61 นับถึงปีนี้ครบรอบ 100 ปีพอดี แม้หลวงพ่อแช่ม ท่านจะละสังขารไปแล้ว แต่ความทรงจำในเกียรติคุณและความ ศักดิ์สิทธิ์ของท่าน ยังคงมีอยู่อย่างมั่นคงในความจิตใจของชาว เมืองภูเก็ต และชาวไทยทั่วประเทศ

ขอขอบคุณบทความนานาสาระ จาก ufabet.com

Credit : https://ufabets5.com/

Categories
รวมบทความ

หลวงพ่อแช่ม

หลวงพ่อแช่ม

ชีวประวัติของ หลวงพ่อแช่ม

หลวงพ่อแช่ม วันนี้เราจะมาเล่า ถึงพระเกจิผูที่เปี่ยมไปด้วยเมตตา    หลวงพ่อท่านนั้น เป็นชาวนครปฐมโดยกำเนิด เกิดเมื่อปี พ.ศ.๒๔๐๕ ตั้งแต่เยาว์วัยได้ศึกษาร่ำเรียนอักขระ ทั้งภาษาไทย และภาษาขอมกับพระอาจารย์จ้อย วัดดอนเจดีย์ ผู้เรืองวิทยาคม

พระอาจารย์เห็นถึงคุณวิเศษและความใฝ่ใจของหลวงพ่อแช่ม จึงประสิทธิ์ประสาท วิทยาการด้านพุทธเวทพร้อมเคล็ดลับต่างๆ ให้โดยไม่ปิดบัง ซึ่งท่านก็สามารถเรียนรู้ ได้อย่างแตกฉาน

หลวงพ่อแช่ม วัดตาก้อง ท่านเป็นเกจิ อาจารย์รูปหนึ่ง ของจังหวัดนครปฐม ที่มีชื่อเสียงโด่งดังเป็นที่ เคารพนับถือของ มหาชน มาตั้งแต่ครั้งสงครามอินโดจีนและในช่วงนี้ เองได้ปรากฏพระคณาจารย์มีชื่ออยู่ในยุคเดียวกันหลายต่อ หลายรูป อาทิหลวงพ่อจง วัดหน้าต่างนอก หลวงพ่อจาด วัดบางกระเบา หลวงพ่อโอภาสี แห่งอาศรม บางมดหลวงพ่อแช่ม เป็นพระผู้ทรงอภิญญา มีญาณทัศนะหยั่ง รู้วาระจิตอีกทั้ง เรืองวิทยาคม

มีอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ เป็นที่กล่าวขวัญของบรรดา ผู้ที่มีโอกาสพบปะหรือใกล้ชิดกับท่าน จนบางเรื่องเมื่อฟัง แล้วไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นเรื่องจริง อย่างเช่น ทอดแหหาปลาบนบก ใช้ลอบดัก เงินกลางอากาศ ฯบางเรื่องก็พอจะฟังได้บ้างอาทิ ย่นหนทาง และหยุดรถไฟที่กำลังวิ่งอยู่
เสกผ้าเช็ดหน้าให้เป็นกระต่าย หรือ เสกผ้าอาบน้ำให้กลายเป็นงู
สามารถคลุกคลี กับสัตว์ร้ายต่าง ๆ เช่น เสือ หมูป่า และสัตว์เลื้อยคลานมีพิษ เช่นงูจงอาง และงูเห่าได้โดยที่มันไม่ทำอันตราย


เรื่องอภินิหาร หรือความสามารถ เหนือมนุษย์ปุถุชนธรรมดา ของหลวงพ่อแช่มนี้มีบุคคลที่ประสบพบเห็นด้วยตาอยู่หลายต่อหลายคน
และในปัจจุบันบางคนก็ยัง มีชีวิตอยู่และสามารถที่จะยืนยันถึงเรื่องดังกล่าวได้จำได้ว่าราวสัก 20 ปี มาแล้ว เคยมีผู้เขียนเรื่องราวเกี่ยวกับอภินิหารบางประการของหลวงพ่อ ที่ตัวเขาได้พานพบ มาลงในหนังสือฟ้าเมืองไทยพอ จะนึกจับใจความได้กระท่อนกระแท่น

ส่วนรายละเอียด นั้นลืมเสียแล้วจึงต้องเว้นผ่านไปวัครปฏิบัติของท่านก็ค่อนข้างประหลาด เช่นเดียวกับหลวงพ่อโอภาสี พฤติกรรมที่ต่างไปจากพระภิกษุอื่นนี้เป็นเหตุให้หลวงพ่อแช่มต้องอธิกรณ์ มีการร้องเรียนกล่าวหาว่า ไม่อยู่ในสมณวิสัยประพฤติผิดพระธรรมวินัย ตั้งตนเป็นหมอรักษาโรค รดน้ำมนต์ ให้หวย อวดอุตริมนุษยธรรม แถมท้ายด้วยข้อหาปลีกย่อยอีกมากมายทางคณะกรรมการสงฆ์ เมืองนครปฐมอันประกอบด้วยเจ้าคณะจังหวัด เจ้าคณะตำบลในเวลานั้น

หลวงพ่อแช่ม

สำหรับประวัติของหลวงพ่อแช่มนั้นต่างจากที่เคยมีผู้เขียนไว้ในนิตยสารพระเครื่อง ร่มโพธิ์ ฉบับที่ 12ประจำเดือนกุมภาพันธ์ 2535 โปรดพลิกหาอ่านเอาเอง ชาติภูมิของท่านเป็นชาวบ้านหอคอย บางท่านว่าเป็นชาวบ้านดอนข่อย อำเภอกำแพงแสน จังหวัดนครปฐมส่วนปีกำเนิดไม่แน่นอนเพราะไม่มีการบันทึกไว้ แต่เคยมีผู้เรียนถามหลวงพ่อก่อนที่จะมรณภาพราวปีกว่า ท่านตอบว่าร่วมร้อย ฉะนั้นจึงต้องอาศัยการคาดคะเนเอา

ซึ่งคงอยู่ในราวปี พ.ศ. 2399 – 2400 โยมบิดาชื่อ กลัด โยมมารดาชื่อ เหม นามสกุลมากลัด มีพี่น้องรวมทั้งหมด 7 คน เป็นชาย 4 หญิง 2 ตัวท่านเป็นบุตรคนหัวปีครอบครัวมีอาชีพทางเกษตรกรรม
ต่อมาได้ย้ายไปอยู่ที่บ้านดอนกลางตำบลมาบแค บางตอนของ ประวัติหลวงพ่อ มีบันทึกอยู่ในหนังสือที่ระลึกงานฌาปนกิจศพ คุณแม่จอน และคุณพ่อไสว รอดผล ณ เมรุ วัดตาก้องเมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2518 โดยพ.ท. สำราญ รอดผล ดังนี้

ตามคำบอกเล่าเมื่อเด็ก ท่านออกจะเกเรแต่คำว่าเกเร ของคนบ้านนอกสมัยนั้น ไม่ถึงขั้น อันธพาล อย่างสมัยนี้ท่านไม่เกเรในทำนองตีหัวหมา ด่าแม่เจ็ก ลักเล็กขโมยน้อยหรือปล้น สะดมใครแต่ท่าน เป็นคนจริงไม่กลัวคน ไม่ว่าจะรุ่นราวคราวเดียวกัน หรือโตกว่าจะชกค่อยตี กันท่านไม่กลัว สู้ไม่ถอย เที่ยวเก่งดื่มเหล้า เป็นตั้งแต่เด็ก รุ่นร่างกายแข็งแรง

โดยมี พระครูอุตรการบดี หลวงพ่อทา วัดพะเนียงแตก เป็นพระอุปัชฌาย์
พระครูสมถกิตติคุณ กลั่น วัดพระประโทน เป็นพระกรรมวาจาจารย์ พระอาจารย์ชุ่มซึ่งเป็น น้าชายของท่าน ไม่ใช่น้องดังที่บางคนกล่าวไว้ ซึ่งต่อมาได้รับสมณศักดิ์ พระครูสมถกิตติคุณ และเป็นเจ้าอาวาสวัด พระประโทนต่อจากพระอาจารย์กลั่น เป็นพระอนุสาวนาจารย์ และจำพรรษาอยู่ที่วัดเป็นเวลา 8พรรษา

ระหว่างที่อยู่ในพรรษา ได้พยายามพากเพียรเรียน วิชาสมถกรรมฐานและวิปัสนากรรมฐานอย่างคร่ำเคร่งพอออกพรรษาทุกปี
ท่านจึงเที่ยวธุดงค์ไป เพื่อเล่าเรียนวิชาจากพระอาจารย์ ผู้มีความรู้ในทางไสยศาสตร์เช่น จากอาจารย์ ชาวเขมรบ้าง จากอาจารย์ชาวกะเหรี่ยงบ้าง
และชอบเดินไปต่าง บ้านต่างเมือง อย่าง ลาว เขมร พม่า จนทั่ว มีหลักฐานอยู่ คือตำราของหลวงพ่อท่านเขียนเป็นตัวหนังสือขอมและหนังสือพม่า

หลวงพ่อแช่ม

จิตรกรรมฝาผนังในอุโบสถ วิหาร และศาลาวัด สวนใหญ่เป็นภาพเกี่ยวกับพุทธประวัติมหาชาติชาดก ประเพณีท้องถิ่น รวมทั้งภาพจากวรรณคดี แต่ปัจจุบันมีวัดหลายแห่งรวมทั้งจิตรกรหลายท่านมักจะใส่ภาพเหตุการณ์ปัจจุบันลงไปด้วย สร้างสีสันเป็นข่าวฮือฮาอย่างต่อเนื่อง

สำหรับภาพจิตรกรรมฝาผนังบนศาลาวัดตาก้อง แม้ว่าจะไม่มีภาพเหตุการณ์ปัจจุบันให้เป็นข่าวฮือฮา แต่จิตรกรรมฝาผนัง ของวัดแห่งนี้ขึ้นชื่อว่าขลังสุดๆ สามารถใช้เป็น ตำราเล่มใหญ่ ของผู้สนใจในอักขระเลขยันต์ ทั้งนี้ พระครูสาราภิวัฒน์ เจ้าอาวาสวัดตาก้อง ใช้เงินหลาย ล้านบาทจ้างช่างมาวาดภาพยันต์ด้วย สีน้ำมัน พร้อมคำบรรยาย ไว้ครบ ๑๐๘ ยันต์

พระครูสาราภิวัฒน์ ให้เหตุผลว่า ไม่อยากให้คนลืม ที่จะศึกษาเรื่องอักขระเลขยันต์ การลงยันต์หรือการ เขียนยันต์ นั้นจะใช้อักขระขอม ซึ่งเขียนเป็นตัวย่อของพระคาถาแต่ละบท เพราะหากเขียน พระคาถาลงไปในยันต์ทั้งหมดเนื้อที่คงไม่พอ จึงใช้อักขระย่อ ส่วนตัวเลขที่อยู่ในยันต์ก็ย่อมาจากอักขระของพระคาถา ข้อควรระวังในการ ลากเส้นยันต์ นั้นควรลากทีเดียวให้ตลอดไม่ใช่ลากแล้วหยุด หากลากแล้ว หยุดถือว่ายันต์ นั้นใช้ไม่ได้ ต้องใช้คาถาหรือสูตรในการต่อ เส้นยันต์นั้นใหม่ยันต์นั้นจึงจะใช้ได้

หลังจากนั้นหลวงพ่อ ได้ย้ายมาจำพรรษาอยู่ที่วัดสามง่าม 1 พรรษา แล้วจึงมาอยู่ที่วัดตาก้อง ซึ่งเวลานั้นมีเจ้าอาวาสคือ
พระอธิการเกริ่น พอตำแหน่งต่อมาคือ สมภารกร่าย เป็นคนบ้านตาก้อง
มีญาติโยมฐานะดีมากมาย หลวงพ่อแช่ม เองมีฐานะเป็นเพียงพระลูกวัดธรรมดาและตัวท่าน ก็รักความสันโดษ

ไม่ยินดีในลาภยศสมณศักดิ์ใดใด ชอบความเป็นอยู่อย่างง่ายๆ สมถะ ไม่สะสมทรัพย์สมบัติ และไม่พิถีพิถัน นุ่งห่มแต่จีวรเก่า ๆกุฏิหรือที่พักเป็นกระต๊อบหลังคามุงจาก ไม่ปูพื้นและปราศ จากฝากั้น ปลูกอยู่ข้างกำแพงพระอุโบสถหลังเก่า ที่สำหรับใช้จำวัด

ต่อมาเมื่ออายุครบบวช ท่านจึงเดินทางกลับมา อุปสมบท ณ บ้านเกิด ที่วัดตาก้อง ได้รับฉายา อินทโชโต มุ่งมั่นศึกษาด้านคันถธุระ วิปัสสนาธุระ และฝึกฝนวิทยาการที่ได้ร่ำเรียนมา จนเกิดความเชี่ยวชาญ นอกจากนี้ ยังได้ฝากตัวเป็นศิษย์ เพื่อศึกษาเพิ่ม เติมจากพระ เกจิอาจารย์ที่มีชื่อเสียงของ จ.นครปฐม ในสมัยนั้นอีกด้วย อาทิ

บั้นปลายชีวิต

หลวงปู่บุญ วัดกลางบางแก้ว, หลวงพ่อทา วัดพะเนียงแตก จนเป็นที่กล่าวขวัญ เลื่องลือกันว่าท่านสำเร็จกสิณถึงขั้นอภิญญาทีเดียว ท่านมรณภาพในปี พ.ศ.2490 สิริอายุ 85 ปี 65 พรรษา ตั้งแต่อดีตจวบถึงปัจุบันนี้ ผู้คนก้ยังคงแห่มาก ราบไหว้ท่านที่วัดไม่ขาดสายและหาเครื่องรางของท่านไว้บูชา กันเรื่อยมาจวบถึงวันนี้

ขอขอบคุณบทความชีวประวัติเกจิอาจารย์ชื่อดัง โดย ufabet.com

Categories
รวมบทความ

หลวงพ่อคล้าย

หลวงพ่อคล้าย

ชีวประวัติ หลวงพ่อคล้าย

หลวงพ่อคล้าย วาจาสิทธิ์ วันนี้เราจะมาเล่า ถึงพระเกจิรูปหนึ่งที่เขาเรียกกันว่าวาจาสิทธิ์ พระครูพิศิษฐ์อรรถการ พ่อท่านคล้าย วาจาสิทธิ์ หรือเทวดาเมืองคอนอดีตเจ้าอาวาสวัดสวนขันจังหวัดนครศรีธรรมราช เดิมชื่อคล้ายนามสกุลสีนิลเกิดวันที่ ๒๗ มีนาคม 2419 ตรงกับวันอังคาร ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 4 ปีชวดตรงกับ จ.ศ. 1238

ที่บ้านโคกทือ ตำบลช้างกลาง กิ่งอำเภอช้างกลาง จังหวัดนครศรีธรรมราชเป็นบุตรของนายอินทร์ นางเหนี่ยว สีนิล ท่านมีพี่สาว 1 คน ชื่อนางเพ็ง พ่หลวงพ่อคล้าย มีนิสัยเป็น คนมีมานะอดทน ขยันหมั่นเพียร อยู่ในโอวาทคำสั่งสอนของบิดามารดา และครู อาจารย์

อย่างเคร่งครัด สุภาพ เรียบร้อย ว่านอนสอนง่าย นิสัยอ่อนโยนละมุนละไม จึงเป็นที่รักของบิดามารดา ครูอาจารย์และญาติมิต รเป็นอันมาก 

หลวงพ่อคล้าย มีลักษณะนิสัย เป็นคนมีมานะอดทน ขยันหมั่นเพียร อยู่ในโอวาทคำสั่งสอนของบิดามารดา และครูอาจารย์อย่างเคร่งครัด สุภาพ เรียบร้อย ว่านอนสอนง่าย นิสัยอ่อนโยนละมุนละไม จึงเป็นที่รักของบิดามารดา ครูอาจารย์และญาติมิตรเป็นอันมาก

เมื่ออายุ 15 ปี หลวงพ่อคล้าย ประสบอุบัติเหตุในการถางป่าทำไร่กระดูกปลายเท้า สามนิ้วแตกละเอียด รักษาไม่หาย ด้วยกำลังใจที่เด็ดเดี่ยว พ่อท่านคล้ายได้ใช้มีดตัดปลาย เท้าออกด้วยตัวเอง และใช้ยาพอกจนหายเป็นปกติขาของพ่อท่านคล้าย

นั้นเสียข้างหนึ่ง คือ ขาด้านซ้ายขาดตั้งแต่ตาตุ่มลงไป  เสียตั้งแต่สมัย เด็กๆ โดนต้นไม้ทับที่บ้านญาติของท่านที่ จ.กระบี่ ขาเป็นหนองเลย ต้องตัดทิ้ง โดยท่านใช้มีดปาดตาลตัดเอง ท่านเลยต้องใส่กระบอกไม้ไผ่แทน


พ่อท่านคล้ายครั้นอายุครบ 20 ปีบริบูรณ์ ในปี พ.ศ.2439 ได้เข้าพิธีอุปสมบท ณ อุทกุกเขปสีมา ศาลาน้ำ วัดวังม่วง โดยมีพระอาจารย์กราย คังคสุ วัณโณ เจ้าอาวาสวัดหาดสูง เป็นพระอุปัชฌาย์, พระอาจารย์สังข์ สิริรตโน เจ้าอาวาสวัดไม้เรียง เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และพระอาจารย์ทอง ปทุมสุวัณโณ เจ้าอาวาสวัดวังม่วง เป็นพระอนุสาวนาจารย์ และมีพระอาจารย์ล้อม ถิรโชโต เป็นผู้ให้สรณคมน์ และศีล แล้วได้ไปจำพรรษา อยู่ที่วัดทุ่งปอน หรือวัดจันดี

หลวงพ่อคล้าย

การศึกษาเบื้องต้น พระครูพิศิษฐ์อรรถการ เริ่มศึกษาเบื้องต้นที่บ้าน โดยบิดาเป็นผู้สอน เรียนวิชาคำนวณ และวิชาอักษรโบราณ จนสามารถอ่านออกเขียนชำนาญ ทั้งหนังสือไทย และหนังสือขอม ต่อมาศึกษาต่อในสำนักนายขำ ที่วัดทุ่งปอน บ้านโคกทือ จนจบหลักสูตร ต่อมาได้ไปฝึกหัดเล่นหนังตะลุงกับนายทองสาก ประกอบกับพ่อท่านคล้ายมีหน้าตาดี น้ำเสียงไพเราะ จึงมีคนติดใจการเล่น หนังตะลุง ของท่านมาก 

ต่อมาปี พ.ศ.2441 พ่อท่านคล้าย ได้เข้าศึกษาพระปริยัติธรรม แผนกบาลี เรียนมูลกัจจายนะ ในสำนักพระครูกาแก้ว ศรี ณ วัดหน้าพระธาตุ อำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช จบหลักสูตรมูล พอแปลบาลีได้ ศึกษาอยู่เป็นเวลา 2 พรรษา

ปี พ.ศ.2443 ต่อมาได้ศึกษาทางวิปัสสนา กัมมัฎฐานที่สำนักวัดสามพัน อำเภอพระแสง จังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยมีอาจารย์หนูเจ้าอาวาสเป็นผู้สอน

ปี พ.ศ.2445 พ่อท่านคล้าย ได้กลับมาอยู่จำพรรษา วัดหาดสูง ใกล้ตลาดทานพอ ในสำนักพระครูกราย ซึ่งเป็นพระอุปัชฌาย์ ของพ่อท่าน เพื่อศึกษาวิปัสสนาและ ไสยศาสตร์ โดยเหตุที่พระครูกราย เป็นอาจารย์ฝ่ายวิปัสสนาและทรงวิชาคุณทางไสยศาสตร์ ในสมัยนั้น

ปี พ.ศ.2447 พ่อท่านคล้าย ได้ไปจำพรรษาที่วัดมะขามเฒ่า อำเภอระโนด จังหวัดสงขลาเพื่อศึกษาภาลีและอภิธรรมเพิ่มเติม

ปีพ.ศ.2448 พ่อท่านกลับจาก วัดมะขามเฒ่า มาจำพรรษาอยู่ที่วัดทุ่งปอน จันดี ตลอดเวลาที่ท่าน จำพรรษา ณ ที่ใดก็ตาม ท่านได้ศึกษาค้นคว้าภาษา บาลี วิชาโหราศาสตร์ และเจริญวิปัสสนากรรมฐาน ติดต่อกันมาโดยมิได้ประมาท ด้านการก่อสร้างก็ได้ สร้างใว้ตามวัดต่างๆพอสมควร

พ่อท่านคล้ายท่าน เป็นเจ้าอาวาสวัดสวนขันในปี พ.ศ.2448 พระปลัดคง เจ้าอาวาสวัดสวนขัน ลาสิกขาบท คณะอุบาสกอุบาสิกา ของวัดสวนขัน ได้ร่วนกันเสนอไปยัง ท่านพระครูกราย เจ้าคณะแขวงฉวาง ขอแต่งตั้ง”พ่อท่านคล้าย เป็นเจ้าอาวาส วัดสวนขันแทน

ท่านพระครูกรายก็ เสนอไปยังเจ้าคณะเมือง ม่วง เปรียญ ครั้งดำรงสมณศักดิ์เป็นเจ้าคุณพระศิริธรรมมุนี เจ้าคณะเมือง ได้แต่งตั้งให้พ่อท่านคล้ายเป็นเจ้าอาวาสวัดสวน ขันแต่นั้นมา

หลวงพ่อคล้าย

วัดสวนขัน เป็นวัดราษฎร์ เดิมตั้งอยู่ที่ วัดราษฎร์บำรุง ปัจจุบันชาวบ้านเรียกวัดคุดด้วน เพราะตั้งอยู่ริมฝั่ง คลองคุดด้วน มีพระปลัด คงเป็นเจ้าอาวาส แต่ที่ตั้งเป็นที่ไม่เหมาะ บางประการ เนื่องจากฤดูน้ำก็ถูกน้ำ ท่วมบ่อยๆและสถาน ที่คับแคบ จึงทำการย้ายวัดขึ้นไปทาง เหนือของคลองคุดด้วน สร้างวัดขึ้นมาใหม่ใน ป่าไม้ขันอัน เป็นที่สวนของ อุบาสกผู้มีศรัทธา ถวายให้วัด และพร้อมใจ กันตั้งชื่อวัดว่า วัดสวนขัน

วัดสวนขันปัจจุบันตั้งอยู่ที่ ตำบลสวนขัน กิ่งอำเภอช้างกลาง จ.นครศรีฯ พระปลัดคงได้เป็นเจ้าอาวาส รูปแรก พระปลัดคง เป็นลูกศิษย์ของพระครูกราย ต่อมาลาสิกขาบท พระครูกรายเสนอพ่อท่านคล้าย ให้เป็นพ่อท่านคล้าย ตลอดมาเป็นเวลา65ปี

บั้นปลายชีวิต

พ่อท่านคล้ายหรือพระครูพิศิษฐ์อรรถการ เมื่อครั้นถึงวันที่ 22 พฤศจิกายน 2513 ตรงกับแรม 9 ค่ำ เดือน 12 ปีจอ พ่อท่านจะต้องเดินทางไปจังหวัดสุรินทร์ เนื่องในงานพุทธาภิเษกที่คณะ พุทธบริษัทจังหวัดนั้นนิมนต์ไว้ เวลา 16.00 น. ของวันเดินทาง คณะศิษย์เป็นว่าพ่อท่าน อาพาธกะทันหัน จึงนิมนต์พ่อท่าน ขึ้นรถด่วน เข้ากรุงเทพ

หลวงพ่อคล้าย

ถึงวันรุ่งขึ้นได้นำพ่อท่าน เข้าโรงพยาบาลพระมงกุฎในวันนั้น แพทย์ได้พยายามรักษาจนเต็ม ความสามารถ เป็นเวลา 14 วัน อาการมีแต่ทรงกับทรุด ครั้นถึง วันที่ 5 ธันวาคม 2513 เวลา 23.05 น. พ่อท่านคล้าย มรณภาพด้วยอาการสงบ รวมอายุได้ 96 ปี เมื่อบำเพ็ญกุศลครบ 100 วัน จึงได้บรรจุสรีระของท่าน ไว้ในโลงแก้ว ประดิษฐานอยู่ในองค์ พระเจดีย์ใน วัดพระธาตุน้อย จนถึงปัจจุบัน

ขอขอบคุณ บทความความรู้ดีๆ จาก ufabet.com

Credit : https://ufabets5.com/

Categories
รวมบทความ

หลวงปู่โต๊ะ

หลวงปู่โต๊ะ

ชีวประวัติ หลวงปู่โต๊ะ

หลวงปู่โต๊ะ วันนี้เราจะมาเล่าถึงพระเกจิที่มีความเมตตา ท่านเป็นชาวสมุทรสงครามโดยกำเนิด เกิดเมื่อวันอาทิตย์ เดือน ๕ ขึ้น ๔ ค่ำ ปีกุน ยังเป็นอัฐศก ตรงกับวันที่ ๒๗ มีนาคม พุทธศักราช ๒๔๒๙ ณ.บ้านคลองบางน้อย ตำบลบางพรมหม อำเภอคณฑี

หลวงปู่ท่าน เป็นบุตร นายพลอย กับ นางทับ รัตนคอน มีน้องร่วมบิดามารดาเดียวกันคนหนึ่งชื่อเฉื่อยเมื่อเยาว์วัยอยู่กับบิดามารดาและได้เล่าเรียนวิชาหนังสือไทยที่วัดเกาะแก้วปากคลองบางน้อยใกล้บ้านเกิด

ครั้นมารดาถึงแก่กรรม พระภิกษุแก้ว ผู้เป็นญาติบวชอยู่กับพระอุดรคณารักษ์ วัดพระเชตุพน ฯ กรุงเทพ ฯ พาท่านมาฝากให้อยู่กับอธิการสุข วัดประดู่ฉิมพลี เมื่ออายุได้ ๑๓ ปี ส่วนนายเฉื่อยน้องชายนั้นมิได้ตามมาด้วย บรรพชา อุปสมบทโยมบิดาชื่อ นายพลอย รัตนคอนโยมมารดาชื่อ นางทับ รัตนคอนมีน้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน

คนหนึ่งชื่อ เฉื่อย เมื่อเยาว์วัยอยู่กับบิดามารดาและได้เล่าเรียนวิชาหนังสือไทยที่วัดเกาะแก้ว ปากคลองบางน้อย ใกล้บ้านเกิด ครั้นมารดาถึงแก่กรรม พระภิกษุแก้ว ผู้เป็นญาติซึ่งบวชอยู่กับ พระอุดรคณารักษ์ วัดพระเชตุพน ฯ กรุงเทพ ฯ จึงพาท่านมาฝากให้อยู่กับอธิการสุข วัดประดู่ฉิมพลี

หลวงปู่โต๊ะ บรรพชาอุปสมบท ท่านมาเรียนหนังสือต่อที่วัดประดู่ฉิมพลีอีกประมาณ ๔ ปี พออายุได้ประมาณ ๑๗ ปี ก็บรรพชา เป็นสามเณรที่วัดนี้ โดยมีพระอธิการสุขเป็นอุปัชฌาย์ บรรพชาได้วันเดียวพระอธิการสุข ซึ่งเป็นพระอุปัชฌาย์และผู้อุปการะของท่านก็ได้มรณะภาพ นายคล้าย นางพันธ์ ซึ่งเป็นพี่ชายกับพี่สะใภ้ของ พระอธิการสุข และมีบ้านอยู่ใกล้วัดประดู่ฉิมพลีจึงได้อุปาการะท่านต่อมา

เมื่อบรรพชาแล้ว ท่านก็ได้ศึกษาพระธรรมวินัยในสำนักวัดประดู่ฉิมพลี ซึ่งมีพระอธิการคำ เป็นเจ้าอาวาสปกครองสืบมา พร้อมกับเรียนกรรมฐานกับพระอาจารย์พรมหมอีกทางหนึ่งด้วย จนกระทั่งอายุครบ 20 ปี จึงได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุ ณ พัทธสีมา วัดประดู่ฉิมพลี เมื่อวันอังคาร เดือน ๘8อุตตราษาฒขึ้น 7 ค่ำ ปีมะแม นพศก ตรงกับ วันที่ 16 กรกฎาคม พุทธศักราช 2450 เวลา 15.30 นาฬิกา

หลวงปู่โต๊ะ

พระครูสมณธรรมสมาทาน แสง วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ เป็นอุปัชฌาย์ พระครูอักขรานุสิต ผ่อง วัดนวลนรดิศ เป็นกรรมวาจาจารย์ พระครูธรรมวิรัต เชย วัดกำแพง เป็นอนุสาวนาจารย์ มีฉายาในพระพุทธศาสนาว่า “อินทสุวณโณ” ได้เล่าเรียนปฏิบัติทั้งทางคันถธุระ และวิปัสสนาธุระ ทั้งสองด้าน ด้วยความวิริยะอุตสาหะ จนสอบนักธรรมชั้นตรีได้เมื่อปี พ.ศ. 2455 และปีนั้นเองเจ้าอาวาสวัดประดู่ฉิมพลีว่างลงอีก เพราะพระอธิการคำมาณภาพทางคณะสงฆ์ จึงแต่งตั้งให้ท่านเป็นเจ้าอาวาส เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม

เมื่อท่านได้อุปสมบทแล้วท่านก็ได้ตั้งใจ ศึกษาและปฏิบัติตามหลักธรรมด้วยความ วิริยะอุตสาหะด้วยจิตที่มุ่งหวังที่จะบรรลุสู่แดนเกษม ต่อมาพระอธิการคำเจ้าอาวาสวัดประดู่ฉิมพลีในสมัยนั้นได้ลาสิกขาบทออกไป ออกธุดงค์โดยในขั้นต้นท่านได้ออกจาริกธุดงค์ไปศึกษากับพระอาจารย์รุ่ง หลวงพ่อรุ่ง วัดท่ากระบือ จังหวัดสมุทรสาคร

จากนั้นก้ได้ไปศึกษาวิปัสสนา กับหลวงพ่อโหน่ง วัดอัมพวัน วัดคลองมะดัน อำเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี และได้ธุดงค์ไปทางเหนืออีกหลายท่าน พร้อมทั้งศึกษาวิปัสสนากัมมัฏฐานต่อกับพระอาจารย์หลายอาจารย์ด้วยกัน ซึ่งในระยะนั้นหลวงปู่ไม่ค่อยได้อยู่วัดประดู่ฉิมพลี นอกจากเทศกาลเข้าพรรษา

เมื่อออกพรรษาแล้วต่อจากนั้นท่านก็ได้เดินธุดงค์ไปทางภาคใต้ และได้จำพรรษาอยู่ที่ปัตตานี จากนั้นท่านได้เลยไปจำพรรษาอยู่ที่สิงคโปร์หลายปี เมื่อหลวงปู่กลับมาจำพรรษาอยู่ที่วัดประดู่ฉิมพลีตามเดิมแล้ว ท่าได้สร้างรอยพระพุทธบาทจำลอง ซึ่งทำด้วยไม้สักประดับมุก และได้นำไปประดิษฐานไว้ที่วัดในประเทศสิงคโปร์ จำชื่อวัดไม่ได้ ปัจจุบันนี้รอยพระพุทธบาทจำลอง ได้กลายเป็นวุตถุโบราณไปแล้ว

หลวงปู่โต๊ะ

เห็นทุกขเวทนา เมื่อหลวงปู่โต๊ะได้อุปสมบทแล้วใหม่ๆ ได้มีโรคระบาดเกิดขึ้น คือ ไข้ธรพิษ หลวงปู่ท่านได้เป็นโรคนี้เหมือนกัน และเป็นชนิดร้ายแรงด้วย แทบจะเอาชีวิตไม่รอด เมื่อถึงเวลานอนต้องใช้ใบตองรองนอน ต่อจากนั้นท่านได้ตักเอาน้ำขึ้นมาแล้วตั้งจิตอธิษฐานว่า ถ้าจะมีชีวิตอยู่ ขอให้จงเกิดมีนิมิตเห็นพระ

ถ้าจะไม่มีชีวิตอยู่ก็ขออย่าให้ได้เห็นอะไรเลย และในคืนนั้นเอง หลวงปู่ท่านก็ได้นิมิตไปว่า หลวงพ่อวัดบ้านแหลมได้มาประพรมน้ำพระพุทธมนต์ให้ ครั้นรุงเช้าท่านก็ได้เอาน้ำพระพุทธมนต์ทีได้ตั้งจิตอธิษฐานไว้ทางศีรษะนอน ขึ้นมาฉันและประพรมอีกครั้งหนึ่ง นับแต่นั้นมาโรคดังกล่าวก็ทุเลาเป็นปกติ

หลวงปู่ท่านเป็นผู้เยี่ยมด้วยความสะอาด แห่งความประพฤติทั้งทางกาย วาจา ใจ และเยี่ยมด้วยจิตซึ่งทรงไว้ด้วยคุณธรรม กล่าวคือ ศีล สมาธิ ปัญญา วิมุติ และ วิมุตติญาณทัศนะตามลำดับ เป็นลูกศิษย์พระตถาคตผู้งกงามด้วยความประพฤติทั้งภายนอก และภายในไม่มีที่ติ มีความองอาจกล้าหาญต่อการละชั่ว ทำดี

ดำเนินตามรอยบาทวิถีที่พระศาสดาพาดำเนิน เป็นผู้ซื่อตรงต่อตนเอง และต่อพระธรรมวินัย อยู่ที่ใดไปที่ใดมีสุขโตเป็นที่รองรับ มีโอชารสแห่งธรรมเป็นที่ซึมซาบ มีความสว่างไสวอยู่ด้วยสติปัญญาเป็นเครื่องส่องทาง ท่าเป็นผู้เทิดทูน ศาสนธรรม ไว้ได้ทั้งทางปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธ อย่างเต็มภาคภูมิ

ตลอดเวลาที่ท่านทรงสมณเพศอยู่นั้น ท่านตั้งมั่นในสัมมาปฏิบัติ ที่ทรงดอกทรงผลตลอดต้นชนปลาย ท่านเป็นผู้รักสันโดษ มีความเป็นอยู่ที่เรียบง่าย ท่านเอาใจใส่ต่อความเป็นอยู่ของพระภิกษุ สามเณรอย่างใกล้ชิด ให้ความอนุเคราะห์สงเคราะห์อย่าวสมเหตุสมผลอย่างสม่ำเสมอ กิตติศัพท์กิตติคุณฟุ้งขจรไปถึงไหน

ก็เกิดความหอมหวลชวนให้เคารพเลื่อมใสในที่นั้นๆ และในการประชุมเพื่ออบรมธรรม ท่านก็เปิดโอกาสให้ผู้สนใจถามปัญหาธรรมะอยู่เป็นประจำ ซึ่งท่านก็ตอบอย่างกระจ่าวแจ้งชัดถ้อยชัดคำไม่มีอ้ำอึ้ง ยังความกระจ่างให้บังเกิดแก่ผู้ซักถามอย่างน่าอัศจรรย์แสดงให้เห็นว่าท่าน เป็นผู้แตกฉานในธรรมทั้งโดยอรรถ และโดยพยัญชนะ

หลวงปู่ท่านเป็นผู้เพียบพร้อมไปด้วยอัปจายนธรรม มีความอ่อนน้อมถ่อมตน ไม่ถือตัว ในเรื่องนี้เป็นที่ประจักาชัดในพระมหาเถระชั้นผู้ใหญ่ ซึ่งในครั้งนั้นได้มีการไปมาหาสู่กันอยู่เสมอ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราชฯ

ได้ไปพบปะสนธนาธรรมกับหลวงปู่ ตั้งแต่ครั้งที่ยังเป็น พระศาสนโสภณ จนถึงกับกราบอาราธนาให้หลวงปู่ไปสอนกรรมฐานบรรยายธรรมเป็นประจำที่วัดบวร นิเวศวิหาร แต่หลวงปู่ท่านก็ยังคงอ่อนน้อมถ่อมตน ทั้งที่พรรษายุกาลท่านมากกว่า

อัธยาศัยและกิจวัตร พระราชสังวราภิมณฑ์ ท่านมีอัธยาศัยงดงาม สุภาพอ่อนโยน มากด้วยเมตตากรุณา ยินดีสงเคราะห์ อนุเคราะห์แก่ผู้อื่น สัตว์อื่น โดยเสมอหน้า ไม่เลือกที่รักมักที่ชัง เป็นผู้ซื่อตรง ถ่อมตน ยึดมั้นในระเบียบประเพณีและความกตัญญูกตเวที ทั้งมีความภักดีในองค์พระมหากษัตริย์และพระบรมราชวงศ์อย่างแน่นแฟ้น

ผู้ที่มีโอกาสได้เข้าใกล้ชิดคุ้นเคยกับท่าน จะยืนยันในความที่กล่าวนี้ได้ทุกคน อีกประการหนึ่ง ท่านเป็นคนหมั่นขยันและแน่วแน่ ตั้งใจทำสิ่งใดแล้วเป็นต้องทำจนสำเร็จ กิจที่ท่านปฏิบัติเป็นนิจในแต่ละวันจนตลอดชีพของท่าน

บั้นปลายชีวิต

หลวงปู่โต๊ะ วัดประดู่ฉิมพลี ท่านได้เริ่มอาพาธด้วยโรคชรา เนื่องจากว่า ตั้งแต่ตอนที่ท่านยังมีชีวิตอยู่ มีผู้คนมานิมนต์ท่านให้ออกมาให้พร หรือ ขอความช่วยเหลือ ท่านจึงไม่ค่อยมีเวลาพักผ่อน สุขภาพท่านจึงไม่ค่อยแข็งแรง แต่ยังพอฉันอระไรได้มาก แม้จะรักษาอย่างดีเท่าใด แต่สุขภาพ กายสังขารของท่านก็ไม่อาจจะทนไหว

หลวงปู่โต๊ะ

ท่านได้อาพาธครั้งสุดท้ายเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2524 และก่อนมรณภาพได้เพียง 7 วัน ท่านลุกจากเตียงไม่ได้เลย จนกระทั่งเมื่อวันที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2524 คณะลูกศิษย์ทีเป็นพยาบาล ได้มาถวายรังนกอีก แต่คราวนี้สังเกตได้ว่า แขนของท่าน บวม ท่านอยู่ได้จนกระทั่งเมื่อเวลา 9:55 น. ท่านได้ถึงแก่มรณภาพลงด้วยอาการสงบ รวมสิริอายุได้ 93 ปี 73 พรรษา

ขอขอบคุณบทความประวัติเกจิชื่อดัง จาก ufabet.com

Categories
รวมบทความ

หลวงพ่อดิ่ง

หลวงพ่อดิ่ง

วันนี้เราจะมาเล่าถึงพระเกจิรูปหนึ่งนั้นก้คือพระครูพิบูลย์คณารักษ์คงฺคสุวณฺโณ หรือ หลวงพ่อดิ่ง เป็นชาวบ้านตำบลบางวัว เกิดเมื่อวันที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2420 ตรงกับวัน พฤหัสบดี ขึ้น 11 ค่ำ เดือน 4 ปีฉลู จ.ศ. 1239 ที่บ้านบางวัว ต.บางวัว อ.บางปะกง จ.ฉะเชิงเทรา เป็นบุตรของ คุณพ่อเหม และคุณแม่ล้วน เหมล้วน

มีพี่น้องทั้งหมดรวม 16 คน ท่านเป็นบุตรคนที่ ๘พอเข้าวัยการศึกษา บิดามารดาได้นำท่านไปฝาก ให้ศึกษาเล่าเรียน อยู่กับพระภิกษุสงฆ์ที่วัดบางวัว ซึ่งท่านก็ได้รับการอุป ถัมภ์ด้วยดี รสพระธรรมได้ซึมซาบเข้าไปในจิตใจ ของท่านอย่างลึกซึ้ง ยามว่างก็จะเข้ามาช่วยบิดามารดา ประกอบอาชีพ คือ การทำนา สมัยก่อนทำนาปีละครั้ง ด้วยเหตุนี้ชาวนา จึงมีเวลาว่างมาก เพราะต้องรอคอยฤดูฝนจึงจะทำนากันได้

พอเข้าวัยการศึกษา บิดามารดา ได้นำ ท่านไปฝากให้ศึกษาเล่าเรียน
อยู่กับพระภิกษุสงฆ์ ที่วัดบางวัว ซึ่งท่านก็ได้รับการอุปถัมภ์ด้วยดี
รสพระธรรม ได้ซึมซาบเข้า ไปในจิตใจของท่านอย่างลึกซึ้ง 
ยามว่างก็จะ เข้ามาช่วยบิดามารดา ประกอบอาชีพ คือ การทำนา 
สมัยก่อนทำนาปีละครั้ง
ด้วยเหตุนี้ชาวนา จึงมีเวลาว่างมาก เพราะต้องรอคอยฤดูฝนจึง จะทำนากันได้อายุครบ ๒๐ ปีบริบูรณ์ ได้เข้าพิธีอุปสมบท เป็นพระภิกษุ 
เมื่อวันที่ ๑๐ เมษายน พ.ศ. ๒๔๔๐ ตรงกับวันเสาร์ ขึ้น ๙ ค่ำ เดือน ๕ ปีระกา ณ พัทธสีมา วัดบางวัว โดยมี พระอาจารย์ดิษฐ์ พฺรหฺมสโร วัดบางสมัครต.บางสมัคร อ.บางปะกง จ.ฉะเชิงเทรา
เป็นพระอุปัชฌาย์ พระอาจารย์จ่าง วัดบางสมัคร เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และพระอาจารย์ปลอด วัดบางวัว เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้รับนามฉายาว่า คงฺคสุวณฺโณ อันมีความหมาย เป็นมงคลว่าผู้มีจิตชุ่มเย็นเช่นดังแม่น้ำ และแกร่งเช่นดังทองคำ นับตั้งแต่นั้นมาท่านก็ซาบซึ้งในรสของพระธรรม 

ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2443เรียกว่าบวชเพียง 3 พรรษาก็ได้เป็นเจ้าอาวาสวัดบางวัว เมื่อหลวงพ่อดิ่ง ได้ดำรงตำแหน่ง เจ้าอาวาสท่านก็เริ่มพัฒนาถาวรวัตถุต่างๆ ในวัด ซึ่งขณะนั้นกำลังชำ รุดทรุดโทรมไปตามกาลเวลา ได้พัฒนาให้มีการศึกษา พระปริยัติธรรมแก่พระภิกษุ-สามเณร หลวงพ่อดิ่ง ได้เล่าให้ศิษย์ ใกล้ชิดฟังเสมอว่า

อาจารย์ที่ฉันได้ เล่าเรียนวิชามา ด้วยกันจริงๆ มีอยู่ 3 องค์ คือ 1 หลวงพ่อดิษฐ์ พฺรหฺมสโร วัดบางสมัคร ซึ่งเป็นพระอุปัชฌาย์ของฉันเอง 2 หลวงพ่อเปิ้น วัดบ้านเก่า ต.บ้านเก่า อ.พานทอง จ.ชลบุรี องค์นี้ท่านเก่งมาก ขนาดปราบ ฝรั่งที่มันมา เผยแพร่ศาสนา คริสต์จนต้องยอมสยบ ต่อท่าน แน่ไม่แน่ ขนาดฝรั่งยิงปืน ไปที่โบสถ์วัดบ้านเก่า ไม่ออกก็แล้วกัน 3 หลวงพ่อเปอะ วัดจวนเขื่อนขันธ์ อ.พระประแดง จ.สมุทรปราการ องค์นี้ท่านเก่ง ทางสมุนไพร แพทย์แผนโบราณ

หลวงพ่อดิ่ง

หลวงพ่อดิ่ง ท่านเป็นพระเถรา จารย์ยุคอินโดจีนที่เคร่งในวัตรปฏิบัติ มีเมตตาจิต และเชี่ยวชาญแตก ฉานในทุกสาขาวิชา รวมถึงพุทธาคมต่างๆ ทั้งเป็นที่รักเคารพ และศรัทธาของบรรดาลูกศิษย์ลูกหา วัตถุมงคลที่หลวงพ่อดิ่ง ท่านสร้าง อาทิเหรียญรูปเหมือน รุ่นแรก ปี พ.ศ.2481 ลิงจับหลัก

เหรียญพระพุทธ ตะกรุด ผ้ายันต์ ตลอดจนพระปิดตาเนื้อเมฆพัตร วัตถุมงคลของท่าน พุทธคุณเด่นใน ด้านเมตตามหานิยม แคล้วคลาด ปลอดภัย เป็นเยี่ยมมีเรื่อง เล่าต่อกันมาว่า ครั้งหนึ่งพลเรือเอกสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงชุมพร เขตอุดมศักดิ์ ได้ทรงกล่าวอบรม ทหารเกณฑ์ใหม่

หลังจากที่ทรง อบรมเสร็จ พระองค์ได้ทรง ประพรมน้ำพระพุทธมนต์ที่พระองค์ได้ทรงทำขึ้นเอง แก่บรรดาทหารเกณฑ์ใหม่เหล่านั้น ทันทีที่น้ำพระพุทธมนต์ได้ สัมผัสร่าง ทหารเกณฑ์ ใหม่บางคนมีอาการของขึ้น ลุกขึ้นเต้น เหมือนลิง และวิ่งออกไปจากแถวทหาร พระองค์ ได้ทรงรับสั่ง ให้ทหารช่วยกัน จับทหารเกณฑ์ใหม่

เหล่านั้นและนำตัว มาให้ทรงทอด พระเนตร พร้อมกับ ทรงตรัสถามว่ามีวัตถุมงคลอะไรติดตัวและเป็นลูกศิษย์ ของอาจารย์ท่านใด ทหารเกณฑ์ใหม่เหล่า นั้นกราบทูลว่า เป็นศิษย์ของ ท่านพระครูพิบูลย์คณารักษ์ หลวงพ่อดิ่ง เจ้าอาวาสวัดบางวัว จังหวัดฉะเชิงเทรา และมีเครื่องราง เป็นรูปลิงที่แกะ จากรากไม้ติดตัว หลังจากที่พระองค์ได้ทรงทอด พระเนตร เครื่องรางดังกล่าวแล้ว ทรงตรัสขึ้นว่า อาจารย์องค์นี้เก่ง

ปี พ.ศ. 2483 หลวงพ่อดิ่ง ทำพิธีปลุกเสก ลิงจับหลัก หรือ หนุมานแกะ ซึ่งการทำพิธี ปลุกเสก วัตถุมงคล ในครั้งนั้น จัดพิธีใหญ่มาก 
มีการทำพิธีตัดไม้ข่มนาม มีการเอาหนังเสือ มาปูทับอาวุธนานาชนิด
แล้วหลวงพ่อดิ่ง ก็ขึ้น ไปนั่งปลุกเสก บนหนังเสือ
ufabet.com
ปลุกเสกจน สว่างโดยที่ หลวงพ่อดิ่ง ไม่ลุกขึ้นไปไหนเลยขณะที่ปลุกเสกลิงจับหลัก การบูชาให้ถูกต้อง ตามตำราของหลวงพ่อดิ่ง วัดบางวัว จะต้องตั้งนะโม 3 จบก่อน แล้วค่อยว่า พระคาถาหนุมาน ดังนี้หนุมานะ นะ มะ พะ ทะ ตามกำลังวันเช่น วันเสาร์ 10 วันอาทิตย์ 6 วันจันทร์ 15 วันอังคาร 8 เป็นต้น
ถ้าเข้าหาผู้ใหญ่ ให้นำลิงจับ หลักจุ่มน้ำ มันจันทน์แล้วเจิมที่หน้าผาก สำหรับคุณวิเศษ ของลิงจับหลัก หลวงพ่อดิ่ง วัดบางวัว นั้น
เป็นที่รู้กัน ว่าดี ทั้งทางคง กระพันชาตรี แคล้วคลาด และเมตตามหานิยม หลวงพ่อดิ่ง ท่านได้ มรณภาพเมื่อวันที่ 6 สิงหาคม พ.ศ.2495 สิริรวมอายุ 75 ปี 55 พรรษ
Categories
รวมบทความ

หลวงพ่อพร้า

หลวงพ่อพร้า

ชีวประวัติ หลวงพ่อพร้า

หลวงพ่อพร้า พระเกจิชื่อดัง แห่งเมืองชัยนาท วันนี้เราจะมาเล่าเกี่ยวกับพระเกจิรูป หนึ่งซึ่งท่าน เป็นพระที่มีเมตตา เป็นที่กราบไหว้ ของชาวบ้านไม่ขาด สายเลยในแต่ละวัน ชื่อเสียงของท่าน เป็นที่รับรู้กันทั่วท้องทุ่งเมืองสรรคบุรีถึง ความขลังความศักดิ์สิทธิ์ ของน้ำมนต์ ที่สามารถพลิกผันสถานการณ์ อันเลวร้าย

ให้กลับกลายเป็นดีได้ อย่างน่าอัศจรรย์ จนได้รับสมญานาม หลวงพ่อพร้า เจ้าตำรับน้ำมนต์ บาทเดียว ปัจจุบัน หลวงพ่อพร้า หรือ พระครูวิจิตรชยานุรักษ์ดำรง ตำแหน่งเจ้าอาวาส วัดโคกดอกไม้ ต.ดงคอน อ.สรรคบุรี จ.ชัยนาท

หลวงพ่อ ท่านมีนาม เดิมว่า พร้า ยอดดำเนิน เกิดเมื่อวันอาทิตย์ที่ 5 เมษายน 2466 ตรงกับเดือน 5 ปีกุน เป็นชาวชัยนาท โดยกำเนิด ประกอบอาชีพ เกษตรกรรม ชีวิตในเยาว์วัย ของท่าน ผิดแผกไปจากเด็กในวัยเดียวกัน เพราะกำพร้า โยมบิดา ตั้งแต่ท่านอยู่ในครรภ์ ของมารดาได้เพียง 3 เดือน เมื่อพ้นจาก ครรภ์มารดา

เครือญาติ จึงพร้อมใจกัน ตั้งชื่อให้ท่านว่า กำพร้า หากแต่การแจ้งชื่อที่ปรากฏในทะเบียน ราษฎร์ ตกคำว่า กำ คงเหลือเพียงคำว่า พร้า เพียงอย่างเดียว จึงไปตรง กับคำที่หมายถึง ของมีคม ซึ่งเกิดจาก เหล็กกล้ามีดพร้า นั่นเอง ในวัยเด็ก

แม้จะขาดบิดาผู้เป็น เสาหลักของครอบครัว แต่มารดาของท่านได้อุ้มชูเลี้ยงดูบุตรธิดาด้วย ความอุตสาหะ และท่านยังได้รับ ความเอื้ออาทรจากบรรดาเครือญาติ เนื่องจากมีอุปนิสัย เป็นเด็กที่ว่านอนสอนง่าย มีใจโอบอ้อมอารี ท่านมัก จะติดตามผู้ใหญ่

เข้าวัดทำบุญ อยู่เสมอๆหลังจากได้ศึกษาเล่าเรียนจบ ชั้นประถมปีที่ 4 มิได้มีโอกาสเรียนต่อ เพราะฐานะทางบ้านยากจน ทั้งๆ ที่ใจของท่านอยาก จะร่ำเรียนต่อ

จึงเป็นเหตุให้ท่านได้ตั้ง จิตอธิษฐานต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์เอาไว้ว่า หากมีโอกาสได้บวช จะขอบวช ให้เสากุฎีคอด หรือเสากุฎีขาด และหากมีโอกาสได้เป็นสมภารเจ้าวัด จะอุปถัมภ์การ ศึกษาแก่เด็กๆ ที่พ่อแม่มีฐานะยากจน จะทำ จะช่วยให้เต็ม ความสามารถ ครั้นอายุครบ 20 ปีบริบูรณ์ ได้เข้าพิธีอุปสมบท ณ พัทธสีมาวัดโคกดอกไม้ ต.ดงคอน อ.สรรคบุรี จ.ชัยนาท

หลวงพ่อพร้า

โดยมีพระครูปัตย์ เป็นพระอุปัชฌาย์, พระสมุห์เขียว เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และ พระอาจารย์โห้ เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้รับฉายา อัตตสันโต หมายถึง ผู้มีตนอันสงบแล้ว ภายหลังจาก ที่ได้อุปสมบทแล้ว ท่านมีจิตมุ่งมั่นและเพลิดเพลิน ต่อรสพระธรรม หมั่นเพียรในการศึกษาเล่าเรียนพระธรรมวินัย สามารถสอบได้นักธรรมชั้นตรี-โท รวมทั้งช่วยเหลือการพัฒนาวัด

ชุมชนบ้านดงคอน เป็นเขตติดต่อ ระหว่าง สุพรรณบุรีและชัยนาท ชื่อดงคอนสันนิษฐานมา จากการหาบคอน ของออก ไปขายของชาวบ้าน เพราะไม่มีเส้นทาง ถนนออก จากหมู่บ้าน ส่วนวัดโคกดอก ไม้วัดประจำชุมชน ก็ได้ชื่อ มาจาก การทำพลุ ตะไล ไฟพะเนียง จุดในเทศกาลต่างๆ ถ้าประกวดกันวัดนี้มัก จะได้รางวัลเสมอ

จึงชื่อว่าโคกดอกไม้ แต่ปัจจุบันไม่มีการทำดอกไม้ไฟแล้วพื้นที่ย่านนี้ในสมัย พ.ศ. 2500 ยุคจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต ได้มีการเข้ามา หักร้างถางป่าและทำถนน เข้ามายังชุมชน ตลอดจนมีผู้คนเข้ามา จับจองพื้นที่เพื่อทำไร่อ้อยมากมาย ระหว่างนั้นเอง ก็ได้มีการพบ โบราณวัตถุต่างๆ จากพื้นดิน จำพวกลูกปัด ตุ๊กตาดินเผา

เศษภาชนะ เครื่องปั้นดินเผา หรือเหรียญเงิน โบราณมากมาย บางครั้งมีผู้กลัว อาถรรพ์ของเก่า ก็จะนำมาถวาย ให้วัดโคกดอกไม้ แต่ส่วนใหญ่จะขายหรือสูญหาย และไม่เห็นค่า จนเมื่อมีนัก โบราณคดี เข้ามาสำรวจและเขียนบันทึกไว้เมื่อ พ.ศ. 2517 ว่าเป็นเมือง โบราณยุคทวารวดี ประวัติศาสตร์ ในย่านบ้านดงคอน แห่งนี้จึงเริ่ม แจ่มชัดขึ้น

หลวงพ่อพระครู วิจิตรชยานุรักษ์ หลวงพ่อพร้า ปัจจุบันอายุ 87 ปีแล้ว ท่านเป็น พระเกจิอาจารย์ ชื่อดังของ อ.สรรคบุรี จ.ชัยนาท สร้างเหรียญมงคลให้สาธุชน เช่าไปบูชา เพื่อความเป็น สิริมงคล มากมายหลายรุ่น พุทธคุณของท่านคือแคล้ว คลาดจาก ภัยอันตรายทั้งปวง แต่นอกจากท่านจะเป็นเกจิอาจารย์ แล้วท่านยัง เป็นพระนัก พัฒนา

ได้หาทุนสร้าง สาธารณะ ประโยชน์มากมาย ให้ชุมชน เช่นโรงพยาบาล โรงเรียน สิ่งปลูกสร้างต่างๆ ในวัด รวมทั้งอาคารพิพิธภัณฑ์
พิพิธภัณฑ์ นั้นเป็นอาคาร ที่แบ่งเป็นสองส่วน

ด้านซ้ายของอาคารคือ ห้องสมุดของการศึกษานอกโรงเรียน ส่วนด้านขวาติด ลูกกรงและเหล็กดัดเป็นอย่างดี นั่นคือ ส่วนจัดแสดงของ พิพิธภัณฑ์

หลวงพ่อพร้า

ซึ่งมีขนาดเล็กมาก ปัจจุบันพิพิธภัณฑ์ ไม่ค่อยได้เปิดให้ชม เพราะเคยถูกขโมยของไปจำนวนมาก หากมีผู้สนใจ ชมต้องมาติดต่อและพระจะเปิดให้เข้าชมเอง ของจัดแสดงภายใน ส่วนมากจะเป็นเครื่องปั้นดินเผา โอ่งขนาดใหญ่ทั้งโอ่งมังกรเคลือบ

และโอ่งสังคโลก สีเขียว เครื่องมือหินบดยาโบราณ และเครื่องถ้วยชามกระเบื้องเก่าแก่ ซึ่งเดิม เคยเป็นหน้าบรรณ ของโบสถ์เก่า แต่เมื่อมีการซ่อมแซม บูรณะโบสถ์ จึงถอดเครื่องกระเบื้อง เหล่านี้ลงมาบางชิ้นก็แตกหักเสียหาย ชิ้นที่สมบูรณ์ ถูกลักขโมยไปบ้าง ปัจจุบันเหลือไม่มากแล้ว นอกจากนั้นก็มีหีบ พระธรรม เก็บหนังสือใบลานเก่า และตำรายาโบราณ 

หลวงพ่อพร้า วันที่ 1 ธ.ค. ผู้สื่อข่าว รายงานว่า พระมงคลวิจิตร พร้า อตฺตสนฺโต พระราชาคณะ เจ้าอาวาสวัดโคกดอกไม้ ต.ดงคอน อ.สรรคบุรี จ.ชัยนาท เกจิชื่อดังที่พุทธศาสนิกชน

บั้นปลายชีวิต

ให้ความเคารพ นับถือเป็นอย่างมาก ได้มรณภาพลง เมื่อเวลา 17.04 น. สิริอายุ 96 ปี 7 เดือน พรรษา 76 จากการอาพาธ ด้วยโรคชรา ชาวบ้าน พร้อมด้วยศิษ ยานุศิษย์ร่วมอาลัย และเคลื่อนย้ายศพจากกุฏิ ไปยังศาลาอรทัย ประชานุรักษ์ ภายในวัดโคกดอกไม้อย่างเนืองแน่น

ขอขอบคุณบทความประวัติเกจิดีๆ จาก ufabet.com

Credit : https://ufabets5.com/

Categories
รวมบทความ

หลวงปู่สรวง

หลวงปู่สรวง

ชีวประวัติ ของ หลวงปู่สรวง

หลวงปู่สรวง วันนี้เราจะมาเล่าถึงเกจิทาง ภาคอีสาน ที่เขาเรียกว่าเทวดาเดินดินถ้าเอ่ยนามหลวงปู่สรวง ทุกวันนี้คงไม่มีใครไม่รู้จัก ถ้าคุณเป็นผู้ที่เชื่อมั่นเคารพศรัทธาใน พระเครื่อง พระเกจิอาจารย์และวัตถุมงคลทั้งหลาย 

หลวงปู่สรวง ที่เรารู้จักกันในนามนี้ในปัจจุบันนั้น เมื่อก่อนนี้ชาวบ้านในท้องถิ่นอำเภอ ขุขันธ์ และอำเภอใกล้เคียง ที่มีภูมิลำเนา อยู่แถบชายแดน ตามเชิงเขาพนมดงรัก พนมดองแร็ก ซึ่งเป็นแนวเขตแดนระหว่าง กัมพูชากับประเทศไทย มักจะเห็นท่านเป็นผู้ทรงศีล ปฏิบัติธรรม พักอาศัยอยู่ตามกระท่อมในไร่นา ของชาวบ้าน

โคกและเวียน ไปที่นั่นที่นี่บ้างนานๆ จะกลับมาเห็นใน ที่เดิมอีก ในสายตาและความเข้าใจของชาวบ้านในสมัยนั้นมองท่านในฐานะผู้มีคุณวิเศษ เหนือคนทั่วไปและ เรียกขานว่า ลูกเอ็าวเบ๊าะ หรือ ลูกตาเบ๊าะ เป็นภาษาเขมร หมายถึงพระดาบส ที่เป็นผู้รักษาศีล อยู่ตามถ้ำเขาลำเนาไพร ในสมัยนั้นยังมีป่าพรรณไม้อุดมสมบูรณ์และสัตว์ป่านานาพันธุ์

ได้มีลูกศิษย์ติดตามหลวงปู่เดินธุดงค์ตามป่าเขาแถบชายแดนไทย และตลอดจนถึงประเทศเขมร แต่ก็อยู่กับหลวงปู่ได้ไม่นานจำต้องกลับบ้าน เนื่องจากทนความยากลำบากไม่ไหวหลวงปู่จึงเดินธุดงค์ไปในที่ต่างๆ ตามลำพังเป็นส่วนมาก

หลวงปู่สรวง เป็นคนดั้งเดิมเมือง ศรีสะเกษ เดิมชื่อว่า “ต่อ” คนทั่วไปถามว่าหลวงปู่ชื่ออะไรหลวงปู่บอกว่าลืมเสียแล้ว คนทั่วไปเข้าใจว่าหลวงปู่มาจากสรวงสวรรค์ จึงเรียกว่า หลวงปู่สรวง หลวงปู่สรวงท่าน เกิดวันพฤหัสบดี ขึ้น 5 ค่ำ เดือน 4 ปีขาล ตรงกับ วันที่ 9 เดือน มีนาคม พ.ศ. 1793 หลวงปู่สรวง มีบิดา ชื่อ พ่อแก้ว มารดา ชื่อ แม่คำ

มีพี่น้องร่วมบิดามารดา เดียวกัน 6 คน เป็น ชาย 5 คน หญิง 1 คน หลวงปู่สรวงเป็นบุตรคนที่ 5 บิดามารดา และพี่น้องทั้ง 5 คนไปอยู่เมืองสวรรค์กันทั้งหมดในสมัยหลวงปู่สรวง อายุ 35 ปี จึงบวชพระได้ หลวงปู่สรวง บวชเมื่อวันศุกร์ ขึ้น 5 ค่ำ เดือน 7ปีจอ ตรงกับ วันที่ 21 เดือน พฤษภาคม พ.ศ. 1828 อายุได้ 35 ปี พอดี ที่วัดคงคา จ. ศรีสะเกษ

หลวงปู่สรวง

เริ่มออกธุดง

มีพ่อท่านแก้ว เป็นเจ้าอาวาส ตอนนี้วัดนี้ไม่มีแล้ว พระครูเทพโลกอุดร เป็นพระอุปัชฌาย์บวชให้ บวชแล้วอยู่ปฏิบัติธรรม ที่วัดคงคา พระครูเทพโลกอุดรได้มาโปรดปฏิบัติธรรมอยู่บ่อยๆ หลวงปู่สรวงบวชมาได้ 12 ปี ได้บรรลุธรรมขั้น 1 โสดาบัน เมื่อวันพฤหัสบดี ขึ้น 5

5 ค่ำ เดือน 6ปีขาล ตรงกับ วันที่ 13 เดือน เมษายน พ.ศ. 1844อยู่มา 12ปี หลวงปู่สรวงได้บรรลุธรรมขั้น ๓อานาคามี เมื่อวันศุกร์ ขึ้น 5 ค่ำ เดือน 4 ปีขาล ตรงกับ วันที่ 20 เดือน กุมภาพันธ์ พ.ศ. 1858 จากนี้ไปหลวงปู่ท่านอยู่ป่ามาตลอด

ในช่วงหลังมานี้พบหลวงปู่จำ อยู่ในกระท่อมในนาบริเวณต้นโพธิ์บ้านขยอง วัดโคกแก้ว บ้านโคกเจริญ กระท่อมกลางนาระหว่างบ้านละลมกับบ้านจะบก กระท่อมบ้านรุน อำเภอบัวเชด และบ้านอื่นๆอีกในท้องถิ่นเดียวกันนี้ ในระยะหลังนี้ได้มีผู้ปวารณาเป็น ลูกศิษย์อาสาขับรถให้หลวงปู่ ได้เดินทางไปในที่ต่างๆ ทำให้มีผู้รู้จักหลวงปู่ มากขึ้น ไปเกือบทุกจังหวัดในประเทศไทย ในแต่ละวันจะมี ผู้เดินเมื่อเสร็จ แล้วก็ให้ลูกศิษย์หามท่านออกมาจากกระท่อม

และวางลงพื้นดินด้าน ทิศเหนือ อยู่ระหว่างกระท่อมกับต้นมะขาม โดยหลวงปู่หันหน้าเข้ากระท่อมขณะนั้น มีผู้นำน้ำดื่มบรรจุขวดมาถวาย 2 ขวด หลวงปู่ได้เทน้ำรดตนเองจาก ศรีษะลงมาจนเปียกโชกไปทั้งตัวคล้ายกับเป็นการสรงน้ำครั้งสุดท้าย นายสัญชัยผู้ขับรถ ให้หลวงปู่นั่งเป็นประจำได้นำรถมาจอดใกล้ๆ และช่วยกันหามหลวงปู่ขึ้นรถและขับตรงไปที่กระท่อมบ้านรุน อำเภอบัวเชด

จังหวัดสุรินทร์ โดยมีนายสุข หรือนายดุง(คนบ้านเจ็ก อำเภอขุขันธ์) ขับรถติดตามไปเพียงคนเดียว ก่อนจะถึงกระท่อมนายสัญชัยได้หยุดรถที่หน้าบ้านนายน้อยเพื่อจะบอกให้นายน้อยตามไป แต่หลวงปู่ได้บอกให้นายสัญชัยขับรถไปที่กระท่อมโดยเร็ว โดยบอกว่า “เต็อวกะตวม เต็อวกะตวม กะตวม” พอถึงกระท่อมได้อุ้มหลวงปู่ไปที่แคร่ ในกระท่อม และช่วยกันก่อกองไฟ เพื่อให้เกิดความอบอุ่น

หลวงปู่สรวง

และนายสุขได้อาสา ขอออกไปข้าง นอกเพื่อจัดหาอาหารมาถวายหลวงปู่ และรับประทานกัน นายสุขได้ไปที่บ้านโคกชาด ตำบลไพรพัฒนา ไปพบนายจุกและนางเล็กซึ่ง เป็นลูกศิษย์ หลวงปู่เช่นเดียว กันและได้บอกให้รีบไปหาหลวงปู่ที่บ้านรุน เพื่อดูอาการป่วย ของหลวงปู่ซึ่งมีอาการหนักกว่าทุกคราว นางเล็กได้จัดหาอาหาร ให้กับนายสุข ส่วนตัวเองกับสามีได้ขับรถตามไปทีหลัง พอมาถึงกระท่อม ปรากฎว่า นายสัญชัยขับรถออกไปข้างนอก พวกที่อยู่ก็รีบหุงหาอาหาร เพื่อจัดถวายหลวงปู่

โดยหวังว่าหากหลวงปู่ ได้ฉันอาหารอาการก็คงจะดีขึ้นบ้าง แต่หลังจากถวายอาหารแล้วหลวงปู่ไม่ยอมฉันอาหารเลย แม้จะอ้อนวอนอย่างไรหลวงปู่ก็นิ่งเฉย นายสัญชัย ที่ออกไปทำธุระข้างนอก ได้กลับมาโดยขับรถตามนายน้อยที่นำของมาถวายหลวงปู่ เหมือนกัน เมื่อไม่สามารถที่จะทำให้หลวงปู่ฉันได้ ทุกคนก็พิจารณาหาวิธี ว่าจะช่วยหลวงปู่ได้อย่างไร ในที่สุดก็เห็นพ้องกันว่าให้ รีบช่วยกันแต่ง ขันธ์ห้า ขันธ์แปด

มาขอขมาหลวงปู่โดยด่วน ตามที่เคยได้กระทำมา และก็ได้ผลมาหลายครั้งแล้วซึ่งจะทำให้หลวงปู่หายป่วย ได้ทุกครั้ง และนายสัญชัยยืนยันว่า ถ้าได้แต่ง ขันธ์ห้า ขันธ์แปด ขอขมาและหาแม่ชี มาร่วมสวดมนต์ถวายด้วยแล้วก็จะหายเป็นปกติ ทุกคนเห็นชอบด้วย จึงให้นายสัญชัยรีบดำเนินการโดยด่วน นายสัญชัยได้ขับรถไปที่บ้านขยุง เพื่อหาคนที่เคยแต่งขันธ์ห้า ขันธ์แปด เมื่อนายสัญชัยออก ไปแล้วลูกศิษย์ ที่เหลืออยู่ซึ่งมีผู้ใหญ่บ้านรุนและลูก

หลวงปู่สรวง

หลวงปู ุสรวง เทวดาเล่นดิน นามของท่าน แฝงปริศนาธรรม เพราะดินหรือปฐวีธาตุก็คือ หนึ่งในกองกสิณขณะเดียว กันเมื่อใครถวายอะไรมาให้ท่านไม่ว่าจะเป็นข้าวของเงินทอง ก็จะโยนเข้ากองไฟจนหมดสิ้น ซึ่งไฟ
หรืออัคคีธาตุ ก็เป็นอีกหนึ่งกองกสิณ ที่พระอริยสงฆ์สายเหนือโลกใช้ฝึกจิต ไม่ให้ยึดมั่นถือมั่น เรื่องราวของหลวงปูุสรวง เต็มไปด้วยเรื่องราวหลากฤทธิ์พิสดาร มีอภินิหารต่างเล่า ขานกันมาจากปากต่อปาก

ตำนานที่ไม่มีทางเลือนหาย หลวงปู่สรวง

สื่อสิ่งพิมพ์ตีแผ่เรื่องราว ของหลวงปูุสรวง เรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน และเป็นที่กล่าวขานมาจนทุกวันนี้ ปัจจุบันท่านได้มรณภาพไปแล้วตั้งแต่ วันที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2543 โดยสรีระสังขาร ของหลวงปูุสรวงนั้นไม่ได้เน่าเปื่อยไปตามกาลเวลา จึงได้เก็บรักษาร่างของ ท่านไว้ในโลงแก้ว ที่วัดไพรพัฒนา อ าเภอภูสิงห์ จังหวัดศรีสะเกษ นับตั้งแต่อดีต จนถึงปัจุบันชาวบ้านทั่วฟ้าเมืองไทยยังคงแห่กราบ ไหว้ท่านอย่างไม่ขาดสายกันเลยทีเดียว

ขอขอบพระคุณ บทความชีวประวัติเกจิ จาก ufabet.com

Categories
รวมบทความ

หลวงพ่อกลั่น

หลวงพ่อกลั่น

ชีวประวัติ หลวงพ่อกลั่น

หลวงพ่อกลั่น มีตำนานที่เล่าขานกันมา พระเดชพระคุณเจ้า หลวงพ่อกลั่น ธมฺมโชติ ผู้เป็นพระอาจารย์ชื่อเสียงโด่งดังที่สุดของเมืองไทย ในบรรดาพระอาจารย์เจ้าของเหรียญเป็น คือ เป็นพระอาจารย์ที่ปลุกเสก เหรียญรูปเหมือนของท่านด้วยตัวของท่านเอง เหรียญของท่านที่เป็นพิมพ์ นิยมนั้นราคาแพงอันดับหนึ่งในเมืองไทย

ก็แล้วกันคือแพงเป็นล้านบาท จริงๆ ว่ากันไปแล้ว หลวงพ่อเงิน บางคลาน จังหวัดพิจิตร ท่าน ก็ดังมากแต่เหรียญรูปเหมือนของท่านยังไม่แพงเหมือนหลวงพ่อกลั่นเลย หรืออย่างหลวงพ่อศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่า ซึ่งประวัติอภินิหารความ ศักดิ์สิทธิ์ของ ท่านนั้นขลังมากมาย แต่ก็เป็นที่น่าแปลกอย่างมาก ที่เหรียญของท่านแพง สู้เหรียญของหลวงพ่อกลั่นไม่ได้ 

หลวงพ่อกลั่น ได้ฉายาว่า ธมฺมโชติ ซึ่งหมายความว่า เป็นผู้สร้างในทางธรรมหรือเจริญรุ่งเรืองในธรรม พระคณา จารย์ดังผู้ทรงคุณในอดีต มีลูกศิษย์ลูกหามาก ตลอดจนบุคคลทั่วไป ให้ความเคารพศรัทธา ความเขมขลังศักดิ์สิทธิ์ พระเวทย์พุท ธาคมขลัง ได้รับการกล่าวขานเป็นตำนานมาถึงปัจจุบัน แม้ท่านจะมรณภาพ ไปนานแล้วก็ตาม เห็นได้จากวัตถุมงคลต่างๆที่ท่านได้ปลุกเสกไว้ ล้วนเป็นที่แสวงหามีราคาแพง เฉพาะอย่างยิ่งเหรียญรุ่นแรก ปี 2469 จัดเป็นเหรียญหลักยอดนิยม ของวงการนานมาแล้ว

หลวงพ่อกลั่น ท่านเกิดเมื่อปี พ.ศ. 2390 ตรงกับปีมะแม ณ ตำบลอรัญญิก อำเภอนครหลวง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ในครอบครัวที่มีฐานะยากจน เป็นบุตรของ นายอินและนางชั้น เป็นบุตรคนโตในจำนวนทั้งหมด 3 คน ในวัยเด็กชีวิตความเป็นอยู่ค่อนข้างลำบาก ทำให้ท่านเป็นคนมี่บุคลิคเข้งแข็งเด็ดเดียว

ชาติภูมิของหลวงพ่อ กลั่น ท่านเกิดที่บ้านอรัญญิก แต่ก่อนขึ้นกับอำเภอนครหลวง ปัจจุบันขึ้นกับอำเภอท่าเรือ พ่อท่านชื่ออิน แม่ท่านชื่อชั้น มีพี่น้อง 4 คนหลวงพ่อกลั่นท่านเป็นคนโต พ่อแม่ท่านประกอบอาชีพในการทำนา
เยาว์วัย ท่านเป็นเด็กที่มีความเฉลียวฉลาดอย่างมาก รูปร่างหน้าตาคม รูปร่างโปร่งผิวขาวหมดจด ท่านได้เข้าเรียนหนังสือที่วัดประดู่ทรงธรรม พระอาจารย์ม่วงเป็นพระอาจารย์สอนพระอาจารย์รูปนี้มีวิชาความรู้มาก สมาธิแก่กล้า มีความรู้ทางธรรมสูง หลังจากที่เล่าเรียนเขียนอ่านแล้วท่านก็ไปช่วยพ่อแม่ท่านประกอบอาชีพทำนา

หลวงพ่อกลั่น

ด้วยท่านเป็นผู้ที่ชอบในวิชา กระบี่กระบอง ทั้งวิชาการต่อสู้ในเชิงมวย ท่านเป็นคนที่มีจิตใจเด็ดเดี่ยวและมีชั้นเชิง ในการต่อสู้และชั้นเชิงในวิชา กระบี่กระบองเป็นอย่างมาก เมื่อเรียนมาแล้วท่านยังฝึกฝนในชั้นเชิงการต่อสู้ ป้องกันตัวด้วยตัวของท่านเอง

การชกมวยของท่านดัง กระฉ่อนไปไกล อีกทั้งรูปร่างหน้าตาที่ดีเป็นเสน่ห์ต่อฝ่ายตรงข้าม ทำให้ท่านมีศัตรูมาก บางครั้งถึงขนาดดักทำร้ายท่านแต่ก็ถูกท่านปราบมาแล้วอย่างง่ายดาย ขนาดรุ่นใหญ่ ยังต้องหลีกทางให้ท่าน ท่านไม่รังแกใครก่อนแต่ไม่ยอม ให้ใครมารังแกท่าน
พระอาจารย์สมัย ก่อนนั้น

พระอาจารย์สมัยก่อนนั้น แต่ละรูปล้วนแต่ผ่านชีวิตมาแล้วอย่างโชกโชน แม้แต่หลวงพ่อนวมวักลางท่าน ก็ไม่เบาเอาเลย สมัยเป็นหนุ่มนั้นก็เคยไปช่วยเพื่อนฉุดสาวคนรัก ของเพื่อนมาให้ ท่านใจกล้าเข้า ไปในบ้านเจ้าสาวเอาสาวงามออกมาได้ถึ งจะผ่านมีดดาบ หอก ไม้ตะพดมาแล้ว ก็ไม่ระคายผิวหนัง หลวงพ่อกลั่นท่า นผ่านมาแล้วอย่างโชกโชน

เพื่อนๆ ของท่านถูกรังแก จากคนบ้านอื่น จะต้องมาขอร้องให้ท่านช่วยเหลือ จนท่านได้รับสมยา นามว่า พี่ใหญ่ นอกจากจะเก่งทางวิชาการกระบี่กระบองวิชามวยไทยในแบบ การป้องกันตัวต่อสู้ ที่ยอดเยี่ยมแล้ว ท่านได้สนใจวิชาอาคมขลัง สมัยก่อน ต้องหนังดีคงกระพันชาต ใครตีไม่แตก จะเป็นวิชาเสกหมาก

เสกใบพูลกินให้เหนียว เสกปูนพาดคออาพัดเหล้ากินให้หนังเหนียวหรือจะเสกฝุ่นเสกน้ำอาพัดน้ำลายกลืน ฟันแทงไม่เข้าตีไม่แตก นอกจากนี้ท่านยังเรียนวิชาปลาไหลเผือกจับไม่ติด เวลาเข้าประจันด้วยศัตรูที่มีมากกว่าจะจับอย่างไรก็หลุดไปหมด หากไม่แน่จริงแล้วท่านจะไม่ได้รับสมญานามอย่างแน่นอน

แต่ละรูปล้วนแต่ผ่านชีวิตมาแล้วอย่างโชกโชน แม้แต่หลวงพ่อนวมวักลางท่านก็ไม่เบาเอาเลย สมัยเป็นหนุ่มนั้นก็เคยไปช่วยเพื่อนฉุดสาวคนรักของเพื่อนมาให้ ท่านใจกล้าเข้าไปในบ้านเจ้าสาวเอาสาวงามออกมาได้ถึงจะผ่านมีดดาบ หอก ไม้ตะพดมาแล้ว ก็ไม่ระคายผิวหนัง หลวงพ่อกลั่นท่านผ่านมาแล้วอย่างโชกโชน

เพื่อนๆ ของท่านถูกรังแกจากคนบ้านอื่น จะต้องมาขอร้องให้ท่านช่วยเหลือ จนท่านได้รับสมยานามว่า พี่ใหญ่นอกจากจะเก่งทางวิชาการกระบี่ กระบองวิชามวยไทยในแบบการป้องกันตัวต่อสู้ที่ยอดเยี่ยมแล้ว ท่านได้สนใจวิชาอาคมขลัง สมัยก่อนต้องหนังดีคงกระพันชาตรีใครตีไม่แตก จะเป็นวิชาเสกหมาก เสกใบพูลกินให้เหนียว

เสกปูนพาดคออาพัดเหล้ากินให้หนังเหนียวหรือจะเสกฝุ่นเสกน้ำอาพัดน้ำลายกลืน ฟันแทงไม่เข้าตีไม่แตก นอกจากนี้ท่านยังเรียนวิชาปลาไหลเผือกจับไม่ติด เวลาเข้าประจันด้วยศัตรูที่มีมากกว่าจะจับอย่างไรก็หลุดไปหมด หากไม่แน่จริงแล้วท่านจะไม่ได้รับสมญานามอย่างแน่นอน
ท่านใช้ชีวิต มาอย่างมาก ในที่สุดท่านก็เบื่อชีวิตที่ผ่านมา

หลวงพ่อกลั่น

หาแก่นสารอะไรไม่ได้เลย ชีวิตผ่านไปวันหนึ่ง อีกประการหนึ่ง วันนี้ชนะได้วันต่อไปอาจแพ้แน่นอน ไม่มีใครที่จะชนะไปได้ทุกครั้งท่านเองก็เคยล้มพวกนักเลงใหญ่มาแล้ว ต่อไปก็ต้องถูกคนรุ่นใหม่ขึ้นมาแทนล้มท่านบ้าง ผู้คนที่เต็มไปด้วยเล่ห์เหลี่ยม ชั้นเชิงการต่อสู้และการหักหลังท่านพบเห็นมาแล้ว ท่านจึงตัดสินใจบวชหลวงพ่อบวชที่วัดประดู่ทรงธรรม

ท่านพระอุปัชฌาย์ม่วงเป็นพระอุปัชฌาย์ และเป็นพระอาจารย์ที่ถ่ายทอดวิชาความรู้ด้านธรรมและด้านมนต์อาถรรพณ์ต่างๆ ท่านศึกษาอยู่สำนักวัดประดู่ทรงธรรมได้รับความรู้ต่างๆ เอาไว้อย่างมาก ประกอบกับท่านเป็นพระที่เอาการเอางานเป็นธุระในหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายจาก พระอาจารย์ หลวงพ่อม่วงเห็นว่าท่านสมควรจะไปอยู่ดูแลวัดพระญาติการาม ซึ่งตอนนั้นวัดกำลังขาดผู้ดูแลผู้นำในการบูรณะซ่อมแซมด้วยสภาพที่ก่อสร้างมา ช้านาน

ช่วงเวลา อุปสมบท

ประมาณปี พ.ศ. 2417 อายุ 27 ปี ได้บรรพชาอุปสมบท ณ พัทธสีมาวัดประดู่ทรงธรรม มีพระญาณไตรโลกสะอาด เจ้าคณะใหญ่อยุธยา เป็นพระอุปัชฌาย์ พระครูกุศลธรรมธาดา วัดขุนญวน และพระอธิการชื่น วัดพระญาติ เป็นพระกรรมวาจาจารย์และพระอนุสาวนาจารย์ตามลำดับ พำนักจำพรรษาที่วัดประดู่ทรงธรรม

ศึกษาพระธรรมวินัย และเล่าเรียนสรรพวิทยา การหลายแขนง วัดประดู่ทรงธรรม เป็นวัดเก่าแก่มีมาแต่โบราณ และครั้งอดีตเป็นสำนักตักศิลาสำคัญแห่งหนึ่ง ต่อมายังเป็นวัดที่เก็บรวบรวมตำรับตำรา สรรพวิทยาการต่างๆเอาไว้มากมาย เห็นได้จากประวัติพระคณาจารย์ดังในพื้นที่ภาคกลางล้วนมีประวัติกล่าวอ้างถึง ได้ศึกษาวิชาจากตำราของวัดประดู่ทรงธรรมที่ตกทอดมา

หลวงพ่อกลั่น

หลวงพ่อกลั่น เป็นหนึ่งในสิบคณาจารย์ ผู้มีพลังจิตสูงในปีพ.ศ. 2452 ที่จังหวัดนครปฐมได้มีการชุมนุม พระอาจารย์จากสำนักต่างๆ ทั่วประเทศไทย มีการทดสอบวิทยาคม และพลังจิตจากพระอาจารย์ทั่วประเทศที่ได้รับนิมนต์ มาร่วมในพิธีร้อยกว่าองค์ ซึ่งแต่ละจังหวัดได้จัดให้พระอาจารย์ เดินทาง ไปร่วมในพิธี

โดยมีการทดสอบพระอาจารย์ต่างๆ ครั้งละสิบองค์ มีสมเด็จพระสังฆราช เข วัดบวรนิเวศวิหาร เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ ที่บริเวณ วัดพระปฐมเจดีย์ ในการทดสอบครั้งนั้นมีกติกาว่าให้เอาท่อนไม้มา 1 ท่อน วางบนม้า 2 ตัว แล้วเอากบไสไม้วางไว้บนท่อนไม้

แล้วประธานฝ่ายสงฆ์ จึงบอกกติกาว่า อาจารย์องค์ใด สามารถทำกบไสไม้ให้วิ่งไสไม้ไปกลับได้โดยกบ ไม่หล่นทำการ ทดสอบกันถึงสามวันสามคืน พระอาจารย์ ส่วนมาก สามารถใช้จิตบังคับ ให้กบวิ่งไปได้ แต่กลับไม่ได้ ที่ทำให้กบไสไม้ ไปกลับได้ มีด้วยกัน 10 รูป ในสิบรูปนั้นมีหลวงพ่อกลั่นเป็นหนึ่งในสิบนั้นด้วยหลวงพ่อกลั่น

หลวงปู่บุญ หลวงพ่อวัดมะขาม เฒ่าหลวงปู่เอี่ยม วัดหนัง หลวงพ่อเงิน วัดบางคลาน หลวงพ่อทา วัดพะเนียงแตก
หลวงพ่อทอง วัดเขากบทวาศรี นครสวรรค์หลวงพ่อปาน วัดบางเหี้ยหลวงปู่ยิ้ม หนองบัวหลวง พ่อจอน วัดดอนรวบ ชุมพร

บั้นท้ายชีวิตของ หลวงพ่อกลั่น

หลวงพ่อกลั่น ท่านมรณภาพเมื่อ พ.ศ.2477 เล่ากันว่าในวันที่หลวงพ่อจะมรณภาพ อีกานับร้อยพันตัวมาออกันทั่ววัด ส่งเสียงระเบ็งเซ็งแซ่ พอหลวงพ่อสิ้นลม อีกาเหล่านั้นเงียบ เสียงเป็นปลิดทิ้ง แล้วโผบินจากไปเป็นกลุ่มๆ ครั้นพอถึงวันฌาปน กิจร่างหลวงพ่อกลั่นรุ่ง ขึ้นมีการทำบุญอัฐิ อีกาของหลวงพ่อก็กลับ มาอีกครั้ง เป็นครั้งสุดท้าย พวกมันบินมาเกาะที่เชิงตะกอน และบริเวณลานวัด จากนั้นก็พากันบินวน ไปรอบๆอยู่ 3 รอบ และตั้งแต่วันนั้นก็ ไม่มีใครได้เห็นอีกา ที่วัดพระญาติการามอีกเลย

ขอขอบคุณบทความดีๆ จาก ufabet.com

Categories
รวมบทความ

หลวงปู่บุญมา

หลวงปู่บุญมา

หลวงปู่บุญมา โชติธมฺโม วันนี้เราจะมาพูดกัน ถึงพระเกจิแห่งเมืองปราจีนบุรี ฮือฮาเหรียญหลวงปู่บุญมาช่วยรอดตายปาฏิหาริย์ หลวงปู่บุญมา โชติธมฺโม วัดบ้านแก่ง จังหวัดปราจีนบุรีโลกยุคใหม่ เจริญก้าวหน้าขึ้น สิ่งลี้ลับและความอาถรรพ์ต่างๆ ก็เริ่มลดน้อยลง สมัยก่อนพระเกจิอาจารย์ผู้เรืองวิชาอาคมมีอยู่ทั่วทุกภาคของประเทศ

พระครูสุนทรโชติธรรม หรือ หลวงปู่บุญมา ท่านอุปสมบท ณ พัทธสีมา วัดทุ่งแฝก หมู่ 2 ต.กบินทร์บุรี อ.กบินทร์บุรี จ.ปราจีนบุรี โดยมี พระครูศรีวิเลิศ เป็นพระอุปัชฌาย์ พระอาจารย์สวัสดิ์ เป็นพระกรรมวาจาจารย์ พระอธิการกรอง เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้รับฉายาว่า โชติธมฺโม

เมื่อบวชแล้ว ท่านได้ศึกษาพระธรรมวินัย จนสามารถสอบนักธรรมเอกได้ในเวลาต่อมา จังหวะนั้นเองทางวัดบ้านแก่ง ว่างสมภารลง หลวงพ่อใหญ่ก็ได้สั่งให้ มาเป็นสมภารวัดบ้านแก่ง สืบแทนหลวงพ่อทองดีที่มรณภาพ

สมัยนั้นวัดบ้านแก่งและหมู่บ้านค่อนข้างทุรกันดาร ความเจริญยังเข้าไปไม่ถึง ความเป็นอยู่ของชาวบ้านไม่ค่อยดี วัดก็เลยไม่รุ่งเรืองตามสภาพ ขณะอยู่วัดหลวงปู่บุญมาก็ฝึก วิปัสสนากรรมฐาน โดยเฉพาะพระกรรมฐานนั้น ท่านให้ความสนใจเป็นพิเศษ ได้รับถ่ายทอดวิชาจากหลวงปู่เอี่ยมนำมาปฏิบัติด้วยตนเองอย่างเคร่งครัด

แต่ละรูปล้วนมีชื่อเสียง สาธุชนคนใจบุญรู้จักกันถ้วนทั่ว และพระเกจิอาจารย์เหล่านั้นก็ล้วนแต่เป็นพระอริยสงฆ์ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบทั้งสิ้น และพระดีนั้นก็ย่อมไม่อวดอ้างคุณความดี

ทำให้มองไปว่าพระเกจิอาจารย์ยุคใหม่หายากที่บ้านแก่ง ตำบลวังตะเคียน หมู่ ๓ อำเภอกบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี

มีผู้ไปพบพระปฏิบัติดีปฏิบัติชอบเรืองวิชาอาคมจำพรรษาอยู่ที่วัดบ้านแก่ง ตำบลวังตะเคียน ความเล่าลือปากต่อปาก และจากประสบการณ์ทางวัตถุมงคลที่ท่านสร้างขึ้นมาแสดง พลังอิทธิปาฏิหาริย์อยู่ยงคงกระพัน ชื่อเสียงของ “พระครูสุนทรโชติธรรม หรือ หลวงพ่อบุญมา โชติธมฺโม ค่อย ๆ เริ่มปรากฏและโด่งดังในพื้นที่อย่างรวดเร็วเมื่อกาลเวลาผ่านมา

หลวงปู่บุญมา

ย้อนอดีต ในปีพุทธศักราช ๒๔๘๒  ตรงกับวันอังคารที่ 7 พฤศจิกายน ปีเถาะ  ครอบครัว จิตศรี โดย นายพ่วง และ นางทองคำ  จิตศรี ไผ่เจริญ ได้บุตรคนที่สองของครอบครัว คนแรกเป็นผู้หญิงชื่อ เด็กหญิงเลียบ  จิตศรี คนที่สองตั้งชื่อเรียกขานว่า เด็กชายบุญมา  จิตศรี และหลังจากให้กำเนิดเด็กชายบุญมาแล้ว 

ปีต่อ ๆ มานางทองคำได้ให้กำเนิด สมาชิกในครอบครัวอีก 2 คน คือ  เด็กชายสุวิทย์ และ เด็กหญิงสมหมาย  จิตศรี รวมลูก 4 คน  สมาชิกทั้งบ้าน 6 คนทั้งนายพ่วงและนางทองคำ มีอาชีพทำนา  ฐานะทางบ้านก็พอมีพอกินปานกลาง  แต่มาระยะหลังมีลูก 4 คน  ทำให้อาหารการกินฝืดเคือง  เด็กชายบุญมาเจริญวัยตามกาลเวลา

จวนจบกระทั่งถึงวัยที่ จะต้องได้รับการศึกษาเล่าเรียน  ผู้เป็นพ่อส่งเด็กชายบุญมาให้ไปอยู่กับ หลวงพ่อเขียน หรือ พระครูประสารวุฒิคุณ เจ้าอาวาสวัดบ้านกุง  ซึ่งเด็กชาย บุญมามีศักดิ์เป็น หลานของหลวงพ่อเขียน  สมัยนั้นหลวงพ่อเขียนเป็นพระเกจิอาจารย์เก่งทางด้านอยู่ยงคงกระพันเด็กชายบุญมาอยู่รับใช้หลวงพ่อเขียน

และศึกษาเล่าเรียนที่ โรงเรียนวัดบ้านกุง  จนกระทั่งจบการศึกษาประชาบาลชั้นประถมปีที่ 3  นายพ่วงผู้เป็นพ่อก็ไปรับตัวกลับให้มาอยู่กับ หลวงปู่เอี่ยม  พระเกจิอาจารย์ที่มีคนให้ความ เคารพนับถือกันมาก  ชาวบ้านเรียกกันว่า หลวงพ่อใหญ่  หลวงปู่เอี่ยมนั้น  มีวิชาอยู่ยงคงกระพันชาตรี  หลวงปู่เอี่ยม รับเด็กชายบุญมา ไว้เป็นลูกศิษย์แล้ว ก็ส่งให้เรียนต่อชั้นประถมปีที่ 4 จนจบพอโต

เป็นหนุ่มหลวงปู่เอี่ยม ก็สอนวิชาอาคม ให้ร่ำเรียนอักขระวิชาต่าง ๆ ฝึกให้ทำจิตให้เป็นสมาธิ  สอนการนั่งวิปัสสนากรรมฐาน ขั้นต้นให้นายบุญมาใช้ชีวิตทางโลกอยู่จนกระทั่งอายุ 25 ปี เข้าวัยเบญจเพศจึงหันหน้าเข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์ เป็นศิษย์พระตถาคต เจริญรอย ตามพระพุทธองค์ โกนหัวปวารณาตัวอุปสมบท ณ พัทธสีมา วัดทุ่งแฝก หมู่ 2 ตำบลกบินทร์บุรี อำเภอกบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี

เมื่อบวชแล้ว ภิกษุหนุ่มนามบุญมาก็ศึกษาพระธรรมวินัย จนสามารถสอบนักธรรมเอกได้ในเวลาต่อมา  จังหวะนั้นเองทางวัดบ้านแก่ง ว่างสมภารลง  หลวงพ่อใหญ่ก็ได้สั่งให้ พระอธิการบุญมา มาเป็นสมภารวัดบ้านแก่ง สืบแทนหลวงพ่อทองดี ที่มรณภาพ 

พระอธิการบุญมา พอมาอยู่วัดบ้านแก่ง ก็ทำนุบำรุงพัฒนาวัดตามแต่อัตภาพ  สมัยนั้นวัดบ้านแก่ง และหมู่บ้านค่อนข้าง ทุรกันดาร ความเจริญยังเข้าไปไม่ถึง ความเป็นอยู่ของชาวบ้าน ไม่ค่อยดี  วัดก็เลยไม่รุ่งเรืองตามสภาพ  ขณะอยู่วัดพระอธิการบุญมา ก็ฝึกวิปัสสนากรรมฐาน โดยเฉพาะพระกรรมฐานนั้น

พระอธิการบุญมา ให้ความ สนใจเป็นพิเศษ  ได้รับถ่ายทอดวิชาจากหลวงปู่เอี่ยมนำมาปฏิบัติด้วยตนเอง อย่างเคร่งครัดหลวงพ่อบุญมา ทำกรรมฐานโดยกำหนดเอาแสง สว่างจากเปลวเทียนเป็นหลัก  เพ่งกสิณจากเปลวแสงเทียนที่เรียกกันว่า เตโชกสิณ  คือ การทำสมาธิจิตเพ่งแสงสว่างแห่งเปลวไฟ 

หลวงปู่บุญมา

ภิกษุที่ทำได้ต้องมีสมาธิ มั่นตั้งอยู่ในกรรมฐาน กำหนดเอาธาตุทั้ง ๔ อย่างใดอย่างหนึ่งเป็นมั่นคง แล้วพุ่งกระแสจิต สู่สิ่งที่กำหนดนั้น จนดวงจิตสงบนิ่งบังเกิดความสว่างขึ้นกลางมโนจิต อันเป็นการบรรลุมรรคผลในระดับหนึ่ง 

นั่นคือการสามารถกำหนด จิตให้เป็นสมาธิอันแน่วนิ่งและมั่นคงได้ จึงจะถือว่าผ่านการทดสอบ ของการบำเพ็ญพระกรรมฐาน และการทำกสิณ  หลวงพ่อบุญมา เพ่งกสิณเพ่งเปลว เทียนอยู่นาน กว่าจะบรรลุมรรคผลก็เล่นเอา ดวงตาข้างขวา ของท่าน เสียเกือบจะบอดเลยทีเดียว

สมัยก่อน พระเกจิอาจารย์ ผู้เรืองวิชาอาคม มีอยู่ทั่วทุกภาค ของประเทศ  แต่ละรูปล้วนมีชื่อเสียง สาธุชนคนใจบุญรู้จักกันถ้วนทั่ว  และพระเกจิอาจารย์เหล่านั้นก็ล้วน แต่เป็นพระอริยสงฆ์ ผู้ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบทั้งสิ้น  และพระดีนั้นก็ย่อม ไม่อวดอ้างคุณความดี  ทำให้มองไปว่าพระเกจิอาจารย์ยุคใหม่หายาก  ที่บ้านแก่ง ตำบลวังตะเคียน หมู่ ๓ อำเภอกบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี 

มีผู้ไปพบพระปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบเรือง วิชาอาคมจำพรรษาอยู่ที่วัดบ้านแก่ง ตำบลวังตะเคียน  ความเล่าลือปากต่อปาก และจากประสบการณ์ทางวัตถุมงคลที่ท่านสร้างขึ้นมาแสดงพลังอิทธิ ปาฏิหาริย์อยู่ยงคงกระพัน  ชื่อเสียงของ พระครูสุนทรโชติธรรม หรือ หลวงพ่อบุญมา โชติธมฺโม ค่อย ๆ เริ่มปรากฏและโด่งดังในพื้นที่อย่างรวดเร็วเมื่อกาลเวลาผ่านมา

ปราจีนบุรี ฮือฮาเหรียญ หลวงปู่บุญมา ช่วยรอดตายปาฏิหาริย์ เปิดเผยว่า พระครูประโชติ และคณะญาติโยม เกิดอุบัติเหตุทางรถยนต์รถสิบล้อวิ่งมาชนรถตู้ของพระครูด้านหลังอย่างแรง เสียงดังตูมๆๆ 3 ครั้งติดต่อกันพระครูยังไม่รู้สึกตัวว่าเกิดอะไรขึ้น อึดใจต่อมาได้ถามญาติโยม ที่นั่งมาด้วยว่า เกิดอะไรขึ้นโยมคนขับ และญาติโยมบอกว่า

หลวงปู่บุญมา

หลวงพ่อไม่รู้ตัวอีก หรือว่ารถสิบล้อวิ่งมา ชนรถเราพังหมดแล้ว พระครูประโชติมองดูรอบข้างเห็นว่า มีคนเจ็บหลายคน จึงสำรวจตัวเองลูกๆคลำๆว่ายังไงก็ต้องมีเลือดตกยางออกไม่มากก็น้อย แต่ไม่เป็นอะไรต่อมามีคนมาช่วยเหลือ ขณะนั้นได้มอง ไปด้านหน้านับดูเห็นรถถูกชนระนาว10 คัน มีคนเจ็บนับสิบรายนาทีนั้น

พระครูประโชติ นึกถึงเหรียญหลวงปู่บุญมา ที่นำติดตัวมาด้วยเพื่อที่จะนำไปแจกญาติโยม เชื่อว่าเป็นบารมีของหลวงปู่ท่าน และเป็นบุญเป็นกุศลุที่ตนเองได้สะสมมาผู้สื่อข่าวได้เดินทาง ไปยังวัดวังกวาง ขอพบพระครูประโชติ พรมวรคุณ ท่านพระครูประโชติ กล่าวว่า เมื่อวันที่31 สค.63นั้นเองครับท่านผุ้อ่าน

Categories
รวมบทความ

ครูบาศรีวิชัย

ครูบาศรีวิชัย

ชีวประวัติของ ครูบาศรีวิชัย

ครูบาศรีวิชัย เกิดเมื่อวันที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2421 ที่บ้านปาง อำเภอลี้ จังหวัดลำพูน ในขณะเกิดปรากฎว่าฝนตกหนักฟ้าร้องดังกึกก้องตลอดเวลา บิดาและมารดาจึงตั้งชื่อว่า อินทะเฟือน ซึ่งแปลว่า ฟ้าร้อง ตอนวัยเยาว์ นายอินท์เฟือน อาศัยอยู่ในหมู่บ้านกันดาร มีชนกลุ่มน้อยอาศัยอยู่มากโดยเฉพาะชาวกะเหรี่ยง

ครูบาศรีวิชัย ในช่วงนั้นบ้านปางยัง ไม่มีวัดประจำหมู่บ้าน จนกระทั่งเมื่อนายอินท์เฟือนมีอายุได้ 17 ปี ได้มีพระภิกษุรูปหนึ่งชื่อ ครูบาขัตติยะ หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า “ครูบาแฅ่งแฅะ หมายถึง ขาพิการ เดินขากะเผลก) เดินธุดงค์จากบ้านป่าซางผ่านมาถึงหมู่บ้านนั้น ชาวบ้านจึงนิมนต์ให้ท่านอยู่ประจำที่บ้านปาง แล้วก็ช่วยกันสร้างกุฏิชั่วคราวให้ท่านจำพรรษา

เด็กชายอินท์เฟือน จึงได้ฝากตัวเป็นศิษย์ และเมื่ออายุได้ 18 ปี ก็ได้บรรพชาเป็นสามเณรที่อารามแห่งนี้ โดยมีครูบาขัตติยะเป็นพระอุปัชฌาย์ 3 ปีต่อมา พ.ศ. 2442 ได้เข้าอุปสมบทในอุโบสถวัดบ้านโฮ่งหลวง อำเภอบ้านโฮ่ง จังหวัดลำพูน โดยมีครูบาสมณะ วัดบ้านโฮ่งหลวง เป็นพระอุปัชฌาย์ ได้รับนามฉายาในการอุปสมบทว่า “สิริวิชโยภิกฺขุ” มีนามบัญญัติว่า พระศรีวิชัย

ต่อมาจึงได้อุปสมบทเป็นพระ ศรีวิชัย ได้ศึกษาเล่าเรียนทางวิปัสสนาจนมีความรู้แตกฉานเป็นที่เคารพของชาวเมืองทั่วไปจนพากันเรียกว่า”ครูบา”ซึ่งหมายถึงพระภิกษุอาวุโส ตลอดชีวิตของครูบาศรีวิชัยได้บูรณะซ่อมแซมวัดวาอารามต่าง ๆ ไว้เป็นจำนวนมากเป็นที่ศรัทธาของสานุศิษย์ เพียงออกปากก็ได้รับความร่วมมือและช่วยเหลือเป็นอย่างดี

ครูบาศรีวิชัย ตอนหลังอุปสมบท เมื่ออุปสมบทแล้ว พระศรีวิชัย สิริวิชโยภิกขุ ได้กลับมาจำพรรษาที่ อารามบ้านปาง 1 พรรษา จากนั้นได้ไปศึกษากัมมัฏฐานและวิชาอาคมกับครูบาอุปละ วัดดอยแต อำเภอแม่ทา จังหวัดลำพูน ต่อมาได้ไปฝากตัวเป็นศิษย์ ของครูบาวัดดอยคำ และอีกท่านหนึ่งที่ถือว่าเป็นครูของครูบาศรีวิชัยคือ ครูบาสมณะ วัดบ้านโฮ่งหลวง

ซึ่งเป็นพระอุปัชฌาย์ของท่าน พระครูบา ได้รับการศึกษาจากครูบาอุปละ วัดดอยแต เป็นเวลา 1 พรรษาก็กลับมาอยู่ที่อารามบ้านปางจนถึง พ.ศ. 2444 อายุได้ 24 ปี พรรษาที่ 4 ครูบาขัตติยะได้จาริกออกจากบ้านปางไป บางท่านว่ามรณภาพ พระครูบาศรีวิชัย จึงรักษาการแทนในตำแหน่งเจ้าอาวาส และเมื่อครบพรรษาที่ 5

ได้เป็นเจ้าอาวาสวัดบ้านปาง จากนั้นก็ได้ย้ายวัด ไปยังสถานที่ที่เห็นว่าเหมาะสม คือบริเวณเนินเขา ซึ่งเป็นที่ตั้งวัดบ้านปางในปัจจุบัน เพราะเป็นที่วิเวกและสามารถปฏิบัติธรรม ได้เป็นอย่างดี โดยได้ให้ชื่อวัดใหม่แห่งนี้ว่า วัดจอมสรีทรายมูลบุญเรือง แต่ชาวบ้านทั่วไปยังนิยมเรียกว่า

ครูบาศรีวิชัย

วัดบ้านปาง ตามชื่อของหมู่บ้าน พระครูบาศรีวิชัย เป็นผู้มีศีลาจารวัตรที่งดงามและเคร่งครัด ท่านงดการเสพหมาก เมี่ยง บุหรี่ โดยสิ้นเชิง ท่านงดฉันเนื้อสัตว์ ตั้งแต่เมื่ออายุได้ 26 ปี และฉันอาหารเพียงมื้อเดียว ซึ่งมักเป็นผักต้มใส่เกลือกับพริกไทย บางครั้งก็ไม่ฉันข้าวทั้ง 5 เดือน นอกจากนี้ท่านยังงดฉันผักตามวันทั้ง 7

เมื่อท่านได้วิเวกทางกาย จิตใจก็หยั่งรู้เข้าสู่สมาธิหยั่งลงสู่วิปัสสนาญาณ ท่านก็ยิ่งมีความพากเพียรในการปฏิบัติกัมมัฏฐานมากขึ้นเคร่งครัดในวินัย ไม่แตะต้องลาภสักการะปัจจัย ฉันอาหารมังสะวิรัติ ประชาชนจึงเกิดความเลื่อมใส ชื่อเสียงของท่านก็ยิ่งโด่ง ดังไกลออกไป ชาวบ้านหลั่งไหลเข้ามาเคารพบูชาท่านมากขึ้น ต่อมา ครูบาขัติยะย้ายไปจำพรรษาที่อื่น

ท่านจึงรับตำแหน่งเจ้าอาวาส วัดบ้านปาง และบุกเบิกป่านั้นสร้างเป็นวัดขึ้น ไม่นานก็สร้างเสร็จมีงานฉลอง ปอยหลวง)ถึง 7 วัน 7 คืน และได้ตั้งชื่อวัดใหม่่แห่งนี้ว่า วัดศรีดอนชัยทรายมูลบุญเรืองบ้านปาง ชาวบ้านเรียกว่า วัดบ้านปาง ส่วนวัดเดิมที่มีอยู่ในหมู่บ้านก็หมดสภาพไป

นับเป็นวัดแรกที่ท่านได้สร้างขึ้นมา พ.ศ. 2444 ต่อมาระหว่างปี พ.ศ. 2451-2463 ต้องอธิกรณ์ถูกกล่าวหาในหลายกรณี เช่นเป็นพระอุปัชฌาย์เถื่อน ไม่ประพฤติตนให้ เป็นไปตามคำสั่งของคณะสงฆ์ ไม่อยู่ในบังคับบัญชาของพระครูมหารัตนากร เจ้าคณะแขวงลี้ ที่เพิ่งตั้งขึ้นมาใหม่ตามพ.ร.บ.ปกครองคณะสงฆ์ ครูบาศรีวิชัยถูกกักบริเวณให้อยู่ในวัดพระธาตุหริภุญชัย 1ปีพ.ศ.2454

ครูบาศรีวิชัย

ถูกกักบริเวณอยู่ในวัดศรีดอนชัยเชียงใหม่ 3 เดือน สุดท้ายจึงถูกนิมนต์ให้เข้าไปสอบสวนที่กรุงเทพฯ พ.ศ.2463แต่ทุกคดีก็ได้รับการวินิจฉัยจากสมเด็จพระมหาสมณะเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส สมเด็จพระสังฆราชในสมัยนั้นว่าไม่มีความผิดครูบาศรีวิชัย จึงเดินทางกลับจังหวัดลำพูน บรรดาสานุศิษย์จัดขบวนต้อนรับ

ทำพิธีบายศรีสู่ขวัญ ประชาชนก็เพิ่มความเคารพ เลื่อมใสยิ่งขึ้น ถูกอธิกรณ์ครั้งที่ 2 ปี พ.ศ. 2478 จึงทำให้ศรัทธาสาธุชนทั่วสารทิศมาเฝ้าชื่นชมบารมี ร่วมทำบุญกับครูบาศรีวิชัย ที่ถือว่าเป็นพระอริยสงฆ์มาโปรดสัตว์โลกในยุคกึ่งพุทธกาล ท่านมักจะรับนิมนต์ ไปเป็นประธาน นั่งหนัก ในการบูรณะศาสนสถานทั่วภาคเหนือไม่ต่ำกว่า 108

แห่งผลงานการก่อสร้างศาสนาสถาน และสาธารณสมบัติบูรณะซ่อมแซมบริเวณหน้าวิหารหลวงและพระบรมธาตุ วัดพระธาตุหริภุญชัย พ.ศ.2463 หลังจากกลับจากกรุงเทพฯแล้วไปบูรณะพระเจดีย์ พระธาตุดอยเกิ้ง อำเภอฮอด พ.ศ.2464 สร้างวิหาร วัดพระเจ้าตนหลวง จังหวัดพะเยา พ.ศ.2465บูรณะพระธาตุช่อแฮ จังหวัดแพร่ พ.ศ.2466 วัดพระสิงห์ จังหวัดเชียงใหม่ พ.ศ.2467

สร้างธาตุและบันไดนาค วัดบ้านปางพระธาตุ เกตุสร้อยแก่งน้ำปิง พ.ศ. 2468 รวบรวมพระไตรปิฏกฉบับอักษรล้านนาจำนวน 5,408ผูก พ.ศ.2469-2471บูรณะวัดสวนดอก จังหวัดเชียงใหม่ พ.ศ.2474 และผลงานชิ้นอมตะคือ การสร้างทางขึ้นดอยสุเทพจังหวัดเชียงใหม่ ที่ศรัทธาสานุชนมาร่วมกันสร้างถนนวันละไม่ต่ำกว่า 5.000 คน แล้วเสร็จภายใน 6 เดือน

ตามสัจจะวาจา พ.ศ.2478 สร้างวิหารวัดบ้านปางเสร็จปี พ.ศ.2482

วัดจามเทวี พ.ศ.2479 สุดท้าย คือ สะพานศรีวิชัย เชื่อมระหว่างลำพูน ริมปิง เชียงใหม่พ.ศ.2481 ที่มาสร้างเสร็จภายหลังจากที่ครูบาศรีวิชัยมรณภาพ รวมวัดต่างๆที่ท่านครูบาเจ้าศรีวิชัยไปบูรณะปฏิสังขรณ์รวม 108 วัดต่อมามีผู้เรียกท่านว่า พระศรีวิชัย ชาวบ้านจึงเรียกท่านว่า ครูบาศรีวิชัยบ้าง ครูบาวัดบ้านปางบ้าง ครูบาศีลธรรมบ้างซึ่งเป็นนามที่ชาวบ้านตั้งให้ ด้วยความนับถือ

ครูบาศรีวิชัย

ช่วงเวลาสุดท้ายของชีวิตครูบาศรีวิชัย

ครูบาศรีวิชัย ถึงมรณภาพลงเมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2481 ที่วัดบ้านปาง จังหวัดลำพูน อายุ 60ปี เศษพรรษได้ 40 พรรษาท่านก็ถึงแก่มรณภาพด้วยอาการสงบ ศพของท่านได้เก็บไว้
ที่วัดบ้านปางเป็นเวลา 1 ปี เมื่อวิหารที่วัดบ้านปางเสร็จเรียบร้อยแล้วก็นำศพของท่านแห่เป็นขบวนใหญ่กลับเข้าสู่วัดจามเทวี จังหวัดลำพูน
เป็นเวลา 7 ปี

เพื่อให้ลูกศิษย์ ได้พึ่งบารมีของท่าน อัฐิของท่านออกเป็น 6 ส่วน คือบรรจุไว้ที่วัดบ้านปาง อำเภอลี้ จังหวัดลำพูน ส่วนหนึ่ง บรรจุไว้ที่วัดจามเทวี อำเภอเมือง จังหวัดลำพูน ส่วนหนึ่งบรรจุไว้ ที่วัดสวนดอก อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ส่วนหนึ่งบรรจุ ไว้ที่วัดพระแก้วดอนเต้า จังหวัดลำปางส่วนหนึ่งบรรจุไว้ที่วัด พระเจ้าตนหลวง จังหวัดเชียงราย ปัจจุบันจังหวัดพะเยา ส่วนหนึ่งบรรจุไว้ที่วัดพระธาตุช่อแฮ จังหวัดแพร่ส่วนหนึ่ง

ขอขอบคุณบทความดีๆ จาก ufabet.com

Credit : https://ufabets5.com/